FAZER LOGIN
ท้องฟ้าสีครามสดใสตัดกับสีเขียวขจีของยอดต้นกล้าที่กำลังสะพัดล้อลมร้อน แสงแดดยามบ่ายของจังหวัดอุบลราชธานีนั้นรุนแรงพอจะทำให้ยางมะตอยบนถนนลูกรังเริ่มนิ่ม แต่สิ่งนั้นไม่ใช่อุปสรรคสำหรับรถ SUV ยุโรปคันหรูที่กำลังแล่นตะบึงเข้ามาด้วยความเร็ว จนกระทั่ง...
“กึก! ครืดดดดด!”
เสียงล้อรถบดกับดินเลนที่ยุ่ยตัวเพราะฝนเมื่อคืนดังสนั่น รถคันละหลายล้านจอดสนิทกลางหล่มโคลนสีแดงข้น ประตูรถฝั่งคนขับเปิดออกเบาๆ พร้อมกับรองเท้าหนังแบรนด์เนมมันวับที่ค่อยๆ ก้าวลงมาเหยียบพื้น...
“เชี่ย!” กริช สถาปนิกหนุ่มวัย 28 ปี อุทานออกมาด้วยภาษากลางที่ชัดถ้อยชัดคำ เขาจ้องมองรองเท้าคู่ละสองหมื่นที่จมหายไปในเลนกึ่งหนึ่งด้วยสีหน้าเหมือนโลกกำลังจะแตก ชุดสูทผ้าคอตตอนเนื้อดีเริ่มเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ เขาปาดหน้าผากที่ชื้นเหงื่อ พลางหันมองไปรอบๆ ตัวที่ไม่มีตึกสูง ไม่มีเซเว่นฯ และไม่มีวี่แววของสัญญาณโทรศัพท์
“ไหนพ่อเคยบอกว่าถนนเข้าถึงแล้วไงวะ...”
ในขณะที่กริชกำลังยืนเก้ๆ กังๆ เตรียมจะใช้มือขาวผ่องพยายามดันรถ เสียงเครื่องยนต์รถมอเตอร์ไซค์ดัดแปลง หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า ‘รถซาเล้ง’ ก็ดังแว่วมาแต่ไกล พร้อมกับฝุ่นสีแดงที่ตลบอบอวล
รถซาเล้งคันนั้นมีกะละมังพลาสติกและกระสอบมูลควายวางเทินกันมาจนสูงลิ่ว คนขับเป็นหญิงสาวในชุดเสื้อแขนยาวลายสก็อตเก่าๆ ผ้าเขม่าปิดหน้าปิดตา เหลือเพียงดวงตากลมโตสุกใสที่จ้องมองชายแปลกหน้าด้วยความสงสัย เธอเบรกกะทันหันจนตัวรถส่าย
“โอ๊ยยยย อ้าย มาจอดเฮ็ดหยังขวางทางแท้ล่ะนิ รถกะงามปานนี้ คือมาตกส่าง (หล่ม) อยู่หม่องนี่”
เสียงใสๆ ที่พ่นภาษาอีสานไฟแลบทำเอาสถาปนิกหนุ่มยืนงง เขาพยายามรวบรวมสติแล้วตอบกลับด้วยภาษากลางอย่างสุภาพที่สุด
“เอ่อ... ขอโทษนะครับ พอดีรถผมติดหล่ม คุณพอจะช่วยตามคนมาลากรถให้หน่อยได้ไหมครับ”
หญิงสาวบนรถซาเล้งเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง เธอค่อยๆ ดึงผ้าโพกหน้าออก เผยให้เห็นใบหน้าสวยคมสไตล์สาวอีสานแท้ๆ ผิวสีน้ำผึ้งเนียนละเอียดและรอยยิ้มที่กวนประสาทเล็กน้อย เธอจ้องมองกริชตั้งแต่หัวจรดเท้า ก่อนจะหัวเราะพรืดออกมา
“เว้าไทยซะด้วย... มาหาไผกะด้อกะเดี้ย (จะมาหาใครขนาดนั้น) ใส่สูทนุ่งผ้ามันมายืนตากแดดสิเป็นลมตายก่อนเด้ออ้าย มาๆ หลบไป อิปิ๊ผู้นิสิส่อยเอง!”
“อิปิ๊” กริชทวนคำชื่อนั้นอย่างงงๆ
“นั่นชื่อคุณเหรอ”
“เออซั่นเด่ะ! ปิยะฉัตร แปลว่าร่มเงาอันประเสริฐ แต่คนแถวนี้เอิ้นอิปิ๊เจ้าค่ะ” เธอพูดประชดพลางโดดลงจากรถซาเล้ง มือเรียวคว้าเชือกป่านเส้นหนาที่วางอยู่หลังรถออกมา
“ถอยไปอ้าย หนุ่มกรุงคือจั่งเจ้าอย่ายืนขวางทางลม เดี๋ยวมันสิเหม็นขี้ควาย”
กริชยืนมองผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่กำลังมัดเชือกกับกันชนรถหรูของเขาอย่างคล่องแคล่ว ความรู้สึกบางอย่างที่เขาพยายามลืมมาตลอด 20 ปีเริ่มผุดขึ้นมาในใจ กลิ่นดิน กลิ่นต้นไม้ และน้ำใจแปลกๆ ของคนแถวนี้ ... บางที การกลับมารับมรดกครั้งนี้ อาจจะไม่ได้ง่ายเหมือนที่เขาคิดไว้เสียแล้ว
ความเย็นเยียบของเครื่องปรับอากาศในรถ SUV ไม่ได้ช่วยให้ใจของ กริช เย็นลงได้เลย ภาพความทรงจำสุดท้ายเกี่ยวกับพ่อยังคงชัดเจน... พ่อจากไปทิ้งไว้เพียงเถ้ากระดูกและคำสั่งเสียสุดท้ายที่เหมือนปริศนา
“กริช... ถ้าพ่อไม่อยู่แล้ว กลับไปหาย่าที่อุบลฯ นะลูก ที่ดินแปลงนาที่พ่อเคยเล่าให้ฟัง มันเป็นของลูก พ่อขอโทษที่พาเจ้าหนีมา...”
ยี่สิบกว่าปีที่แล้ว พ่อพากริชและแม่หนีความขัดแย้ง "แม่ผัว-ลูกสะใภ้" ออกจากบ้านนอก มุ่งหน้าสู่แสงสีของกรุงเทพฯ กริชเติบโตมาในคอนโดหรู เรียนโรงเรียนอินเตอร์ และกลายเป็นสถาปนิกที่ใช้ชีวิตอยู่กับไม้บรรทัดเหล็กและแบบแปลนดิจิทัล เขาแทบจะลืมไปแล้วว่าเสียงเหน่อๆ ของสำเนียงอีสานมันฟังดูอบอุ่นแค่ไหน จนกระทั่งเท้าของเขาจมลงไปในขี้โคลนหน้าหมู่บ้านโคกอีแหลวในวันนี้
"ถอยไปอ้าย! ยืนเฮ็ดหน้าหล่ออยู่หั่น รถมันสิขึ้นเองได้บ่!"
เสียงของหญิงสาวที่ชื่อ อิปิ๊ ปลุกเขาจากภวังค์ กริชสะดุ้งรีบถอยกรูดออกมาจนเกือบเสียหลักล้มลงในเลน เขาจ้องมองภาพเบื้องหน้าอย่างไม่อยากเชื่อสายตา หญิงสาวร่างเพรียวในชุดเปื้อนฝุ่นกำลังมัดปมเชือกป่านเส้นเขื่องเข้ากับกันชนรถหรูของเขาอย่างช่ำชอง
"เดี๋ยวคุณ! เชือกนั่นมันจะขูดสีรถผมนะ ราคาทำสีใหม่มันแพงกว่าซาเล้งคุณทั้งคันเลยนะ" กริชท้วงเสียงหลง
กริชยืนมองเชือกป่านเส้นเขื่องที่ผูกกับท้ายรถซาเล้งสลับกับมองหน้านางเอกอย่างไม่เชื่อสายตา
"คุณ... จะเอาซาเล้งมาลากรถหนักสองตันเนี่ยนะ เครื่องมันไม่ระเบิดใส่หน้าผมก่อนเหรอ"
อิปิ๊หยุดมือที่กำลังสตาร์ทรถซาเล้ง เธอมองกริชด้วยสายตาเหมือนมองคนพูดไม่รู้เรื่อง ก่อนจะแย้มยิ้มกวนประสาท
"โธ่... อ้ายจ๋า ดูถูกเครื่องยนต์ข่อยแท้ ซาเล้งคันนี่ลากขี้ควายมาแล้วครึ่งตำบลเด้อ! แต่ว่ากระซ่างเถาะ... คันอ้ายย่านเครื่องมันพัง ข่อยใช้ 'เครื่องยนต์รุ่นดั้งเดิม' กะได้"
พูดจบ อิปิ๊ก็ชูนิ้วชี้กับนิ้วกลางเข้าปากแล้ว "วี๊ดดดดดดด!" ผิวปากเสียงดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วทุ่งนา กริชสะดุ้งจนตัวโยน
"คุณทำอะไรน่ะ เรียกพวกมาปล้นผมเหรอ"
"ปล้นบ้านอ้ายส เบิ่งพู้น" อิปิ๊ชี้มือไปทางใต้ต้นจามจุรีใหญ่
ท่ามกลางฝุ่นที่ตลบเบาๆ กริชเห็นเงาร่างทึมๆ ขนาดมหึมากำลังเดินตรงมา มันคือควายเผือกตัวยักษ์ กล้ามเนื้อเป็นมัดๆ เขาวงกว้างดูน่าเกรงขาม แต่มันกลับเดินเคี้ยวหญ้าหน้าตาเฉยเมยมาหยุดอยู่ข้างซาเล้งของอิปิ๊
"นี่ 'บักถึก' พาร์ทเนอร์ข่อยเอง" อิปิ๊ตบหัวเจ้าควายยักษ์เบาๆ
"ถึกเอ๊ย... เบิ่งแน่ หนุ่มกรุงเพิ่นเฮ็ดรถตกส่าง ช่วยเพิ่นแน่ลูกเดี๋ยวแม่สิหาหญ้าอ่อนๆ ให้กินเป็นรางวัล" กริชอ้าปากค้าง
"จะ... จะเอาควายมาลากรถผมเนี่ยนะ นี่มันยุค 5G แล้วนะคุณ รถลาก รถยกไม่มีหรอ"
"5G บ้านอ้ายกะสู้แรง 1 BP (Buffalo Power) บ้านข่อยบ่ได้ดอก!" อิปิ๊ไม่ฟังเสียงทัดทาน เธอจัดการย้ายเชือกจากซาเล้งมาคล้องเข้ากับแอกบนคอของเจ้าถึกอย่างรวดเร็ว
"อ้าย ขึ้นรถ! ไปประคองพวงมาลัยไว้ ข่อยสิให้สัญญาณ!"
กริชจำใจปีนกลับขึ้นไปนั่งบนเบาะหนังราคาแพงด้วยความรู้สึกสมเพชตัวเองอย่างบอกไม่ถูก สถาปนิกเกียรตินิยมอันดับหนึ่งต้องมาพึ่งควายลากรถกลางทุ่งอุบลฯ
"ถึก... ไปลูก! ฮึ่ย ๆ ๆ " อิปิ๊ตะโกนก้อง
เจ้าถึกพ่นลมหายใจดัง ฟืด! มันออกแรงดึงจนกล้ามเนื้อขาหลังสั่นพะเยิบ กริชเหยียบคันเร่งส่งเบาๆ ทันใดนั้น... "พรึ่ดดดด!" รถ SUV คันละหลายล้านพุ่งพรวดขึ้นจากเลนเหมือนโดนปาฏิหาริย์ดึง แรงดึงมหาศาลของเจ้าถึกทำเอารถข้ามหลุมโคลนมาจอดสนิทบนพื้นแข็งได้ในพริบตา
"ฮ่ะฮ่า เห็นบ่ล่ะอ้าย! บอกแล้วว่าบักถึกข่อยมันอึด!" อิปิ๊หัวเราะร่าพลางเดินไปลูบโหนกเจ้าถึก
"เก่งมากความหวังของหมู่บ้าน บักหล่อของอิแม่"
กริชถอนหายใจยาวพลางมองตามรถซาเล้งที่มีควายเดินต้อยๆ ตามหลังไป กลิ่นสาบควายและกลิ่นขี้เลนเริ่มซึมเข้าสู่โสตประสาทของเขาอย่างเลี่ยงไม่ได้
"เอาวะ... อย่างน้อยควายก็ไม่ทำให้สีรถถลอกล่ะมั้ง" กริชพึมพำกับตัวเอง กริชลงจากรถมองดูรอยขีดข่วนเล็กน้อยที่กันชนแล้วถอนใจยาว เขาล้วงกระเป๋าสตางค์หยิบแบงก์พันส่งให้
"ผมไม่มีแบงก์ย่อย คุณเอาไปเลย ไม่ต้องทอน" อิปิ๊จ้องแบงก์พันในมือสถาปนิกหนุ่ม ตาโตเท่าไข่ห่าน แต่แทนที่จะดีใจ เธอกลับขมวดคิ้วแล้วยัดแบงก์คืนใส่ข้อมือกริชแรงๆ
"บ่เอาดอก ข่อยขอแค่ค่าหญ้าบักทึกห้าสิบบาท อ้ายมีบ่ ถ้าบ่มีกะค้างไว้ก่อน วันหลังเอามาคืนข่อยที่บ้านผู้ใหญ่บ้าน"
"แต่ผม..."
"บ่ต้องแต่! คนบ้านนี่เขามีศักดิ์ศรีเด้ออ้าย บ่ได้เห็นแก่เงินปานนั้น" เธอสะบัดหน้าใส่ แล้วสตาร์ทรถซาเล้งเตรียมตัวจากไป
"ว่าแต่นี่... อ้ายสิไปไส หน้าตาแปลกถิ่นปานนี้ ย่างกรายเข้าหมู่บ้านระวังหมาแม่ลูกอ่อนเด้อ มันมักแฮ่ใส่คนแปลกหน้า"
"ผมจะไปบ้าน... ย่าบุญมา ครับ"
เครื่องยนต์ซาเล้งดับกะทันหัน อิปิ๊หันขวับมามองกริชอีกครั้ง คราวนี้สายตาของเธอเปลี่ยนไปจากความกวนประสาท กลายเป็นความสงสัยใคร่รู้
"บ้านแม่ใหญ่บุญมา อ้ายเป็นหยังกับเพิ่น"
"ผมชื่อกริช... เป็นหลานชายท่านครับ" อิปิ๊เงียบไปอึดใจหนึ่ง ก่อนจะหลุดหัวเราะออกมาเสียงดังลั่นทุ่ง
"ฮ่า ๆ ! อ๋อ... นี่น่ะเบาะ 'บักกริช' หลานชายที่แม่ใหญ่เพิ่นคุยอวดว่าไปเรียนเมืองนอกเมืองนา สูงขาวปานเทวดา ที่แท้กะแค่ 'บักหนุ่มกรุง' ที่ตกสว่างซื่อๆ นี่ล่ะน้อ!" กริชหน้าแดงก่ำ ไม่รู้ว่าแดงเพราะแดดหรือเพราะโดนสาวบ้านนาหัวเราะเยาะ
"คุณรู้จักย่าผมด้วยเหรอ"
"คนทั้งหมู่บ้านไผบ่ฮู้จักแม่ใหญ่บุญมา กะเสียชาติเกิดแล้วอ้าย" อิปิ๊ตบถังรถซาเล้งเบาๆ
"ตามข่อยมานี่ บ้านแม่ใหญ่เพิ่นอยู่ท้ายบ้านนู้น... ฟ้าวเด้อ เดี๋ยวหมากัดรถเจ้าข่อยบ่ส่อยเด้!"
กริชถอนหายใจยาวพลางมองตามรถซาเล้งที่ขับนำหน้าไป กลิ่นสาบควายยังคงอบอวลอยู่ข้างตัวเขา แต่อะไรบางอย่างบอกเขาว่า... ชีวิตที่สงบสุขแบบที่เขาคาดหวังจากการมาพักใจครั้งนี้ มันไม่มีทางเกิดขึ้นอย่างแน่นอน
แสงเงินแสงทองเริ่มจับขอบฟ้า ทุ่งนาสีเขียวขจีถูกปกคลุมด้วยม่านหมอกบางๆ ส่งกลิ่นดินผสมกลิ่นน้ำค้างที่สดชื่นจนกริชลืมตาตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกกระปรี้กระเปร่าอย่างประหลาด เขาไม่ได้ตื่นมาเพราะเสียงนาฬิกาปลุกดิจิทัล แต่ตื่นเพราะเสียงไก่ขันและเสียงนกกาเหว่าที่ร้องรับกันเป็นทอดๆ“ตื่นได้แล้วอ้ายกริช ตะเว็นสิเลียก้นแล้ว” เสียงใสๆ ของอิปิ๊ดังมาจากทางสระน้ำ เธอเดินกลับมาพร้อมล้างหน้าล้างตาจนสดใส ในมือถือขันน้ำอะลูมิเนียมใบเล็ก กริชบิดขี้เกียจบนเปลญวน พลางสูดอากาศเข้าปอดลึกๆ“ปิ๊... เชื่อไหม นี่เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่ผมตื่นมาแล้วไม่ปวดหัวเรื่องเดตไลน์งานเลย”“กะดีแล้วจ้า แต่มื้อนี่ล่ะเดตไลน์ของจริง!” อิปิ๊ชี้ไปที่เถียงนาสภาพเขรอะ“อ้ายสิเปลี่ยนมันเป็นสตูดิโออิหยังนั่นบ่แม่นเบาะ ฟ้าวสิ ข่อยสิช่วยเป็นลูกมือให้มื้อหนึ่ง”08.30 น. ปฏิบัติการ "รื้อเพื่อสร้าง"กริชเริ่มใช้ทักษะสถาปนิกที่ร่ำเรียนมา เขาไม่ได้เริ่มด้วยการทุบ แต่เริ่มด้วยการ "จัดระเบียบ" เขาหยิบสมุดสเก็ตช์ภาพออกมา วาดแปลนเถียงนาคร่าวๆ แบ่งสัดส่วนพื้นที่อย่างชาญฉลาด แบ่งห้องทำงาน ห้องเก็บของ“ปิ๊... มุมทิศตะวันออกนี่ แสงตอนเช้าสวยมาก ผม
ซาเล้งของอิปิ๊แล่นผ่านความมืดขรุขระของคันนามาจนถึงจุดหมาย แสงไฟจากหน้ารถสาดส่องให้เห็นเงาตะคุ่มของเถียงนาไม้ที่กริชเพิ่งวิ่งหนีมาเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน บรรยากาศเงียบสงัด มีเพียงเสียงจิ้งหรีดเรไรที่ประสานเสียงกันระงมจนกริชเผลอกระชับเป้ในมือแน่น“เอ้า... ถึงแล้วอ้ายกริช อย่ามัวแต่ยืนสั่น รีบลงมาช่วยกันจัดที่ทางก่อนสิค่ำไปกว่านี้”อิปิ๊กระโดดลงจากรถอย่างคล่องแคล่วกริชก้าวลงจากรถด้วยความระแวง สายตามองขึ้นไปบนเถียงนาที่มืดมิด“ปิ๊... คุณแน่ใจนะว่ายาสมุนไพรนั่นได้ผล ผมยังหลอนท่าทางสะบัดหางของเจ้าบ้านตัวลายไม่หายเลย”“เชื่อใจข่อยเถอะน่า” อิปิ๊พูดพลางหยิบแผ่นโซลาร์เซลล์ขนาดพกพาสามสี่แผ่นออกมาจากหลังรถ เธอเดินไปติดมันไว้ตามมุมเสาเถียงนาและกิ่งไม้ใกล้ๆ เพียงครู่เดียว แสงไฟสีนวลตาจากหลอด LED เล็กๆ ก็สว่างขึ้นรอบเถียงนา เปลี่ยนบรรยากาศที่น่ากลัวให้ดูอบอุ่นและปลอดภัยขึ้นทันตา“โอ้โห... คุณมีโซลาร์เซลล์ด้วยเหรอ นึกว่าจะมีแต่ตะเกียงน้ำมันก๊าดซะอีก” กริชอุทานด้วยความทึ่งในความไฮเทคของสาวบ้านนา“อ้ายกริช... นี่มันปีไหนแล้วจ้า ข่อยกะต้องใช้เทคโนโลยีช่วยคือกันล่ะ” อิปิ๊หัวเราะร่วนก่อนจะสั่งการต่อ“เอ้า!
หลังจากเหตุการณ์ “ตุ๊กแกบุกสตูดิโอของกริช” จนสถาปนิกหนุ่มต้องวิ่งหน้าตั้งลืมมาด อิปิ๊ก็ทำหน้าที่มัคคุเทศก์จำเป็นกึ่งพี่เลี้ยง พาเขานั่งซาเล้งไปที่ร้านค้าท้ายหมู่บ้านเพื่อซื้ออาวุธลับที่เธออ้างว่า “เอาอยู่” ยิ่งกว่ายาฆ่าแมลงกระป๋องไหนๆ“เอ้า... นี่ล่ะอ้ายกริช สมุนไพรไล่ตุ๊กแกสูตรเด็ด” อิปิ๊ยื่นก้อนถุงผ้าเล็ก ๆ ที่ส่งก“เอาไปแขวนไว้ตามมุมมืดๆ หม่องที่เห็นไข่มันนั่นล่ะ กลิ่นนี่สิเฮ็ดให้พวกเพิ่นแสบจมูกแล้วย้ายสำมะโนครัวออกไปเองแบบสันติวิธี”เมื่อกลับมาถึงเถียงนา กริชยังคงยืนกล้า ๆ กลัว ๆ อยู่ที่โคนบันได จนอิปิ๊ต้องเดินนำขึ้นไปแขวนถุงสมุนไพรตามจุดต่าง ๆ อย่างคล่องแคล่ว พร้อมกับหันมาสอนเขาใช้สเปรย์สมุนไพรฉีดพ่นไล่สัตว์เลื้อยคลานอื่น ๆ ทั้งตะขาบและแมงมุมที่อาจซ่อนตัวอยู่ตามซอกไม้“จำไว้อ้าย... เฮาบ่ได้มาฆ่าเพิ่น เฮาแค่มาขอแบ่งที่อยู่ เพิ่นแสบเพิ่นกะไปเอง” อิปิ๊เอ่ยเสียงใสขณะฉีดฟึ่ดๆ เข้าไปในรูไม้ที่แม่ตุ๊กแกเคยโผล่หน้าออกมาแต่ปัญหาใหม่ที่กริชเพิ่งนึกได้ก็คือ ของที่เขาอุตส่าห์แบกออกมาวางไว้กลางเถียงนาเพื่อเตรียมทำความสะอาด ทั้งอุปกรณ์ทำนาของย่า อุปกรณ์เขียนแบบราคาแพง และเครื่องมือช่างสารพัดอ
แสงสีส้มทองทอประกายผ่านรอยแตกของฝาบ้านไม้ขัดมันยับ กริชตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกที่เปลี่ยนไป ความหวาดระแวงในเสียงตุ๊กแกหรือจิ้งหรีดเมื่อคืนเริ่มจางลง แทนที่ด้วยความเคยชินบางอย่าง เขาขยับตัวลุกขึ้นจากมุ้งสีขาวสะอาด พับเก็บอย่างมีระเบียบตามที่อิปิ๊เคยสอน (แม้จะยังเบี้ยวไปบ้าง) ก่อนจะเดินลงไปที่ชานเรือน ย่าบุญมานั่งรออยู่ก่อนแล้วพร้อมขันข้าวเหนียวและกับข้าวใส่บาตร ท่านยิ้มจนตาปิดเมื่อเห็นหลานชายสวมโสร่งเดินลงมาอย่างคล่องแคล่วขึ้น“ตื่นสายกะสิว่า ตื่นเช้ากะสิย่อง (ชม) เด้อนี่... มา ๆ ฟ้าวล้างหน้ามาปั้นข้าวรอพระ” ย่ากวักมือเรียกหลังจากใส่บาตรเสร็จเรียบร้อย ทั้งคู่ก็นั่งล้อมวงกินข้าวเช้ากันบนแคร่ไม้ใต้ถุนบ้าน เมนูวันนี้เรียบง่ายตามสไตล์คนบ้านป่า น้ำพริกแจ่วปลาร้า รสจัดจ้าน ผักลวก สด ๆ จากหลังบ้าน และ ปลาทูทอด ที่หอมฟุ้งไปสามบ้านแปดบ้าน“ย่าครับ แจ่วอันนี้มันเผ็ดน้อยกว่าเมื่อวานไหมครับ หรือว่าลิ้นผมมันเริ่มชินแล้วก็ไม่รู้” กริชเอ่ยพลางปั้นข้าวเหนียวจิ้มแจ่วส่งเข้าปากอย่างเอร็ดอร่อย“มันบ่ได้เผ็ดน้อยลงดอกหลานเอ๊ย ใจเจ้าของมันเปิดรับแล้วรสชาติมันกะนัวเองล่ะ” ย่าบุญมาหัวเราะพลางคัดเลือกเนื้อปลา
หลังจากกาแฟยกล้อในถุงกระดาษเริ่มหมดฤทธิ์ความหวาน กริชก็นั่งซ้อนท้ายซาเล้งกลับมาที่หน้าบ้านย่าบุญมาด้วยสภาพที่ "สว่าง" จนตาแข็ง อิปิ๊เบรกรถจนฝุ่นสีแดงตลบอีกครั้งก่อนจะหันมาบอกเขา“เอ้า... ฮอดแล้วอ้ายกริช ลงไปพักผ่อนซะเด้อ ข่อยสิไปเฮ็ดงานในสวนต่อแล้ว มัวแต่มาหยอกอ้าย บักเขือเทศข่อยสิเหี่ยวตายเบิดก่อน”กริชกระโดดลงจากรถพลางจัดโสร่งให้เข้าที่ “งานในสวน คุณไม่ได้แค่ขี่ซาเล้งไปมาแซวชาวบ้านไปวัน ๆ เหรอปิ๊ แล้วที่บอกว่าเป็นนักเกษตรอินทรีย์นี่คือยังไง ปลูกผักกินเองเฉย ๆ น่ะเหรอ”อิปิ๊เลิกคิ้วสูง หัวเราะหึในลำคอ “ปาดดด... ดูถูกกันคักน้ออ้าย ข่อยเรียนจบเกษตรมาเด้อจ้า บ่ได้ปลูกแค่กินซื่อ ๆ ข่อยเฮ็ดฟาร์มอินทรีย์แบบครบวงจร ส่งขายโรงพยาบาล ส่งร้านอาหารคลีนในเมืองพู้น งานข่อยมันละเอียดกว่าการขีดเส้นในกระดาษอ้ายหลาย!”กริชขมวดคิ้วด้วยความสงสัย งานเกษตรที่เขาเคยเห็นในข่าวส่วนใหญ่คือการใส่ชุดชาวนาหลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดิน แต่แววตาของอิปิ๊ตอนพูดเรื่องนี้มันดูเชี่ยวชาญและจริงจังจนเขาอดสงสัยไม่ได้“ส่งโรงพยาบาลเลยเหรอ ผมงงไปหมดแล้ว งานเกษตรอินทรีย์มันต้องทำอะไรขนาดนั้นเลยเหรอปิ๊ ผมขอตามไปดูด้วยได้ไหม ไหน ๆ วันน
ตอนที่ 5 กาแฟสด ต้มสด ๆ ยกล้อท่ามกลางแสงแดดที่เริ่มแผดจ้าขึ้นทุกขณะ กริชเดินลากเท้าผ่านคันนาที่ขรุขระด้วยความทุลักทุเล มือหนึ่งพยายามประคองโสร่งที่พร้อมจะหลุดทุกเมื่อ อีกมือหนึ่งก็ปาดเหงื่อที่ไหลย้อยเข้าตาจนแสบไปหมด ฝูงวัวของย่าบุญมาเดินทอดน่องเล็มหญ้าอย่างสบายใจ โดยมีอิปิ๊เดินนำหน้าแกว่งไม้เรียวไปมาอย่างคล่องแคล่ว“นั่นล่ะอ้าย... ออฟฟิศใหม่ของสุภาพบุรุษสถาปนิก” อิปิ๊ชี้ไม้เรียวไปทางสิ่งปลูกสร้างเล็กๆ ที่ตั้งอยู่โดดเดี่ยวกลางทุ่งกริชเงยหน้ามองตาม และสิ่งที่เห็นทำให้เขาแทบอยากจะทรุดตัวลงนอนกลางคันนา มันคือ ‘เถียงนา’ หรือกระท่อมไม้หลังเล็กสภาพเก่าคร่ำคร่า หลังคามุงสังกะสีที่มีรอยสนิมเกาะกิน ใต้ถุนยกสูงพอประมาณ ภายในที่ควรจะเป็นที่พักผ่อนกลับเต็มไปด้วยกระสอบปุ๋ย ถังฉีดยาฆ่าแมลง จอบ เสียม และเครื่องมือทำนาที่วางระเกะระกะจนแทบไม่มีที่ว่าง“ย่าบอกว่า ต่อไปนี้ให้อ้ายมาคุมงานอยู่ที่นี่ ที่นาห้าสิบไร่นี่ล่ะคือโครงการมรดกที่อ้ายต้องดูแล” อิปิ๊หันมาบอกพลางยิ้มกริ่มกริชก้าวขึ้นไปบนเถียงนาอย่างระมัดระวัง เสียงไม้กระดานดัง เอี๊ยด... เหมือนจะหักลงมาได้ทุกเมื่อ เขาใช้นิ้วแตะลงบนขอบไม้แล้วก็ต้องรี







