Se connecterเวลาประมาณเก้าโมงเช้า บรรยากาศที่ร้านกาแฟกลางหมู่บ้านกำลังคึกคักไปด้วยกลุ่มชาวบ้านและเกษตรกรที่มานั่งพักดื่มกาแฟโบราณก่อนจะออกไปลุยงานต่อ พ่อผู้ใหญ่บ้าน เองก็มานั่งจิบกาแฟดำอยู่ในมุมปกติ แววตานิ่งสงบแต่ในใจกลับนับถอยหลังรอเวลาที่นัดแนะกับหลานชายไว้
ทันใดนั้นเสียงเบรกของรถซาเล้งดังสนั่น "เอี๊ยดดดด!" พร้อมกับร่างของ อิปิ๊ ที่กระโดดลงจากรถด้วยท่าทางหน้าตาตื่น เธอวิ่งถลำเข้ามาหาพ่อผู้ใหญ่บ้านจนตัวโยน
"ช่วยด้วยจ้า พ่อ พ่อ ไปดูเร็ว" อิปิ๊ตะโกนเสียงหลงจนชาวบ้านที่นั่งจิบกาแฟถึงกับสำลักหันมามองพ่อผู้ใหญ่กับลูกสาว
"มีเรื่องอะไรอีปิ๊ ตื่นตูมเป็นกระต่ายไปได้ " พ่อผู้ใหญ่บ้านแสร้งถามเสียงดังพลางวางแก้วกาแฟลง
"ก็ที่ท้ายนาอ้ายกริชน่ะสิจ๊ะ มีใครกะบ่ฮู้มาตกหลุมโคลนอยู่ข้างท่อระบายน้ำ เห็นมีกระสอบทรายเตรียมจะมาอุดทางน้ำหมู่บ้านด้วย ใครกะบ่ฮู้หน้าคุ้น ๆ แต่เนื้อตัวมอมแมมไปหมด ไปดูก่อนเถอะพ่อเดี๋ยวเขาจะขาดใจตายคาหลุมซะก่อน" อิปิ๊ฉุดกระชากลากแขนพ่อให้ลุกออกจากที่นั่ง
คำว่า "อุดทางน้ำหมู่บ้าน" เหมือนสวิตช์ที่เปิดความโกรธแค้นของชาวบ้าน เพราะช่วงนี้ทุกคนกำลังเดือดร้อนเรื่องน้ำเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว
"ฮ่วย ใครมันสิมาใจบาปปานนั้น" ลุงหวังที่นั่งอยู่ด้วยลุกขึ้นยืนเป็นคนแรก
"ป่ะพี่น้อง ไปดูกันให้เห็นกับตา ว่าใครมันบังอาจมาทำลายทางรอดของพวกเรา"
เสียงร้องของอิปิ๊เหมือนระฆังเปิดฉากละคร ชาวบ้านที่กำลังอยากรู้เรื่องเดิมพัน 7 วันเป็นทุนเดิม ต่างพากันวางทิ้งแก้วกาแฟแล้วขึ้นรถเครื่องตามซาเล้งอิปิ๊ไปที่ทุ่งนาสีทองเป็นขบวนยาวเหยียด บางคนก็เบิ้ลมอเตอร์ไซค์นำหน้าไปก่อน บรรยากาศคึกคักยิ่งกว่ามีงานบุญ
เมื่อขบวนชาวบ้านไปถึงท้ายนา ภาพที่ปรากฏตรงหน้าทำเอาทุกคนถึงกับยืนนิ่งอึ้ง... และบางคนถึงกับหลุดขำออกมาด้วยความสมเพช บักรุ่ง ในสภาพที่เหลือเพียงหัวและไหล่โผล่พ้นขอบหลุม โคลนเหนียวสีดำคลุ้งไปด้วยกลิ่นเน่าเหม็นเคลือบไปตามใบหน้าและเส้นผม แววตาของมันเหม่อลอยและซีดเผือดเพราะความหนาวเหน็บและความเหนื่อยล้าที่ต้องดิ้นรนมาทั้งคืน ใกล้ ๆ กันนั้นมีกระสอบทราย 2-3 กระสอบที่ข้างในเต็มไปด้วยทรายหยาบวางประจานอยู่อย่างชัดเจน
"นั่นมัน... บักรุ่ง ลูกชายพ่อกำนันพงษ์นี่หว่า" ชาวบ้านคนหนึ่งตะโกนขึ้น
"อ้าวแล้วมานอนทำท่าอะไรในหลุมโคลนล่ะนั่น" อีกคนเสริมด้วยน้ำเสียงเยาะเย้ย
กริช เดินนิ่ง ๆ ออกมาพร้อมกับย่าบุญมาที่ยืนประคองแขนหลานชายอยู่ ย่าบุญตามองภาพนั้นด้วยสายตาเศร้าสร้อยแต่ไม่ได้พูดอะไร ส่วนกริชก้าวออกมาข้างหน้า สบตากับชาวบ้านที่กำลังมุงดู
"ผมมาตรวจสอบงานตอนเช้าก็เจอกระสอบทรายพวกนี้วางอยู่ปากท่อครับพี่น้อง" กริชพูดภาษากลางเสียงดังฟังชัด
"ผมไม่ทราบว่าคุณรุ่งตั้งใจจะทำอะไร แต่กระสอบทรายพวกนี้ถ้าหลุดเข้าไปในระบบท่อที่เราเพิ่งทำเสร็จ น้ำก็จะไม่ไหลเข้าที่นาของพวกคุณเลย... มันจะตันไปตลอดกาล" ชาวบ้านเริ่มหันไปมองหน้ากันแววตาที่เคยเชื่อฟังกำนันพงษ์เริ่มเปลี่ยนเป็นความโกรธแค้น
"บักรุ่งมึงมักง่ายแท้ มึงสิทำลายน้ำใจพ่อกริชกับคนทั้งหมู่บ้านเพื่อเงินนายทุนก้อนเดียวเบาะ" ลุงหวังตะโกนด่า
ที่บ้านของ กำนันพงษ์ เป็นที่รู้จักกันดีในฐานะคนมีหน้ามีตาแห่งบ้านอีแหลวมันคือบ้านไม้สักทองหลังมหึมาที่ผสมผสานระหว่างสถาปัตยกรรมไทยประยุกต์กับความมั่งคั่งเกินหน้าเกินตาชาวบ้าน รั้วคอนกรีตสูงเสียบยอดเหล็กแหลมสีทองล้อมรอบอาณาจักรกว่า 5 ไร่ หน้าบ้านมีรูปปั้นสิงห์คู่ตัวเขื่องยืนตระหง่าน บ่งบอกถึงบารมีและอำนาจที่สั่งสมมาจากการเมืองท้องถิ่นและนายทุนเบื้องหลัง
ภายในตัวบ้าน อากาศเย็นฉ่ำด้วยเครื่องปรับอากาศขนาดใหญ่ขัดกับไอร้อนระอุของท้องทุ่งกว้าง บนโต๊ะไม้ตัวยาวกำนันพงษ์ในชุดลำลองหรูหรากำลังนั่งจิบกาแฟแบรนด์ดัง พลางเขี่ยหน้าจอแท็บเล็ตดูราคาที่ดินอย่างเพลิดเพลินใจ แกกำลังฝันหวานถึงค่าส่วนต่างมหาศาลหากดีลนายทุนเดชาสำเร็จ
"กำนัน กำนันครับ ช่วยอ้ายรุ่งแน" เสียง บักแหลม ลูกน้องคนสนิทตะโกนโหวกเหวกมาแต่ไกล มันวิ่งกระหืดกระหอบฝ่าสิงห์หน้าบ้านเข้ามาจนล้มลุกคลุกคลาน กำนันพงษ์วางถ้วยกาแฟลง กระแทกโต๊ะดังปัง
"ไอ้แหลม มีเรื่องหยัง ตะโกนปานบ้านสิไฟไหม้"
"บักรุ่ง... บักรุ่งมันไปตกหลุมตรงแปลงนาไอ้กริชครับ ตอนนี้ติดโคลนอยู่ท้ายนาขึ้นบ่ได้เลย เสียงฮ้องดังลั่นทุ่งชาวบ้านพากันแห่ไปเบิ่งเบิดแล้วครับ"
คำรายงานนั้นทำให้กำนันพงษ์หน้าถอดสี มือที่ถือแท็บเล็ตสั่นน้อย ๆ แกไม่ได้ห่วงลูกชายเท่ากับ "หน้าตา" และ "อำนาจ" ที่กำลังจะพังทลาย หากแกโผล่ไปตอนนี้ ในฐานะผู้นำชุมชนแต่ลูกชายกลับไปถูกจับได้ว่าแอบทำลายทางน้ำยามวิกาลบารมีที่สร้างมา 20 ปีคงมลายสิ้น
"ไอ้ลูกโง่ กูบอกแล้วว่าให้ระวัง" กำนันพงษ์สบถลอดไรฟัน แววตาเจ้าเล่ห์กลอกไปมา
"กูไปบ่ได้... ถ้ากูไป เท่ากับกูยอมรับว่ากูส่งมันไป" กำนันหันไปหา นางชื่น เมียคู่ใจที่เพิ่งเดินลงมาจากชั้นสอง
"ชื่น! มึงไปดูบักรุ่งแทนกูหน่อย ไปถึงกะฮ้องโวยวายโทษไอ้กริชไว้ก่อน ทำตัวเป็นแม่ที่ใจสลายเข้าไว้อย่าให้พวกมันมีช่องว่างมาด่ากูได้"
"จ๊ะพี่กำนัน"
นางชื่นวิ่งหน้าตั้งฝ่าวงล้อมชาวบ้านเข้ามาที่ท้ายนาด้วยสภาพผมเผ้ายุ่งเหยิง ร่างท้วมในชุดผ้าซิ่นราคาแพงหอบโยนพลางแหวกฝูงชนที่กำลังมุงดูอย่างหนาตา ทันทีที่นางเห็นสภาพของลูกชายหัวแก้วหัวแหวนที่ติดอยู่ในหลุมโคลนสีดำข้นจนถึงอก หน้าตาซีดเผือดและสั่นสะท้านจากความหนาวเหน็บ นางก็แผดเสียงร้องลั่น
"ลูกแม่บักรุ่งใครมันทำมึงปานนี้" นางชื่นถลาเข้าไปที่ขอบหลุมน้ำตาที่แกล้งไหลรินพลางชี้นิ้วด่ากราดไปที่ร่างของชายหนุ่มที่ยืนนิ่งสงบอยู่
"ไอ้กริชมึงแกล้งลูกกูใช่ไหม มึงวางกับดักฆ่าคนมึงมันใจดำอำมหิตลูกกูไปทำอะไรให้มึง" ชาวบ้านที่มุงดูอยู่เริ่มส่งเสียงซุบซิบ บ้างก็มองด้วยความเวทนา บ้างก็มองด้วยสายตาสมเพชเพราะหลักฐานมันค้ำคออยู่ข้างหลุม
กริชขยับแว่นสายตาเล็กน้อย เขาไม่ได้หลบสายตาที่เกรี้ยวกราดของนางชื่น แต่กลับก้าวออกมาข้างหน้าหนึ่งก้าว สบตาผู้ใหญ่ที่เขายังคงให้ความเคารพในฐานะเพื่อนบ้าน แต่ก็ต้องพูดความจริงอย่างตรงไปตรงมา
"ผมไม่ได้แกล้งครับน้า" กริชตอบด้วยภาษากลางที่สุภาพแต่น้ำหนักเสียงหนักแน่น
"หลุมนี้ผมขุดไว้ตามแบบวิศวกรรม เพื่อเตรียมวางฐานรากของอาคารบังคับน้ำอัจฉริยะ มันเป็นเขตงานก่อสร้างส่วนบุคคลที่ผมและย่าประกาศแจ้งไว้ชัดเจนแล้ว ตรงนี้พื้นที่ของย่าผม" กริชเว้นจังหวะพลางชี้ไปที่กระสอบทราย 3 ใบที่เปื้อนโคลนวางอยู่ข้างหลุม
"คำถามคือ... ใครที่ไม่ได้ตั้งใจเดินบุกรุกเข้ามาในที่ดินคนอื่นยามวิกาล เพื่อจะเอาทรายมาอุดท่อระบายน้ำของหมู่บ้าน ย่อมไม่มีทางตกลงไปได้หรอกครับน้า ผมเองก็แปลกใจว่รุ่งมาทำอะไรตรงนี้ตอนตีสองพร้อมกับของพวกนี้"
คำพูดของกริชเปรียบเสมือนกำปั้นที่ต่อยเข้ากลางใจของนางชื่น นางถึงกับหน้าสั่นน้ำท่วมปากขึ้นมาทันที ชาวบ้านที่เริ่มเข้าใจสถานการณ์ต่างพากันส่งเสียงสนับสนุนกริช
"แม่นแล้วอีชื่น บักรุ่งมันมาหยังที่นาคนอื่นเขา " ลุงหวังตะโกนถาม
"ลูกมึงมันลอบกัดเขาเอง สมน้ำหน้าให้มันนอนคุยกับไส้เดือนไปพู้นล่ะ!" เสียงป้าอีกคนเสริม
ขณะนั้นเอง กำนันพงษ์ที่แอบขับรถมาจอดซุ่มดูอยู่หลังพุ่มไม้ห่าง ๆ เมื่อเห็นว่าเมียของตนโดนต้อนจนจนมุม และชาวบ้านไม่ได้เข้าข้างลูกชายอย่างที่คิด แววตาของกำนันก็เต็มไปด้วยความแค้นและความอับอาย แกไม่รอให้ใครเห็นหน้ารีบเบิ้ลเครื่องหนีกลับบ้านทันที ทิ้งให้เมียและลูกชายเผชิญกับพายุแห่งความศรัทธาที่กำลังพัดถล่มตระกูลของแกจนย่อยยับ กริชหันไปมองย่าบุญมาที่ยืนนิ่งอยู่ข้าง ๆ ท่านไม่ได้ซ้ำเติมใคร แต่แววตาของท่านบอกชัดว่าความจริงได้ทำหน้าที่ของมันแล้ว
"ในเมื่อความจริงกระจ่างแล้ว" กริชหันมาหาชาวบ้าน
"ผมขอความกรุณาทุกคนช่วยถอยออกไปหน่อยครับ ผมจะทำการเปิดประตูน้ำให้ทุกคนดูว่า ที่นาผืนนี้มันมีค่ามากกว่าเงินล้านที่คุณกำลังจะเสียไปอย่างไร"
ตอนที่ 53: รอยไหม้ที่ปลายทุ่ง เปลวเพลิงสีส้มที่โหมกระหน่ำท่ามกลางความมืดมิดของโคกอีแหลว ไม่ได้แผดเผาเพียงแค่ความฝันในโรงเรือนจิ้งหรีดของกริชเท่านั้น แต่มันกำลังจะกลายเป็นโศกนาฏกรรมของทั้งหมู่บ้าน ลมทุ่งที่พัดแรงในช่วงรุ่งหอบเอาลูกไฟปลิวว่อนไปทางแปลงนาข้างเคียงที่ชาวบ้านเพิ่งจะลงฟางเตรียมดินไว้ กลิ่นควันไฟฉุนกะทัดรัดปลุกให้หัวใจของคนในตำบลตื่นตระหนก"ไฟไหม้ ช่วยด้วย ไอ้รุ่งมันเผานา" เสียงตะโกนของอิปิ๊ดังก้องไปทั่วคุ้งน้ำเพียงไม่กี่อึดใจ แสงไฟฉายจากบ้านเรือนรอบๆ ก็สว่างขึ้นมาดั่งหิ่งห้อยนับร้อยดวง ชาวบ้านทั้งชายและหญิงต่างหิ้วถังน้ำ ถือจอบ ถือเสียม วิ่งกรูมายังพิกัดที่เกิดเหตุด้วยความโกรธแค้น เพราะพวกเขารู้ดีว่าหากไฟลามเข้าป่าข้าวหรือฟางนาในฤดูแล้งแบบนี้ ความฉิบหายจะไม่ได้หยุดแค่ที่นาของกริช แต่มันจะเผาผลาญปากท้องของคนทั้งหมู่บ้านให้วอดวายไปด้วยในขณะที่กริชและอิปิ๊กำลังง่วนกับการดับไฟที่โรงเรือน บักรุ่งที่นอนมอมแมมอยู่ในร่องน้ำพยายามจะตะเกียกตะกายหนี แต่มันกลับหนีไม่พ้นศาลเตี้ยของชาวบ้านที่มาถึงก่อนตำรวจ"มึงสิหนีไปไสไอ้รุ่ง มึงมันหนักแผ่นดิน" ลุงหวังที่วิ่งมาถึงคนแรกตะโกนลั่นพร้อมก
ตอนที่ 52: ตามใจผู้จัดการส่วนตัวสองสัปดาห์ผ่านไป... บรรยากาศในที่นาของพ่อไกรเปลี่ยนจากพื้นที่ขัดแย้งกลายเป็นพื้นที่แห่งชีวิตใหม่ แผลที่สีข้างของกริชสมานตัวจนเกือบสนิททิ้งไว้เพียงแผลเป็นแห่งเกียรติยศที่เขาภูมิใจ สถาปนิกหนุ่มในชุดเสื้อเชิ้ตแขนสั้นพับแขนและกางเกงเล บัดนี้ไม่ได้ถือเพียงตลับเมตร แต่เขายังสะพายย่ามที่เต็มไปด้วยสมุดสเก็ตช์ภาพและดินสอไม้ ที่ชานเรือนใหม่กริชกางกระดาษไขแผ่นใหญ่ลงบนโต๊ะไม้ ผัง "นาสีทองตัวอย่าง" ถูกร่างขึ้นอย่างประณีต"ปิ๊ มาดูนี่สิ อ้ายแบ่งโซนเสร็จแล้วนะ" กริชตะโกนเรียกหญิงสาวที่กำลังง่วนอยู่หลังบ้านอิปิ๊ วิ่งร่าเข้ามาในสภาพที่เนื้อตัวมอมแมมไปด้วยดิน แต่มันคือดินที่เธอภูมิใจเสนอที่สุด เธอยกถังใส่ดินดำขลับที่มีกลิ่นหอมของใบไม้หมักขึ้นมาวางโชว์"นี่ไงอ้ายกริชดินปลูกสูตรนางสิงห์ ปิ๊หมักตามธรรมชาติ ใช้ทั้งรำละเอียด แกลบเผา แล้วก็มูลควายจากคอกพ่อผู้ใหญ่ผสมกับน้ำหมักชีวภาพที่ปิ๊บ่มไว้ในโอ่ง รับรองว่าปลูกอะไรก็งาม พืชผลสิอวบอัดปานคนเลี้ยงเลยล่ะ" อิปิ๊หัวเราะร่วนพลางปาดเหงื่อที่ปลายจมูกจนเลอะดินเป็นปื้น กริชยิ้มอย่างเอ็นดู เขาหยิบผ้าเช็ดหน้ามาซับรอยเลอะบนหน้าให้เธออย่
ตอนที่ 51 พระจันทร์ยิ้มบนชานเรือนที่ปูสาดสีสวย สำรับอาหารมื้อเย็นถูกล้อมรอบด้วยคนสำคัญในชีวิตของกริช พ่อผู้ใหญ่บ้าน ลุงหวัง ย่าบุญมา และอิปิ๊ กริชนั่งพิงเสาเรือนเพราะยังเจ็บแผลอยู่เล็กน้อย โดยมีอิปิ๊คอยตักอ่อมไก่ใส่ถ้วยให้ไม่ขาด"กริช... เรื่องนายทุนมันจบลงแล้วกะจริง" พ่อผู้ใหญ่บ้านเอ่ยเสียงเข้มขึ้น"แต่ข่อยมีเรื่องหนึ่งสิถามเจ้าในฐานะคนที่เป็นพ่อ... เจ้าสิรับมือจั่งใด๋กับความรู้สึกของชาวบ้านบางคนที่เขายังเสียดายเงินของนายทุนอยู่ถึงมื้อนี้เขาเห็นความจริง แต่ความจนมันกะยังค้ำคอเขาอยู่เด้อ" กริชวางช้อนลง เขาไม่ได้ตอบทันทีแต่มองออกไปที่ผืนนาสีดำขลับในยามโพล้เพล้ "นั่นคือเหตุผลที่ผมไม่กลับไปทำงานที่กรุงเทพฯ ครับพ่อผู้ใหญ่ ผมจะพิสูจน์ให้เขาเห็นว่าที่ดินมันงอกเงยเป็นเงินได้มากกว่าเงินฟาดหัวของนายทุน ผมจะเริ่มทำนาสีทองให้เป็นต้นแบบ ใครอยากมีรายได้ผมจะสอนให้ทำโฮมสเตย์สอนให้แปรรูปข้าวและผมจะหาตลาดรองรับให้เองด้วยคอนเนกชันที่ผมมี""อ้ายกริชสิทำจริง ๆ บ่จ้ะ" อิปิ๊ถาม แววตาเต็มไปด้วยความหวัง "ปิ๊สิเป็นคนแรกที่ลงแรงช่วยอ้ายเอง""อ้ายทำจริงแน่ปิ๊... แต่อ้ายทำคนเดียวไม่ได้" กริชหันมาสบตาอิปิ๊กลาง
ตอนที่ 50 กฎเหล็กของปิ๊ภายในห้องพักฟื้นที่เคยเงียบเหงา บัดนี้กลับอบอวลไปด้วยมวลความสุขที่แผ่ออกมาผ่านเสียงหัวเราะและบทสนทนาที่หยอกล้อกันอย่างไม่ลดละ กริชที่นอนอยู่บนเตียงคนไข้เริ่มมีสีเลือดฝาดบนใบหน้ามากขึ้น เขาใช้สายตาเจ้าเล่ห์นิด ๆ มองจ้องไปที่หญิงสาวที่กำลังขะมักเขม้นกับการปอกแอปเปิลให้เขาอย่างตั้งใจ"โถ่ปิ๊... นี่อ้ายเป็นถึงสถาปนิกเกียรตินิยมนะ จะไม่ให้รางวัลคนทำงานเหนื่อย ๆ ด้วยวิสกี้สักเป๊กสองเป๊กเลยเหรอ" กริชแกล้งทำเสียงออดอ้อนพลางยื่นมือไปสะกิดแขนเสื้อของเธอ"บ่ได้จ้ะอ้ายกริช" อิปิ๊ตอบเสียงแข็งแต่แววตาระยิบระยับด้วยความสนุก "เป็นสถาปนิกเกียรตินิยมกะต้องรักษาสุขภาพเแมะ อีกอย่าง... เงินน่ะ ปิ๊สิเอาไปซื้อแม่พันธุ์วัว ซื้อปุ๋ยคอกมาใส่ที่นาเฮาเบิด อ้ายอยากดื่มกะดื่มน้ำมะพร้าวเผาฝีมือปิ๊ไปก่อนแล้วกันเด้อ""โห... นี่ขนาดยังไม่ได้แต่งนะเนี่ย กฎเหล็กมาเป็นชุดเลย" กริชหัวเราะเบา ๆ จนต้องเอามือกุมแผล "โอ๊ย... เจ็บนะเนี่ย ปิ๊แกล้งให้อ้ายหัวเราะจนแผลสะเทือนใช่ไหม""สมน้ำหน้าจ้ะ ใครใช้ให้หัวเราะล่ะ" อิปิ๊ค้อนวงใหญ่แต่ก็รีบวางจานผลไม้แล้วขยับเข้าไปใกล้เตียงเพื่อเช็คดูอาการ "ไหน... เจ็บมา
ตอนที่ 49: คำสารภาพริมเตียงแสงแดดยามเช้าลอดผ่านม่านสีขาวของโรงพยาบาลอำเภอ กลิ่นยาฆ่าเชื้อจาง ๆ อบอวลอยู่ในห้องพักฟื้นที่เงียบสงบ บนเตียงคนไข้ กริช ค่อยๆ ลืมตาขึ้นอย่างช้า ๆ ความเจ็บปลาบที่สีข้างยังคงอยู่ แต่มันเบาบางลงมากเมื่อเทียบกับความรู้สึกหนักอึ้งเมื่อคืนสายตาของเขาปะทะเข้ากับใบหน้าจิ้มลิ้มของ อิปิ๊ ที่นั่งสัปหงกอยู่ข้างเตียง ผมเผ้ายุ่งเหยิงเล็กน้อยและยังมีคราบฝุ่นจางๆ ตามเสื้อผ้า ส่วน ย่าบุญมา นั่งเคี้ยวหมากอยู่อีกฝั่ง พอเห็นหลานชายขยับตัว ย่าก็อุทานออกมาด้วยความดีใจ"กริช ฟื้นแล้วบ่หลาน ย่าอยู่นี่เด้อ" อิปิ๊สะดุ้งตื่นตาเบิกโพลงพอเห็นกริชลืมตาเธอก็ลุกลี้ลุกลนทันที "อ้ายกริช อ้ายฟื้นแล้วเจ็บหม่องใด๋บ่ ปิ๊สิไปตามหมอ""ปิ๊..." กริชเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่แหบพร่า เขาแกล้งทำหน้าเหยเกเหมือนเจ็บปวดแสนสาหัส "อย่าเพิ่งไป... อ้ายหิวน้ำ... เจ็บแผลเหลือเกิน ลุกไม่ไหวเลย"อิปิ๊ที่เคยเป็นนางสิงห์ถือเสียมไล่ทุบรถนายทุน บัดนี้กลับกลายเป็นลูกแมวเชื่อง ๆ เธอรีบรินน้ำใส่แก้วแล้วประคองหลอดให้กริชดื่มอย่างระมัดระวัง"ค่อย ๆ จิบเด้ออ้าย ปิ๊บอกแล้วว่าอย่าซ่า เห็นบ่... เกือบได้ไปเฝ้ายมบาลแล้ว" เธอพ
ตอนที่ 48 เอาผิดนายทุนความชุลมุนกลางลานวัดเริ่มคลี่คลายลงเมื่อรถกระบะของลุงหวังเบรกดังสนั่นที่ข้างเวที พ่อผู้ใหญ่บ้านและชายฉกรรจ์อีกสองสามคนรีบช่วยกันประคองร่างที่ชุ่มเลือดของกริชขึ้นหลังรถ อิปิ๊กระโดดขึ้นไปนั่งประคองศีรษะของเขาไว้บนตักทันที มือเล็กๆ ยังคงกดผ้าขาวม้าที่เริ่มชุ่มเลือดไว้แน่นที่หน้าท้องของกริช"อ้ายกริช... อดทนเด้ออ้าย อย่าหลับเด้อ!" อิปิ๊ร้องเรียกเสียงหลง ร่างกายเธอสั่นเทาไปหมด"ปิ๊... ใจเย็น ๆ ลูก เบิ่งแผลอ้ายดี ๆ" พ่อผู้ใหญ่บ้านที่รีบตามขึ้นมาดูสำรวจรอยกระสุนอย่างละเอียดภายใต้แสงไฟฉาย "กระสุนมันถากเข้าแฉลบสีข้างไปหน่อยเดียว แผลดูน่ากลัวเพราะเลือดออกเยอะ แต่น่าจะบ่เข้าจุดสำคัญ... กริช มึงยังมีสติอยู่บ่" กริชพยักหน้าเล็กน้อย ลมหายใจยังติดขัดแต่แววตาเริ่มกลับมามีความรู้สึก "ผม... ยังไหวครับพ่อผู้ใหญ่..."เมื่อรู้ว่ากริชพ้นขีดอันตรายในเบื้องต้น พ่อผู้ใหญ่บ้านและย่าบุญมาที่ตามขึ้นมาสมทบก็ถอนหายใจออกมาอย่างสุดตัว ย่าบุญมาทรุดลงกอดเข่ากริชพลางลูบหัวหลานชายด้วยน้ำตา "เทวดาคุ้มครองหลานย่าแท้ๆ ... พ่อไกรคุ้มครองเจ้าแล้ว"ในขณะที่ทุกคนกำลังโล่งใจ แต่อิปิ๊กลับไม่ได้คิดแค่นั้น







