LOGIN
ท้องฟ้าสีครามสดใสตัดกับสีเขียวขจีของยอดต้นกล้าที่กำลังสะพัดล้อลมร้อน แสงแดดยามบ่ายของจังหวัดอุบลราชธานีนั้นรุนแรงพอจะทำให้ยางมะตอยบนถนนลูกรังเริ่มนิ่ม แต่สิ่งนั้นไม่ใช่อุปสรรคสำหรับรถ SUV ยุโรปคันหรูที่กำลังแล่นตะบึงเข้ามาด้วยความเร็ว จนกระทั่ง...
“กึก! ครืดดดดด!”
เสียงล้อรถบดกับดินเลนที่ยุ่ยตัวเพราะฝนเมื่อคืนดังสนั่น รถคันละหลายล้านจอดสนิทกลางหล่มโคลนสีแดงข้น ประตูรถฝั่งคนขับเปิดออกเบาๆ พร้อมกับรองเท้าหนังแบรนด์เนมมันวับที่ค่อยๆ ก้าวลงมาเหยียบพื้น...
“เชี่ย!” กริช สถาปนิกหนุ่มวัย 28 ปี อุทานออกมาด้วยภาษากลางที่ชัดถ้อยชัดคำ เขาจ้องมองรองเท้าคู่ละสองหมื่นที่จมหายไปในเลนกึ่งหนึ่งด้วยสีหน้าเหมือนโลกกำลังจะแตก ชุดสูทผ้าคอตตอนเนื้อดีเริ่มเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ เขาปาดหน้าผากที่ชื้นเหงื่อ พลางหันมองไปรอบๆ ตัวที่ไม่มีตึกสูง ไม่มีเซเว่นฯ และไม่มีวี่แววของสัญญาณโทรศัพท์
“ไหนพ่อเคยบอกว่าถนนเข้าถึงแล้วไงวะ...”
ในขณะที่กริชกำลังยืนเก้ๆ กังๆ เตรียมจะใช้มือขาวผ่องพยายามดันรถ เสียงเครื่องยนต์รถมอเตอร์ไซค์ดัดแปลง หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า ‘รถซาเล้ง’ ก็ดังแว่วมาแต่ไกล พร้อมกับฝุ่นสีแดงที่ตลบอบอวล
รถซาเล้งคันนั้นมีกะละมังพลาสติกและกระสอบมูลควายวางเทินกันมาจนสูงลิ่ว คนขับเป็นหญิงสาวในชุดเสื้อแขนยาวลายสก็อตเก่าๆ ผ้าเขม่าปิดหน้าปิดตา เหลือเพียงดวงตากลมโตสุกใสที่จ้องมองชายแปลกหน้าด้วยความสงสัย เธอเบรกกะทันหันจนตัวรถส่าย
“โอ๊ยยยย อ้าย มาจอดเฮ็ดหยังขวางทางแท้ล่ะนิ รถกะงามปานนี้ คือมาตกส่าง (หล่ม) อยู่หม่องนี่”
เสียงใสๆ ที่พ่นภาษาอีสานไฟแลบทำเอาสถาปนิกหนุ่มยืนงง เขาพยายามรวบรวมสติแล้วตอบกลับด้วยภาษากลางอย่างสุภาพที่สุด
“เอ่อ... ขอโทษนะครับ พอดีรถผมติดหล่ม คุณพอจะช่วยตามคนมาลากรถให้หน่อยได้ไหมครับ”
หญิงสาวบนรถซาเล้งเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง เธอค่อยๆ ดึงผ้าโพกหน้าออก เผยให้เห็นใบหน้าสวยคมสไตล์สาวอีสานแท้ๆ ผิวสีน้ำผึ้งเนียนละเอียดและรอยยิ้มที่กวนประสาทเล็กน้อย เธอจ้องมองกริชตั้งแต่หัวจรดเท้า ก่อนจะหัวเราะพรืดออกมา
“เว้าไทยซะด้วย... มาหาไผกะด้อกะเดี้ย (จะมาหาใครขนาดนั้น) ใส่สูทนุ่งผ้ามันมายืนตากแดดสิเป็นลมตายก่อนเด้ออ้าย มาๆ หลบไป อิปิ๊ผู้นิสิส่อยเอง!”
“อิปิ๊” กริชทวนคำชื่อนั้นอย่างงงๆ
“นั่นชื่อคุณเหรอ”
“เออซั่นเด่ะ! ปิยะฉัตร แปลว่าร่มเงาอันประเสริฐ แต่คนแถวนี้เอิ้นอิปิ๊เจ้าค่ะ” เธอพูดประชดพลางโดดลงจากรถซาเล้ง มือเรียวคว้าเชือกป่านเส้นหนาที่วางอยู่หลังรถออกมา
“ถอยไปอ้าย หนุ่มกรุงคือจั่งเจ้าอย่ายืนขวางทางลม เดี๋ยวมันสิเหม็นขี้ควาย”
กริชยืนมองผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่กำลังมัดเชือกกับกันชนรถหรูของเขาอย่างคล่องแคล่ว ความรู้สึกบางอย่างที่เขาพยายามลืมมาตลอด 20 ปีเริ่มผุดขึ้นมาในใจ กลิ่นดิน กลิ่นต้นไม้ และน้ำใจแปลกๆ ของคนแถวนี้ ... บางที การกลับมารับมรดกครั้งนี้ อาจจะไม่ได้ง่ายเหมือนที่เขาคิดไว้เสียแล้ว
ความเย็นเยียบของเครื่องปรับอากาศในรถ SUV ไม่ได้ช่วยให้ใจของ กริช เย็นลงได้เลย ภาพความทรงจำสุดท้ายเกี่ยวกับพ่อยังคงชัดเจน... พ่อจากไปทิ้งไว้เพียงเถ้ากระดูกและคำสั่งเสียสุดท้ายที่เหมือนปริศนา
“กริช... ถ้าพ่อไม่อยู่แล้ว กลับไปหาย่าที่อุบลฯ นะลูก ที่ดินแปลงนาที่พ่อเคยเล่าให้ฟัง มันเป็นของลูก พ่อขอโทษที่พาเจ้าหนีมา...”
ยี่สิบกว่าปีที่แล้ว พ่อพากริชและแม่หนีความขัดแย้ง "แม่ผัว-ลูกสะใภ้" ออกจากบ้านนอก มุ่งหน้าสู่แสงสีของกรุงเทพฯ กริชเติบโตมาในคอนโดหรู เรียนโรงเรียนอินเตอร์ และกลายเป็นสถาปนิกที่ใช้ชีวิตอยู่กับไม้บรรทัดเหล็กและแบบแปลนดิจิทัล เขาแทบจะลืมไปแล้วว่าเสียงเหน่อๆ ของสำเนียงอีสานมันฟังดูอบอุ่นแค่ไหน จนกระทั่งเท้าของเขาจมลงไปในขี้โคลนหน้าหมู่บ้านโคกอีแหลวในวันนี้
"ถอยไปอ้าย! ยืนเฮ็ดหน้าหล่ออยู่หั่น รถมันสิขึ้นเองได้บ่!"
เสียงของหญิงสาวที่ชื่อ อิปิ๊ ปลุกเขาจากภวังค์ กริชสะดุ้งรีบถอยกรูดออกมาจนเกือบเสียหลักล้มลงในเลน เขาจ้องมองภาพเบื้องหน้าอย่างไม่อยากเชื่อสายตา หญิงสาวร่างเพรียวในชุดเปื้อนฝุ่นกำลังมัดปมเชือกป่านเส้นเขื่องเข้ากับกันชนรถหรูของเขาอย่างช่ำชอง
"เดี๋ยวคุณ! เชือกนั่นมันจะขูดสีรถผมนะ ราคาทำสีใหม่มันแพงกว่าซาเล้งคุณทั้งคันเลยนะ" กริชท้วงเสียงหลง
กริชยืนมองเชือกป่านเส้นเขื่องที่ผูกกับท้ายรถซาเล้งสลับกับมองหน้านางเอกอย่างไม่เชื่อสายตา
"คุณ... จะเอาซาเล้งมาลากรถหนักสองตันเนี่ยนะ เครื่องมันไม่ระเบิดใส่หน้าผมก่อนเหรอ"
อิปิ๊หยุดมือที่กำลังสตาร์ทรถซาเล้ง เธอมองกริชด้วยสายตาเหมือนมองคนพูดไม่รู้เรื่อง ก่อนจะแย้มยิ้มกวนประสาท
"โธ่... อ้ายจ๋า ดูถูกเครื่องยนต์ข่อยแท้ ซาเล้งคันนี่ลากขี้ควายมาแล้วครึ่งตำบลเด้อ! แต่ว่ากระซ่างเถาะ... คันอ้ายย่านเครื่องมันพัง ข่อยใช้ 'เครื่องยนต์รุ่นดั้งเดิม' กะได้"
พูดจบ อิปิ๊ก็ชูนิ้วชี้กับนิ้วกลางเข้าปากแล้ว "วี๊ดดดดดดด!" ผิวปากเสียงดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วทุ่งนา กริชสะดุ้งจนตัวโยน
"คุณทำอะไรน่ะ เรียกพวกมาปล้นผมเหรอ"
"ปล้นบ้านอ้ายส เบิ่งพู้น" อิปิ๊ชี้มือไปทางใต้ต้นจามจุรีใหญ่
ท่ามกลางฝุ่นที่ตลบเบาๆ กริชเห็นเงาร่างทึมๆ ขนาดมหึมากำลังเดินตรงมา มันคือควายเผือกตัวยักษ์ กล้ามเนื้อเป็นมัดๆ เขาวงกว้างดูน่าเกรงขาม แต่มันกลับเดินเคี้ยวหญ้าหน้าตาเฉยเมยมาหยุดอยู่ข้างซาเล้งของอิปิ๊
"นี่ 'บักถึก' พาร์ทเนอร์ข่อยเอง" อิปิ๊ตบหัวเจ้าควายยักษ์เบาๆ
"ถึกเอ๊ย... เบิ่งแน่ หนุ่มกรุงเพิ่นเฮ็ดรถตกส่าง ช่วยเพิ่นแน่ลูกเดี๋ยวแม่สิหาหญ้าอ่อนๆ ให้กินเป็นรางวัล" กริชอ้าปากค้าง
"จะ... จะเอาควายมาลากรถผมเนี่ยนะ นี่มันยุค 5G แล้วนะคุณ รถลาก รถยกไม่มีหรอ"
"5G บ้านอ้ายกะสู้แรง 1 BP (Buffalo Power) บ้านข่อยบ่ได้ดอก!" อิปิ๊ไม่ฟังเสียงทัดทาน เธอจัดการย้ายเชือกจากซาเล้งมาคล้องเข้ากับแอกบนคอของเจ้าถึกอย่างรวดเร็ว
"อ้าย ขึ้นรถ! ไปประคองพวงมาลัยไว้ ข่อยสิให้สัญญาณ!"
กริชจำใจปีนกลับขึ้นไปนั่งบนเบาะหนังราคาแพงด้วยความรู้สึกสมเพชตัวเองอย่างบอกไม่ถูก สถาปนิกเกียรตินิยมอันดับหนึ่งต้องมาพึ่งควายลากรถกลางทุ่งอุบลฯ
"ถึก... ไปลูก! ฮึ่ย ๆ ๆ " อิปิ๊ตะโกนก้อง
เจ้าถึกพ่นลมหายใจดัง ฟืด! มันออกแรงดึงจนกล้ามเนื้อขาหลังสั่นพะเยิบ กริชเหยียบคันเร่งส่งเบาๆ ทันใดนั้น... "พรึ่ดดดด!" รถ SUV คันละหลายล้านพุ่งพรวดขึ้นจากเลนเหมือนโดนปาฏิหาริย์ดึง แรงดึงมหาศาลของเจ้าถึกทำเอารถข้ามหลุมโคลนมาจอดสนิทบนพื้นแข็งได้ในพริบตา
"ฮ่ะฮ่า เห็นบ่ล่ะอ้าย! บอกแล้วว่าบักถึกข่อยมันอึด!" อิปิ๊หัวเราะร่าพลางเดินไปลูบโหนกเจ้าถึก
"เก่งมากความหวังของหมู่บ้าน บักหล่อของอิแม่"
กริชถอนหายใจยาวพลางมองตามรถซาเล้งที่มีควายเดินต้อยๆ ตามหลังไป กลิ่นสาบควายและกลิ่นขี้เลนเริ่มซึมเข้าสู่โสตประสาทของเขาอย่างเลี่ยงไม่ได้
"เอาวะ... อย่างน้อยควายก็ไม่ทำให้สีรถถลอกล่ะมั้ง" กริชพึมพำกับตัวเอง กริชลงจากรถมองดูรอยขีดข่วนเล็กน้อยที่กันชนแล้วถอนใจยาว เขาล้วงกระเป๋าสตางค์หยิบแบงก์พันส่งให้
"ผมไม่มีแบงก์ย่อย คุณเอาไปเลย ไม่ต้องทอน" อิปิ๊จ้องแบงก์พันในมือสถาปนิกหนุ่ม ตาโตเท่าไข่ห่าน แต่แทนที่จะดีใจ เธอกลับขมวดคิ้วแล้วยัดแบงก์คืนใส่ข้อมือกริชแรงๆ
"บ่เอาดอก ข่อยขอแค่ค่าหญ้าบักทึกห้าสิบบาท อ้ายมีบ่ ถ้าบ่มีกะค้างไว้ก่อน วันหลังเอามาคืนข่อยที่บ้านผู้ใหญ่บ้าน"
"แต่ผม..."
"บ่ต้องแต่! คนบ้านนี่เขามีศักดิ์ศรีเด้ออ้าย บ่ได้เห็นแก่เงินปานนั้น" เธอสะบัดหน้าใส่ แล้วสตาร์ทรถซาเล้งเตรียมตัวจากไป
"ว่าแต่นี่... อ้ายสิไปไส หน้าตาแปลกถิ่นปานนี้ ย่างกรายเข้าหมู่บ้านระวังหมาแม่ลูกอ่อนเด้อ มันมักแฮ่ใส่คนแปลกหน้า"
"ผมจะไปบ้าน... ย่าบุญมา ครับ"
เครื่องยนต์ซาเล้งดับกะทันหัน อิปิ๊หันขวับมามองกริชอีกครั้ง คราวนี้สายตาของเธอเปลี่ยนไปจากความกวนประสาท กลายเป็นความสงสัยใคร่รู้
"บ้านแม่ใหญ่บุญมา อ้ายเป็นหยังกับเพิ่น"
"ผมชื่อกริช... เป็นหลานชายท่านครับ" อิปิ๊เงียบไปอึดใจหนึ่ง ก่อนจะหลุดหัวเราะออกมาเสียงดังลั่นทุ่ง
"ฮ่า ๆ ! อ๋อ... นี่น่ะเบาะ 'บักกริช' หลานชายที่แม่ใหญ่เพิ่นคุยอวดว่าไปเรียนเมืองนอกเมืองนา สูงขาวปานเทวดา ที่แท้กะแค่ 'บักหนุ่มกรุง' ที่ตกสว่างซื่อๆ นี่ล่ะน้อ!" กริชหน้าแดงก่ำ ไม่รู้ว่าแดงเพราะแดดหรือเพราะโดนสาวบ้านนาหัวเราะเยาะ
"คุณรู้จักย่าผมด้วยเหรอ"
"คนทั้งหมู่บ้านไผบ่ฮู้จักแม่ใหญ่บุญมา กะเสียชาติเกิดแล้วอ้าย" อิปิ๊ตบถังรถซาเล้งเบาๆ
"ตามข่อยมานี่ บ้านแม่ใหญ่เพิ่นอยู่ท้ายบ้านนู้น... ฟ้าวเด้อ เดี๋ยวหมากัดรถเจ้าข่อยบ่ส่อยเด้!"
กริชถอนหายใจยาวพลางมองตามรถซาเล้งที่ขับนำหน้าไป กลิ่นสาบควายยังคงอบอวลอยู่ข้างตัวเขา แต่อะไรบางอย่างบอกเขาว่า... ชีวิตที่สงบสุขแบบที่เขาคาดหวังจากการมาพักใจครั้งนี้ มันไม่มีทางเกิดขึ้นอย่างแน่นอน
ตอนที่ 53: รอยไหม้ที่ปลายทุ่ง เปลวเพลิงสีส้มที่โหมกระหน่ำท่ามกลางความมืดมิดของโคกอีแหลว ไม่ได้แผดเผาเพียงแค่ความฝันในโรงเรือนจิ้งหรีดของกริชเท่านั้น แต่มันกำลังจะกลายเป็นโศกนาฏกรรมของทั้งหมู่บ้าน ลมทุ่งที่พัดแรงในช่วงรุ่งหอบเอาลูกไฟปลิวว่อนไปทางแปลงนาข้างเคียงที่ชาวบ้านเพิ่งจะลงฟางเตรียมดินไว้ กลิ่นควันไฟฉุนกะทัดรัดปลุกให้หัวใจของคนในตำบลตื่นตระหนก"ไฟไหม้ ช่วยด้วย ไอ้รุ่งมันเผานา" เสียงตะโกนของอิปิ๊ดังก้องไปทั่วคุ้งน้ำเพียงไม่กี่อึดใจ แสงไฟฉายจากบ้านเรือนรอบๆ ก็สว่างขึ้นมาดั่งหิ่งห้อยนับร้อยดวง ชาวบ้านทั้งชายและหญิงต่างหิ้วถังน้ำ ถือจอบ ถือเสียม วิ่งกรูมายังพิกัดที่เกิดเหตุด้วยความโกรธแค้น เพราะพวกเขารู้ดีว่าหากไฟลามเข้าป่าข้าวหรือฟางนาในฤดูแล้งแบบนี้ ความฉิบหายจะไม่ได้หยุดแค่ที่นาของกริช แต่มันจะเผาผลาญปากท้องของคนทั้งหมู่บ้านให้วอดวายไปด้วยในขณะที่กริชและอิปิ๊กำลังง่วนกับการดับไฟที่โรงเรือน บักรุ่งที่นอนมอมแมมอยู่ในร่องน้ำพยายามจะตะเกียกตะกายหนี แต่มันกลับหนีไม่พ้นศาลเตี้ยของชาวบ้านที่มาถึงก่อนตำรวจ"มึงสิหนีไปไสไอ้รุ่ง มึงมันหนักแผ่นดิน" ลุงหวังที่วิ่งมาถึงคนแรกตะโกนลั่นพร้อมก
ตอนที่ 52: ตามใจผู้จัดการส่วนตัวสองสัปดาห์ผ่านไป... บรรยากาศในที่นาของพ่อไกรเปลี่ยนจากพื้นที่ขัดแย้งกลายเป็นพื้นที่แห่งชีวิตใหม่ แผลที่สีข้างของกริชสมานตัวจนเกือบสนิททิ้งไว้เพียงแผลเป็นแห่งเกียรติยศที่เขาภูมิใจ สถาปนิกหนุ่มในชุดเสื้อเชิ้ตแขนสั้นพับแขนและกางเกงเล บัดนี้ไม่ได้ถือเพียงตลับเมตร แต่เขายังสะพายย่ามที่เต็มไปด้วยสมุดสเก็ตช์ภาพและดินสอไม้ ที่ชานเรือนใหม่กริชกางกระดาษไขแผ่นใหญ่ลงบนโต๊ะไม้ ผัง "นาสีทองตัวอย่าง" ถูกร่างขึ้นอย่างประณีต"ปิ๊ มาดูนี่สิ อ้ายแบ่งโซนเสร็จแล้วนะ" กริชตะโกนเรียกหญิงสาวที่กำลังง่วนอยู่หลังบ้านอิปิ๊ วิ่งร่าเข้ามาในสภาพที่เนื้อตัวมอมแมมไปด้วยดิน แต่มันคือดินที่เธอภูมิใจเสนอที่สุด เธอยกถังใส่ดินดำขลับที่มีกลิ่นหอมของใบไม้หมักขึ้นมาวางโชว์"นี่ไงอ้ายกริชดินปลูกสูตรนางสิงห์ ปิ๊หมักตามธรรมชาติ ใช้ทั้งรำละเอียด แกลบเผา แล้วก็มูลควายจากคอกพ่อผู้ใหญ่ผสมกับน้ำหมักชีวภาพที่ปิ๊บ่มไว้ในโอ่ง รับรองว่าปลูกอะไรก็งาม พืชผลสิอวบอัดปานคนเลี้ยงเลยล่ะ" อิปิ๊หัวเราะร่วนพลางปาดเหงื่อที่ปลายจมูกจนเลอะดินเป็นปื้น กริชยิ้มอย่างเอ็นดู เขาหยิบผ้าเช็ดหน้ามาซับรอยเลอะบนหน้าให้เธออย่
ตอนที่ 51 พระจันทร์ยิ้มบนชานเรือนที่ปูสาดสีสวย สำรับอาหารมื้อเย็นถูกล้อมรอบด้วยคนสำคัญในชีวิตของกริช พ่อผู้ใหญ่บ้าน ลุงหวัง ย่าบุญมา และอิปิ๊ กริชนั่งพิงเสาเรือนเพราะยังเจ็บแผลอยู่เล็กน้อย โดยมีอิปิ๊คอยตักอ่อมไก่ใส่ถ้วยให้ไม่ขาด"กริช... เรื่องนายทุนมันจบลงแล้วกะจริง" พ่อผู้ใหญ่บ้านเอ่ยเสียงเข้มขึ้น"แต่ข่อยมีเรื่องหนึ่งสิถามเจ้าในฐานะคนที่เป็นพ่อ... เจ้าสิรับมือจั่งใด๋กับความรู้สึกของชาวบ้านบางคนที่เขายังเสียดายเงินของนายทุนอยู่ถึงมื้อนี้เขาเห็นความจริง แต่ความจนมันกะยังค้ำคอเขาอยู่เด้อ" กริชวางช้อนลง เขาไม่ได้ตอบทันทีแต่มองออกไปที่ผืนนาสีดำขลับในยามโพล้เพล้ "นั่นคือเหตุผลที่ผมไม่กลับไปทำงานที่กรุงเทพฯ ครับพ่อผู้ใหญ่ ผมจะพิสูจน์ให้เขาเห็นว่าที่ดินมันงอกเงยเป็นเงินได้มากกว่าเงินฟาดหัวของนายทุน ผมจะเริ่มทำนาสีทองให้เป็นต้นแบบ ใครอยากมีรายได้ผมจะสอนให้ทำโฮมสเตย์สอนให้แปรรูปข้าวและผมจะหาตลาดรองรับให้เองด้วยคอนเนกชันที่ผมมี""อ้ายกริชสิทำจริง ๆ บ่จ้ะ" อิปิ๊ถาม แววตาเต็มไปด้วยความหวัง "ปิ๊สิเป็นคนแรกที่ลงแรงช่วยอ้ายเอง""อ้ายทำจริงแน่ปิ๊... แต่อ้ายทำคนเดียวไม่ได้" กริชหันมาสบตาอิปิ๊กลาง
ตอนที่ 50 กฎเหล็กของปิ๊ภายในห้องพักฟื้นที่เคยเงียบเหงา บัดนี้กลับอบอวลไปด้วยมวลความสุขที่แผ่ออกมาผ่านเสียงหัวเราะและบทสนทนาที่หยอกล้อกันอย่างไม่ลดละ กริชที่นอนอยู่บนเตียงคนไข้เริ่มมีสีเลือดฝาดบนใบหน้ามากขึ้น เขาใช้สายตาเจ้าเล่ห์นิด ๆ มองจ้องไปที่หญิงสาวที่กำลังขะมักเขม้นกับการปอกแอปเปิลให้เขาอย่างตั้งใจ"โถ่ปิ๊... นี่อ้ายเป็นถึงสถาปนิกเกียรตินิยมนะ จะไม่ให้รางวัลคนทำงานเหนื่อย ๆ ด้วยวิสกี้สักเป๊กสองเป๊กเลยเหรอ" กริชแกล้งทำเสียงออดอ้อนพลางยื่นมือไปสะกิดแขนเสื้อของเธอ"บ่ได้จ้ะอ้ายกริช" อิปิ๊ตอบเสียงแข็งแต่แววตาระยิบระยับด้วยความสนุก "เป็นสถาปนิกเกียรตินิยมกะต้องรักษาสุขภาพเแมะ อีกอย่าง... เงินน่ะ ปิ๊สิเอาไปซื้อแม่พันธุ์วัว ซื้อปุ๋ยคอกมาใส่ที่นาเฮาเบิด อ้ายอยากดื่มกะดื่มน้ำมะพร้าวเผาฝีมือปิ๊ไปก่อนแล้วกันเด้อ""โห... นี่ขนาดยังไม่ได้แต่งนะเนี่ย กฎเหล็กมาเป็นชุดเลย" กริชหัวเราะเบา ๆ จนต้องเอามือกุมแผล "โอ๊ย... เจ็บนะเนี่ย ปิ๊แกล้งให้อ้ายหัวเราะจนแผลสะเทือนใช่ไหม""สมน้ำหน้าจ้ะ ใครใช้ให้หัวเราะล่ะ" อิปิ๊ค้อนวงใหญ่แต่ก็รีบวางจานผลไม้แล้วขยับเข้าไปใกล้เตียงเพื่อเช็คดูอาการ "ไหน... เจ็บมา
ตอนที่ 49: คำสารภาพริมเตียงแสงแดดยามเช้าลอดผ่านม่านสีขาวของโรงพยาบาลอำเภอ กลิ่นยาฆ่าเชื้อจาง ๆ อบอวลอยู่ในห้องพักฟื้นที่เงียบสงบ บนเตียงคนไข้ กริช ค่อยๆ ลืมตาขึ้นอย่างช้า ๆ ความเจ็บปลาบที่สีข้างยังคงอยู่ แต่มันเบาบางลงมากเมื่อเทียบกับความรู้สึกหนักอึ้งเมื่อคืนสายตาของเขาปะทะเข้ากับใบหน้าจิ้มลิ้มของ อิปิ๊ ที่นั่งสัปหงกอยู่ข้างเตียง ผมเผ้ายุ่งเหยิงเล็กน้อยและยังมีคราบฝุ่นจางๆ ตามเสื้อผ้า ส่วน ย่าบุญมา นั่งเคี้ยวหมากอยู่อีกฝั่ง พอเห็นหลานชายขยับตัว ย่าก็อุทานออกมาด้วยความดีใจ"กริช ฟื้นแล้วบ่หลาน ย่าอยู่นี่เด้อ" อิปิ๊สะดุ้งตื่นตาเบิกโพลงพอเห็นกริชลืมตาเธอก็ลุกลี้ลุกลนทันที "อ้ายกริช อ้ายฟื้นแล้วเจ็บหม่องใด๋บ่ ปิ๊สิไปตามหมอ""ปิ๊..." กริชเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่แหบพร่า เขาแกล้งทำหน้าเหยเกเหมือนเจ็บปวดแสนสาหัส "อย่าเพิ่งไป... อ้ายหิวน้ำ... เจ็บแผลเหลือเกิน ลุกไม่ไหวเลย"อิปิ๊ที่เคยเป็นนางสิงห์ถือเสียมไล่ทุบรถนายทุน บัดนี้กลับกลายเป็นลูกแมวเชื่อง ๆ เธอรีบรินน้ำใส่แก้วแล้วประคองหลอดให้กริชดื่มอย่างระมัดระวัง"ค่อย ๆ จิบเด้ออ้าย ปิ๊บอกแล้วว่าอย่าซ่า เห็นบ่... เกือบได้ไปเฝ้ายมบาลแล้ว" เธอพ
ตอนที่ 48 เอาผิดนายทุนความชุลมุนกลางลานวัดเริ่มคลี่คลายลงเมื่อรถกระบะของลุงหวังเบรกดังสนั่นที่ข้างเวที พ่อผู้ใหญ่บ้านและชายฉกรรจ์อีกสองสามคนรีบช่วยกันประคองร่างที่ชุ่มเลือดของกริชขึ้นหลังรถ อิปิ๊กระโดดขึ้นไปนั่งประคองศีรษะของเขาไว้บนตักทันที มือเล็กๆ ยังคงกดผ้าขาวม้าที่เริ่มชุ่มเลือดไว้แน่นที่หน้าท้องของกริช"อ้ายกริช... อดทนเด้ออ้าย อย่าหลับเด้อ!" อิปิ๊ร้องเรียกเสียงหลง ร่างกายเธอสั่นเทาไปหมด"ปิ๊... ใจเย็น ๆ ลูก เบิ่งแผลอ้ายดี ๆ" พ่อผู้ใหญ่บ้านที่รีบตามขึ้นมาดูสำรวจรอยกระสุนอย่างละเอียดภายใต้แสงไฟฉาย "กระสุนมันถากเข้าแฉลบสีข้างไปหน่อยเดียว แผลดูน่ากลัวเพราะเลือดออกเยอะ แต่น่าจะบ่เข้าจุดสำคัญ... กริช มึงยังมีสติอยู่บ่" กริชพยักหน้าเล็กน้อย ลมหายใจยังติดขัดแต่แววตาเริ่มกลับมามีความรู้สึก "ผม... ยังไหวครับพ่อผู้ใหญ่..."เมื่อรู้ว่ากริชพ้นขีดอันตรายในเบื้องต้น พ่อผู้ใหญ่บ้านและย่าบุญมาที่ตามขึ้นมาสมทบก็ถอนหายใจออกมาอย่างสุดตัว ย่าบุญมาทรุดลงกอดเข่ากริชพลางลูบหัวหลานชายด้วยน้ำตา "เทวดาคุ้มครองหลานย่าแท้ๆ ... พ่อไกรคุ้มครองเจ้าแล้ว"ในขณะที่ทุกคนกำลังโล่งใจ แต่อิปิ๊กลับไม่ได้คิดแค่นั้น







