تسجيل الدخول...โอมเห็นแม่สะอื้นหนักก็ยิ่งใจเสียเช่นกัน แต่เขาไม่ได้รู้สึกตกใจกับคำพูดของพ่อสักเท่าไหร่นั่นเพราะเป็นสิ่งที่เขารู้มาก่อนแล้ว
“แม่ครับ!!! พ่อครับ!!! ผมสัญญาครับว่าจะพาพี่ออมกลับมาและจะทำให้เขาเป็นพี่ออมคนเดิมให้ได้” ...น้ำเสียงจริงจังของโอมทำให้พ่อกับแม่ค่อยคลายความโศกเศร้าลงได้บ้าง .................... ...วิทลงจากรถที่ขับมาจอดยังโรงจอดรถแล้วเดินอ้อมไปเปิดประตูอีกฝั่งพร้อมกับผายมือเชื้อเชิญด้วยมาดสุภาพบุรุษ “เชิญครับคุณอีฟถึงบ้านผมแล้วครับ!!” ...อีฟนักการตลาดมืออาชีพที่เขาลงทุนจ้างด้วยเงินเดือนสูงลิ่วให้มาช่วยผลักดันงานส่งออกของบริษัทให้ก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง เธอสวมชุดกระโปรงผ้าซีฟองสีครีมค่อยๆ ก้าวเท้าลงมาด้วยใบหน้ายิ้มแย้มและเป็นมิตร “บ้านน่ารักจังค่ะวิท” ...เธอพูดขณะหันมามองตัวบ้านที่เจ้าตัวพูดถ่อมตัวไว้ว่าอยู่กระท่อมปลายนากลางเมืองกรุงซึ่งเป็นมุกที่อีฟงงๆ เพราะนึกภาพไม่ออกเลยไม่รู้ว่าจะขำหรือจะแปลกใจกันแน่ “น่ารักเหมือนคนพามาใช่ไหม!! หึๆๆ เชิญเข้าบ้านเถอะครับคุณพ่อคุณแม่รออยู่แต่วันนี้เจ้าวิน คงไม่ได้อยู่ดูหน้าว่าที่พี่สะใภ้หรอกครับเพราะติดเข้าเวร อู๊ยยยย!!! อะไรที่ผมเผลอพูดไปก็ให้รู้ไว้นะครับว่าผมตั้งใจพูด อิอิ” ...วิทหยอดมุกอย่างอารมณ์ดี และเขายังเป็นเจ้านายที่มีอารมณ์ขันอยู่ตลอดจึงทำให้บรรยากาศในบริษัทของเขาค่อนข้างกระปรี้กระเปร่ากันทั้งวัน “แหมพูดเสียจนอีฟไปไม่เป็นเลยนะคะ ฮ่าๆๆ” ...หญิงสาวโต้กลับอย่างคนอารมณ์ดีเช่นกันก่อนจะเดินตามหลังเขาเข้าไปในบ้าน ...พ่อกับแม่ของวิทนั่งอยู่ตรงโซฟารับแขกก็ลุกขึ้นและรับไหว้จากหญิงสาวด้วยสีหน้าท่าทางยิ้มแย้มเช่นกัน “นั่งก่อนลูก!!! ตามสบายนะ แหมหน้าตาน่ารักเชียว สมกับที่เจ้าวิทเขามานินทาให้แม่ฟังเลยล่ะ ฮ่าๆๆ” ...คุณปรียาเปิดวงสนทนาด้วยคำพูดที่เป็นกันเองพร้อมหยอดคำพูดสนุกๆ เพื่อไม่ให้หญิงสาวเกิดอาการเกร็ง ...นายพลตฤณเห็นอีฟแล้วยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ คิดในใจว่าคงใกล้เวลาที่ครอบครัวจะมีงานมงคลแล้วกระมัง ...ส่วนวิทมีโทรศัพท์เข้ามาเมื่อเห็นหน้าจอว่าคนโทรเป็นเจ้าของฟาร์มกล้วยไม้จากเชียงใหม่เลยขอตัวออกไปคุยข้างนอก...ระหว่างรอลูกชายคนโต นายพลตฤณก็ชวนอีฟคุยต่อ
“เจ้าวิทมาชมให้พ่อฟังนะว่าหนูเก่งการตลาดมาก พ่อดีใจนะที่เจ้าวิทได้คนเก่งๆ มาทำงานด้วยบริษัทจะได้เจริญรุ่งเรืองนะลูกนะ” ...นายพลตฤณแทนตัวเองว่าพ่อและพูดด้วยเสียงสุภาพยิ่งทำให้อีฟมือโปรเฟสชั่นแนลการตลาดรู้สึกอบอุ่นใจและคลายอาการเกร็งลงได้มาก “คุณวิทก็เก่งค่ะนี่เพิ่งรับโปคเจคใหม่มาอีกหนึ่งงานค่ะคือรับซื้อดอกกล้วยไม้จากฟาร์มที่เชียงใหม่เพื่อส่งไปยังแถบลาตินอเมริกาค่ะ” ...ทั้งนายพลตฤณและคุณปรียาต่างมองหน้ากันแล้วยิ้มด้วยความภูมิใจในตัวลูกชาย เพราะทราบว่ากำลังคิดขยายงานส่งออกแต่ยังไม่ชัดเจนว่าจะเป็นสินค้าประเภทไหนจนมารู้จากปากหญิงสาวคนสนิทของลูกชายนี่แหละ “ดอกกล้วยไม้เหรอ!!! โอ้โหดีจังเลยแม่ว่าต้องไปได้ดีแน่ๆ เพราะกล้วยไม้ของไทยนี่ขึ้นชื่อไปทั่วโลกเลยนะ!!” ...คุณปรียาพูดอย่างตื่นเต้นและดีใจกับข่าวใหม่ของบริษัทลูกชาย “ค่ะเจ้าของฟาร์มเขาทดลองเพาะผสมเนื้อเยื้อให้เป็นพันธุ์ใหม่ๆ และดูแลจนออกดอกสวยมากค่ะแล้วถ่ายรูปส่งมาให้เราดู คุณวิทเห็นก็รีบตกลงเกือบทันทีเลยค่ะ เพราะสวยๆ ทั้งนั้นเลยค่ะ” ...น้ำเสียงสดใสกับกิริยาท่าทางพอเหมาะนั้นทำให้บรรยากาศการพูดคุยมีสีสันขึ้นทันที ...จนเมื่อวีเดินเข้ามาพร้อมกับเปิดยิ้มมาแต่ไกล “ประกาศครับคุณพ่อคุณแม่ครับ!! อาทิตย์หน้าเจ้าของฟาร์มกล้วยไม้จากเชียงใหม่จะเอากล้วยไม้ต้นจริงดอกจริงที่เสนอขายส่งกับเรามาให้เราได้ชมถึงที่เลยล่ะครับ ส่วนรายละเอียดความเป็นมาคิดว่าลูกน้องของผมคงโม้ให้พ่อกับแม่ฟังไปแล้วใช่ไหมครับ ฮ่าๆๆ” ...วีแจ้งข่าวกับทุกคนอย่างอารมณ์ดี ...คุณปรียามองหญิงสาวที่นั่งอมยิ้มอยู่อย่างน่ารักแล้วอดไม่ได้ที่จะคิดไปถึงใครอีกคน คนที่เธอคิดถึงตลอดเวลา คนที่เธอสวดมนต์ทุกคืนเพื่อขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองและช่วยให้สำเร็จในการฝึกกลับมา...แม้ต้องแลกกับการให้คำสัตย์ปฏิญาณว่าจะไม่เอ่ยถึงให้ใครได้รับรู้เพราะถือเป็นบุคคลที่จะปฏิบัติการราชการลับต่อไป แต่ไม่มีเวลาไหนที่ไม่คิดถึงและไม่เป็นห่วง นี่ก็เหลืออีกสามเดือนกว่าๆ แล้วที่เบลจะกลับมาให้แม่ได้กอดได้หายคิดถึง
......................สายอีกวันรถยนต์ส่วนบุคคลเจ็ดที่นั่งของโอมก็มาจอดตรงหน้าอาคารราชการในเมือง โอมในชุดสไตล์การแต่งกายที่คุ้นเคยยืนอยู่กับเบญรดาในชุดเสื้อยืดสีขาวสะอาดกางเกงยีนส์สีเข้ม โอมมองหน้าเบญรดาแล้วยิ้ม“พร้อมยัง!!”“มาขนาดนี้แล้วถ้าไม่พร้อมนี่เสียฟอร์มแย่สิ หึหึ”“ดีมาก งั้นไป”...ว่าแล้วโอมก็จูงมือเบญรดาเดินเข้าไปยังสำนักงานราชการเพื่อทำการจดทะเบียนสมรสตามที่ได้ตกลงกันไว้เมื่อคืน และเขาก็โทรไปคุยกับท่านนายพลและคุณปรียารวมทั้งวิทเรียบร้อยแล้วด้วย หลังจากคุยกับฝั่งเบญรดาแล้วเขาก็โทรบอกพ่อกับแม่เขาเองด้วยแล้วเล่าทุกอย่างให้ฟังคร่าวๆ เมื่อผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายไม่มีปัญหาเขาก็พาเธอมาจดทะเบียนเลยในวันนี้...ทุกอย่างเป็นไปตามข้อตกลงและยินยอมของเธอกับเขาและผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่าย นั่นคือจะไม่มีการจัดงานแต่งงานหรืองานเลี้ยงใดๆ เพราะให้เกียรติตำแหน่งและหน้าที่ของเบญรดาที่ยังคงอยู่แบบไร้ตัวตนตามที่เธอร้องขอ...โอมที่วันนี้สีหน้าเปลี่ยนเป็นคนละคนกับวันก่อนๆ หัวใจเขาได้รับการซ่อมแซมแล้วตั้งแต่เมื่อคืนซึ่งถือว่าเขายังโชคดีที่เบญรดากลับมาทันเวลา เพราะไม่อย่างนั้นเขาอาจหลับไม่ตื่นไปแล้วจากการรอเธออย่างไม่มีจุดหมาย...
“มีวันนึงพี่วิทไปทำงานแล้วโดนตามค่ะ พี่วินก็โดนตาม ดีที่ไหวตัวทันเลยย้ายกันไปอยู่บ้านอีกหลังแล้วทำงานอยู่ที่บ้านค่ะ แล้วก็เปลี่ยนซิมใหม่กันหมดเพราะป๊ายื่นเรื่องไปที่ตำรวจไซเบอร์จนได้รู้ว่ามันตามจากเบอร์โทรค่ะ ส่วนที่พี่วิทไม่ติดต่อกลับหาคุณเพราะ เอ่อ...”“เพราะอะไร!!”“เอ่อ..คือ เพราะป๊าถามฉันว่าถ้ายังเสี่ยงอยู่แบบนี้แล้วจะยังอยากกลับมาหาคุณไหม ตอนนั้นฉันนอนหยอดข้าวต้มอยู่แล้วคิดว่าถ้าฉันเลือกเส้นทางนี้แล้วและตอนนี้ก็เจ็บสาหัสยิ่งอนาคตก็ยิ่งบอกไม่ได้ว่าจะตายหรือจะรอด ฉันเลยบอกป๊าว่าไม่ขอไปต่อกับคุณแล้วค่ะ ป๊าเลยบอกพี่วิทว่าถ้าฉันเลือกแบบนั้นก็ให้พี่วิทหยุดคุยเรื่องฉันกับคุณไปเลย แค่ให้คนที่บริษัทดำเนินการเรื่องงานไปตามปกติ และรอดูสถานการณ์ดีขึ้นเมื่อไหร่พี่วิทค่อยกลับมาคุยงานกับคุณเหมือนเดิม ป๊าบอกว่าให้ความเงียบค่อยๆ บอกคุณเอง เอ่อคุณอย่าโกรธป๊านะคะ ถ้าจะโกรธก็โกรธฉันนี่” ...โอมยิ่งฟังก็ยิ่งคิดว่านี่คือรายละเอียดสำคัญทั้งนั้น แต่สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับเขาตอนนี้คือนี่ไม่ใช่หรือคือปาฏิหาริย์ที่เขาร้องขอทุกวันทุกคืนทั้งๆ ที่เธอตัดเขาไปแล้ว แต่แล้วเธอก็กลับมา เขาค่อยๆ เลื่อนมือข้างหนึ่งไป
...เขาหลับลึกจนฝันเห็นเบญรดาอยู่บ่อยครับ และครั้งนี้ก็เช่นกันที่เขากำลังฝันว่าเธอมาหามาดูแลเขา มาถามไถ่สารทุกข์สุกดิบโดยเธอมานั่งตรงริมขอบที่นอนแล้วยกฝ่ามือขึ้นแตะหน้าผากเขาเพื่อจะดูว่าความร้อนจากอาการไข้ได้ลงลงหรือยัง...ในฝันนั้นเขาเห็นว่าขณะเธอกำลังใช้มืออังหน้าผากเขาอยู่นั้น และเขาก็กลัวว่าเธอจะดึงมือกลับเขาเลยรีบคว้ามือนั้นเอาไว้เพราะไม่อยากให้เธอจากเขาไปอีก“น้องเบล!!!”...โอมเผลอเรียกชื่อนั้นออกมาพร้อมร่างที่สะท้านตัวขึ้นตามความกลัวว่าเธอจะหายไป จนเมื่อลืมตาขึ้นถึงได้รู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นแค่ความฝัน...แต่ความฝันทำไมเหมือนจริงเสียเหลือเกิน เพราะขนาดรู้สึกตัวแล้วก็ยังรู้สึกว่ามือเขากำลังกุมมือใครอยู่“เป็นอย่างไรบ้างคะ!! พี่แสงดาวบอกว่าคุณไม่สบายเลยกินยาแล้วนอน ตอนนี้ดีขึ้นหรือยัง!!”...น้ำเสียงที่คุ้นเคยนั้นถามเขา แต่เพราะโอมยังตกอยู่ในความงุนงงว่านี่คือความฝันหรือความจริง เขามองผู้หญิงที่นั่งอยู่ข้างเขาตอนนี้ เธอสวมเสื้อเชิ้ดรัดรูปสีฟ้าอ่อนและกางเกงผ้าสีดำ และหน้าตาท่าทางเธอคนนี้ก็เหมือนคนที่จากเขาไปแล้วทุกกระเบียดนิ้ว...โอมรู้สึกลำคอตีบตันขึ้นมาอีกแล้วเพราะคิดว่ามีแต่คนใจ
...จากหนึ่งวันเป็นสามวัน จากสามวันเป็นอาทิตย์ จากอาทิตย์ก็ผ่านไปเป็นเดือน จนวันเวลาล่วงเลยเข้าเดือนที่สาม...ชายหนุ่มที่ชื่ออภิภัทร์หรือโอมยังคงใช้ชีวิตปกติกับธุรกิจฟาร์มกล้วยไม้กลางดอยแม่แจ่ม และนับวันก็ยิ่งมีหน่วยงานต่างๆ ได้ติดต่อเข้ามายังบริษัทขนาดกลางของเขาเพื่อขอเป็นคู่ค้าบ้างและสั่งจองดอกกล้วยไม้จากฟาร์มเพื่อประดับตกแต่งรองรับงานต่างๆ มากมายจนแต่ละเดือนมียอดขายพุ่งสูงขึ้นอย่างน่ายินดี...และแม้ว่ากิจการจะเติบโตและสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนได้มากมาย แต่ผู้เป็นเจ้าของกิจการกลับไม่มีความสุขจากธุรกิจที่เติบโตขึ้นเลย จากชายหนุ่มบุคลิกดีหน้าตาดีจนเป็นที่แอบถูกใจของสาวๆ มากมายและจิตใจที่เคยแข็งแกร่งแต่โอบอ้อมอารี ...กลายเป็นตอนนี้ผู้ชายที่ชื่อโอมซูบผอมลงมาก หน้าตาก็ดูเคร่งเครียดตลอดเวลาไม่ค่อยพูดค่อยจาเหมือนเมื่อก่อน และน้อยครั้งมากที่เขาจะแสดงตัวต่อสังคมหรือที่ไหนๆ ก็ตาม เพราะงานทุกอย่างสามารถสั่งการผ่านผู้จัดการและอินตาได้ เขาจึงมีโลกส่วนตัวที่ส่วนใหญ่จะอยู่แค่บ้านพักริมหน้าผากับกระท่อมปีกไม้กลางสวนกล้วยไม้เท่านั้น...แม้แต่อัญชิกาเองเขาก็เลือกที่บล็อคเบอร์เธอและบอกให้ผู้จัดการในบริษัท
...และแล้วเวลาก็ผ่านไปอีกหนึ่งวันเต็มๆ ที่โอมไม่สามารถทำอะไรได้เลย เขาอยากจะติดต่อคนโน้นคนนี้เพื่อตะล่อมถามก็เกรงว่าจะเป็นการเปิดเผยสถานะของเบญรดาออกไป เขาจึงตกอยู่ในภาวะเครียดอย่างหนัก...ขณะที่เขานั่งเคร่งเครียดอยู่ในห้องนั่งเล่นซึ่งแยกส่วนมาจากห้องโถงนั้น เสียงโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้น เขารีบหยิบมาดูก็เห็นว่าเป็นเบอร์ที่ไม่คุ้นเคยแต่ก็รีบกดรับเพราะหวังว่าจะมีข่าวเบญรดา“ฮัลโหล สวัสดีครับคุณโอม ผมชื่อศิรวัฒน์นะครับ”“ฮัลโหล ครับสวัสดีครับ”“คือคุณวีรวิทย์เจ้านายของผมมอบหมายให้ผมเป็นคนติดต่อประสานงานเรื่องกล้วยไม้กับคุณตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปนะครับ”...คำพูดจากคนที่โทรมาทำให้โอมแปลกใจ“อ้าวแล้วคุณวิทล่ะครับ ผมพยายามโทรติดต่อ แต่ติดต่อไม่ได้เลย ไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้นหรือเปล่าครับ”...โอมรีบถามกลับอย่างร้อนใจ เพราะนี่คงเป็นความหวังเดียวที่เขาจะได้รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น“คุณวีรวิทย์ลางานยาวเลยครับ ลาแบบไม่มีกำหนดและไม่ได้บอกไว้ครับว่าลาทำไม ลาไปไหน บอกอย่างเดียวว่าลาแบบไม่มีกำหนดเพราะมีเรื่องสำคัญมากต้องจัดการ และฝากบอกคุณว่าช่วงนี้ยังไม่ต้องไปที่บ้านนะครับเพราะตอนนี้ไม่มีใครอยู่เลย เลยเกรง
...โอมขับรถมาตามถนนสายหลักจนมาถึงทางแยกเข้าสู่ถนนเป้าหมายเพื่อไปยังโกดังพ่อเลี้ยงทรงพล แต่ข้างหน้าเขาเห็นตำรวจจราจรหลายนายคอยโบกมือส่งสัญญาณห้ามรถเลี้ยวเข้าถนนเส้นนั้น และทำการโบกมือส่งสัญญาณให้รถเบี่ยงไปทางอื่น...นี่คือช่วงเวลาเคลียร์พื้นที่ เจ้าหน้าที่จึงต้องคอยกันไม่ให้ประชาชนเข้าไปใกล้พื้นที่ที่เกิดเหตุ...โอมหักพวงมาลัยเข้าซ้ายมือเพื่อจอดรถตรงข้างทางก่อนจะถึงทางแยกที่มีตำรวจจราจรยืนอยู่นั่น เพราะต่อให้เขาไปต่อเขาก็คงเข้าไปไม่ได้อยู่ดี เขาลงมายืนดูสถานการณ์ว่าพอจะมีทางได้เข้าไปเส้นทางนั้นได้หรือไม่...รถราเริ่มหนาตาขึ้นและชะลอเป็นคอขวดอยู่เต็มถนนเส้นหลัก เพราะข้างหน้ามีเจ้าหน้าที่คอยเปิดทางให้รถวิ่งผ่านเป็นระยะๆ...แล้วเสียงเฮลิคอปเตอร์ก็ดังกระหึ่มขึ้นอีกครั้ง เขาเงยหน้ามองตามใบพัดยักษ์ที่ค่อยๆ เคลื่อนตัวสูงขึ้นๆ นั่น ใจโอมเต้นโครมครามไม่เป็นจังหวะและมีแต่ความสงสัยว่าจะมีใครอยู่บนเฮลิคอปเตอร์นั่นบ้าง จะมีเบญรดาอยู่ด้วยไหม!! ถ้าเธออยู่ด้วยเธอปลอดภัยดีใช่ไหม!!...แต่แล้วโอมก็ทำได้แค่ยืนแหงนมองเฮลิคอปเตอร์ที่ดังสะท้านไปทั้งน่านฟ้าเมืองเชียงใหม่ ก่อนจะค่อยๆ หายลับไปสุดปลายฟ้านั่น แต่







