FAZER LOGINตอนที่ 2: น้ำตาซึมหน้าเรือนไม้และพันธสัญญาบ้านทุ่ง
เงาไม้สีเขียวเข้มทอดตัวยาวตามแสงตะวันยามเย็นที่เริ่มจะลับขอบฟ้า รถซาเล้งของปิยะฉัตร หรือ "อิปิ๊" นำทางรถ SUV คันหรูของกริชมาจอดสนิทอยู่ที่หน้าบ้านไม้ใต้ถุนสูงหลังหนึ่ง มันเป็นบ้านไม้เก่าที่ดูแข็งแรงและอบอุ่น รอบบ้านร่มรื่นด้วยต้นมะม่วงและต้นขี้เหล็ก ล้อมรอบด้วยต้นมะม่วงหาวมะนาวโห่และแปลงผักสวนครัวที่จัดแต่งอย่างเป็นระเบียบ
กริชก้าวลงจากรถ มองสำรวจไปรอบๆ ด้วยสายตาว่างเปล่า ความทรงจำจาง ๆ เกี่ยวกับที่นี่แทบจะหายไปหมดแล้ว เขารู้สึกเหมือนเป็นสิ่งแปลกปลอมในที่แห่งนี้ ชุดสูทที่เปื้อนโคลนและกลิ่นเหงื่อที่เริ่มออกทำเอาเขารู้สึกไม่สบายตัวอย่างยิ่ง
"ยืนบื้ออยู่เฮ็ดหยังล่ะอ้ายกริช ฟ้าวขึ้นไปหาแม่ใหญ่บุญมาเร็ว ๆ เพิ่นถ่านั่งอยู่เทิงชานพู้น" อิปิ๊ตะโกนบอกพลางวิ่งขึ้นบันไดเรือนไม้ไปด้วยความคล่องแคล่ว
บนเรือนไม้ขัดมันวับ หญิงชราในชุดเสื้อคอกระเช้าสีขาว นุ่งผ้าถุงมัดหมี่สีซีดแต่ดูสะอาดตานั่งอยู่บนเสื่อกก กำลังเคี้ยวหมากอยู่อย่างสงบ สายตาของท่านฝ้าฟางลงไปบ้างตามกาลเวลาแต่ยังดูมีเมตตาและทรงอำนาจในที ย่าบุญมาเพ่งมองลอดแว่นสายตาออกมาเมื่อได้ยินเสียงหลานสาวตัวแสบ ลูกสาวของพ่อผู้ใหญ่เจื้อยแจ้วมาทักทายเป็นประจำ
"แม่ใหญ่จ๋า ! ปิ๊พาแขกมาหาจ้า" อิปิ๊เข้าไปสวมกอดเอวหญิงชราด้วยความสนิทสนม
"มาเบิ่งดู๊ ว่าจำได้บ่" ย่าบุญมาขมวดคิ้ว
"ไผกะด้อกะเดี้ยล่ะหึ แต่งโตปานเทวดาสิมาเล่นงิ้วอยู่บ้านเฮาเบาะอีปิ๊ ผิวพรรณกะขาวปานหยวกกล้วยคือบ่เคยเห็นหน้าเห็นตา"
กริชค่อยๆ ก้าวขึ้นเรือนไม้ เสียงไม้กระดานลั่นดัง เอี๊ยด ตามน้ำหนักตัว เขาประหม่าจนทำตัวไม่ถูก ได้แต่ยืนนิ่งอยู่ตรงข้ามหญิงชรา อิปิ๊เห็นท่าทางเก้ๆ กังๆ ของเขาก็เลยถอนใจยาว
"โถ่แม่ใหญ่... จำหลานเจ้าของบ่ได้อีหลีเบาะ นี่อ้ายกริชลูกชายพ่อไกรของย่าที่หนีไปอยู่กรุงเทพฯ พู้นน่ะนา"
คำว่า ‘พ่อไกร’ เหมือนฟ้าผ่าลงกลางชานเรือน ย่าบุญมาชะงักนิ่ง มือที่กำลังถือเต้าปูนสั่นระริก ท่านค่อย ๆ วางมันลงแล้วจ้องมองกริชอย่างไม่ละสายตา แววตาที่เคยฝ้าฟางกลับมีประกายของความหวังและร่องรอยของอดีตพลุ่งพล่านออกมา
"กริช... บักกริชหลานย่าเบาะลูก" ย่าบุญมาเรียกเสียงสั่นเครือ
กริชค่อยๆ คุกเข่าลงก้มกราบแทบตักหญิงชรา กลิ่นหอมสะอาดของน้ำอบไทยที่ลอยมาจากตัวย่าทำให้ความทรงจำที่ถูกทับถมไว้กว่ายี่สิบปีพุ่งกลับมา กริชสะอื้นในใจ เขาเงยหน้าขึ้นสบตาท่าน
"ครับย่า... ผมกริชครับ ผมพาพ่อกลับมาหาย่า..."
"แล้วพ่อไกรล่ะ พ่อเจ้าคือบ่มานำ มันยังโกรธย่าอยู่เบาะที่ย่าเคยไล่แม่เจ้าออกจากบ้าน" ย่าบุญมาถามด้วยเสียงที่เต็มไปด้วยความคาดหวัง
กริชเม้มริมฝีปากแน่น ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะก่อนที่เขาจะเอ่ยความจริงที่เจ็บปวดออกมา
"พ่อ... พ่อเสียแล้วครับย่า ท่านเพิ่งจากไปเมื่อเดือนก่อน ก่อนไปท่านสั่งเสียไว้ว่าให้ผมกลับมาหาคุณย่าที่อุบลฯ ท่านบอกว่าท่านขอโทษ... ท่านอยากกลับมาแต่ท่านกลับมาไม่ไหวแล้ว" กริชนำรูปถ่ายพร้อมเถ้ากระดูกบางส่วนมาให้ย่า
วินาทีนั้น น้ำตาเม็ดโตไหลอาบแก้มเหี่ยวๆ ของหญิงชรา ท่านไม่ได้ร้องไห้โฮ แต่เสียงสะอื้นที่อยู่ในลำคอทำเอาอิปิ๊ที่นั่งอยู่ข้างๆ ถึงกับน้ำตาคลอตาม เธอประคองร่างของย่าไว้แน่น ขณะที่หญิงชราลูบหัวกริชด้วยมือที่สั่นเทา
"ไปดีแล้วน้อบักไกร... หนีแม่ไปยี่สิบปี กลับมาได้แค่ชื่อกระซ่างเถาะ อย่างน้อยกะยังส่งหลานมาให้แม่เบิ่งหน้า" ย่าบุญมาปาดน้ำตาพลางสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อรวบรวมสติ
"ไปๆ ... มาเหนื่อย ๆ ไปล้างหน้าล้างตา อีปิ๊ไปเบิ่งในครัวสิลูก มีอิหยังกินแลงบ้าง"
มื้อเย็นวันแรกที่บ้านโคกอีแหลวเรียบง่ายจนกริชทำตัวไม่ถูก บนเสื่อกกกลางบ้านมีเพียง ต้มปลาคอ(ปลาช่อน)กับผักแขยง กลิ่นหอมฉุย และ ข้าวเหนียว ร้อนๆ ในกระติ๊บ ย่าบุญมาอยู่คนเดียวมานาน เมนูของท่านจึงมีเพียงของง่ายๆ จากห้วยจากสวน
กริชนั่งเก้ๆ กังๆ อยู่บนพื้นไม้ เขาพยายามจะจัดระเบียบขาสามฟุตของตัวเองที่ยาวเกินไปให้เข้าที่ ชุดสูทที่เขายังไม่ได้เปลี่ยนทำให้เขานั่งท่าไหนก็น่าลำบากใจไปหมด
"นั่งลงดี ๆ บักหลานชาย นั่งขัดสมาธิกะนั่งบ่เป็นเบาะ ยืนค้ำหัวผู้ใหญ่กะสิเจริญอยู่เบาะ" ย่าดุเสียงหลงเมื่อเห็นกริชพยายามจะหาเก้าอี้
"เอ่อ... คือผมไม่ค่อยชินกับการนั่งพื้นครับย่า" กริชตอบเสียงอ้อมแอ้ม
"นั่ง ๆ ลงไปอ้ายกริช พื้นบ้านแม่ใหญ่สะอาดกว่าโต๊ะทำงานอ้ายอีก" อิปิ๊หัวเราะพลางปั้นข้าวเหนียวเป็นก้อนกลมๆ แล้วจิ้มลงในถ้วยแจ่วบอง
"กินนี่ดู๊ ต้มปลาฝีมือแม่ใหญ่ แซ่บคักๆ"
กริชมองชิ้นปลาในต้มที่มีหัวและก้างโผล่ออกมาอย่างหวาดๆ เขาชินกับการกินปลาฟิลเลต์ที่แล่มาเรียบร้อยแล้ว แต่พอเห็นสายตาคาดคั้นของย่าและรอยยิ้มท้าทาย ของอิปิ๊ เขาจึงจำใจปั้นข้าวเหนียว (ที่เหนียวติดมือจนเขาเหวอ) แล้วส่งเข้าปาก รสชาติเปรี้ยวเค็มและหอมสมุนไพรของต้มปลาทำเอาเขาแปลกใจ
"เอ่อ... อร่อยดีครับย่า"
"กินหลาย ๆ สิได้มีแรง" ย่าบุญมามองหลานชายด้วยสายตาที่เริ่มมีความเข้มงวด
"กินอิ่มแล้วเฮาสิมาเว้าเรื่องมรดกที่พ่อเจ้าสั่งไว้" ย่ารู้ที่หลานชายจะมาด้วยเรื่องอะไร
หลังมื้ออาหาร ย่าบุญมาให้กริชขึ้นไปเตรียมที่หลับที่นอนบนห้องโถงไม้ ท่านยื่นมุ้งสีขาวสะอาดที่พับไว้อย่างเรียบร้อยให้พร้อมกับหมอนนุ่นแข็งๆ
"กางมุ้งนอนซะเด้อ มืดแล้วยุงมันร้าย" ย่าบอก
กริชรับมุ้งมาอย่างงงๆ เขาหมุนซ้ายหมุนขวา พยายามจะหาจุดเกี่ยวเชือกมุ้งกับฝาบ้าน แต่มันก็ดูรุงรังไปหมดจนมุ้งลงมากองอยู่ที่พื้น อิปิ๊ที่เดินขึ้นมาเอาของพอดีถึงกับขำกลิ้ง
"โถ่... อ้ายกริช สถาปนิกเมืองกรุงกางมุ้งบ่เป็น กะปานนั้นล่ะเนาะ" เธอแย่งมุ้งไปจากมือเขาแล้วสะบัดเพียงไม่กี่ครั้ง มุ้งก็นอนพองลมสวยงามอยู่บนฟูก
"เอ้า นอนซะ มัวแต่ช้าเดี๋ยว ผีโพง กะออกมาหาเขี่ยกินตับอ้ายดอก"
"ผีโพง มันคืออะไรครับ" กริชถามพลางขมวดคิ้ว แสงตะเกียงที่สั่นไหวทำให้บรรยากาศบ้านไม้ดูน่าขนลุกขึ้นมาทันที
"กะผีที่มันมีแสงออกจากจมูก ชอบกินของสดของคาว คืนไหนมีฝนตกมันสิชอบออกมา... อ้ายหน้าตาขาวๆ จั่งซี่ ตับน่าสิหวาน ผีโพงมันมักนักล่ะ" อิปิ๊ทำเสียงขู่จนกริชเผลอถอยหลัง
"อีปิ๊! อย่าไปตั๋วพี่เขา (อย่าไปหลอกพี่เขา) " ย่าบุญมาเดินเข้ามาขัดจังหวะ ก่อนจะนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งแล้วเข้าสู่โหมดจริงจัง
"กริช... ย่าสิเว้าเรื่องที่ดินห้าสิบไร่ของพ่อเจ้า" กริชหูผึ่งทันที
"ครับย่า ผมตั้งใจจะมาจัดการเรื่องนี้ให้เรียบร้อย เพื่อจะนำเงินส่วนนี้ไปสมทบทุนบริษัท..."
"ย่าสิยกโฉนดให้เจ้า" ย่าบุญมาพูดแทรก
"แต่มีข้อแม้... เจ้าต้องอยู่ที่นี่ให้ครบ หนึ่งปี และต้อง ลงนาทำนา ผืนนั้นด้วยมือของเจ้าเองจนกว่าสิเก็บเกี่ยวได้สำเร็จ ห้ามจ้างคนอื่น ห้ามใช้เครื่องจักรใหญ่ เจ้าต้องพิสูจน์ให้ย่าเห็นว่าเจ้าคือ 'หลานย่าบุญมา' อีหลี บ่แม่นคนแปลกหน้าชุดสูทที่ลืมรากเหง้าเจ้าของ" กริชถึงกับอ้าปากค้าง เข่าอ่อนจนต้องทรุดลงนั่งกับพื้นไม้
"ย่าครับ หนึ่งปี! ผมมีงานที่กรุงเทพฯ ผมทำนาไม่เป็น แม้แต่ปักดำผมยังไม่เคยเห็นของจริงเลยนะครับ!"
"กะนั่นล่ะ ย่าเลยจะให้อีปิ๊เป็นคนสอน" ย่าบุญมาสรุปสั้นๆ
"ถ้าทำไม่ได้ ย่าจะยกที่ดินทั้งหมดให้วัดและส่วนรวม... เลือกเอาเด้อ หลานชาย สิเป็นสถาปนิกตกงาน หรือสิเป็นชาวนาที่ได้มรดกร้อยล้าน"
กริชหันไปมองอิปิ๊ที่ตอนนี้ยืนพิงประตู กอดอกยิ้มกริ่มอย่างผู้ชนะ
"ฝันดีเด้อจ้า... อ้ายสถาปนิกบ้านนา พรุ่งนี้ตีสี่... ข่อยสิมารับไปดูหน้างาน"
กริชนั่งนิ่งอยู่กลางมุ้งที่อิปิ๊เป็นคนกางให้ เสียงตุ๊กแกร้องรับกันเป็นจังหวะ และความมืดมิดของบ้านทุ่งทำเอาเขาอยากจะร้องไห้ออกมาเป็นภาษาอีสานที่เขาฟังไม่ออกเสียจริงๆ
ตอนพิเศษ: กำเนิด "ไอ้หนูนาสีทอง" ขวัญใจชาวโคกอีแหลวค่ำคืนกลางฤดูเก็บเกี่ยว กลิ่นรวงข้าวหอมมะลิที่สุกงอมโชยมาตามลมหนาวที่พัดผ่านทุ่งนาสีทอง แสงดาวระยิบระยับเต็มท้องฟ้าที่บ้านโคกอีแหลวดูจะนิ่งสงบผิดปกติ ทว่าในเรือนไม้หลังงามของผู้ใหญ่กริช กลับมีความโกลาหลเล็กๆ เกิดขึ้น"โอ๊ย อ้ายกริช ปิ๊เจ็บท้อง" เสียงร้องของอิปิ๊ดังฝ่าความเงียบ ทำเอาผู้ใหญ่บ้านหนุ่มที่กำลังนั่งตรวจแบบแปลนโรงเรียนดินถึงกับปากกากระเด็น"ปิ๊ เป็นอะไรจ๊ะ หรือว่ามะขามป้อมเมื่อเย็นมันแผลงฤทธิ์" กริชพุ่งตัวไปที่เตียงหน้าตาตื่น"บ่ใช่ มันเจ็บแบบ... แบบสิออกแล้วอ้าย ฮืออออ อ้ายกริช ปิ๊ปวด" อิปิ๊หน้าซีดเผือด มือเรียวจิกหมอนจนแน่น กริชสติกระเจิง ทำอะไรไม่ถูก จะอุ้มเมียก็กลัวจะทำหล่น จะโทรหาหมอก็ลืมรหัสล็อกหน้าจอ"สติจ๊ะกริช... สติ" กริชตบหน้าตัวเองซ้ายทีขวาทีจนแก้มแดงเถือก แต่มันก็ยังระงับอาการมือไม้สั่นไม่ได้"ปิ๊ อ้าย... อ้ายต้องทำยังไงก่อน กระเป๋า ใช่ กระเป๋าเตรียมคลอด" กริชลนลานวิ่งไปที่ตู้เสื้อผ้าแต่แทนที่จะคว้ากระเป๋าผ้าอ้อม เขากลับคว้าเอา ม้วนพิมพ์เขียวกับตลับเมตรคู่ใจออกมากอดไว้แน่น"อ้ายกริช""ฮึ่ย! เอาตลับเมตรมาทำไม
ตอนที่ 60 (ตอนจบ) : นาสีทองที่ถักทอด้วยรัก แสงทองของดวงอาทิตย์ยามเช้าทอดผ่านทุ่งรวงข้าวที่สุกปลั่งส่งกลิ่นหอมละมุนไปทั่วอาณาบริเวณ “นาสีทองโมเดล” ในวันนี้ไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่เกษตรกรรม แต่มันคือสัญลักษณ์แห่งความสำเร็จของชายหนุ่มสถาปนิกที่เคยเกือบจะทิ้งความฝัน และหญิงสาวสู้ชีวิตที่มี “ซาเล้ง” เป็นอาวุธคู่กายวันนี้คือวันสำคัญที่สุด... วันเปิดตัว “ห้องสมุดดินและศูนย์เรียนรู้เยาวชนนาสีทอง” ผลงานมาสเตอร์พีซที่กริชทุ่มเททั้งความรู้และความรักสร้างขึ้นมาบรรยากาศที่หน้าอาคารดินทรงหอยทากคึกคักไปด้วยผู้คน แต่เจ้าของโครงการอย่าง ผู้ใหญ่กริช กลับอยู่ในสภาพที่ใครเห็นเป็นต้องอมยิ้ม เขาไม่ได้ยืนสง่าผ่าเผยเหมือนสถาปนิกในนิตยสาร แต่กลับนั่งอยู่บนเก้าอี้หวาย มือหนึ่งถือยาดมตราโป๊ยเซียนจ่อจมูก อีกมือกุมพุงตัวเองไว้ราวกับคนท้องเสีย“อึก... ปิ๊จ๋า... ให้ใครเอาไอ้รถโม่ปูนที่จอดอยู่ไปเก็บที อ้ายได้กลิ่นฝุ่นปูนแล้วมันพะอืดพะอมอย่างบอกไม่ถูก” กริชโอดยิ้มๆ หน้าซีดเป็นไก่ต้ม“อดทนเอาเด้ออ้ายกริช” อิปิ๊ในชุดผ้าซิ่นพื้นเมืองสีเขียวน้ำไหล เดินนวยนาดมาตบหลังสามีเบาๆ วันนี้เธอผิวพรรณผุดผ่อง แก้มอมชมพูผิดกับกริชรา
ตอนที่ 59 : ความฮอตของผู้ใหญ่บ้านกริชความฮอตของ "ผู้ใหญ่กริช" เริ่มลามปามไปไกลกว่าที่คิด เมื่อเพจท่องเที่ยวชื่อดังลงรูปผู้ใหญ่บ้านในลุคสถาปนิกมาดเซอร์ ยืนกางพิมพ์เขียวท่ามกลางทุ่งนาสีทอง พร้อมแคปชั่น“ผู้ใหญ่บ้านหล่อบอกต่อด้วย... อยากนอนเถียงนาพ่อผู้ใหญ่ ” ทำเอาสาวน้อยสาวใหญ่จากเมืองกรุงแห่กันจองห้องพักโฮมสเตย์นาสีทองจนเต็มไปถึงปีหน้า!บ่ายวันนั้น ขณะที่อิปิ๊กำลังนั่งเคี้ยวมะยมดองจนหน้าเบี้ยวเพราะอาการแพ้ท้อง เธอก็เหลือบไปเห็นแขกสาวสวยกลุ่มหนึ่งในชุดเดรสสายเดี่ยวสีขาวพลิ้วไหว เดินนวยนาดมาหาผู้ใหญ่กริชที่กำลังนั่งล้างคราบโคลนออกจากขาอยู่ที่ม้านั่งใต้ต้นจามจุรี"อุ๊ย ผู้ใหญ่ขา... รบกวนหน่อยค่ะ" เสียงหวานหยดย้อยแว่วมาถึงหูอิปิ๊"พอดีแอร์ในห้องพักหลังที่ 2 มันมีเสียงแปลก ๆ แถมไม่ค่อยเย็นเลยค่ะ ผู้ใหญ่ช่วยเข้าไปดูให้หน่อยได้ไหมคะ พวกเราเปิดแอร์ไม่เป็นหรือเครื่องมันจะเสียก็ไม่รู้ค่ะ"กริชเงยหน้าขึ้นเช็ดมือ"อ๋อ... แอร์หลังนั้นผมเพิ่งล้างไปเมื่ออาทิตย์ก่อนเองนะ เดี๋ยวผม" ยังไม่ทันที่กริชจะพูดจบ"เคร้ง!" เสียงถาดสเตนเลสที่อิปิ๊ถืออยู่ร่วงลงพื้นเสียงดังสนั่น แขกสาวสะดุ้งโหยง ส่วนกริชหน้าซีดเผ
ตอนที่ 58: ผู้ใหญ่บ้านคนใหม่บรรยากาศการใส่บาตรกรวดน้ำผ่านพ้นไปพร้อมกับเสียงหัวเราะแซวของย่าบุญมา แต่เรื่องราวที่ "เรือนใหม่นาสีทอง" ยังไม่จบลงแค่นั้น เพราะวันนี้ถือเป็นวันมงคลสองต่อ นอกจากจะเป็นวันเริ่มต้นชีวิตคู่ของกริชและอิปิ๊แล้ว ยังเป็นวันที่ชาวบ้านนาสีทองต้องมารวมตัวกันเพื่อหา "ผู้ใหญ่บ้านคนใหม่" มาแทน พ่อผู้ใหญ่(พ่อของอิปิ๊) ที่เพิ่งได้รับความไว้วางใจจากชาวบ้านให้เลื่อนตำแหน่งขึ้นเป็น กำนันคนใหม่ของตำบลสายวันนั้น ชาวบ้านนับร้อยต่างพากันมานั่งล้อมวงกันที่ลานใต้ถุนเรือนกำนันคนใหม่ กลิ่นหอมของลาบเทาและต้มไก่บ้านโชยมาเป็นระยะ กำนันในชุดกากีเต็มยศยืนยิ้มหน้าบานมองดูลูกเขยคนเก่งที่กำลังเดินจูงมือลูกสาวลงมาหาชาวบ้าน"เอาล่ะ พี่น้องชาวนาสีทอง" กำนันหมายประกาศเสียงก้อง "ตอนนี้ตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านมันว่างลง ข้อยกะเป็นกำนันแล้ว สิให้เบิ่งแยงทั้งตำบลมันกะสิไม่ทั่วถึง วันนี้ข้อยเลยอยากฟังเสียงพวกเจ้าว่า อยากได้ใครมาดูแลหมู่บ้านนาสีทองของเราต่อ"เสียงชาวบ้านซุบซิบกันไปมา จนกระทั่ง ลุงมิ่ง อดีตนักเลงเก่าประจำหมู่บ้านตะโกนขึ้นมา "สิไปหาไกลทำไมล่ะพ่อกำนันก็ไอ้เจ้ากริชลูกเขยพ่อนั่นแหละ มันจบกรุง
บทที่ 57 : ข้าวใหม่ปลามัน(ตอนตีสี่)บรรยากาศรอบเรือนหอยังคงถูกปกคลุมด้วยหมอกบางสีขาวนวล เสียงไก่ป่าเริ่มขยับปีกขันรับกันเป็นทอด ๆ ประสานกับเสียงนกกระแตแต้แว็ดที่บินผ่านท้องนาไป กลิ่นหอมกรุ่นของดินและน้ำค้างยามเช้าลอยลอดผ่านหน้าต่างไม้เข้ามาเบา ๆบนเตียงไม้ที่เมื่อคืนผ่าน "ศึกหนัก" มาจนหมอนกระจัดกระจาย กริชค่อยๆ ลืมตาขึ้นขยับกายเข้าไปสวมกอดร่างบางที่กำลังหลับสนิทจากด้านหลัง เขาฝังจมูกลงบนไหล่เนียนที่โผล่พ้นผ้าห่มผืนหนาออกมา"ปิ๊ เมียอ้าย ตื่นหรือยังจ๊ะ" กริชกระซิบเสียงพร่า พลางกระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้นจนแผ่นหลังของเธอแนบชิดกับอกแกร่ง"อื้อ... อ้ายกริชปล่อยก่อนจ้ะ ปิ๊จะรีบไปนึ่งข้าวเดี๋ยวตักบาตรไม่ทัน" อิปิ๊งึมงำตอบทั้งที่ยังหลับตาพยายามขยับตัวหนีคนขี้อ้อน"ตักบาตรน่ะทันอยู่แล้ว แต่ตอนนี้อ้ายอยากตักตวงความสุขจากเมียก่อนนี่นา" เขาไม่พูดเปล่า กลับซุกไซ้ปลายจมูกไปตามลำคอระหง ขบเม้มเบาๆ อย่างหยอกเย้า "เมื่อคืนอ้ายยังไม่อิ่มเลย ปิ๊แกะกระดุมให้อ้ายอีกรอบได้ไหมจ๊ะ""อ้ายกริชเสื้อก็ยังไม่ได้ใส่ จะให้แกะอะไรอีกล่ะ" อิปิ๊ลืมตาขึ้นมาค้อนวงใหญ่หน้าแดงระเรื่อเมื่อนึกถึงวีรกรรม "เตียงสั่น" เมื่อคืน"
ตอนที่ 56 ความลับคืนเข้าหอบรรยากาศยามค่ำคืนที่นาสีทองอบอวลไปด้วยกลิ่นดอกมะลิป่าและกลิ่นอายแห่งความสุข หลังจากมื้ออาหาร "งันเฮือน" ที่ครื้นเครงผ่านไป แสงตะเกียงเจ้าพายุบนเรือนไม้พะยูงหลังใหม่ส่องสว่างนำทางเข้าสู่พิธีสุดท้ายที่บ่าวสาวรอคอย (และเกรงกลัว) นั่นคือ "พิธีส่งตัวเข้าหอ"ที่หน้าห้องหอ พ่อผู้ใหญ่บ้าน ย่าบุญมา และบรรดา "นกต่อ" หรือคู่ผัวเมียตัวอย่างที่ครองรักกันมานานจนหัวหงอกหัวขาวอย่าง ลุงหวังกับป้าเนียน นั่งรออยู่บนเสื่อน้ำมันลายสวยด้วยสีหน้ายิ้มกริ่ม มีนัยยะหยิกแกมหยอก"มาแล้ว ๆ บ่าวสาวมาแล้ว" ป้านวลตะโกนบอกคนข้างล่างที่แอบมาจอบฟังภายในห้องหอที่กริชออกแบบให้มีช่องลมรับแสงจันทร์และระบายอากาศได้อย่างดีเยี่ยม เตียงไม้หลังใหญ่ถูกปูด้วยผ้าห่มแพรสีแดงสด ย่าบุญมาเชิญลุงหวังและป้าเนียนขึ้นไปนั่งและนอนบนเตียงเป็นปฐมฤกษ์"เอ้า... ตาหวัง ยายเนียน ลงไปนอนให้เด็กมันดูซิ" ย่าบุญมาสั่งสองสามีภรรยาที่อยู่กินกันมานานลุงหวังแกล้งล้มตัวลงนอนคว่ำแล้วกรนเสียงดัง ครอก... ฟี้ ก่อนจะพลิกตัวมากอดป้าเนียนกลมดิ๊ก "โอ๊ย... เตียงสถาปนิกนี่มันนุ่มดีแท้แม่เนียนเอ๊ย นอนแล้วมันอยากมีลูกอีกสักคนเด้""ลุงนี
ตอนที่ 51 พระจันทร์ยิ้มบนชานเรือนที่ปูสาดสีสวย สำรับอาหารมื้อเย็นถูกล้อมรอบด้วยคนสำคัญในชีวิตของกริช พ่อผู้ใหญ่บ้าน ลุงหวัง ย่าบุญมา และอิปิ๊ กริชนั่งพิงเสาเรือนเพราะยังเจ็บแผลอยู่เล็กน้อย โดยมีอิปิ๊คอยตักอ่อมไก่ใส่ถ้วยให้ไม่ขาด"กริช... เรื่องนายทุนมันจบลงแล้วกะจริง" พ่อผู้ใหญ่บ้านเอ่ยเสียงเข้มขึ
ตอนที่ 49: คำสารภาพริมเตียงแสงแดดยามเช้าลอดผ่านม่านสีขาวของโรงพยาบาลอำเภอ กลิ่นยาฆ่าเชื้อจาง ๆ อบอวลอยู่ในห้องพักฟื้นที่เงียบสงบ บนเตียงคนไข้ กริช ค่อยๆ ลืมตาขึ้นอย่างช้า ๆ ความเจ็บปลาบที่สีข้างยังคงอยู่ แต่มันเบาบางลงมากเมื่อเทียบกับความรู้สึกหนักอึ้งเมื่อคืนสายตาของเขาปะทะเข้ากับใบหน้าจิ้มลิ้มข
ตอนที่ 47: กระสุนที่ปิดปากท้องฟ้าเหนือหมู่บ้านโคกอีแหลวในยามเย็นถูกฉาบด้วยสีแดงเพลิงราวกับลางบอกเหตุ กลิ่นธูปจางๆ จากในโบสถ์ลอยมาปะทะกับลมทุ่งที่พัดกระโชกแรง ลานวัดที่เคยใช้จัดงานบุญ บัดนี้ถูกดัดแปลงเป็นลานพิพากษา กริชในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวเรียบง่ายที่ตอนนี้ดูหลวมโพล่งไปเล็กน้อยจากการตรากตรำงาน กำลั
แสงแดดจัดจ้าสะท้อนกระจกตึกระฟ้า กริชก้าวเข้ามาในออฟฟิศด้วยมาดสถาปนิกหนุ่มผู้ทรงพลัง เขาสวมสูทเนี้ยบใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มที่ดูผ่อนคลายจนเชอรี่ถึงกับตายใจ เธอเชื่อสนิทใจว่า "เงินและอำนาจ" ได้ดึงกริชกลับมาสู่โลกของเธอเรียบร้อยแล้ว"กริชคะ วันนี้คุณดูดีจังเลยค่ะ" เชอรี่เกาะแขนกริชพลางพาเดินไปที่ห้อง

![My Engineerรักร้ายนายจอมโหด [ต้าร์พินอิน]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)





