LOGIN“นี่! ที่โทรมาเนี่ย ตั้งใจโทรมาบ่นอย่างเดียวหรือไง”
“เปล่าจะบอกว่าคุณลุงโทรหาเหม่ยเหม่ยหลายครั้งแล้ว เห็นไม่รับสายเลยเป็นห่วง”
“อ๋อ พอดียุ่งอยู่ว่าจะโทรกลับช่วงสายๆ หน่อย”
“เออ ให้มันจริงเถอะ ถ้าคุณลุงโทรมาหาพลอยอีกรอบ ไปถึงกรุงเทพเมื่อไหร่พลอยจะจับเหม่ยเหม่ยย่างกินเสียเลย แค่นี้นะ” พิมพ์พลอยพูดจบก็วางสายเพราะไม่อยากเซ้าซี้ ฐานะคนกลางระหว่างเหม่ยเซียนกับบิดาบุญธรรมของเธอ ทำให้รู้สึกเหมือนน้ำท่วมปากพูดอะไรมากก็ไม่ได้ เนื่องจากเอริค ลี นั้นเป็นเพื่อนของบิดา และเหม่ยเซียนเองก็เป็นเพื่อนรักของเธอตั้งแต่เด็กๆ
เรื่องราววัยเด็กของเหม่ยเซียน พิมพ์พลอยรู้ชัดทุกอย่าง แม้กระทั่งเรื่องที่เหม่ยเซียนเป็นเด็กกำพร้าซึ่ง เอริค ลี รับมาอุปการะ ในตอนที่เขาเดินทางมาเปิดสนามกอล์ฟที่เชียงใหม่ สนามกอล์ฟที่บิดาของเธอและเอริค ลี ลงทุนร่วมกัน
ตอนเอริคพบเหม่ยเซียนที่หน้าคฤหาสน์ของเขา เหม่ยเซียนที่อายุสองเดือนถูกห่อหุ้มด้วยผ้าไหมเนื้อดี เด็กน้อยถูกใส่ลงไปในตะกร้าหวาย ตามเนื้อตัวสะอาดสะอ้าน ผิวพรรณหรือก็ขาวเนียนราวน้ำนม ทั้งยังเป็นเด็กที่เลี้ยงง่ายไม่งอแงเลยสักนิด แม้ว่าจะมีคนแปลกหน้าอุ้มไปมาก็ตาม
ของเพียงอย่างเดียวที่อยู่ในตะกร้า คือหยกแก้วที่แม้แต่เอริค ลี ผู้เชี่ยวชาญเรื่องหยกคนหนึ่ง ยังไม่อาจประมูลคุณค่าได้ ไม่เพียงเท่านั้นใจกลางหยกแก้วชิ้นนั้นยังมีอักษรจีนสีแดง ‘เหม่ยเซียน[1]’ ล้อมกรอบด้วยมังกรสีทองที่กอดเกี่ยวอักษรราวกำลังปกป้องด้วยความหวงแหน ซึ่งดูๆ แล้วฝีมือที่ประณีตเช่นนี้ เขาไม่มั่นใจว่าประเทศใดสามารถทำได้ โดยที่ไม่ทำลายเนื้อหยกแก้วใสมันวาวงดงามจนเสียหาย
เอริค ลี เก็บหยกชิ้นนั้นเอาไว้เงียบๆ และต้องการรับอุปการะเหม่ยเซียนไว้เป็นลูกของตัวเอง ทั้งนี้ พจน์ พิทักษ์ชัย เพื่อนสนิทของเขาต้องเซ็นรับอุปการะเหม่ยเซียนแทนเอริค เพราะการที่ชาวต่างชาติจะรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมนั้น ต้องเดินเรื่องผ่านกระบวนการทางกฎหมายอย่างถูกต้องก่อน และมีขั้นตอนที่ซับซ้อนกว่ามาก เนื่องจากเขาพบเหม่ยเซียนที่เชียงใหม่ กว่าเขาจะได้รับตัวเหม่ยเซียนกลับไปประเทศจีนด้วยก็ใช้เวลาเกือบปี
เรื่องราวยุ่งๆ เริ่มขึ้นหลังจากตอนนี้เอง ภรรยาของเอริค ประกาศชัดเจนว่าไม่ยอมรับตัวเด็ก เพราะเข้าใจว่าเหม่ยเซียนเป็นลูกเมียเก็บของสามี
เอริคไม่มีทางเลือกจำต้องส่งเหม่ยเซียนกลับมาเมืองไทย โดยฝากเอาไว้กับพจน์ผู้ซึ่งเป็นบิดาของพิมพ์พลอยนั่นเอง
เหม่ยเซียนเติบโตมาท่ามกลางความรักของตระกูลพิทักษ์ชัย เพราะพจน์และภรรยาเลี้ยงดูเธอด้วยความรักใคร่ ทั้งสองรักเธอไม่น้อยไปจากบุตรสาวของตัวเองอย่างพิมพ์พลอย อีกทั้งเหม่ยเซียนและพิมพ์พลอยก็เข้ากันได้ดีมาโดยตลอด ทำให้ในที่สุดเหม่ยเซียนก็เลือกที่จะอยู่เมืองไทยมากกว่ากลับจีนกับเอริค
ห้าปีก่อนหน้านี้ทั้งพิมพ์พลอยและเหม่ยเซียน ต่างก็ไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยเซี่ยงไฮ้[2] ประเทศจีน ตามคำขอของเอริคที่ต้องการใช้เวลาร่วมกันกับเหม่ยเซียนบ้าง
ภายใต้คำแนะนำของพจน์สองสาวจึงลงเรียนหลักสูตรภาษาจีนสำหรับนักศึกษาต่างชาติระยะยาวหนึ่งปีในที่สุด และทั้งคู่ก็ตัดสินใจเรียนต่อจนกระทั่งจบปริญญาตรี แต่เพราะพิมพ์พลอยกับเหม่ยเซียนเรียนภาษาอังกฤษควบคู่ไปด้วย ทั้งสองจึงได้ปริญญาตรีมาสองใบ
เหม่ยเซียนตัดสินใจกลับมาเมืองไทยทันที โดยลากพิมพ์พลอยกลับมาด้วยหลังจากที่ได้รับหยกคืนจากเอริค ทั้งที่มีบริษัทมากมายติดต่อมาเพราะสนใจรับทั้งสองเข้าทำงาน
พิมพ์พลอยรู้ดีว่าสาเหตุก็คงจะมาจากเรื่องที่เอริคเพิ่งจะยอมคืนหยกให้เหม่ยเซียนทั้งที่ผ่านไปนานกว่ายี่สิบสามปี เหตุผลหลักก็เพราะก่อนหน้านี้เอริคเคยขายหยกชิ้นนั้นไป
เรื่องประหลาดเกิดขึ้นมากมาย เอริคฝันร้ายมาโดยตลอดจนไม่อาจนอนหลับสนิท ดังนั้นจึงได้แต่พยายามหาทางซื้อมันคืนมา เงินที่เขาจ่ายไปเพื่อให้ได้หยกแก้วคืนมา แทบจะทำให้เขาล้มละลาย จนเป็นเหตุให้ภรรยาของเขาโทรมาประกาศตัดขาดกับเหม่ยเซียน ทั้งยังห้ามไม่ให้เหม่ยเซียนพบกับเอริคอีกทันทีที่รู้เรื่อง
เหม่ยเซียนส่งยิ้มให้พนักงานร้านกาแฟ “สวัสดีค่ะคาปูชิโน่ร้อนกับเค้กมะพร้าว ทานที่นี่นะคะ” หญิงสาวเอ่ยออกไปพร้อมกับควานหากระเป๋าสตางค์ในกระเป๋าถือ
“คนไทยหรือคะ” พนักงานเอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม
“เอ่อ...ค่ะ”
“หน้าตาเหมือนคนจีนเลยค่ะ ลูกครึ่งหรือคะ ขอโทษที่ถามนะคะแต่คุณสวยจริงๆ”
หญิงสาวได้แต่ยิ้มแหยแทนคำตอบ มือก็ลูบไปยังจี้ที่ห้องคออยู่ จี้หยกแก้วที่เธอเพิ่งจะได้รับมาจากเอริค เธอเองก็เคยสงสัยว่าตัวเองน่าจะเป็นลูกครึ่งหรืออะไรทำนองนั้น แต่ในเมื่อบิดาบุญธรรมอย่างพจน์ และเอริคยังไม่สามารถสืบหาตัวตนของเธอได้ เวลาผ่านมาตั้งยี่สิบสามปีแล้วเธอยังจะหวังอะไรอีกเล่า
“กาแฟกับเค้กเสิร์ฟที่โต๊ะนะคะ”
“ขอบคุณค่ะ เสิร์ฟที่โต๊ะด้านนอกนะคะบรรยากาศน่านั่งดี” เหม่ยเซียนรับใบเสร็จมาแล้วเอ่ยขอบคุณ ก่อนจะหันหลังเดินไปนั่งที่โต๊ะด้านนอกซึ่งยังว่างอยู่ ทว่าในยามที่เปิดประตูออกมานั้น กลิ่นหอมของดอกโบตั๋นพลันโชยมาจากที่ไหนสักแห่ง
เหม่ยเซียนขมวดคิ้วแล้วมองไปรอบๆ เพราะมั่นใจว่ากลิ่นนั้นเป็นกลิ่นหอมของดอกโบตั๋น ดอกไม้ที่เธอชอบมากที่สุด
“หรือว่าน้ำหอม แต่กลิ่นน้ำหอมก็ทำได้ไม่เหมือนขนาดนี้มั้ง หรือว่ามีคนปลูกอยู่แถวนี้ ...ก็ไม่น่าจะใช่” พึมพำพร้อมกับมองหาโดยที่หญิงสาวไม่ได้รู้เลยว่าที่มาของกลิ่นนั้น ก็คือจี้หยกที่เธอสวมอยู่
ที่สำคัญมังกรทองที่โอบกอดอักษรภายในหยกแก้วนั้น ได้เปลี่ยนอิริยาบถเป็นหันออกมาจับจ้องไปด้านหน้า ราวกำลังระวังภัยแทน!!
[1]เหม่ยเซียน แปลว่า นางฟ้าแสนสวย
[2] Shanghai International Studies University หรือ SISU
“นางคือภูตดอกโบตั๋น ภูตรับใช้ที่พระนางซีหวังหมู่พระราชทานในวันที่เจ้าสมรสกับเทพมังกร นางจะดูแลเจ้ารวมไปถึงดูแลเรื่องต่างๆ ในตำหนักหวงหลงแห่งนี้” ในขณะที่พูดเฟิ่งเซียนจ้องตรงไปยังจื่อเหยาที่เอาแต่ก้มหน้าลงมองพื้นด้วยความหวาดหวั่น ซึ่งนั่นทำให้จื่อชิงต้องรีบตัดบท“จื่อเหยาเจ้ากลับไปห้องของเจ้าก่อนเถิด ส่วนภูตโบตั๋นเจ้าก็ไปจัดการดูแลทุกอย่างให้พร้อมสำหรับนายของเจ้าเถิด”“ข้าน้อยรับบัญชาเจ้าค่ะ” แม้จะรับคำแต่ดวงตาที่ยังคงคลอคลองไปด้วยหยาดน้ำตา ก็ยังคงจับจ้องมายังเหม่ยเซียนผู้ซึ่งเป็นนาย“นางจะอยู่ที่นี่อีกนาน หากเจ้ายังไม่ไปเตรียมทุกอย่างให้พร้อม ข้าจะพานางไปพำนักที่ตำหนักจูเสว่ของข้าเสีย” เฟิ่งเซียนกล่าวเสียงเข้มคำขู่ของเฟิ่งเซียนดูเหมือนจะได้ผล หลังจากที่ค้อนไปทีหนึ่งภูติโบตั๋นก็หายวับไปทันที ทั้งนี้ก็เพื่อไปสั่งการเรื่องต่างๆ ในตำหนัก เช่นเรื่องแรกอย่างเช่นเรื่องชาร้อนๆ สำหรับเทพอสูรทั้งสี่และผู้เป็นนาย ในยามที่ทั้งหมดสนทนากันในห้องโถงอันโอ่อ่าของตำหนักหวงหลงตำหนักหวงหลงอันโอ่อ่ากว้างใหญ่ หากแต่ยังตระการตาได้ไม่เทียบเท่ากับความงดงามของเรือนในซึ่งเป็นเรือนหอที่เทพมังกรสร้างขึ้นเพื่อเท
“มากันแล้วหรือพวกเรารอกันตั้งนาน” โม่เฉินส่งเสียงขึ้นเป็นคนแรกทั้งยังเดินตรงเข้ามาหาเหม่ยเซียน “เหมือนเดิมจริงๆ ด้วยไม่เปลี่ยนไปเลยสักนิด”“นั่นสิ” ชางอี้เสริม“เปลี่ยนสิทำไมจะไม่เปลี่ยน” ผู้ที่ไม่เห็นด้วยนั้นคือเฟิ่งเซียน ผู้ซึ่งจับจ้องเหม่ยเซียนมานับตั้งแต่หญิงสาวเดินใกล้เข้ามา“ตรงไหนหรือ” แม้แต่จื่อชิงยังอดที่จะสงสัยไม่ได้“นางกล้าสบตาพวกเราทุกคน ไม่สังเกตหรือนางจ้องทุกคนไม่มีท่าทีขัดเขินแล้วก็ไม่หลบตาสักนิด” เฟิ่งเซียนเอ่ยแล้วส่งยิ้มให้เหม่ยเซียน “ต้องอย่างนี้สิจึงจะสนุก มาเถิดข้าจะพาเจ้าไปยังตำหนักในของเทพมังกร เจ้าเคยอยู่ที่นั่นมาถึงสองร้อยปีน่าจะมีตรงไหนที่ดูคุ้นตาบ้าง ไม่แน่อาจช่วยให้เจ้าจดจำอะไรขึ้นมาได้บ้าง”เหม่ยเซียนยอมเดินตามเฟิ่งเซียน ผู้ซึ่งเป็นถึงเทพอสูรแห่งทิศใต้ไป ด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยคำถาม แต่อีกฝ่ายกลับเพียงแค่ยิ้มให้แล้วจับจูงนางให้ออกเดิน“แล้วพวกข้าเล่า” จื่อชิงเอ่ยถามเสียงดัง“ก็ตามมาสิ ใครไปห้ามพวกท่านเอาไว้กันเล่า” เฟิ่งเซียนตอบโดยไม่หันกลับไปมอง นางกำลังชี้ชวนให้เหม่ยเซียนจดจำส่วนต่างๆ ของตำหนักหวงหลงเอาไว้ เนื่องจากความสลับซับซ้อนของตัวตำหนักอาจจะทำให้เห
แทนที่จื่อชิงจะพาเหม่ยเซียนไปเข้าเฝ้าองค์เง็กเซียนฮ่องเต้ยังท้องพระโรงสวรรค์ แต่เขากลับนำทางนางเข้าไปยังลานแห่งเทพธิดา ซึ่งที่นั่นพระนางซีหวังหมู่และเทพธิดาทั้งเจ็ดได้ทรงรออยู่ก่อนแล้ว“จากตรงนี้เจ้าต้องเข้าไปเพียงลำพัง”“แต่ว่าท่าน...”“เรียกข้าว่าจื่อชิง”“ท่านเป็นเทพอสูรมังกรเขียวใช่หรือไม่เจ้าคะ ข้าได้ยินเสียงพูดคุยกันเกี่ยวกับท่าน ยังมี...เทพอสูรทั้งสาม ตอนที่รอให้มีคนช่วยออกมาจากโลงน้ำแข็ง”“ข้ากับเจ้าเคยเป็นสหายกัน ดังนั้นเรียกข้าว่าจื่อชิง จำคำของข้าเอาไว้ให้ดี ตอบเมื่ออยากตอบ ตอบไม่ได้ก็ไม่ต้องตอบ นั่นเป็นสิทธิ์ของเจ้า ข้าจะไปรอเจ้าตรงนั้นไม่ต้องกลัว” พูดจบเขาก็ชี้ไปยังต้นกุ้ยฮวา[1]ที่อยู่ห่างออกไปหลายก้าวจากจุดที่ทั้งสองยืนอยู่ จากนั้นก็ยิ้มให้เหม่ยเซียนด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน“ทำไมเล่าเจ้าคะ”“ที่นี่คือลานแห่งเทพธิดา ข้าเป็นเทพอสูรทั้งยังเป็นบุรุษ”ความหมายก็คือมีเพียงเทพธิดาเท่านั้นที่เข้าไปได้นั่นเอง นั่นก็คือที่มาของชื่อลานเทพธิดา ซึ่งพระนางซีหวังหมู่หมู่ทรงพระราชทานให้ หลังจากที่ทรงร่ายคาถาเอาไว้เพื่อให้เทพธิดาทั้งเจ็ดพระองค์ทรงพระสำราญได้อย่างเต็มที่ โดยไร้ซึ่งเงาบุรุษเข้าม
เหม่ยเซียนเลิกคิ้วที่อีกฝ่ายเข้าใจในสิ่งที่เธอพูด ก็แน่ล่ะเธอตั้งใจพูดเป็นภาษาไทยเพื่อไม่ให้เขาเข้าใจ เพราะยังไม่รู้ว่าอีกฝ่ายเป็นถึงเทพอสูรที่เป็นคนไปรับตัวเธอมา ที่สำคัญกว่านั้นภาษาจีนที่อีกฝ่ายใช้นั้น มันเป็นภาษาจีนแบบดั้งเดิมที่แม้เธอจะฟังออกแต่กลับรู้สึกไม่คุ้นเคยเอาเสียเลย“คุณเป็นใครหรือคะ พอจะรู้ไหมว่าฉันมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง”“เจ้ามาเพราะต้องมา ในเมื่อมาแล้วก็ตามข้ามาเถิด ระหว่างนี้ยังต้องเจอกับคำถามมากมาย เจ้าอยากตอบก็ตอบ ตอบไม่ได้ก็ไม่ต้องตอบ มาเถิดข้าจะนำทางให้เจ้า” จื่อชิงกล่าวเป็นนัยแล้วเดินนำหญิงสาวออกมา“คือ... ฉันมีคำถามค่ะ หมายถึงข้าขอถามท่านสักข้อได้หรือไม่เจ้าคะ” จากภาษาไทยเปลี่ยนเป็นภาษาจีนอย่างกล้าๆ กลัวๆ จนตัวหญิงสาวเองยังรู้สึกขายหน้า ...ที่เรียนมาห้าปีนั้นไม่ได้ช่วยอะไรในยามที่กำลังประหม่าอย่างนี้“เหม่ยเหริน เจ้าเป็นคนปรับตัวเก่ง ไม่นานเจ้าจะรู้สึกคุ้นชินดังนั้นฝึกเอาไว้เถิด เพราะเจ้ายังต้องอยู่ที่นี่อีก...ชั่วระยะหนึ่ง” จื่อชิงเว้นระยะไปเล็กน้อยคล้ายกับว่าเขาเองก็ลังเลเหม่ยเซียนเบิกตากว้าง “คุณหมายถึงคุณรู้ว่าฉันเป็นใคร...” เหม่ยเซียนชะงักเมื่อจื่อชิงหยุดเดิ
สามร้อยปีก่อนองค์เง็กเซียนฮ่องเต้[1]ได้พระราชทานสมรสให้กับจื่อหมิงหวงหลงกับเทพธิดาเหม่ยเหริน พระธิดาบุญธรรมของพระนางซีหวังหมู่[2] เทพธิดาพระองค์นี้เป็นเพียงองค์เดียวที่พระนางซีหวังหมู่ไว้พระทัยให้ช่วยควบคุมดูแลกาลเวลาของโลกมนุษย์หลังจากสองร้อยปีของการสมรสเทพธิดาเหม่ยเหรินพลันขอหย่ากับจื่อหมิงโดยไม่ทราบสาเหตุ แม้ว่าพระนางซีหวังหมู่จะตรัสถามสาเหตุเท่าไร เทพธิดาเหม่ยเหรินก็เอาแต่นิ่งเงียบจนองค์เง็กเซียนฮ่องเต้ทรงกริ้วมาก ทรงตรัสว่าหากยังไม่เล่าความจริงจะทรงลงโทษนาง เนื่องจากพระองค์เป็นผู้ที่พระราชทานสมรสหากเทพธิดายังคงยืนยันจะหย่านั่นก็เท่ากับขัดพระราชโองการสวรรค์ไม่ว่าจะถูกข่มขู่เท่าไรเทพธิดาเหม่ยเหรินก็ยังยืนยันคำเดิม จนองค์เง็กเซียนฮ่องเต้ทรงขู่ว่าหากยังไม่พูดจะลงโทษตามอาญาสวรรค์ นั่นก็คือไม่ว่าผู้ใดขัดราชโองการจะต้องถูกโยนลงไปยังบ่อพันวิญญาณ ซึ่งไม่ว่าเทพหรือเซียนตนใดหากตกลงไปก็จะดับสูญ ไม่อาจกลับมาเวียนว่ายตายเกิดอีกชั่วกัปชั่วกัลป์เทพธิดาเหม่ยเซียนได้ยินเช่นนั้นก็คุกเข่าลงรอรับพระอาญาโดยไม่ปริปาก ซึ่งนั่นทำเอาทั้งองค์เง็กเซียนฮ่องเต้และพระนางซีหวังหมู่ถึงกับทรงถอนพระปัสสาสะเพรา
เมื่อมองสูงขึ้นไปยังเส้นผมที่ยาวสลวยของเขา หญิงสาวกลับพบว่าเขาปล่อยเอาไว้ด้านบนโดยไม่มีการรวบมัดแต่อย่างใด ราวกับว่านี่เป็นเพียงการนอนหลับพักผ่อน ซึ่งนั่นก็ออกจะน่าแปลกเพราะเหม่ยเซียนเคยได้ยินว่าก่อนฝังศพ หากเป็นคนที่มียศศักดิ์ อย่างน้อยเขาก็ควรมีเกี้ยวหยกครอบมวยผมหรือที่เรียกว่า กวาน[1] ไม่ก็รวบผมขึ้นแล้วปักปิ่นเพื่อบ่งบอกถึงฐานะหรืออะไรทำนองนั้น“คุณตายไปแล้วจริงๆ เหรอคะ หล่อขนาดนี้...น่าเสียดายจัง” กว่าจะรู้ตัวว่าตัวเองพูดอะไรออกไป เหม่ยเซียนก็แทบจะหลุดหัวเราะออกมา ที่ตนเพิ่งจะบอกว่าเสียดายความหล่อของคนที่ตายไปแล้ว ช่างบ้าบอดีแท้!“ถึงคุณจะหล่อแต่ถ้าให้เลือกฉันขออยู่ข้างนอกดีกว่า อย่าว่ากันนะคะที่ลวนลามคุณไปตั้งเยอะแต่ไม่ได้อยู่เป็นเพื่อน ฉันว่าฉันควรหาทางออกไปจากโลงน้ำแข็งของคุณเสียที” พูดจบก็ลูบไล้ไปยังผนังโลงศพเพื่อดูว่าจะทำอะไรได้บ้างถึงตอนนี้เองที่เหม่ยเซียนเพิ่งจะสังเกตว่าโลงน้ำแข็งดังกล่าวนั้นไม่ได้เย็นเยียบอย่างที่ควรจะเป็น แม้ว่ามันจะโปร่งใสและเย็นสบาย แต่มันช่างต่างจากน้ำแข็งทั่วไปโดยสิ้นเชิง กระนั้นหญิงสาวก็ให้สงสัยนักว่าหากมันไร้ซึ่งความเย็นแล้ว เหตุใดศพของบุรุษที่หญิง







