LOGINท่ามกลางเสียงเซ็งแซ่ของชาวบ้านที่กำลังถกเถียงและก่นด่า อิปิ๊ ยืนพิงเสาเรือนอยู่ข้างหลัง แววตาสั่นระริก เธอเห็นชาวบ้านที่เคยยิ้มแย้มกลับกลายเป็นคนขี้ระแวงเพราะคำพูดของบักรุ่ง ใจหนึ่งเธอก็อยากจะตะโกนบอกว่าอ้ายกริชไม่ใช่คนแบบนั้น แต่อีกใจหนึ่ง... คำพูดของเชอรี่ที่ว่า "กริชแค่สงสาร" มันยังค้ำคอเธออยู่
"อ้ายกริช... อ้ายหลอกพวกเราอีหลีบ่" เธอพึมพำกับตัวเอง น้ำตาหยดเล็ก ๆ ร่วงลงสู่พื้นดินแดง
ในวินาทีที่กริชเดินก้าวเข้ามาในลานบ้านเพื่อจะมาลาพ่อผู้ใหญ่และอิปิ๊ ชาวบ้านต่างพากันเงียบกริบแล้วถอยห่างราวกับเขามีเชื้อโรคร้าย กริชมองเห็นความหวาดระแวงในสายตาทุกคู่ เขาพยายามจะอธิบายแต่กลับไม่มีใครยอมรับฟัง
"พ่อผู้ใหญ่ครับ... ปิ๊ครับ..." กริชพยายามเอ่ยปาก
"บ่ต้องพูด" อิปิ๊เดินลงมาจากเรือนตัดหน้าชาวบ้านทุกคน เธอจ้องหน้ากริชด้วยแววตาที่เจ็บปวดที่สุดเท่าที่เขาเคยเห็น
"อ้ายสิไปกะฟ้าวไปเถาะจ้ะ รถสปอร์ตเพิ่นจอดรออยู่ปากทางพู้น อย่ามาเสียเวลาลดตัวลงมาอธิบายให้คนโคลนตมอย่างพวกข่อยฟังเลย ฟ้าวไปไว ๆ ยิ่งไวยิ่งดี"
กริชอึ้งไปกับท่าทีแข็งกร้าวของอิปิ๊ เขารู้ดีว่าตอนนี้ต่อให้อธิบายอย่างไร ในใจของอิปิ๊และชาวบ้านก็นำเขาไปขังไว้ในคุกของคำว่า "คนทรยศ" เรียบร้อยแล้ว
"ปิ๊ ฟังผมก่อน ผมไปแค่อาทิตย์เดียว ผมไปเพื่อจะ..."
"สองวันหรือสองชาติมันกะคือกันนั่นล่ะ" อิปิ๊ตะคอกกลับทั้งน้ำตา
"ไปเลยจ้ะ ฟ้าวไปให้ไวที่สุด อย่ามาเฮ็ดให้คนแถวนี้ต้องมีความหวังลม ๆ แล้ง ๆ อีกเลย... เชิญ"
อิปิ๊ผึ่งมือไล่เขาอย่างไม่ใยดี ก่อนจะหันหลังวิ่งขึ้นเรือนไปทิ้งให้กริชยืนนิ่งอยู่กลางแดดจ้า ลุงหวังเดินเข้ามาตบไหล่กริชเบา ๆ ด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยคำถาม
"กริชเอ๊ย... ถ้าเจ้าไปแล้วบ่กลับมา กะบอกอาตรง ๆ เด้อ อย่าปล่อยให้เด็กมันหวังจนใจสลายแบบนี้เลย"
กริชกำหมัดแน่น เขาไม่ได้ตอบอะไร แต่ในใจเขารู้ดีว่า... หนึ่งสัปดาห์ที่กรุงเทพฯ หลังจากนี้ เขาไม่ได้ไปเพื่อ "กลับไปเป็นคนเดิม" แต่เขาไปเพื่อ "ทำลายพันธนาการ" ทั้งหมด แล้วจะกลับมาเป็น "กริชของโคกอีแหลว" อย่างเต็มภาคภูมิ
เมื่อถูกอิปิ๊ไล่ส่งต่อหน้าชาวบ้านที่ยืนมองด้วยสายตาเย็นชา กริชเดินคอตกออกจากบ้านพ่อผู้ใหญ่ด้วยความขมขื่นมากมายในอก เขาเลือกใช้เส้นทางตัดทุ่งนาเพื่อเลี่ยงกลุ่มคน แต่กลับหนีไม่พ้น บักรุ่ง ที่ยืนดักรออยู่ตรงทางเปลี่ยวพร้อมลูกน้องอีกสองคน
"อ้าว ไอ้สถาปนิกเทวดา สิหนีเข้ากรุงเทพแล้วบ่" บักรุ่งพ่นควันบุหรี่ใส่หน้ากริชพลางแสยะยิ้ม
"ไปเถาะเว้ยไปเสวยสุขกับอีตัวขาว ๆ ในรถคันแดงพู้น ทิ้งที่นาไว้ให้พวกข่อยดูแลต่อกะได้ เดี๋ยวข่อยสิเซ็นขายให้นายทุนเอง ค่านายหน้าสิได้เข้ากระเป๋าข่อยเต็ม ๆ บ่ต้องแบ่งมึง !" กริชหยุดกึก เขาขยับแว่นสายตาให้เข้าที่ แววตาที่เคยนิ่งสงบกลับวาวโรจน์
"รุ่ง... มึงจะดูถูกกูยังไงก็ได้ แต่อย่าคิดว่ามึงจะฮุบที่ทำกินของคนอื่นไปประเคนให้นายทุนได้ง่าย ๆ ถ้ากูยังไม่ตาย อย่าหวังว่ามึงจะหาเศษเงินบนคราบน้ำตาคนในหมู่บ้านได้แม้แต่บาทเดียว"
"โอ๊ย ปากดีแท้น้อ" บักรุ่งขยับเข้าหาหมายจะเอาเรื่อง แต่กริชกลับจ้องตานิ่งไม่ถอย
"มึงสิทำอะไรกูต่อยกูตอนนี้แล้วที่ดินมึงจะคืนมาไหม หรือมึงอยากจะติดคุกตอนที่นายทุนกำลังจะรวบที่ดินมึงไป หลีกทางไปซะ" ความนิ่งของกริชทำให้บักรุ่งชะงักไปชั่วครู่ กริชจึงสบโอกาสเดินกระแทกไหล่ผ่านไป ทิ้งให้บักรุ่งสบถด่าไล่หลังอย่างหัวเสีย
เมื่อกริชเดินเข้ามาถึงใต้ถุนบ้านย่าบุญมา เขาชะงักไปเมื่อเห็นแสงไฟนีออนสลัว ๆ สะท้อนกับแผ่นไม้เรือนเก่า ย่าบุญมานั่งรออยู่บนตั่งไม้ บนโต๊ะมีสำรับกับข้าวที่คลุมฝาชีไว้อย่างดี กลิ่นหอมจางๆ ของแกงหน่อไม้และปลาป่นโชยมาแตะจมูก
"กลับมาแล้วบ่หลาน... มา ๆ ย่าเตรียมพาข้าว (สำรับ) ไว้รอ กินข้าวกันก่อนเถาะ" ย่ายิ้มกว้างรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความเมตตาเหมือนทุกครั้ง กริชนั่งลงข้างย่าความเครียดเมื่อครู่ดูเบาบางลงแต่ความกังวลยังคงอยู่
"ย่าครับ... ย่าไม่โกรธผมหรอ ชาวบ้านเขากำลังด่าผม ปิ๊เขาก็ไล่ผมเหมือนหมูเหมือนหมา ย่าไม่คิดว่าผมจะหนีกลับไปกรุงเทพฯ แล้วทิ้งที่นี่จริงๆ หรอครับ" ย่าบุญมาวางมือเหี่ยว ๆ ลงบนหลังมือหลานชาย ทอดสายตามองออกไปที่ทุ่งนาที่มืดสลัว
"กริชเอ๊ย... ย่าน่ะแก่จนหนังตาเหี่ยวแล้ว ย่าเห็นคนมาเยอะ แต่ย่ามองเห็นจิตวิญญาณของพ่อไกรอยู่ในตัวเจ้า" ย่านิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะยิ้มเศร้า ๆ
"พ่อไกรของเจ้าน่ะ รักผืนดินนี้ยิ่งกว่าชีวิต แววตาของหลานเวลาที่จ้องมองทุ่งนา หรือเวลาที่มุ่งมั่นจะทำเล้าข้าว มันคือแววตาเดียวกับพ่อเจ้าไม่มีผิด คนที่มีใจฮัก (รัก) แผ่นดินแบบนี้ ไม่มีทางทิ้งรากเหง้าของตัวเองไปได้หรอก"
"แต่คนอื่นเขาไม่คิดแบบย่า..." กริชก้มหน้า
"ความจริงกะคือความจริงวันยังค่ำหลานเอ๊ย" ย่าตบมือหลานเบาๆ
"คนอื่นเขามองเห็นแค่เปลือก เห็นแค่รถสีแดงคันงามที่มาฮับเจ้า แต่ย่ามองเห็นความทุกข์ที่เจ้าแบกไว้เพื่อหาทางออกให้หมู่บ้าน ไปเคลียร์ธุระทางพู้นให้จบเถอะนะ ไม่ต้องห่วงทางนี้ย่าสิทำหน้าที่เฝ้าแผ่นดินรอเจ้ากลับมาเอง" กริชรู้สึกคอแข็งขึ้นมาทันที คำพูดของย่าเหมือนน้ำทิพย์ที่ชโลมใจที่แห้งผาก
"ขอบคุณครับย่า พรุ่งนี้เช้ามืดผมจะขับรถกลับเองครับ แล้วผมจะรีบกลับมาหาปิ๊ กลับมาหาย่า กลับมาบ้านของเราครับ"
คืนนั้น กริชนอนฟังเสียงตุ๊กแกร้องใต้ถุนบ้านด้วยความรู้สึกที่เปลี่ยนไป เขาไม่ได้กลับกรุงเทพฯ ในฐานะสถาปนิกที่พ่ายแพ้ แต่เขากำลังกลับไปในฐานะ "ลูกชายของพ่อไกร" ที่จะกลับไปทวงความยุติธรรมคืนสู่โคกอีแหลว
แสงทองรำไรเริ่มจับขอบฟ้าเหนือทุ่งนาสีทองที่ยังคงมีหยาดน้ำค้างเกาะพราว อากาศยามเช้าของหมู่บ้านโคกอีแหลวสดชื่นทว่าแฝงไปด้วยความเงียบเหงา กริชตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกที่หนักอึ้งแต่เต็มไปด้วยความแน่วแน่ เขาจัดแจงสวมเสื้อผ้าชุดเรียบง่ายแต่ทะมัดทะแมง ตรวจเช็คกระเป๋าเอกสารและอุปกรณ์เขียนแบบที่บรรจุ "อาวุธ" สำคัญในการกลับไปทวงคืนความอิสระ
ที่หน้าชานเรือน ย่าบุญมา จัดเตรียมสำรับขันโตกสำหรับใส่บาตรไว้เรียบร้อยแล้ว มีข้าวเหนียวร้อน ๆ ที่ส่งควันกรุ่น กล้วยน้ำว้าจากสวนหลังบ้าน และดอกไม้ป่าที่ย่าไปเก็บมาตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง
"มาเถอะหลาน... ใส่บาตรเอาบุญก่อนเดินทาง ใจจะได้นิ่ง มีสติปัญญาแก้ปัญหาได้ทุกอย่าง" ย่ากวักมือเรียกพลางยิ้มอย่างเมรตา
ไม่นานนักพระสงฆ์ที่ห่มจีวรสีส้มเข้มก็ปรากฏขึ้นท่ามกลางม่านหมอกจาง ๆ หลวงพ่อ เดินบิณฑบาตด้วยจริยาวัตรสงบเยือกเย็น กริชและย่าบุญมาคุกเข่าลงบนสาด (เสื่อ) ไม้ไผ่หน้าบ้าน กริชค่อยๆ บรรจงวางข้าวเหนียวลงในบาตรด้วยจิตใจที่สงบนิ่งอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนตลอดหลายวันที่ผ่านมา
หลังจากให้พรเสร็จ หลวงพ่อหยุดยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ท่านมองลึกเข้าไปในดวงตาของกริชที่แฝงไปด้วยความกังวลลึก ๆ ก่อนจะล้วงเข้าไปในย่ามแล้วหยิบวัตถุชิ้นหนึ่งออกมา มันคือ "ประคำไม้พะยูง" ที่ผ่านการใช้งานจนเนื้อไม้ขึ้นเงาสวย
"รับไว้เถิดโยมกริช..." หลวงพ่อเรียกกริชด้วยคำที่ยกย่อง
"ทางข้างหน้าที่เจ้าจะไป มันเต็มไปด้วยพายุแห่งกิเลสและคำลวง ประคำนี้ไม่ได้มีไว้ป้องกันภัยจากอาวุธ แต่มันมีไว้เตือนสติ เมื่อใดที่เจ้าใจร้อน เมื่อใดที่มืดแปดด้าน ให้จับประคำนี้ไว้ แสงสว่างที่แท้จริงไม่ได้มาจากโคมไฟบนตึกสูง แต่มันมาจากใจที่มั่นคงในความถูกต้อง" กริชรับประคำมาพนมมือไหว้ด้วยความซาบซึ้ง
"สาธุครับหลวงพ่อ ผมจะใช้สติเป็นที่ตั้งครับ"
ตอนที่ 53: รอยไหม้ที่ปลายทุ่ง เปลวเพลิงสีส้มที่โหมกระหน่ำท่ามกลางความมืดมิดของโคกอีแหลว ไม่ได้แผดเผาเพียงแค่ความฝันในโรงเรือนจิ้งหรีดของกริชเท่านั้น แต่มันกำลังจะกลายเป็นโศกนาฏกรรมของทั้งหมู่บ้าน ลมทุ่งที่พัดแรงในช่วงรุ่งหอบเอาลูกไฟปลิวว่อนไปทางแปลงนาข้างเคียงที่ชาวบ้านเพิ่งจะลงฟางเตรียมดินไว้ กลิ่นควันไฟฉุนกะทัดรัดปลุกให้หัวใจของคนในตำบลตื่นตระหนก"ไฟไหม้ ช่วยด้วย ไอ้รุ่งมันเผานา" เสียงตะโกนของอิปิ๊ดังก้องไปทั่วคุ้งน้ำเพียงไม่กี่อึดใจ แสงไฟฉายจากบ้านเรือนรอบๆ ก็สว่างขึ้นมาดั่งหิ่งห้อยนับร้อยดวง ชาวบ้านทั้งชายและหญิงต่างหิ้วถังน้ำ ถือจอบ ถือเสียม วิ่งกรูมายังพิกัดที่เกิดเหตุด้วยความโกรธแค้น เพราะพวกเขารู้ดีว่าหากไฟลามเข้าป่าข้าวหรือฟางนาในฤดูแล้งแบบนี้ ความฉิบหายจะไม่ได้หยุดแค่ที่นาของกริช แต่มันจะเผาผลาญปากท้องของคนทั้งหมู่บ้านให้วอดวายไปด้วยในขณะที่กริชและอิปิ๊กำลังง่วนกับการดับไฟที่โรงเรือน บักรุ่งที่นอนมอมแมมอยู่ในร่องน้ำพยายามจะตะเกียกตะกายหนี แต่มันกลับหนีไม่พ้นศาลเตี้ยของชาวบ้านที่มาถึงก่อนตำรวจ"มึงสิหนีไปไสไอ้รุ่ง มึงมันหนักแผ่นดิน" ลุงหวังที่วิ่งมาถึงคนแรกตะโกนลั่นพร้อมก
ตอนที่ 52: ตามใจผู้จัดการส่วนตัวสองสัปดาห์ผ่านไป... บรรยากาศในที่นาของพ่อไกรเปลี่ยนจากพื้นที่ขัดแย้งกลายเป็นพื้นที่แห่งชีวิตใหม่ แผลที่สีข้างของกริชสมานตัวจนเกือบสนิททิ้งไว้เพียงแผลเป็นแห่งเกียรติยศที่เขาภูมิใจ สถาปนิกหนุ่มในชุดเสื้อเชิ้ตแขนสั้นพับแขนและกางเกงเล บัดนี้ไม่ได้ถือเพียงตลับเมตร แต่เขายังสะพายย่ามที่เต็มไปด้วยสมุดสเก็ตช์ภาพและดินสอไม้ ที่ชานเรือนใหม่กริชกางกระดาษไขแผ่นใหญ่ลงบนโต๊ะไม้ ผัง "นาสีทองตัวอย่าง" ถูกร่างขึ้นอย่างประณีต"ปิ๊ มาดูนี่สิ อ้ายแบ่งโซนเสร็จแล้วนะ" กริชตะโกนเรียกหญิงสาวที่กำลังง่วนอยู่หลังบ้านอิปิ๊ วิ่งร่าเข้ามาในสภาพที่เนื้อตัวมอมแมมไปด้วยดิน แต่มันคือดินที่เธอภูมิใจเสนอที่สุด เธอยกถังใส่ดินดำขลับที่มีกลิ่นหอมของใบไม้หมักขึ้นมาวางโชว์"นี่ไงอ้ายกริชดินปลูกสูตรนางสิงห์ ปิ๊หมักตามธรรมชาติ ใช้ทั้งรำละเอียด แกลบเผา แล้วก็มูลควายจากคอกพ่อผู้ใหญ่ผสมกับน้ำหมักชีวภาพที่ปิ๊บ่มไว้ในโอ่ง รับรองว่าปลูกอะไรก็งาม พืชผลสิอวบอัดปานคนเลี้ยงเลยล่ะ" อิปิ๊หัวเราะร่วนพลางปาดเหงื่อที่ปลายจมูกจนเลอะดินเป็นปื้น กริชยิ้มอย่างเอ็นดู เขาหยิบผ้าเช็ดหน้ามาซับรอยเลอะบนหน้าให้เธออย่
ตอนที่ 51 พระจันทร์ยิ้มบนชานเรือนที่ปูสาดสีสวย สำรับอาหารมื้อเย็นถูกล้อมรอบด้วยคนสำคัญในชีวิตของกริช พ่อผู้ใหญ่บ้าน ลุงหวัง ย่าบุญมา และอิปิ๊ กริชนั่งพิงเสาเรือนเพราะยังเจ็บแผลอยู่เล็กน้อย โดยมีอิปิ๊คอยตักอ่อมไก่ใส่ถ้วยให้ไม่ขาด"กริช... เรื่องนายทุนมันจบลงแล้วกะจริง" พ่อผู้ใหญ่บ้านเอ่ยเสียงเข้มขึ้น"แต่ข่อยมีเรื่องหนึ่งสิถามเจ้าในฐานะคนที่เป็นพ่อ... เจ้าสิรับมือจั่งใด๋กับความรู้สึกของชาวบ้านบางคนที่เขายังเสียดายเงินของนายทุนอยู่ถึงมื้อนี้เขาเห็นความจริง แต่ความจนมันกะยังค้ำคอเขาอยู่เด้อ" กริชวางช้อนลง เขาไม่ได้ตอบทันทีแต่มองออกไปที่ผืนนาสีดำขลับในยามโพล้เพล้ "นั่นคือเหตุผลที่ผมไม่กลับไปทำงานที่กรุงเทพฯ ครับพ่อผู้ใหญ่ ผมจะพิสูจน์ให้เขาเห็นว่าที่ดินมันงอกเงยเป็นเงินได้มากกว่าเงินฟาดหัวของนายทุน ผมจะเริ่มทำนาสีทองให้เป็นต้นแบบ ใครอยากมีรายได้ผมจะสอนให้ทำโฮมสเตย์สอนให้แปรรูปข้าวและผมจะหาตลาดรองรับให้เองด้วยคอนเนกชันที่ผมมี""อ้ายกริชสิทำจริง ๆ บ่จ้ะ" อิปิ๊ถาม แววตาเต็มไปด้วยความหวัง "ปิ๊สิเป็นคนแรกที่ลงแรงช่วยอ้ายเอง""อ้ายทำจริงแน่ปิ๊... แต่อ้ายทำคนเดียวไม่ได้" กริชหันมาสบตาอิปิ๊กลาง
ตอนที่ 50 กฎเหล็กของปิ๊ภายในห้องพักฟื้นที่เคยเงียบเหงา บัดนี้กลับอบอวลไปด้วยมวลความสุขที่แผ่ออกมาผ่านเสียงหัวเราะและบทสนทนาที่หยอกล้อกันอย่างไม่ลดละ กริชที่นอนอยู่บนเตียงคนไข้เริ่มมีสีเลือดฝาดบนใบหน้ามากขึ้น เขาใช้สายตาเจ้าเล่ห์นิด ๆ มองจ้องไปที่หญิงสาวที่กำลังขะมักเขม้นกับการปอกแอปเปิลให้เขาอย่างตั้งใจ"โถ่ปิ๊... นี่อ้ายเป็นถึงสถาปนิกเกียรตินิยมนะ จะไม่ให้รางวัลคนทำงานเหนื่อย ๆ ด้วยวิสกี้สักเป๊กสองเป๊กเลยเหรอ" กริชแกล้งทำเสียงออดอ้อนพลางยื่นมือไปสะกิดแขนเสื้อของเธอ"บ่ได้จ้ะอ้ายกริช" อิปิ๊ตอบเสียงแข็งแต่แววตาระยิบระยับด้วยความสนุก "เป็นสถาปนิกเกียรตินิยมกะต้องรักษาสุขภาพเแมะ อีกอย่าง... เงินน่ะ ปิ๊สิเอาไปซื้อแม่พันธุ์วัว ซื้อปุ๋ยคอกมาใส่ที่นาเฮาเบิด อ้ายอยากดื่มกะดื่มน้ำมะพร้าวเผาฝีมือปิ๊ไปก่อนแล้วกันเด้อ""โห... นี่ขนาดยังไม่ได้แต่งนะเนี่ย กฎเหล็กมาเป็นชุดเลย" กริชหัวเราะเบา ๆ จนต้องเอามือกุมแผล "โอ๊ย... เจ็บนะเนี่ย ปิ๊แกล้งให้อ้ายหัวเราะจนแผลสะเทือนใช่ไหม""สมน้ำหน้าจ้ะ ใครใช้ให้หัวเราะล่ะ" อิปิ๊ค้อนวงใหญ่แต่ก็รีบวางจานผลไม้แล้วขยับเข้าไปใกล้เตียงเพื่อเช็คดูอาการ "ไหน... เจ็บมา
ตอนที่ 49: คำสารภาพริมเตียงแสงแดดยามเช้าลอดผ่านม่านสีขาวของโรงพยาบาลอำเภอ กลิ่นยาฆ่าเชื้อจาง ๆ อบอวลอยู่ในห้องพักฟื้นที่เงียบสงบ บนเตียงคนไข้ กริช ค่อยๆ ลืมตาขึ้นอย่างช้า ๆ ความเจ็บปลาบที่สีข้างยังคงอยู่ แต่มันเบาบางลงมากเมื่อเทียบกับความรู้สึกหนักอึ้งเมื่อคืนสายตาของเขาปะทะเข้ากับใบหน้าจิ้มลิ้มของ อิปิ๊ ที่นั่งสัปหงกอยู่ข้างเตียง ผมเผ้ายุ่งเหยิงเล็กน้อยและยังมีคราบฝุ่นจางๆ ตามเสื้อผ้า ส่วน ย่าบุญมา นั่งเคี้ยวหมากอยู่อีกฝั่ง พอเห็นหลานชายขยับตัว ย่าก็อุทานออกมาด้วยความดีใจ"กริช ฟื้นแล้วบ่หลาน ย่าอยู่นี่เด้อ" อิปิ๊สะดุ้งตื่นตาเบิกโพลงพอเห็นกริชลืมตาเธอก็ลุกลี้ลุกลนทันที "อ้ายกริช อ้ายฟื้นแล้วเจ็บหม่องใด๋บ่ ปิ๊สิไปตามหมอ""ปิ๊..." กริชเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่แหบพร่า เขาแกล้งทำหน้าเหยเกเหมือนเจ็บปวดแสนสาหัส "อย่าเพิ่งไป... อ้ายหิวน้ำ... เจ็บแผลเหลือเกิน ลุกไม่ไหวเลย"อิปิ๊ที่เคยเป็นนางสิงห์ถือเสียมไล่ทุบรถนายทุน บัดนี้กลับกลายเป็นลูกแมวเชื่อง ๆ เธอรีบรินน้ำใส่แก้วแล้วประคองหลอดให้กริชดื่มอย่างระมัดระวัง"ค่อย ๆ จิบเด้ออ้าย ปิ๊บอกแล้วว่าอย่าซ่า เห็นบ่... เกือบได้ไปเฝ้ายมบาลแล้ว" เธอพ
ตอนที่ 48 เอาผิดนายทุนความชุลมุนกลางลานวัดเริ่มคลี่คลายลงเมื่อรถกระบะของลุงหวังเบรกดังสนั่นที่ข้างเวที พ่อผู้ใหญ่บ้านและชายฉกรรจ์อีกสองสามคนรีบช่วยกันประคองร่างที่ชุ่มเลือดของกริชขึ้นหลังรถ อิปิ๊กระโดดขึ้นไปนั่งประคองศีรษะของเขาไว้บนตักทันที มือเล็กๆ ยังคงกดผ้าขาวม้าที่เริ่มชุ่มเลือดไว้แน่นที่หน้าท้องของกริช"อ้ายกริช... อดทนเด้ออ้าย อย่าหลับเด้อ!" อิปิ๊ร้องเรียกเสียงหลง ร่างกายเธอสั่นเทาไปหมด"ปิ๊... ใจเย็น ๆ ลูก เบิ่งแผลอ้ายดี ๆ" พ่อผู้ใหญ่บ้านที่รีบตามขึ้นมาดูสำรวจรอยกระสุนอย่างละเอียดภายใต้แสงไฟฉาย "กระสุนมันถากเข้าแฉลบสีข้างไปหน่อยเดียว แผลดูน่ากลัวเพราะเลือดออกเยอะ แต่น่าจะบ่เข้าจุดสำคัญ... กริช มึงยังมีสติอยู่บ่" กริชพยักหน้าเล็กน้อย ลมหายใจยังติดขัดแต่แววตาเริ่มกลับมามีความรู้สึก "ผม... ยังไหวครับพ่อผู้ใหญ่..."เมื่อรู้ว่ากริชพ้นขีดอันตรายในเบื้องต้น พ่อผู้ใหญ่บ้านและย่าบุญมาที่ตามขึ้นมาสมทบก็ถอนหายใจออกมาอย่างสุดตัว ย่าบุญมาทรุดลงกอดเข่ากริชพลางลูบหัวหลานชายด้วยน้ำตา "เทวดาคุ้มครองหลานย่าแท้ๆ ... พ่อไกรคุ้มครองเจ้าแล้ว"ในขณะที่ทุกคนกำลังโล่งใจ แต่อิปิ๊กลับไม่ได้คิดแค่นั้น







