LOGINฝุ่นสีแดงจากการตะกุยล้อของรถสปอร์ตค่อยๆ จางลง แต่ความร้อนรุ่มในใจของ อิปิ๊ กลับทวีความรุนแรงขึ้น เธอยืนนิ่งอยู่หน้าร้านค้าชุมชน มือที่ถือตะกร้ากำแน่นจนสั่น คำพูดของเชอรี่วนเวียนอยู่ในหัวราวกับแผ่นเสียงที่ตกร่อง
“กริชเขาแค่สงสารคนพวกนี้ค่ะ...”
“กริชเป็นคนขี้ใจอ่อนแบบนี้แหละค่ะ...”
อิปิ๊มองลงที่เท้าเปล่าของตัวเองที่เปื้อนฝุ่นดินแดง พลางนึกถึงความสง่าผ่าเผยของกริชเวลาที่เขาพูดเรื่องโครงสร้างสถาปัตยกรรม หรือเวลาที่เขาสวมมาดสถาปนิกเกียรตินิยมถกเถียงกับเจ้าหน้าที่อำเภอ ใช่... เขาคือเพชร ส่วนเธอคือกรวดดินอย่างที่ผู้หญิงคนนั้นว่าจริงๆ ความภูมิใจที่เคยมีในวิถีบ้านนาเริ่มถูกความประหม่าเข้ากัดกิน
เย็นวันนั้นที่เถียงนา กริชกำลังวุ่นอยู่กับการส่องกล้องระดับเพื่อขยายทางน้ำสำหรับโครงการเกษตรอัจฉริยะ เขาเหงื่อซึมเต็มแผ่นหลังแต่ใบหน้ากลับเต็มไปด้วยความหวัง เขาเงยหน้าขึ้นเห็นอิปิ๊เดินเข้ามาด้วยท่าทางผิดปกติ เธอเดินลากเท้าไม่ร่าเริงและไม่ยอมสบตาเขาเหมือนทุกครั้ง
"ปิ๊ มาพอดีเลย มาช่วยผมดูจุดนี้หน่อย ผมว่าจะวางแบบแปลนศาลาใหม่ตรงริมน้ำนี้ให้เป็นที่พักผ่อนของชาวบ้าน..." กริชยิ้มกว้างพลางกวักมือเรียก
"อ้ายกริชจ๊ะ..." อิปิ๊ขัดขึ้นเสียงเรียบ แววตาสั่นระริก
"ปิ๊ว่า... อ้ายกลับไปกรุงเทพฯ เถอะจ้ะ กลับไปทำหน้าที่สถาปนิกชื่อดังของอ้ายเถอะ" กริชชะงักไปวางกล้องในมือลงทันที
"ปิ๊พูดเรื่องอะไรน่ะ ผมบอกแล้วไงว่าผมจะอยู่ที่บ้านของผมที่นี่ พัฒนาที่นี่ตามรอยพ่อผม"
"ที่อ้ายทนอยู่ที่นี่เพราะเวทนาพวกปิ๊ใช่ไหม" น้ำตาของอิปิ๊ร่วงเผาะลงบนพื้นดิน
"แม่สาวเมืองคนนั้นเว่าถูก... โลกของอ้ายคือตึกสูง คือเกียรตินิยม แต่อนาคตปิ๊คือนาข้าวกับขี้ควาย อ้ายมาช่วยขุดน้ำมาสร้างเล้าข้าว เพราะอ้ายแค่สงสาร ที่เห็นพวกปิ๊ลำบากใช่ไหมจ๊ะ อ้ายสงสารเลยยอมมาทนร้อนทนลำบากที่นี่เพื่อให้ย่ายกที่นาให้"
"มันไม่ใช่อย่างนั้นนะปิ๊ ฟังอ้ายก่อน" กริชพยายามจะเข้าไปจับมือเธอแต่อิปิ๊ถอยกรูดด้วยความปวดร้าว
"เกี่ยวจ้ะ ความสงสารมันไม่ใช่ความรัก และปิ๊ก็ไม่อยากให้ใครมาเสียสละอนาคตเท่ ๆ เพื่อมาจมโคลนกับเด็กบ้านนอกอย่างปิ๊ อ้ายกลับไปอยู่ในที่ที่อ้ายคู่ควรเถอะ อย่าให้กรวดดินอย่างปิ๊ไปดึงเพชรอย่างอ้ายให้หม่นหมองเลย"
อิปิ๊สะอื้นไห้ก่อนจะวิ่งหนีหายไปในความมืดของทุ่งนาทิ้งให้กริชยืนนิ่งอึ้งอยู่ท่ามกลางแบบร่างที่ไร้ความหมาย เขาเพิ่งตระหนักว่าแผนร้ายของเชอรี่ไม่ได้ทำลายแค่โครงการ แต่มันกำลังทำลายความเชื่อมั่นของคนที่เขาแคร์ที่สุดไปจนหมดสิ้น
บรรยากาศความตึงเครียดที่เถียงนายังไม่ทันจางหาย เชอรี่ ก็ยังไม่ยอมรามือ คราวนี้เธอไม่ได้อยู่แค่ปากซอย แต่ขยับรถสปอร์ตสีแดงเข้ามาจอดนิ่งสนิทหน้าเรือนไม้โบราณของย่าบุญมา เธอเดินขึ้นเรือนด้วยท่าทางราวกับนางพญาที่ต้องฝืนก้าวเข้าหาถิ่นธุรกันดาร มือยังคงพัดพัดลมมือถือไม่หยุดปากก็บ่นพึมพำเรื่องอากาศอ้าว
ย่าบุญมา นั่งอยู่บนตั่งไม้ตามประสาเจ้าบ้านที่ดีย่อมต้อนรับแขก ท่านมองเห็นทุกกิริยาของหญิงสาวเมืองกรุง ตั้งแต่การที่เชอรี่เอาผ้าเช็ดหน้ามารองก่อนจะยอมหย่อนก้นนั่งลงบนเบาะที่ย่าเตรียมไว้ให้ ไปจนถึงสายตาที่มองช้อนเงินช้อนทองเก่าแก่บนพานด้วยความรู้สึกเหมือนมองขยะ
"กริชคะ เชอรี่บอกแล้วไงว่าท่านประธานรอไม่ได้ งานโปรเจกต์ใหญ่ระดับพันล้านเขารอเซ็นชื่อคุณคนเดียว คุณจะมาเสียเวลากับนาข้าวบ้าบอพวกนี้ไปถึงไหน กลับไปเคลียร์งานเดี๋ยวนี้เลยค่ะ" เชอรี่โวยวายโดยไม่สนหัวคนแก่ที่นั่งอยู่ตรงนั้น
"เชอรี่... ผมบอกแล้วไงว่าผมขอเวลา" กริชพูดเสียงเรียบพลางเหลือบมองย่าที่ยังคงนั่งนิ่ง
ย่าบุญมาขยับยิ้มบางๆ ตามแบบฉบับผู้ใหญ่ใจดีแต่แววตาคมกริบ ท่านเลื่อนขันน้ำฝนเย็นๆ ที่ลอยดอกมะลิหอมกรุ่นไปตรงหน้าเชอรี่
"ดื่มน้ำดื่มท่าก่อนเถอะอีหนู เดินทางมาเหนื่อย ๆ น้ำฝนบ้านนอกนี่แหละเย็นชื่นใจดีนัก" เชอรี่มองขันเงินด้วยสายตาหวาดระแวง ก่อนจะใช้ปลายนิ้วเขี่ยออกเบาๆ
"อี๋... น้ำฝนเหรอคะจะมีเชื้อโรคหรือเปล่าก็ไม่รู้ เชอรี่ดื่มแต่น้ำแร่เอเวียงค่ะคุณยายอีกอย่างมะลิพวกนี้ปลูกกลางดินแดงฝุ่นน่าจะเยอะนะคะ เชอรี่ไม่ไหวจริงๆ ค่ะ" ย่าบุญมานิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะรวบมือวางบนตัก ท่านไม่ได้โกรธแต่ในใจนั้นจัดเกรดหญิงสาวตรงหน้าไว้เรียบร้อยแล้ว
"น้ำฝนบ้านย่าอาจจะไม่สะอาดเท่าใจคนเมืองหรอกนะอีหนู..." ย่าพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงไปด้วยนัยยะ
"แต่ที่นี่เราอยู่กันด้วยความเคารพแผ่นดิน ถ้าหนูรังเกียจฝุ่น รังเกียจดิน หนูก็คงมองไม่เห็นทองที่ซ่อนอยู่ในที่นาของหลานย่าหรอก"
"ทอง ทองอะไรคะ เชอรี่เห็นมีแต่ควายกับคนมอมแมม" เชอรี่หัวเราะเหยียด ๆ แล้วหันไปบงการกริชต่อ
"ไปค่ะกริช อย่าให้เชอรี่ต้องโมโหไปมากกว่านี้ กลับไปเคลียร์งานที่กรุงเทพฯ เดี๋ยวนี้ ถ้าคุณไม่ไป เชอรี่จะให้ท่านประธานส่งจดหมายฟ้องเรียกค่าเสียหายคุณ"
กริชมองสลับระหว่างความเห็นแก่ตัวของเชอรี่ กับแววตาสงบนิ่งแต่แฝงความห่วงใยของย่าบุญมา เขารู้ดีว่าถ้าเขาไม่ไปตอนนี้ เชอรี่จะไม่หยุดระรานและนายทุนจะใช้ช่วงเวลาที่เขาเข้ากรุงเทพ ฯ มาเป็นจุดอ่อนเล่นงานเขา
"ย่าครับ... ถ้างั้นผมขอไปเคลียร์ธุระที่กรุงเทพฯ ให้จบนะครับย่า " กริชก้มลงกราบแทบตักย่า ย่าบุญมาลูบหัวกริชเบา ๆ สายตามองเลยไปที่ อิปิ๊ ที่ยืนหลบมุมแอบฟังอยู่ตรงเสาเรือนด้วยความเจ็บปวด
"ไปเถอะหลาน... ไปเคลียร์ทั้งขยะในใจและในงานให้มันจบสิ้น แต่อย่าลืมนะว่า... เพชรที่หลานพยายามเจียระไนไว้ที่นี่ ถ้าหลานทิ้งไว้นานเกินไป มันอาจจะหายไปกับสายน้ำก็ได้"
บนเรือนไม้หลังงามของย่าบุญมา เชอรี่ พยายามใช้ไม้ตายสุดท้าย เธอขยับเข้าไปใกล้กริช มือเรียวสวยที่ทำเล็บมาอย่างดีเอื้อมไปเกาะแขนสถาปนิกหนุ่ม พลางช้อนตามองด้วยอาการออดอ้อนแบบที่เธอเคยใช้ได้ผลเสมอ
"กริชคะ... กลับไปกับเชอรี่เถอะนะ ที่นี่มันไม่ใช่ที่ของคุณเลย ดูสิคะผิวคุณกร้านไปหมดแล้ว กลับไปรับงานระดับโลก ไปอยู่ในที่ที่มีแต่คนชื่นชมคุณเถอะค่ะ เชอรี่คิดถึงกริชคนเดิมที่สง่างามในงานกาล่า ไม่ใช่กริชที่เนื้อตัวมอมแมมแบบนี้" กริชสูดลมหายใจเข้าลึกก่อนจะค่อย ๆ แกะมือของเชอรี่ออกอย่างสุภาพแต่เด็ดขาด เขาถอยห่างออกมาหนึ่งก้าว แววตาเรียบเฉยจนเชอรี่ใจเสีย
"เชอรี่... กลับไปรอผมที่กรุงเทพฯ เถอะ ผมขอเวลาที่นี่อีกแค่สองวันเพื่อวางระบบสุดท้ายให้ชาวบ้าน แล้วผมจะตามไปเคลียร์งานที่บริษัทให้จบสิ้นเสียที"
"สองวันเหรอคะ กริช งานพันล้านรอคุณอยู่นะคะ" เชอรี่แผดเสียงอย่างขัดใจ แต่เมื่อเห็นสายตาจริงจังของกริช เธอจึงสะบัดหน้า
"ก็ได้ค่ะ สองวันนะคะกริช ถ้าคุณไม่มา เชอรี่จะถือว่าคุณทิ้งอนาคตตัวเอง"
ทันทีที่ข่าวเรื่องกริชเตรียมเก็บกระเป๋าเข้ากรุงเทพฯ แพร่สะพัดออกไป กำนันพงษ์ และ บักรุ่ง ก็ไม่รอช้า พวกเขาเดินสายปล่อยข่าวตามวงเหล้าและใต้ถุนบ้านชาวบ้านทันที
"ข่อยบอกพวกเจ้าแล้วแม่นบ่" บักรุ่งป่าวประกาศกลางวง
"ไอ้กริชมันกะแค่สถาปนิกขี้ฉ้อ มันมาเฮ็ดเป็นสร้างเล้าข้าว สร้างระบบน้ำ กะเพื่อสิอัพราคาที่ดินพ่อไกรให้สูงขึ้น พอได้กำไรมันกะสิชิ่งหนีเข้ากรุงไปเสวยสุข ทิ้งให้พวกเจ้าเผชิญหน้ากับนายทุนเอาเอง มันบ่ได้มาพัฒนาหรอกมันมาหวังผลประโยชน์ของพ่อ ของย่ามันคื่อกัน" พายุข่าวลือโหมกระหน่ำรุนแรงกว่าพายุฝนครั้งไหนๆ ในโคกอีแหลว เมื่อความจริงครึ่งเดียวถูกนำมาบิดเบือนโดยคนที่มีแผนชั่วร้ายอยู่ในใจ
"พวกเจ้าเบิ่งเอาเด้อ ข่อยเตือนแล้วบ่ฟัง ไอ้พวกจบนอกน่ะมันกะคือกันหมดนั่นล่ะปากกะบอกว่ามาพัฒนาบ้านเกิด แต่พออีสาวเมืองกรุงขับรถสปอร์ตมาฮับ ปลายจมูกมันกะชี้ขึ้นฟ้าทันที"
"แต่มันกะซ่อยขุดร่องน้ำ ซ่อยเฮ็ดเล้าข้าวให้พวกเราเด้อบักรุ่ง" ชาวบ้านคนหนึ่งพยายามแย้งเสียงอ่อย
"โอ๊ย นั่นมันแผนหลอกเด็ก" บักรุ่งแผดเสียงหัวเราะเยาะเย้ย
"มันสร้างภาพให้ที่ดินราคาขึ้น พอพวกนายทุนเห็นว่าที่นี่มีระบบน้ำมีเล้าข้าวทันสมัย เขากะสิซื้อในราคาสูงไอ้กริชมันกะหอบเงินค่านายหน้าหนีไปเสวยสุขกับเมียมันที่กรุงเทพฯ ทิ้งให้พวกเจ้าต้องเผชิญหน้ากับเอกสารสัญญาบ้าบอที่มันเซ็นทิ้งไว้ให้ สุดท้ายที่ดินพวกเจ้ากะสิหลุดมือไปฮับใช้พวกคนรวยพู้น"
บรรยากาศที่บ้านพ่อผู้ใหญ่บ้านบัดนี้เต็มไปด้วยความตึงเครียด ชาวบ้านเกือบครึ่งหมู่บ้านยืนออกันอยู่ที่ลานหน้าบ้าน บ้างกะหิ้วตะกร้าพริก บ้างกะจูงมือลูกหลานมาด้วยความหวาดวิตก
"พ่อผู้ใหญ่ ลุงหวัง สรุปอ้ายกริชสิไปอีหลีแม่นบ่ " ป้าแม้น ถามด้วยเสียงสั่นเครือ
"นั่นน่ะสิ ที่ดินข่อยที่เอาไปเข้าวิสาหกิจชุมชนนำมันล่ะ ถ้ามันไปแล้วบ่กลับมา ข่อยบ่ต้องกลายเป็นลูกจ้างคนอื่นบ่" ลุงเสริมตะโกนสมทบ ลุงหวังได้แต่นั่งกุมขมับอยู่บนขั้นบันได
"ใจเย็นๆ ก่อนพวกเจ้า... ข่อยกะเพิ่งฮู้นำกันนี่ล่ะ" ลุงหวังหันไปมองพ่อผู้ใหญ่บ้านที่นั่งนิ่ง อมพะนำเหมือนน้ำท่วมปาก
"พ่อผู้ใหญ่พูดอะไรบ้างสิ หรือว่าพ่อผู้ใหญ่กะฮู้เห็นเป็นใจให้มันมาหลอกพวกเรา" ชาวบ้านคนหนึ่งเริ่มลามปาม
"หยุดประเดี๋ยวนี้" พ่อผู้ใหญ่บ้านตบเข่าตัวเองเสียงดัง
"กริชมันมาบอกข่อยแค่ว่าสิไปเคลียร์งาน... แต่มันบ่ได้บอกว่าจะไปนานแค่ไหน ข่อยกะตอบพวกเจ้าบ่ได้ดอก"
ตอนที่ 53: รอยไหม้ที่ปลายทุ่ง เปลวเพลิงสีส้มที่โหมกระหน่ำท่ามกลางความมืดมิดของโคกอีแหลว ไม่ได้แผดเผาเพียงแค่ความฝันในโรงเรือนจิ้งหรีดของกริชเท่านั้น แต่มันกำลังจะกลายเป็นโศกนาฏกรรมของทั้งหมู่บ้าน ลมทุ่งที่พัดแรงในช่วงรุ่งหอบเอาลูกไฟปลิวว่อนไปทางแปลงนาข้างเคียงที่ชาวบ้านเพิ่งจะลงฟางเตรียมดินไว้ กลิ่นควันไฟฉุนกะทัดรัดปลุกให้หัวใจของคนในตำบลตื่นตระหนก"ไฟไหม้ ช่วยด้วย ไอ้รุ่งมันเผานา" เสียงตะโกนของอิปิ๊ดังก้องไปทั่วคุ้งน้ำเพียงไม่กี่อึดใจ แสงไฟฉายจากบ้านเรือนรอบๆ ก็สว่างขึ้นมาดั่งหิ่งห้อยนับร้อยดวง ชาวบ้านทั้งชายและหญิงต่างหิ้วถังน้ำ ถือจอบ ถือเสียม วิ่งกรูมายังพิกัดที่เกิดเหตุด้วยความโกรธแค้น เพราะพวกเขารู้ดีว่าหากไฟลามเข้าป่าข้าวหรือฟางนาในฤดูแล้งแบบนี้ ความฉิบหายจะไม่ได้หยุดแค่ที่นาของกริช แต่มันจะเผาผลาญปากท้องของคนทั้งหมู่บ้านให้วอดวายไปด้วยในขณะที่กริชและอิปิ๊กำลังง่วนกับการดับไฟที่โรงเรือน บักรุ่งที่นอนมอมแมมอยู่ในร่องน้ำพยายามจะตะเกียกตะกายหนี แต่มันกลับหนีไม่พ้นศาลเตี้ยของชาวบ้านที่มาถึงก่อนตำรวจ"มึงสิหนีไปไสไอ้รุ่ง มึงมันหนักแผ่นดิน" ลุงหวังที่วิ่งมาถึงคนแรกตะโกนลั่นพร้อมก
ตอนที่ 52: ตามใจผู้จัดการส่วนตัวสองสัปดาห์ผ่านไป... บรรยากาศในที่นาของพ่อไกรเปลี่ยนจากพื้นที่ขัดแย้งกลายเป็นพื้นที่แห่งชีวิตใหม่ แผลที่สีข้างของกริชสมานตัวจนเกือบสนิททิ้งไว้เพียงแผลเป็นแห่งเกียรติยศที่เขาภูมิใจ สถาปนิกหนุ่มในชุดเสื้อเชิ้ตแขนสั้นพับแขนและกางเกงเล บัดนี้ไม่ได้ถือเพียงตลับเมตร แต่เขายังสะพายย่ามที่เต็มไปด้วยสมุดสเก็ตช์ภาพและดินสอไม้ ที่ชานเรือนใหม่กริชกางกระดาษไขแผ่นใหญ่ลงบนโต๊ะไม้ ผัง "นาสีทองตัวอย่าง" ถูกร่างขึ้นอย่างประณีต"ปิ๊ มาดูนี่สิ อ้ายแบ่งโซนเสร็จแล้วนะ" กริชตะโกนเรียกหญิงสาวที่กำลังง่วนอยู่หลังบ้านอิปิ๊ วิ่งร่าเข้ามาในสภาพที่เนื้อตัวมอมแมมไปด้วยดิน แต่มันคือดินที่เธอภูมิใจเสนอที่สุด เธอยกถังใส่ดินดำขลับที่มีกลิ่นหอมของใบไม้หมักขึ้นมาวางโชว์"นี่ไงอ้ายกริชดินปลูกสูตรนางสิงห์ ปิ๊หมักตามธรรมชาติ ใช้ทั้งรำละเอียด แกลบเผา แล้วก็มูลควายจากคอกพ่อผู้ใหญ่ผสมกับน้ำหมักชีวภาพที่ปิ๊บ่มไว้ในโอ่ง รับรองว่าปลูกอะไรก็งาม พืชผลสิอวบอัดปานคนเลี้ยงเลยล่ะ" อิปิ๊หัวเราะร่วนพลางปาดเหงื่อที่ปลายจมูกจนเลอะดินเป็นปื้น กริชยิ้มอย่างเอ็นดู เขาหยิบผ้าเช็ดหน้ามาซับรอยเลอะบนหน้าให้เธออย่
ตอนที่ 51 พระจันทร์ยิ้มบนชานเรือนที่ปูสาดสีสวย สำรับอาหารมื้อเย็นถูกล้อมรอบด้วยคนสำคัญในชีวิตของกริช พ่อผู้ใหญ่บ้าน ลุงหวัง ย่าบุญมา และอิปิ๊ กริชนั่งพิงเสาเรือนเพราะยังเจ็บแผลอยู่เล็กน้อย โดยมีอิปิ๊คอยตักอ่อมไก่ใส่ถ้วยให้ไม่ขาด"กริช... เรื่องนายทุนมันจบลงแล้วกะจริง" พ่อผู้ใหญ่บ้านเอ่ยเสียงเข้มขึ้น"แต่ข่อยมีเรื่องหนึ่งสิถามเจ้าในฐานะคนที่เป็นพ่อ... เจ้าสิรับมือจั่งใด๋กับความรู้สึกของชาวบ้านบางคนที่เขายังเสียดายเงินของนายทุนอยู่ถึงมื้อนี้เขาเห็นความจริง แต่ความจนมันกะยังค้ำคอเขาอยู่เด้อ" กริชวางช้อนลง เขาไม่ได้ตอบทันทีแต่มองออกไปที่ผืนนาสีดำขลับในยามโพล้เพล้ "นั่นคือเหตุผลที่ผมไม่กลับไปทำงานที่กรุงเทพฯ ครับพ่อผู้ใหญ่ ผมจะพิสูจน์ให้เขาเห็นว่าที่ดินมันงอกเงยเป็นเงินได้มากกว่าเงินฟาดหัวของนายทุน ผมจะเริ่มทำนาสีทองให้เป็นต้นแบบ ใครอยากมีรายได้ผมจะสอนให้ทำโฮมสเตย์สอนให้แปรรูปข้าวและผมจะหาตลาดรองรับให้เองด้วยคอนเนกชันที่ผมมี""อ้ายกริชสิทำจริง ๆ บ่จ้ะ" อิปิ๊ถาม แววตาเต็มไปด้วยความหวัง "ปิ๊สิเป็นคนแรกที่ลงแรงช่วยอ้ายเอง""อ้ายทำจริงแน่ปิ๊... แต่อ้ายทำคนเดียวไม่ได้" กริชหันมาสบตาอิปิ๊กลาง
ตอนที่ 50 กฎเหล็กของปิ๊ภายในห้องพักฟื้นที่เคยเงียบเหงา บัดนี้กลับอบอวลไปด้วยมวลความสุขที่แผ่ออกมาผ่านเสียงหัวเราะและบทสนทนาที่หยอกล้อกันอย่างไม่ลดละ กริชที่นอนอยู่บนเตียงคนไข้เริ่มมีสีเลือดฝาดบนใบหน้ามากขึ้น เขาใช้สายตาเจ้าเล่ห์นิด ๆ มองจ้องไปที่หญิงสาวที่กำลังขะมักเขม้นกับการปอกแอปเปิลให้เขาอย่างตั้งใจ"โถ่ปิ๊... นี่อ้ายเป็นถึงสถาปนิกเกียรตินิยมนะ จะไม่ให้รางวัลคนทำงานเหนื่อย ๆ ด้วยวิสกี้สักเป๊กสองเป๊กเลยเหรอ" กริชแกล้งทำเสียงออดอ้อนพลางยื่นมือไปสะกิดแขนเสื้อของเธอ"บ่ได้จ้ะอ้ายกริช" อิปิ๊ตอบเสียงแข็งแต่แววตาระยิบระยับด้วยความสนุก "เป็นสถาปนิกเกียรตินิยมกะต้องรักษาสุขภาพเแมะ อีกอย่าง... เงินน่ะ ปิ๊สิเอาไปซื้อแม่พันธุ์วัว ซื้อปุ๋ยคอกมาใส่ที่นาเฮาเบิด อ้ายอยากดื่มกะดื่มน้ำมะพร้าวเผาฝีมือปิ๊ไปก่อนแล้วกันเด้อ""โห... นี่ขนาดยังไม่ได้แต่งนะเนี่ย กฎเหล็กมาเป็นชุดเลย" กริชหัวเราะเบา ๆ จนต้องเอามือกุมแผล "โอ๊ย... เจ็บนะเนี่ย ปิ๊แกล้งให้อ้ายหัวเราะจนแผลสะเทือนใช่ไหม""สมน้ำหน้าจ้ะ ใครใช้ให้หัวเราะล่ะ" อิปิ๊ค้อนวงใหญ่แต่ก็รีบวางจานผลไม้แล้วขยับเข้าไปใกล้เตียงเพื่อเช็คดูอาการ "ไหน... เจ็บมา
ตอนที่ 49: คำสารภาพริมเตียงแสงแดดยามเช้าลอดผ่านม่านสีขาวของโรงพยาบาลอำเภอ กลิ่นยาฆ่าเชื้อจาง ๆ อบอวลอยู่ในห้องพักฟื้นที่เงียบสงบ บนเตียงคนไข้ กริช ค่อยๆ ลืมตาขึ้นอย่างช้า ๆ ความเจ็บปลาบที่สีข้างยังคงอยู่ แต่มันเบาบางลงมากเมื่อเทียบกับความรู้สึกหนักอึ้งเมื่อคืนสายตาของเขาปะทะเข้ากับใบหน้าจิ้มลิ้มของ อิปิ๊ ที่นั่งสัปหงกอยู่ข้างเตียง ผมเผ้ายุ่งเหยิงเล็กน้อยและยังมีคราบฝุ่นจางๆ ตามเสื้อผ้า ส่วน ย่าบุญมา นั่งเคี้ยวหมากอยู่อีกฝั่ง พอเห็นหลานชายขยับตัว ย่าก็อุทานออกมาด้วยความดีใจ"กริช ฟื้นแล้วบ่หลาน ย่าอยู่นี่เด้อ" อิปิ๊สะดุ้งตื่นตาเบิกโพลงพอเห็นกริชลืมตาเธอก็ลุกลี้ลุกลนทันที "อ้ายกริช อ้ายฟื้นแล้วเจ็บหม่องใด๋บ่ ปิ๊สิไปตามหมอ""ปิ๊..." กริชเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่แหบพร่า เขาแกล้งทำหน้าเหยเกเหมือนเจ็บปวดแสนสาหัส "อย่าเพิ่งไป... อ้ายหิวน้ำ... เจ็บแผลเหลือเกิน ลุกไม่ไหวเลย"อิปิ๊ที่เคยเป็นนางสิงห์ถือเสียมไล่ทุบรถนายทุน บัดนี้กลับกลายเป็นลูกแมวเชื่อง ๆ เธอรีบรินน้ำใส่แก้วแล้วประคองหลอดให้กริชดื่มอย่างระมัดระวัง"ค่อย ๆ จิบเด้ออ้าย ปิ๊บอกแล้วว่าอย่าซ่า เห็นบ่... เกือบได้ไปเฝ้ายมบาลแล้ว" เธอพ
ตอนที่ 48 เอาผิดนายทุนความชุลมุนกลางลานวัดเริ่มคลี่คลายลงเมื่อรถกระบะของลุงหวังเบรกดังสนั่นที่ข้างเวที พ่อผู้ใหญ่บ้านและชายฉกรรจ์อีกสองสามคนรีบช่วยกันประคองร่างที่ชุ่มเลือดของกริชขึ้นหลังรถ อิปิ๊กระโดดขึ้นไปนั่งประคองศีรษะของเขาไว้บนตักทันที มือเล็กๆ ยังคงกดผ้าขาวม้าที่เริ่มชุ่มเลือดไว้แน่นที่หน้าท้องของกริช"อ้ายกริช... อดทนเด้ออ้าย อย่าหลับเด้อ!" อิปิ๊ร้องเรียกเสียงหลง ร่างกายเธอสั่นเทาไปหมด"ปิ๊... ใจเย็น ๆ ลูก เบิ่งแผลอ้ายดี ๆ" พ่อผู้ใหญ่บ้านที่รีบตามขึ้นมาดูสำรวจรอยกระสุนอย่างละเอียดภายใต้แสงไฟฉาย "กระสุนมันถากเข้าแฉลบสีข้างไปหน่อยเดียว แผลดูน่ากลัวเพราะเลือดออกเยอะ แต่น่าจะบ่เข้าจุดสำคัญ... กริช มึงยังมีสติอยู่บ่" กริชพยักหน้าเล็กน้อย ลมหายใจยังติดขัดแต่แววตาเริ่มกลับมามีความรู้สึก "ผม... ยังไหวครับพ่อผู้ใหญ่..."เมื่อรู้ว่ากริชพ้นขีดอันตรายในเบื้องต้น พ่อผู้ใหญ่บ้านและย่าบุญมาที่ตามขึ้นมาสมทบก็ถอนหายใจออกมาอย่างสุดตัว ย่าบุญมาทรุดลงกอดเข่ากริชพลางลูบหัวหลานชายด้วยน้ำตา "เทวดาคุ้มครองหลานย่าแท้ๆ ... พ่อไกรคุ้มครองเจ้าแล้ว"ในขณะที่ทุกคนกำลังโล่งใจ แต่อิปิ๊กลับไม่ได้คิดแค่นั้น







