Se connecterตอนที่ 19 : "ตาฮัก" vs "ตาหัก"
ยามเช้าที่บ้านพ่อผู้ใหญ่บ้าน ควันไฟจากครัวหลังบ้านลอยกรุ่นมาพร้อมกับกลิ่นหอมหวนของข้าวเหนียวใหม่ที่เพิ่งนึ่งเสร็จ อิปิ๊ กำลังง่วนอยู่กับการปั้นข้าวเหนียวเป็นก้อนกลมรีเสียบไม้ ทาเกลือบางๆ แล้วเอาไปอังไฟบนเตาถ่าน พอข้าวเริ่มเกรียมหอม เธอก็จัดการชุบไข่ไก่พื้นเมืองที่ตีจนฟูฟ่องแล้วเอาไปปิ้งซ้ำจนไข่สีเหลืองทองสุกจนเยิ้มหอม เธอทำแล้วทำเล่า ปั้นแล้วปั้นอีก จนกองข้าวจี่พูนพะเนินอยู่ในกระติ๊บใบใหญ่
“ปิ๊... มึงสิเฮ็ดข้าวจี่ไปเลี้ยงควายทั้งจังหวัดเบาะนั่น” พ่อผู้ใหญ่บ้าน ที่เพิ่งเดินลงจากเฮือนพร้อมขันล้างหน้าถึงกับชะงัก
“ปั้นเอา ๆ ปานสิไปตั้งโรงทาน งานบุญบ้านเฮากะยังบ่ฮอดเด้อนั่น”
“โธ่พ่อ... กะอ้ายกริชเพิ่นขุดดินมาทั้งวัน เพิ่นคือสิหิวแฮง ปิ๊เลยอยากให้เพิ่นกินอิ่มๆ งานสิได้เดินไวๆ จ้า” อิปิ๊ตอบโดยไม่ละสายตาจากเตาไฟ ใบหน้าเปื้อนเขม่าไฟเล็กน้อยแต่แววตาสดใส
“เออ... ให้มันจริงเถาะ นึกว่าสิเอาไปมอมสถาปนิกเมืองกรุงจนลืมทางกลับบ้าน” พ่อผู้ใหญ่หัวเราะหึๆ ก่อนจะเดินไปล้างหน้า
ไม่นานนัก อิปิ๊ก็หอบเอาข้าวจี่ร้อนๆ ชุบไข่หอมฉุยใส่กระติ๊บมาส่งให้กริชถึงเถียงนาแปลงสีทอง กริชที่เพิ่งล้างหน้าล้างตาเสร็จพาบักจ่อยลงมาทุ่งพร้อมกับย่า แต่ย่ากลับขึ้นเรือนไปแล้ว เขาเลยมานั่งกินลมพักผ่อนเถียงนาในชุดเสื้อยืดสีเทาที่มีรอยดินเปื้อนจางๆ จากศึกขุดร่องน้ำเมื่อวาน ผมทรงสถาปนิกที่เคยเนี้ยบกริบบัดนี้ยุ่งเหยิงเล็กน้อยดูเป็นธรรมชาติ แสงแดดอ่อนยามเช้าตกกระทบโหนกแก้มและแววตามุ่งมั่นของเขา ทำให้เขาดูเหมือน "หนุ่มไทบ้าน" มากกว่า "หนุ่มเมืองกรุง" เข้าไปทุกที
“มาแล้วอ้าย ข้าวจี่สูตรลับฉบับอิปิ๊ กินตอนฮ้อน ๆ จั่งสิแซ่บ” อิปิ๊วางกระติ๊บลงพลางกวักมือเรียก
กริชละสายตาจากวิวธรรมชาติมาสนใจคนมาแทน เขาหยิบข้าวจี่ขึ้นมาละเมียด กลิ่นหอมของข้าวจี่บนไฟปะทะกับรสสัมผัสละมุนของไข่ทำให้เขาถึงกับเคี้ยวตุ้ยๆ อย่างลืมตัว
“อร่อยมากปิ๊... ผมไม่เคยคิดเลยว่าแค่ข้าวกับไข่จะอร่อยได้ขนาดนี้” กริชพูดทั้งที่ข้าวยังเต็มปาก
อิปิ๊นั่งเท้าคางมองดูภาพตรงหน้าอย่างเพลินตา แสงแดดรำไรสะท้อนใบหน้าคมคายของกริชที่ดูอ่อนโยนลงยามเคี้ยวข้าว ความมุ่งมั่นของเขาที่ยอมมาลำบากบนผืนดินนี้ทำให้เธอเผลอยิ้มออกมาอย่างไม่รู้ตัว แล้วเธอก็พึมพำเสียงเบาออกมาว่า
“ป๊าด... อ้ายกริชมื้อนี่คือมา 'ตาฮัก' แท้”
กริชชะงักมือที่กำลังถือข้าวจี่ คิ้วขมวดเข้าหากันทันที หัวใจเขากระตุกวูบเพราะคำว่า "หัก" มันแสลงหูมาตั้งแต่เมื่อวานที่บักรุ่งขู่จะทำให้เขาหน้าหัก
“ปิ๊...” กริชวางข้าวจี่ลง สีหน้าจริงจังจนอิปิ๊สะดุ้ง
“เมื่อกี้ปิ๊ว่าอะไรนะ ตาหักเหรอ”
“กะ... กะแม่นจ้า อ้ายกริชตาฮักอิหลีมื้อนี่” อิปิ๊พยักหน้ายืนยัน กริชลุกขึ้นยืนทันที สีหน้าดูน้อยใจและโกรธระคนกัน
“ทำไมปิ๊พูดแบบนี้ ผมรู้นะว่าเมื่อวานบักรุ่งมาขู่ผม แต่ไม่คิดว่าแม้แต่ปิ๊เองก็อยากเห็นผมเจ็บตัวถึงขั้นให้ ‘ตาหัก’ ผมมาที่นี่ด้วยใจจริงนะปิ๊ ถึงผมจะขุดดินช้า หรือดูไม่เป็นงานเหมือนคนอื่น แต่ปิ๊ไม่น่ามาแช่งกันแบบนี้เลย” อิปิ๊นั่งตาค้าง มองสถาปนิกหนุ่มที่ร่ายยาวเป็นชุดด้วยความงุนงง
“อ้าย... อ้ายกริช ใจเย็นๆ ปิ๊แช่งอ้ายตอนใด๋”
“ก็เมื่อกี้ไง! ปิ๊บอกว่าผม ‘ตาหัก’ มื้อนี้ มันหมายความว่าปิ๊อยากให้ผมโดนต่อยจนเบ้าตาหัก"
"หรืออยากให้ผมประสบอุบัติเหตุตอนติดตั้งประตูน้ำใช่ไหม ถ้าปิ๊ไม่อยากช่วย หรือเห็นผมเป็นตัวตลกขนาดนั้น บอกกันตรงๆ ก็ได้ ไม่ต้องมาแช่งกัน” กริชพูดพลางเตรียมจะคว้าไอแพดเดินหนี
อิปิ๊นิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ ประมวลผลว่าหนุ่มเมืองกรุงคนนี้กำลัง "แปล" คำชมของเธอเป็นคำแช่ง เธอระเบิดเสียงหัวเราะออกมาดังลั่นทุ่งจนนกที่เกาะอยู่บนเถียงนา พากันบินกระจาย
“โอ๊ยยยย อ้ายกริช! ฮ่าๆๆๆๆ โอ๊ย... ข้อยยอมอ้ายเลย” เธอขำจนตัวงอ น้ำตาเล็ด พยายามจะโบกมือห้ามไม่ให้เขาเดินหนี
“ขำอะไรปิ๊ มันตลกมากเหรอที่แช่งคนอื่นน่ะ” กริชกอดอก หน้าบึ้งตึงยิ่งกว่าเก่า อิปิ๊พยายามกลั้นขำ ปาดน้ำตาแล้วเดินไปดึงแขนเสื้อกริชให้นั่งลงที่เดิม
“อ้ายกริช ฟังปิ๊เด้อ... ใจเย็นๆ ภาษาอีสานกับภาษาเมืองกรุงมันคนละทางกันเลยจ้า”
เธอเริ่มอธิบายพร้อมจิ้มนิ้วลงบนฝ่ามือเหมือนสะกดคำช้าๆ “คำว่า ‘ตาหัก’ ที่อ้ายเข้าใจน่ะ มันคือ ห.หีบ มันแปลว่า แตก แหลก หัก คือจั่งไม้หักนั่นล่ะ แต่อันที่ปิ๊เว้าเมื่อกี้ มันคือ ฮ.นกฮูก จ้า”
“ฮ.นกฮูก” กริชทวนคำแบบงงๆ
“ตา-ฮัก” อิปิ๊เน้นเสียงชัดๆ
“ตาฮัก แปลว่า ‘น่ารัก’ จ้าอ้ายกริช มันบ่ได้แปลว่าตาจะหัก”
กริชนิ่งเป็นหินไปทันที ใบหน้าที่เคยบึ้งตึงค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีแดงระเรื่อ ตั้งแต่โหนกแก้มไปจนถึงใบหู ราวกับข้าวจี่ชุบไข่ที่เพิ่งกินเข้าไปมันแผ่ซ่านไปทั่วหน้า
“น่า... น่ารักเหรอ”
“กะแม่นตั๊ว ปิ๊สิมักคนหน้าขาวๆ คืออ้ายมาแช่งให้ตาหักเฮ็ดหยัง” อิปิ๊เริ่มเขินเองบ้างแต่ก็ยังกล้าสบตา
“คนอีสานเพิ่นสิใช้คำว่า ‘ตา’ นำหน้าเพื่อเน้นความรู้สึก เช่น ตาสะออน (น่าเอ็นดู) และกะ ‘ตาฮัก’ ที่แปลว่าน่ารัก... ที่ปิ๊บอกว่าอ้ายตาฮัก เพราะเห็นอ้ายพยายามกินข้าวจี่สู้แดดนี่ล่ะ” กริชยกมือขึ้นลูบท้ายทอยตัวเองด้วยความเขินอายอย่างถึงที่สุด
อิปิ๊นิ่งไปสามวินาที ก่อนจะระเบิดเสียงหัวเราะออกมาอีกครั้ง จนบักจ่อยที่เล็มหญ้าอยู่สะดุ้งเงยหน้าขึ้นมามอง หญิงสาวหัวเราะร่าจนตัวโยน มือไม้กุมท้องไว้แน่น น้ำตาเล็ดออกมาทางหางตา เธออ้าปากจะประท้วงแต่กลับมีเพียงเสียงเอิ๊กอ๊ากที่หยุดไม่ได้
“โอ๊ยยยย อ้ายกริช! ฮ่าๆๆๆๆ โอ๊ย... ท้องข่อยสิแตก” กริชยกมือขึ้นลูบท้ายทอยตัวเองด้วยความเขินอายอย่างถึงที่สุด เขาอยากจะขุดดินนาที่เพิ่งขุดเสร็จแล้วมุดหน้าหนีลงไปเดี๋ยวนั้น
“โธ่... ปิ๊ ผมขอโทษ เมื่อวานคนนั้นบอกผมว่าดั้งหัก”
“บักรุ่งมันกะส่วนบักรุ่งสิอ้าย” อิปิ๊ยิ้มล้อเลียน
“แต่อ้ายนี่กะแปลกเนาะ โกรธเป็นฟืนเป็นไฟพอนึกว่าโดนแช่ง แต่พอฮู้ว่าปิ๊ชมว่าน่ารัก กลับหน้าแดงปานเขือเครือ (มะเขือเทศ) เลยเนาะ”
“ก็... ก็มันไม่ชินนี่นา” กริชพึมพำ แก้เขินด้วยการหยิบข้าวจี่ที่เหลือขึ้นมางับคำโต
“สรุปว่า... ‘ตาฮัก’ คือชมใช่ไหม”
“แม่นจ้า... แต่ถ้าอ้ายยังซื่อบื้อแบบนี่อีก ปิ๊สิเปลี่ยนไปชมว่า ‘ตาซัง’ แทนแล้วเด้อ”
เสียงหัวเราะของคนสองคนดังประสานไปกับเสียงลมพัดใบไผ่ ความเข้าใจผิดเล็กๆ กลายเป็นเชือกสายใยบางๆ ที่เริ่มถักทอใจของสถาปนิกหนุ่มกับสาวไทบ้านเข้าด้วยกัน กริชเรียนรู้แล้วว่า ที่นี่... ไม่ใช่แค่ดินที่เขาต้องศึกษา แต่ภาษาและหัวใจของคนที่นี่เขาก็ต้อง "แปล" ให้ถูกความหมายด้วย
“หลานกริช!” เสียงลุงหวังตะโกนมาแต่ไกล พร้อมรถกระบะที่ขนท่อไม้ไผ่พะรุงพะรัง
“ตื่นหรือยังหลาน มื้อนี้ประตูน้ำไม้ไผ่สถาปนิกสิได้ลั่นทุ่งแล้วเด้อ!” กริชรีบลุกขึ้นคว้าไอแพดและจอบ
“ไปครับลุง! วันนี้ผมพร้อม... พร้อมจะตาฮัก เอ๊ย! พร้อมจะทำงานแล้วครับ!”
ตอนที่ 53: รอยไหม้ที่ปลายทุ่ง เปลวเพลิงสีส้มที่โหมกระหน่ำท่ามกลางความมืดมิดของโคกอีแหลว ไม่ได้แผดเผาเพียงแค่ความฝันในโรงเรือนจิ้งหรีดของกริชเท่านั้น แต่มันกำลังจะกลายเป็นโศกนาฏกรรมของทั้งหมู่บ้าน ลมทุ่งที่พัดแรงในช่วงรุ่งหอบเอาลูกไฟปลิวว่อนไปทางแปลงนาข้างเคียงที่ชาวบ้านเพิ่งจะลงฟางเตรียมดินไว้ กลิ่นควันไฟฉุนกะทัดรัดปลุกให้หัวใจของคนในตำบลตื่นตระหนก"ไฟไหม้ ช่วยด้วย ไอ้รุ่งมันเผานา" เสียงตะโกนของอิปิ๊ดังก้องไปทั่วคุ้งน้ำเพียงไม่กี่อึดใจ แสงไฟฉายจากบ้านเรือนรอบๆ ก็สว่างขึ้นมาดั่งหิ่งห้อยนับร้อยดวง ชาวบ้านทั้งชายและหญิงต่างหิ้วถังน้ำ ถือจอบ ถือเสียม วิ่งกรูมายังพิกัดที่เกิดเหตุด้วยความโกรธแค้น เพราะพวกเขารู้ดีว่าหากไฟลามเข้าป่าข้าวหรือฟางนาในฤดูแล้งแบบนี้ ความฉิบหายจะไม่ได้หยุดแค่ที่นาของกริช แต่มันจะเผาผลาญปากท้องของคนทั้งหมู่บ้านให้วอดวายไปด้วยในขณะที่กริชและอิปิ๊กำลังง่วนกับการดับไฟที่โรงเรือน บักรุ่งที่นอนมอมแมมอยู่ในร่องน้ำพยายามจะตะเกียกตะกายหนี แต่มันกลับหนีไม่พ้นศาลเตี้ยของชาวบ้านที่มาถึงก่อนตำรวจ"มึงสิหนีไปไสไอ้รุ่ง มึงมันหนักแผ่นดิน" ลุงหวังที่วิ่งมาถึงคนแรกตะโกนลั่นพร้อมก
ตอนที่ 52: ตามใจผู้จัดการส่วนตัวสองสัปดาห์ผ่านไป... บรรยากาศในที่นาของพ่อไกรเปลี่ยนจากพื้นที่ขัดแย้งกลายเป็นพื้นที่แห่งชีวิตใหม่ แผลที่สีข้างของกริชสมานตัวจนเกือบสนิททิ้งไว้เพียงแผลเป็นแห่งเกียรติยศที่เขาภูมิใจ สถาปนิกหนุ่มในชุดเสื้อเชิ้ตแขนสั้นพับแขนและกางเกงเล บัดนี้ไม่ได้ถือเพียงตลับเมตร แต่เขายังสะพายย่ามที่เต็มไปด้วยสมุดสเก็ตช์ภาพและดินสอไม้ ที่ชานเรือนใหม่กริชกางกระดาษไขแผ่นใหญ่ลงบนโต๊ะไม้ ผัง "นาสีทองตัวอย่าง" ถูกร่างขึ้นอย่างประณีต"ปิ๊ มาดูนี่สิ อ้ายแบ่งโซนเสร็จแล้วนะ" กริชตะโกนเรียกหญิงสาวที่กำลังง่วนอยู่หลังบ้านอิปิ๊ วิ่งร่าเข้ามาในสภาพที่เนื้อตัวมอมแมมไปด้วยดิน แต่มันคือดินที่เธอภูมิใจเสนอที่สุด เธอยกถังใส่ดินดำขลับที่มีกลิ่นหอมของใบไม้หมักขึ้นมาวางโชว์"นี่ไงอ้ายกริชดินปลูกสูตรนางสิงห์ ปิ๊หมักตามธรรมชาติ ใช้ทั้งรำละเอียด แกลบเผา แล้วก็มูลควายจากคอกพ่อผู้ใหญ่ผสมกับน้ำหมักชีวภาพที่ปิ๊บ่มไว้ในโอ่ง รับรองว่าปลูกอะไรก็งาม พืชผลสิอวบอัดปานคนเลี้ยงเลยล่ะ" อิปิ๊หัวเราะร่วนพลางปาดเหงื่อที่ปลายจมูกจนเลอะดินเป็นปื้น กริชยิ้มอย่างเอ็นดู เขาหยิบผ้าเช็ดหน้ามาซับรอยเลอะบนหน้าให้เธออย่
ตอนที่ 51 พระจันทร์ยิ้มบนชานเรือนที่ปูสาดสีสวย สำรับอาหารมื้อเย็นถูกล้อมรอบด้วยคนสำคัญในชีวิตของกริช พ่อผู้ใหญ่บ้าน ลุงหวัง ย่าบุญมา และอิปิ๊ กริชนั่งพิงเสาเรือนเพราะยังเจ็บแผลอยู่เล็กน้อย โดยมีอิปิ๊คอยตักอ่อมไก่ใส่ถ้วยให้ไม่ขาด"กริช... เรื่องนายทุนมันจบลงแล้วกะจริง" พ่อผู้ใหญ่บ้านเอ่ยเสียงเข้มขึ้น"แต่ข่อยมีเรื่องหนึ่งสิถามเจ้าในฐานะคนที่เป็นพ่อ... เจ้าสิรับมือจั่งใด๋กับความรู้สึกของชาวบ้านบางคนที่เขายังเสียดายเงินของนายทุนอยู่ถึงมื้อนี้เขาเห็นความจริง แต่ความจนมันกะยังค้ำคอเขาอยู่เด้อ" กริชวางช้อนลง เขาไม่ได้ตอบทันทีแต่มองออกไปที่ผืนนาสีดำขลับในยามโพล้เพล้ "นั่นคือเหตุผลที่ผมไม่กลับไปทำงานที่กรุงเทพฯ ครับพ่อผู้ใหญ่ ผมจะพิสูจน์ให้เขาเห็นว่าที่ดินมันงอกเงยเป็นเงินได้มากกว่าเงินฟาดหัวของนายทุน ผมจะเริ่มทำนาสีทองให้เป็นต้นแบบ ใครอยากมีรายได้ผมจะสอนให้ทำโฮมสเตย์สอนให้แปรรูปข้าวและผมจะหาตลาดรองรับให้เองด้วยคอนเนกชันที่ผมมี""อ้ายกริชสิทำจริง ๆ บ่จ้ะ" อิปิ๊ถาม แววตาเต็มไปด้วยความหวัง "ปิ๊สิเป็นคนแรกที่ลงแรงช่วยอ้ายเอง""อ้ายทำจริงแน่ปิ๊... แต่อ้ายทำคนเดียวไม่ได้" กริชหันมาสบตาอิปิ๊กลาง
ตอนที่ 50 กฎเหล็กของปิ๊ภายในห้องพักฟื้นที่เคยเงียบเหงา บัดนี้กลับอบอวลไปด้วยมวลความสุขที่แผ่ออกมาผ่านเสียงหัวเราะและบทสนทนาที่หยอกล้อกันอย่างไม่ลดละ กริชที่นอนอยู่บนเตียงคนไข้เริ่มมีสีเลือดฝาดบนใบหน้ามากขึ้น เขาใช้สายตาเจ้าเล่ห์นิด ๆ มองจ้องไปที่หญิงสาวที่กำลังขะมักเขม้นกับการปอกแอปเปิลให้เขาอย่างตั้งใจ"โถ่ปิ๊... นี่อ้ายเป็นถึงสถาปนิกเกียรตินิยมนะ จะไม่ให้รางวัลคนทำงานเหนื่อย ๆ ด้วยวิสกี้สักเป๊กสองเป๊กเลยเหรอ" กริชแกล้งทำเสียงออดอ้อนพลางยื่นมือไปสะกิดแขนเสื้อของเธอ"บ่ได้จ้ะอ้ายกริช" อิปิ๊ตอบเสียงแข็งแต่แววตาระยิบระยับด้วยความสนุก "เป็นสถาปนิกเกียรตินิยมกะต้องรักษาสุขภาพเแมะ อีกอย่าง... เงินน่ะ ปิ๊สิเอาไปซื้อแม่พันธุ์วัว ซื้อปุ๋ยคอกมาใส่ที่นาเฮาเบิด อ้ายอยากดื่มกะดื่มน้ำมะพร้าวเผาฝีมือปิ๊ไปก่อนแล้วกันเด้อ""โห... นี่ขนาดยังไม่ได้แต่งนะเนี่ย กฎเหล็กมาเป็นชุดเลย" กริชหัวเราะเบา ๆ จนต้องเอามือกุมแผล "โอ๊ย... เจ็บนะเนี่ย ปิ๊แกล้งให้อ้ายหัวเราะจนแผลสะเทือนใช่ไหม""สมน้ำหน้าจ้ะ ใครใช้ให้หัวเราะล่ะ" อิปิ๊ค้อนวงใหญ่แต่ก็รีบวางจานผลไม้แล้วขยับเข้าไปใกล้เตียงเพื่อเช็คดูอาการ "ไหน... เจ็บมา
ตอนที่ 49: คำสารภาพริมเตียงแสงแดดยามเช้าลอดผ่านม่านสีขาวของโรงพยาบาลอำเภอ กลิ่นยาฆ่าเชื้อจาง ๆ อบอวลอยู่ในห้องพักฟื้นที่เงียบสงบ บนเตียงคนไข้ กริช ค่อยๆ ลืมตาขึ้นอย่างช้า ๆ ความเจ็บปลาบที่สีข้างยังคงอยู่ แต่มันเบาบางลงมากเมื่อเทียบกับความรู้สึกหนักอึ้งเมื่อคืนสายตาของเขาปะทะเข้ากับใบหน้าจิ้มลิ้มของ อิปิ๊ ที่นั่งสัปหงกอยู่ข้างเตียง ผมเผ้ายุ่งเหยิงเล็กน้อยและยังมีคราบฝุ่นจางๆ ตามเสื้อผ้า ส่วน ย่าบุญมา นั่งเคี้ยวหมากอยู่อีกฝั่ง พอเห็นหลานชายขยับตัว ย่าก็อุทานออกมาด้วยความดีใจ"กริช ฟื้นแล้วบ่หลาน ย่าอยู่นี่เด้อ" อิปิ๊สะดุ้งตื่นตาเบิกโพลงพอเห็นกริชลืมตาเธอก็ลุกลี้ลุกลนทันที "อ้ายกริช อ้ายฟื้นแล้วเจ็บหม่องใด๋บ่ ปิ๊สิไปตามหมอ""ปิ๊..." กริชเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่แหบพร่า เขาแกล้งทำหน้าเหยเกเหมือนเจ็บปวดแสนสาหัส "อย่าเพิ่งไป... อ้ายหิวน้ำ... เจ็บแผลเหลือเกิน ลุกไม่ไหวเลย"อิปิ๊ที่เคยเป็นนางสิงห์ถือเสียมไล่ทุบรถนายทุน บัดนี้กลับกลายเป็นลูกแมวเชื่อง ๆ เธอรีบรินน้ำใส่แก้วแล้วประคองหลอดให้กริชดื่มอย่างระมัดระวัง"ค่อย ๆ จิบเด้ออ้าย ปิ๊บอกแล้วว่าอย่าซ่า เห็นบ่... เกือบได้ไปเฝ้ายมบาลแล้ว" เธอพ
ตอนที่ 48 เอาผิดนายทุนความชุลมุนกลางลานวัดเริ่มคลี่คลายลงเมื่อรถกระบะของลุงหวังเบรกดังสนั่นที่ข้างเวที พ่อผู้ใหญ่บ้านและชายฉกรรจ์อีกสองสามคนรีบช่วยกันประคองร่างที่ชุ่มเลือดของกริชขึ้นหลังรถ อิปิ๊กระโดดขึ้นไปนั่งประคองศีรษะของเขาไว้บนตักทันที มือเล็กๆ ยังคงกดผ้าขาวม้าที่เริ่มชุ่มเลือดไว้แน่นที่หน้าท้องของกริช"อ้ายกริช... อดทนเด้ออ้าย อย่าหลับเด้อ!" อิปิ๊ร้องเรียกเสียงหลง ร่างกายเธอสั่นเทาไปหมด"ปิ๊... ใจเย็น ๆ ลูก เบิ่งแผลอ้ายดี ๆ" พ่อผู้ใหญ่บ้านที่รีบตามขึ้นมาดูสำรวจรอยกระสุนอย่างละเอียดภายใต้แสงไฟฉาย "กระสุนมันถากเข้าแฉลบสีข้างไปหน่อยเดียว แผลดูน่ากลัวเพราะเลือดออกเยอะ แต่น่าจะบ่เข้าจุดสำคัญ... กริช มึงยังมีสติอยู่บ่" กริชพยักหน้าเล็กน้อย ลมหายใจยังติดขัดแต่แววตาเริ่มกลับมามีความรู้สึก "ผม... ยังไหวครับพ่อผู้ใหญ่..."เมื่อรู้ว่ากริชพ้นขีดอันตรายในเบื้องต้น พ่อผู้ใหญ่บ้านและย่าบุญมาที่ตามขึ้นมาสมทบก็ถอนหายใจออกมาอย่างสุดตัว ย่าบุญมาทรุดลงกอดเข่ากริชพลางลูบหัวหลานชายด้วยน้ำตา "เทวดาคุ้มครองหลานย่าแท้ๆ ... พ่อไกรคุ้มครองเจ้าแล้ว"ในขณะที่ทุกคนกำลังโล่งใจ แต่อิปิ๊กลับไม่ได้คิดแค่นั้น







