FAZER LOGINตอนที่ 2: น้ำตาซึมหน้าเรือนไม้และพันธสัญญาบ้านทุ่ง
เงาไม้สีเขียวเข้มทอดตัวยาวตามแสงตะวันยามเย็นที่เริ่มจะลับขอบฟ้า รถซาเล้งของปิยะฉัตร หรือ "อิปิ๊" นำทางรถ SUV คันหรูของกริชมาจอดสนิทอยู่ที่หน้าบ้านไม้ใต้ถุนสูงหลังหนึ่ง มันเป็นบ้านไม้เก่าที่ดูแข็งแรงและอบอุ่น รอบบ้านร่มรื่นด้วยต้นมะม่วงและต้นขี้เหล็ก ล้อมรอบด้วยต้นมะม่วงหาวมะนาวโห่และแปลงผักสวนครัวที่จัดแต่งอย่างเป็นระเบียบ
กริชก้าวลงจากรถ มองสำรวจไปรอบๆ ด้วยสายตาว่างเปล่า ความทรงจำจาง ๆ เกี่ยวกับที่นี่แทบจะหายไปหมดแล้ว เขารู้สึกเหมือนเป็นสิ่งแปลกปลอมในที่แห่งนี้ ชุดสูทที่เปื้อนโคลนและกลิ่นเหงื่อที่เริ่มออกทำเอาเขารู้สึกไม่สบายตัวอย่างยิ่ง
"ยืนบื้ออยู่เฮ็ดหยังล่ะอ้ายกริช ฟ้าวขึ้นไปหาแม่ใหญ่บุญมาเร็ว ๆ เพิ่นถ่านั่งอยู่เทิงชานพู้น" อิปิ๊ตะโกนบอกพลางวิ่งขึ้นบันไดเรือนไม้ไปด้วยความคล่องแคล่ว
บนเรือนไม้ขัดมันวับ หญิงชราในชุดเสื้อคอกระเช้าสีขาว นุ่งผ้าถุงมัดหมี่สีซีดแต่ดูสะอาดตานั่งอยู่บนเสื่อกก กำลังเคี้ยวหมากอยู่อย่างสงบ สายตาของท่านฝ้าฟางลงไปบ้างตามกาลเวลาแต่ยังดูมีเมตตาและทรงอำนาจในที ย่าบุญมาเพ่งมองลอดแว่นสายตาออกมาเมื่อได้ยินเสียงหลานสาวตัวแสบ ลูกสาวของพ่อผู้ใหญ่เจื้อยแจ้วมาทักทายเป็นประจำ
"แม่ใหญ่จ๋า ! ปิ๊พาแขกมาหาจ้า" อิปิ๊เข้าไปสวมกอดเอวหญิงชราด้วยความสนิทสนม
"มาเบิ่งดู๊ ว่าจำได้บ่" ย่าบุญมาขมวดคิ้ว
"ไผกะด้อกะเดี้ยล่ะหึ แต่งโตปานเทวดาสิมาเล่นงิ้วอยู่บ้านเฮาเบาะอีปิ๊ ผิวพรรณกะขาวปานหยวกกล้วยคือบ่เคยเห็นหน้าเห็นตา"
กริชค่อยๆ ก้าวขึ้นเรือนไม้ เสียงไม้กระดานลั่นดัง เอี๊ยด ตามน้ำหนักตัว เขาประหม่าจนทำตัวไม่ถูก ได้แต่ยืนนิ่งอยู่ตรงข้ามหญิงชรา อิปิ๊เห็นท่าทางเก้ๆ กังๆ ของเขาก็เลยถอนใจยาว
"โถ่แม่ใหญ่... จำหลานเจ้าของบ่ได้อีหลีเบาะ นี่อ้ายกริชลูกชายพ่อไกรของย่าที่หนีไปอยู่กรุงเทพฯ พู้นน่ะนา"
คำว่า ‘พ่อไกร’ เหมือนฟ้าผ่าลงกลางชานเรือน ย่าบุญมาชะงักนิ่ง มือที่กำลังถือเต้าปูนสั่นระริก ท่านค่อย ๆ วางมันลงแล้วจ้องมองกริชอย่างไม่ละสายตา แววตาที่เคยฝ้าฟางกลับมีประกายของความหวังและร่องรอยของอดีตพลุ่งพล่านออกมา
"กริช... บักกริชหลานย่าเบาะลูก" ย่าบุญมาเรียกเสียงสั่นเครือ
กริชค่อยๆ คุกเข่าลงก้มกราบแทบตักหญิงชรา กลิ่นหอมสะอาดของน้ำอบไทยที่ลอยมาจากตัวย่าทำให้ความทรงจำที่ถูกทับถมไว้กว่ายี่สิบปีพุ่งกลับมา กริชสะอื้นในใจ เขาเงยหน้าขึ้นสบตาท่าน
"ครับย่า... ผมกริชครับ ผมพาพ่อกลับมาหาย่า..."
"แล้วพ่อไกรล่ะ พ่อเจ้าคือบ่มานำ มันยังโกรธย่าอยู่เบาะที่ย่าเคยไล่แม่เจ้าออกจากบ้าน" ย่าบุญมาถามด้วยเสียงที่เต็มไปด้วยความคาดหวัง
กริชเม้มริมฝีปากแน่น ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะก่อนที่เขาจะเอ่ยความจริงที่เจ็บปวดออกมา
"พ่อ... พ่อเสียแล้วครับย่า ท่านเพิ่งจากไปเมื่อเดือนก่อน ก่อนไปท่านสั่งเสียไว้ว่าให้ผมกลับมาหาคุณย่าที่อุบลฯ ท่านบอกว่าท่านขอโทษ... ท่านอยากกลับมาแต่ท่านกลับมาไม่ไหวแล้ว" กริชนำรูปถ่ายพร้อมเถ้ากระดูกบางส่วนมาให้ย่า
วินาทีนั้น น้ำตาเม็ดโตไหลอาบแก้มเหี่ยวๆ ของหญิงชรา ท่านไม่ได้ร้องไห้โฮ แต่เสียงสะอื้นที่อยู่ในลำคอทำเอาอิปิ๊ที่นั่งอยู่ข้างๆ ถึงกับน้ำตาคลอตาม เธอประคองร่างของย่าไว้แน่น ขณะที่หญิงชราลูบหัวกริชด้วยมือที่สั่นเทา
"ไปดีแล้วน้อบักไกร... หนีแม่ไปยี่สิบปี กลับมาได้แค่ชื่อกระซ่างเถาะ อย่างน้อยกะยังส่งหลานมาให้แม่เบิ่งหน้า" ย่าบุญมาปาดน้ำตาพลางสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อรวบรวมสติ
"ไปๆ ... มาเหนื่อย ๆ ไปล้างหน้าล้างตา อีปิ๊ไปเบิ่งในครัวสิลูก มีอิหยังกินแลงบ้าง"
มื้อเย็นวันแรกที่บ้านโคกอีแหลวเรียบง่ายจนกริชทำตัวไม่ถูก บนเสื่อกกกลางบ้านมีเพียง ต้มปลาคอ(ปลาช่อน)กับผักแขยง กลิ่นหอมฉุย และ ข้าวเหนียว ร้อนๆ ในกระติ๊บ ย่าบุญมาอยู่คนเดียวมานาน เมนูของท่านจึงมีเพียงของง่ายๆ จากห้วยจากสวน
กริชนั่งเก้ๆ กังๆ อยู่บนพื้นไม้ เขาพยายามจะจัดระเบียบขาสามฟุตของตัวเองที่ยาวเกินไปให้เข้าที่ ชุดสูทที่เขายังไม่ได้เปลี่ยนทำให้เขานั่งท่าไหนก็น่าลำบากใจไปหมด
"นั่งลงดี ๆ บักหลานชาย นั่งขัดสมาธิกะนั่งบ่เป็นเบาะ ยืนค้ำหัวผู้ใหญ่กะสิเจริญอยู่เบาะ" ย่าดุเสียงหลงเมื่อเห็นกริชพยายามจะหาเก้าอี้
"เอ่อ... คือผมไม่ค่อยชินกับการนั่งพื้นครับย่า" กริชตอบเสียงอ้อมแอ้ม
"นั่ง ๆ ลงไปอ้ายกริช พื้นบ้านแม่ใหญ่สะอาดกว่าโต๊ะทำงานอ้ายอีก" อิปิ๊หัวเราะพลางปั้นข้าวเหนียวเป็นก้อนกลมๆ แล้วจิ้มลงในถ้วยแจ่วบอง
"กินนี่ดู๊ ต้มปลาฝีมือแม่ใหญ่ แซ่บคักๆ"
กริชมองชิ้นปลาในต้มที่มีหัวและก้างโผล่ออกมาอย่างหวาดๆ เขาชินกับการกินปลาฟิลเลต์ที่แล่มาเรียบร้อยแล้ว แต่พอเห็นสายตาคาดคั้นของย่าและรอยยิ้มท้าทาย ของอิปิ๊ เขาจึงจำใจปั้นข้าวเหนียว (ที่เหนียวติดมือจนเขาเหวอ) แล้วส่งเข้าปาก รสชาติเปรี้ยวเค็มและหอมสมุนไพรของต้มปลาทำเอาเขาแปลกใจ
"เอ่อ... อร่อยดีครับย่า"
"กินหลาย ๆ สิได้มีแรง" ย่าบุญมามองหลานชายด้วยสายตาที่เริ่มมีความเข้มงวด
"กินอิ่มแล้วเฮาสิมาเว้าเรื่องมรดกที่พ่อเจ้าสั่งไว้" ย่ารู้ที่หลานชายจะมาด้วยเรื่องอะไร
หลังมื้ออาหาร ย่าบุญมาให้กริชขึ้นไปเตรียมที่หลับที่นอนบนห้องโถงไม้ ท่านยื่นมุ้งสีขาวสะอาดที่พับไว้อย่างเรียบร้อยให้พร้อมกับหมอนนุ่นแข็งๆ
"กางมุ้งนอนซะเด้อ มืดแล้วยุงมันร้าย" ย่าบอก
กริชรับมุ้งมาอย่างงงๆ เขาหมุนซ้ายหมุนขวา พยายามจะหาจุดเกี่ยวเชือกมุ้งกับฝาบ้าน แต่มันก็ดูรุงรังไปหมดจนมุ้งลงมากองอยู่ที่พื้น อิปิ๊ที่เดินขึ้นมาเอาของพอดีถึงกับขำกลิ้ง
"โถ่... อ้ายกริช สถาปนิกเมืองกรุงกางมุ้งบ่เป็น กะปานนั้นล่ะเนาะ" เธอแย่งมุ้งไปจากมือเขาแล้วสะบัดเพียงไม่กี่ครั้ง มุ้งก็นอนพองลมสวยงามอยู่บนฟูก
"เอ้า นอนซะ มัวแต่ช้าเดี๋ยว ผีโพง กะออกมาหาเขี่ยกินตับอ้ายดอก"
"ผีโพง มันคืออะไรครับ" กริชถามพลางขมวดคิ้ว แสงตะเกียงที่สั่นไหวทำให้บรรยากาศบ้านไม้ดูน่าขนลุกขึ้นมาทันที
"กะผีที่มันมีแสงออกจากจมูก ชอบกินของสดของคาว คืนไหนมีฝนตกมันสิชอบออกมา... อ้ายหน้าตาขาวๆ จั่งซี่ ตับน่าสิหวาน ผีโพงมันมักนักล่ะ" อิปิ๊ทำเสียงขู่จนกริชเผลอถอยหลัง
"อีปิ๊! อย่าไปตั๋วพี่เขา (อย่าไปหลอกพี่เขา) " ย่าบุญมาเดินเข้ามาขัดจังหวะ ก่อนจะนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งแล้วเข้าสู่โหมดจริงจัง
"กริช... ย่าสิเว้าเรื่องที่ดินห้าสิบไร่ของพ่อเจ้า" กริชหูผึ่งทันที
"ครับย่า ผมตั้งใจจะมาจัดการเรื่องนี้ให้เรียบร้อย เพื่อจะนำเงินส่วนนี้ไปสมทบทุนบริษัท..."
"ย่าสิยกโฉนดให้เจ้า" ย่าบุญมาพูดแทรก
"แต่มีข้อแม้... เจ้าต้องอยู่ที่นี่ให้ครบ หนึ่งปี และต้อง ลงนาทำนา ผืนนั้นด้วยมือของเจ้าเองจนกว่าสิเก็บเกี่ยวได้สำเร็จ ห้ามจ้างคนอื่น ห้ามใช้เครื่องจักรใหญ่ เจ้าต้องพิสูจน์ให้ย่าเห็นว่าเจ้าคือ 'หลานย่าบุญมา' อีหลี บ่แม่นคนแปลกหน้าชุดสูทที่ลืมรากเหง้าเจ้าของ" กริชถึงกับอ้าปากค้าง เข่าอ่อนจนต้องทรุดลงนั่งกับพื้นไม้
"ย่าครับ หนึ่งปี! ผมมีงานที่กรุงเทพฯ ผมทำนาไม่เป็น แม้แต่ปักดำผมยังไม่เคยเห็นของจริงเลยนะครับ!"
"กะนั่นล่ะ ย่าเลยจะให้อีปิ๊เป็นคนสอน" ย่าบุญมาสรุปสั้นๆ
"ถ้าทำไม่ได้ ย่าจะยกที่ดินทั้งหมดให้วัดและส่วนรวม... เลือกเอาเด้อ หลานชาย สิเป็นสถาปนิกตกงาน หรือสิเป็นชาวนาที่ได้มรดกร้อยล้าน"
กริชหันไปมองอิปิ๊ที่ตอนนี้ยืนพิงประตู กอดอกยิ้มกริ่มอย่างผู้ชนะ
"ฝันดีเด้อจ้า... อ้ายสถาปนิกบ้านนา พรุ่งนี้ตีสี่... ข่อยสิมารับไปดูหน้างาน"
กริชนั่งนิ่งอยู่กลางมุ้งที่อิปิ๊เป็นคนกางให้ เสียงตุ๊กแกร้องรับกันเป็นจังหวะ และความมืดมิดของบ้านทุ่งทำเอาเขาอยากจะร้องไห้ออกมาเป็นภาษาอีสานที่เขาฟังไม่ออกเสียจริงๆ
แสงเงินแสงทองเริ่มจับขอบฟ้า ทุ่งนาสีเขียวขจีถูกปกคลุมด้วยม่านหมอกบางๆ ส่งกลิ่นดินผสมกลิ่นน้ำค้างที่สดชื่นจนกริชลืมตาตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกกระปรี้กระเปร่าอย่างประหลาด เขาไม่ได้ตื่นมาเพราะเสียงนาฬิกาปลุกดิจิทัล แต่ตื่นเพราะเสียงไก่ขันและเสียงนกกาเหว่าที่ร้องรับกันเป็นทอดๆ“ตื่นได้แล้วอ้ายกริช ตะเว็นสิเลียก้นแล้ว” เสียงใสๆ ของอิปิ๊ดังมาจากทางสระน้ำ เธอเดินกลับมาพร้อมล้างหน้าล้างตาจนสดใส ในมือถือขันน้ำอะลูมิเนียมใบเล็ก กริชบิดขี้เกียจบนเปลญวน พลางสูดอากาศเข้าปอดลึกๆ“ปิ๊... เชื่อไหม นี่เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่ผมตื่นมาแล้วไม่ปวดหัวเรื่องเดตไลน์งานเลย”“กะดีแล้วจ้า แต่มื้อนี่ล่ะเดตไลน์ของจริง!” อิปิ๊ชี้ไปที่เถียงนาสภาพเขรอะ“อ้ายสิเปลี่ยนมันเป็นสตูดิโออิหยังนั่นบ่แม่นเบาะ ฟ้าวสิ ข่อยสิช่วยเป็นลูกมือให้มื้อหนึ่ง”08.30 น. ปฏิบัติการ "รื้อเพื่อสร้าง"กริชเริ่มใช้ทักษะสถาปนิกที่ร่ำเรียนมา เขาไม่ได้เริ่มด้วยการทุบ แต่เริ่มด้วยการ "จัดระเบียบ" เขาหยิบสมุดสเก็ตช์ภาพออกมา วาดแปลนเถียงนาคร่าวๆ แบ่งสัดส่วนพื้นที่อย่างชาญฉลาด แบ่งห้องทำงาน ห้องเก็บของ“ปิ๊... มุมทิศตะวันออกนี่ แสงตอนเช้าสวยมาก ผม
ซาเล้งของอิปิ๊แล่นผ่านความมืดขรุขระของคันนามาจนถึงจุดหมาย แสงไฟจากหน้ารถสาดส่องให้เห็นเงาตะคุ่มของเถียงนาไม้ที่กริชเพิ่งวิ่งหนีมาเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน บรรยากาศเงียบสงัด มีเพียงเสียงจิ้งหรีดเรไรที่ประสานเสียงกันระงมจนกริชเผลอกระชับเป้ในมือแน่น“เอ้า... ถึงแล้วอ้ายกริช อย่ามัวแต่ยืนสั่น รีบลงมาช่วยกันจัดที่ทางก่อนสิค่ำไปกว่านี้”อิปิ๊กระโดดลงจากรถอย่างคล่องแคล่วกริชก้าวลงจากรถด้วยความระแวง สายตามองขึ้นไปบนเถียงนาที่มืดมิด“ปิ๊... คุณแน่ใจนะว่ายาสมุนไพรนั่นได้ผล ผมยังหลอนท่าทางสะบัดหางของเจ้าบ้านตัวลายไม่หายเลย”“เชื่อใจข่อยเถอะน่า” อิปิ๊พูดพลางหยิบแผ่นโซลาร์เซลล์ขนาดพกพาสามสี่แผ่นออกมาจากหลังรถ เธอเดินไปติดมันไว้ตามมุมเสาเถียงนาและกิ่งไม้ใกล้ๆ เพียงครู่เดียว แสงไฟสีนวลตาจากหลอด LED เล็กๆ ก็สว่างขึ้นรอบเถียงนา เปลี่ยนบรรยากาศที่น่ากลัวให้ดูอบอุ่นและปลอดภัยขึ้นทันตา“โอ้โห... คุณมีโซลาร์เซลล์ด้วยเหรอ นึกว่าจะมีแต่ตะเกียงน้ำมันก๊าดซะอีก” กริชอุทานด้วยความทึ่งในความไฮเทคของสาวบ้านนา“อ้ายกริช... นี่มันปีไหนแล้วจ้า ข่อยกะต้องใช้เทคโนโลยีช่วยคือกันล่ะ” อิปิ๊หัวเราะร่วนก่อนจะสั่งการต่อ“เอ้า!
หลังจากเหตุการณ์ “ตุ๊กแกบุกสตูดิโอของกริช” จนสถาปนิกหนุ่มต้องวิ่งหน้าตั้งลืมมาด อิปิ๊ก็ทำหน้าที่มัคคุเทศก์จำเป็นกึ่งพี่เลี้ยง พาเขานั่งซาเล้งไปที่ร้านค้าท้ายหมู่บ้านเพื่อซื้ออาวุธลับที่เธออ้างว่า “เอาอยู่” ยิ่งกว่ายาฆ่าแมลงกระป๋องไหนๆ“เอ้า... นี่ล่ะอ้ายกริช สมุนไพรไล่ตุ๊กแกสูตรเด็ด” อิปิ๊ยื่นก้อนถุงผ้าเล็ก ๆ ที่ส่งก“เอาไปแขวนไว้ตามมุมมืดๆ หม่องที่เห็นไข่มันนั่นล่ะ กลิ่นนี่สิเฮ็ดให้พวกเพิ่นแสบจมูกแล้วย้ายสำมะโนครัวออกไปเองแบบสันติวิธี”เมื่อกลับมาถึงเถียงนา กริชยังคงยืนกล้า ๆ กลัว ๆ อยู่ที่โคนบันได จนอิปิ๊ต้องเดินนำขึ้นไปแขวนถุงสมุนไพรตามจุดต่าง ๆ อย่างคล่องแคล่ว พร้อมกับหันมาสอนเขาใช้สเปรย์สมุนไพรฉีดพ่นไล่สัตว์เลื้อยคลานอื่น ๆ ทั้งตะขาบและแมงมุมที่อาจซ่อนตัวอยู่ตามซอกไม้“จำไว้อ้าย... เฮาบ่ได้มาฆ่าเพิ่น เฮาแค่มาขอแบ่งที่อยู่ เพิ่นแสบเพิ่นกะไปเอง” อิปิ๊เอ่ยเสียงใสขณะฉีดฟึ่ดๆ เข้าไปในรูไม้ที่แม่ตุ๊กแกเคยโผล่หน้าออกมาแต่ปัญหาใหม่ที่กริชเพิ่งนึกได้ก็คือ ของที่เขาอุตส่าห์แบกออกมาวางไว้กลางเถียงนาเพื่อเตรียมทำความสะอาด ทั้งอุปกรณ์ทำนาของย่า อุปกรณ์เขียนแบบราคาแพง และเครื่องมือช่างสารพัดอ
แสงสีส้มทองทอประกายผ่านรอยแตกของฝาบ้านไม้ขัดมันยับ กริชตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกที่เปลี่ยนไป ความหวาดระแวงในเสียงตุ๊กแกหรือจิ้งหรีดเมื่อคืนเริ่มจางลง แทนที่ด้วยความเคยชินบางอย่าง เขาขยับตัวลุกขึ้นจากมุ้งสีขาวสะอาด พับเก็บอย่างมีระเบียบตามที่อิปิ๊เคยสอน (แม้จะยังเบี้ยวไปบ้าง) ก่อนจะเดินลงไปที่ชานเรือน ย่าบุญมานั่งรออยู่ก่อนแล้วพร้อมขันข้าวเหนียวและกับข้าวใส่บาตร ท่านยิ้มจนตาปิดเมื่อเห็นหลานชายสวมโสร่งเดินลงมาอย่างคล่องแคล่วขึ้น“ตื่นสายกะสิว่า ตื่นเช้ากะสิย่อง (ชม) เด้อนี่... มา ๆ ฟ้าวล้างหน้ามาปั้นข้าวรอพระ” ย่ากวักมือเรียกหลังจากใส่บาตรเสร็จเรียบร้อย ทั้งคู่ก็นั่งล้อมวงกินข้าวเช้ากันบนแคร่ไม้ใต้ถุนบ้าน เมนูวันนี้เรียบง่ายตามสไตล์คนบ้านป่า น้ำพริกแจ่วปลาร้า รสจัดจ้าน ผักลวก สด ๆ จากหลังบ้าน และ ปลาทูทอด ที่หอมฟุ้งไปสามบ้านแปดบ้าน“ย่าครับ แจ่วอันนี้มันเผ็ดน้อยกว่าเมื่อวานไหมครับ หรือว่าลิ้นผมมันเริ่มชินแล้วก็ไม่รู้” กริชเอ่ยพลางปั้นข้าวเหนียวจิ้มแจ่วส่งเข้าปากอย่างเอร็ดอร่อย“มันบ่ได้เผ็ดน้อยลงดอกหลานเอ๊ย ใจเจ้าของมันเปิดรับแล้วรสชาติมันกะนัวเองล่ะ” ย่าบุญมาหัวเราะพลางคัดเลือกเนื้อปลา
หลังจากกาแฟยกล้อในถุงกระดาษเริ่มหมดฤทธิ์ความหวาน กริชก็นั่งซ้อนท้ายซาเล้งกลับมาที่หน้าบ้านย่าบุญมาด้วยสภาพที่ "สว่าง" จนตาแข็ง อิปิ๊เบรกรถจนฝุ่นสีแดงตลบอีกครั้งก่อนจะหันมาบอกเขา“เอ้า... ฮอดแล้วอ้ายกริช ลงไปพักผ่อนซะเด้อ ข่อยสิไปเฮ็ดงานในสวนต่อแล้ว มัวแต่มาหยอกอ้าย บักเขือเทศข่อยสิเหี่ยวตายเบิดก่อน”กริชกระโดดลงจากรถพลางจัดโสร่งให้เข้าที่ “งานในสวน คุณไม่ได้แค่ขี่ซาเล้งไปมาแซวชาวบ้านไปวัน ๆ เหรอปิ๊ แล้วที่บอกว่าเป็นนักเกษตรอินทรีย์นี่คือยังไง ปลูกผักกินเองเฉย ๆ น่ะเหรอ”อิปิ๊เลิกคิ้วสูง หัวเราะหึในลำคอ “ปาดดด... ดูถูกกันคักน้ออ้าย ข่อยเรียนจบเกษตรมาเด้อจ้า บ่ได้ปลูกแค่กินซื่อ ๆ ข่อยเฮ็ดฟาร์มอินทรีย์แบบครบวงจร ส่งขายโรงพยาบาล ส่งร้านอาหารคลีนในเมืองพู้น งานข่อยมันละเอียดกว่าการขีดเส้นในกระดาษอ้ายหลาย!”กริชขมวดคิ้วด้วยความสงสัย งานเกษตรที่เขาเคยเห็นในข่าวส่วนใหญ่คือการใส่ชุดชาวนาหลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดิน แต่แววตาของอิปิ๊ตอนพูดเรื่องนี้มันดูเชี่ยวชาญและจริงจังจนเขาอดสงสัยไม่ได้“ส่งโรงพยาบาลเลยเหรอ ผมงงไปหมดแล้ว งานเกษตรอินทรีย์มันต้องทำอะไรขนาดนั้นเลยเหรอปิ๊ ผมขอตามไปดูด้วยได้ไหม ไหน ๆ วันน
ตอนที่ 5 กาแฟสด ต้มสด ๆ ยกล้อท่ามกลางแสงแดดที่เริ่มแผดจ้าขึ้นทุกขณะ กริชเดินลากเท้าผ่านคันนาที่ขรุขระด้วยความทุลักทุเล มือหนึ่งพยายามประคองโสร่งที่พร้อมจะหลุดทุกเมื่อ อีกมือหนึ่งก็ปาดเหงื่อที่ไหลย้อยเข้าตาจนแสบไปหมด ฝูงวัวของย่าบุญมาเดินทอดน่องเล็มหญ้าอย่างสบายใจ โดยมีอิปิ๊เดินนำหน้าแกว่งไม้เรียวไปมาอย่างคล่องแคล่ว“นั่นล่ะอ้าย... ออฟฟิศใหม่ของสุภาพบุรุษสถาปนิก” อิปิ๊ชี้ไม้เรียวไปทางสิ่งปลูกสร้างเล็กๆ ที่ตั้งอยู่โดดเดี่ยวกลางทุ่งกริชเงยหน้ามองตาม และสิ่งที่เห็นทำให้เขาแทบอยากจะทรุดตัวลงนอนกลางคันนา มันคือ ‘เถียงนา’ หรือกระท่อมไม้หลังเล็กสภาพเก่าคร่ำคร่า หลังคามุงสังกะสีที่มีรอยสนิมเกาะกิน ใต้ถุนยกสูงพอประมาณ ภายในที่ควรจะเป็นที่พักผ่อนกลับเต็มไปด้วยกระสอบปุ๋ย ถังฉีดยาฆ่าแมลง จอบ เสียม และเครื่องมือทำนาที่วางระเกะระกะจนแทบไม่มีที่ว่าง“ย่าบอกว่า ต่อไปนี้ให้อ้ายมาคุมงานอยู่ที่นี่ ที่นาห้าสิบไร่นี่ล่ะคือโครงการมรดกที่อ้ายต้องดูแล” อิปิ๊หันมาบอกพลางยิ้มกริ่มกริชก้าวขึ้นไปบนเถียงนาอย่างระมัดระวัง เสียงไม้กระดานดัง เอี๊ยด... เหมือนจะหักลงมาได้ทุกเมื่อ เขาใช้นิ้วแตะลงบนขอบไม้แล้วก็ต้องรี







