LOGIN
แคว้นจ้าว
ท่ามกลางความมืดมิดและค่ำคืนอันเหน็บหนาวของหุบเขามังกรหลับ หมอกหนาทึบสีขาวปกคลุมไปทั่วพื้นที่จนมองเห็นสิ่งต่างๆ ได้ไม่ชัดเจนนัก เงาร่างของสตรีวัยกลางคนผู้หนึ่งกำลังสาวเท้าออกวิ่งด้วยใบหน้าตื่นตระหนก ความร้อนรนหวาดหวั่นฉายชัดเมื่อมองไปยังเบื้องหน้าซึ่งมีเพียงความมืดมิด
ชายกระโปรงตัวยาวเปียกชื้นลากระกับพื้นจนทำให้นางล้มลง กระนั้นนางก็ยังพยายามหยัดตัวขึ้นเพื่อวิ่งต่อไป เสียงหอบหายใจสับสนทำให้ตระหนักถึงความเหน็ดเหนื่อย จากนั้นเสียงอ้อนวอนก็หลุดรอดออกมา ทันทีที่นางเงยหน้าขึ้นมองบนท้องฟ้าท่ามกลางความมืดมน
‘ได้โปรด...อย่าพานางไป คืนนางให้ข้า’
สิ่งที่นางกำลังเงยขึ้นมองท่ามกลางความมืด...คือสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ตัวใหญ่ ซึ่งบัดนี้กำลังลอยห่างออกไปเรื่อยๆ
ความหวาดกลัวที่จะสูญเสียบีบรัดหัวใจสตรีผู้นั้น นางลืมความหวาดกลัวแม้ในยามที่สัตว์ศักดิ์สิทธิ์หันกลับมามองด้วยดวงตาวาววับ
‘ข้าแต่เทพมังกรผู้ยิ่งใหญ่ ได้โปรด ขอเพียงให้ข้าได้เห็นหน้านางอีกสักครั้งก็ยังดี’ นางคุกเข่าลงอ้อนวอนอย่างไรซึ่งหนทาง
‘เหยียนหว่านเอ๋อร์ ทายาทนักเดินทางข้ามเวลา’
เสียงทุ้มต่ำของมังกรตนนั้นดังขึ้น ร่างสง่างามเรืองแสงสีเขียวกระหวัดไปมาอยู่เหนืออากาศ สร้างความน่าเกรงขามให้ผู้ที่พบเห็นยิ่งนัก เพียงแต่มันตรงกันข้ามกับมารดาที่กำลังจะสูญเสียบุตรสาวไปจากอ้อมอก ท่าทีน่าเกรงขามนั้นไม่มีผลต่อเหยียนหว่านเอ๋อร์แม้แต่น้อย
‘ความรักของมารดายิ่งใหญ่เพียงใดเราเข้าใจดี เราเลือกเจ้าเพื่อให้กำเนิดเด็กน้อยผู้นี้ เพราะชะตาของเจ้าแข็งแกร่งกว่าผู้ใดที่เราเคยพานพบ’
‘ท่านหมายความอย่างไรเจ้าคะ’
‘เหยียนหว่านเอ๋อร์ การอยู่ผิดที่ผิดเวลานับเป็นการฝืนลิขิตสวรรค์ตัวเจ้าเองมิใช่ไม่รู้ เรื่องนี้เริ่มต้นมาจากบุตรสาวของเจ้าเช่นนี้แล้วก็สมควรให้จบที่นาง นับจากนี้จะไม่มีนักเดินทางข้ามเวลาอีก เจ้าคือคนสุดท้ายทั้งยังเป็นผู้ที่ให้กำเนิดเด็กสาวผู้ซึ่งเป็นทั้งจุดเริ่มต้นและจุดจบของเรื่องราว เจ้าต้องปล่อยนางไป...หาไม่ทั้งนางและเจ้าหรือทายาทรุ่นต่อๆ ไปจะไม่มีทางหลุดพ้น’
‘ท่านหมายถึงหลุดพ้นจากการเป็นนักเดินทางข้ามเวลาหรือเจ้าคะ’
‘เจ้าเข้าใจก็ดีแล้ว’
‘แต่...หากว่าตัวข้าน้อยและทายาทรุ่นต่อไปยอมรับให้เกิดขึ้นต่อไปเล่า’
‘ถึงอย่างนั้นก็ไม่อาจพิสูจน์ว่าเจ้าจะสามารถเลี้ยงดูเด็กน้อยผู้นี้ได้อยู่ดี หากเจ้ายังรั้งนางไว้ที่นี่บุตรสาวของเจ้าจะตาย หรืออาจเลวร้ายกว่านั้น...ผู้คนที่อยู่รอบกายนางจะต้องสังเวยชีวิต เจ้าคิดว่านางจะรู้สึกเช่นไรเมื่อรับรู้ว่าตัวเองเป็นดาวหายนะของผู้เป็นที่รัก ปล่อยนางไปเถิด...นี่เป็นทางเลือกที่ดีที่สุดแล้ว ไม่ว่าจะต่อตัวเจ้าหรือบุตรสาวของเจ้าเอง ความจริงแล้วเหม่ยเซียนผู้นี้ต้องเกิดและแตกดับจนกว่าจิตวิญญาณของนางกลับมาสมบูรณ์ แต่ด้วยเหตุผลบางประการเราจึงไม่อาจรั้งรอได้อีกต่อไป หากเจ้ายังอยากให้นางมีชีวิตอยู่เชื่อเราเถิด เจ้าต้องปล่อยนางไป แล้วสักวันหนึ่งเจ้าจะได้พบกับนางอีก’
‘ไม่นะเจ้าคะ ไม่ อย่าพานางไป ได้โปรด!’
เหยียนหว่านเอ๋อร์อ้อนวอนด้วยท่าทีสิ้นหวัง น้ำตาหลั่งรินพร้อมเสียงกรีดร้องราวจะขาดใจ ไม่อาจทำให้สัตว์ศักดิ์สิทธิ์ผู้ยิ่งใหญ่หวั่นไหว นางร่ำไห้เมื่อลูกน้อยต้องมาถูกพลัดพรากไปตั้งแต่ยังแบเบาะ ถึงอย่างนั้นนางกลับไม่อาจยับยั้ง ความท้อแท้สิ้นหวังทำให้ลงมือทำในสิ่งที่แม้แต่ผู้ใดก็ไม่อาจคาดคิด
‘อย่าพานางไป ได้โปรด ข้าขอร้อง!’ ร่างที่คุกเข่าอยู่บนพื้นลุกขึ้นพร้อมกับกระโจนเข้าไปหามังกรตัวใหญ่ทันที กระนั้นสิ่งที่นางคว้าเอาไว้ได้กลับมีเพียงความว่างเปล่า...
ในยามเช้าของชั่วโมงแห่งการรีบเร่ง ณ เมืองหลวงของประเทศไทยที่แสนจะร้อนอบอ้าว หญิงสาวคนหนึ่งก้าวลงมาจากรถเมล์ด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม สายตามองตรงไปยังร้านกาแฟที่ชอบไปนั่งเป็นประจำ
ระหว่างทางที่หญิงสาวเดินผ่านมีหลายคนมองเธอด้วยท่าทีสงสัย หลายคนส่งยิ้มให้ซึ่งแน่นอนจำนวนคนที่ยิ้มให้คือชายหนุ่ม แต่ท่าทีของหญิงสาวบ่งบอกชัดว่าชินเสียแล้ว เนื่องจากที่ผ่านมาก็มักจะตกเป็นเป้าสายตาเสมอ แม้ไม่ชอบแต่นานๆ เข้าก็เริ่มชินกับการวางตัวเฉย
หากจะพูดกันจริงๆแล้ว รูปร่างที่สมส่วนและหน้าตาสวยสดใส อีกทั้งผิวพรรณขาวเนียนขับเน้นให้หญิงดูมีเสน่ห์น่าดึงดูดใจก็จริง แต่เมื่อพวกชายหนุ่มได้เข้ามาคุย และพบว่าหญิงสาวเป็นคนถามคำตอบคำและทำตัวน่าเบื่อ พวกเขาก็มักจะเป็นฝ่ายถอดใจไปเสียเอง
พวกเขาไม่รู้เลยว่าความจริงหญิงสาวรู้เท่าทันว่าชายหนุ่มเหล่านั้นมองแค่เพียงรูปกายภายนอก ดังนั้นเธอจึงใช้วิธีนี้เสมอเวลาไม่ต้องการให้ใครตามเซ้าซี้ และมันก็ใช้ได้ผลแทบจะทุกครั้ง
เมื่อหญิงสาวเดินเข้าไปต่อคิวเพื่อสั่งกาแฟกับพนักงาน โทรศัพท์มือถือก็ส่งเสียงเตือนว่ามีสายเข้า
“ว่าไง” น้ำเสียงกลั้วหัวเราะกรอกลงไปตามสายทันทีที่กดรับ
“เหม่ยเหม่ย!” เสียงตะโกนที่ดังขึ้นมาตามสายของ พิมพ์พลอย พิทักษ์ชัย ทำให้หญิงสาวต้องรีบยื่นมือถือออกห่างจากหู
“เบาๆ หน่อยหูจะแตกแล้ว” เหม่ยเซียนกรอกเสียงไปด้วยน้ำเสียงราบเรียบ เพราะรู้ดีว่าอีกฝ่ายโทรมาทำไม
“อยู่ไหน”
“กำลังซื้อกาแฟ”
“จะไม่บินมาเชียงใหม่จริงๆ?”
“พลอยก็รู้ว่าเหม่ยเหม่ยไปไม่ได้ มีงานเล่มใหม่มาให้แปลต้องส่งภายในอาทิตย์นี้ นี่พลอยจะงอแงทำไมในเมื่อพลอยต้องบินมาขึ้นเครื่องที่กรุงเทพอยู่แล้ว จะให้เหม่ยเหม่ยถ่อไปทำไมถึงเชียงใหม่โน่น ยังไงก็เจอกันก่อนที่พลอยจะบินไปจีนอยู่แล้ว” เหม่ยเซียน ถอนใจ
“เอาเถอะพลอยมันไม่สำคัญเท่าธุรกิจแปลนิยายพันล้านของเหม่ยเหม่ยนี่” พิมพ์พลอยพ้อแต่เหม่ยเซียนกลับส่ายหน้าแล้วหัวเราะแทนที่จะง้องอน
“เหม่ยเหม่ยจน! ไม่ได้เกิดมาบนกองเงินกองทองอย่างพลอยนะ จะได้อยู่เฉยๆก็มีกินมีใช้ ไหนจะมีเงินบินไปเที่ยวต่างประเทศอีก”
“นักเขียนนักแปลหนังสือมือทองอย่างเหม่ยเหม่ยเนี่ยนะจน แค่ลิขสิทธิ์นิยายต่างประเทศที่เขียนส่งสำนักพิมพ์ดังๆ ของอังกฤษที่พิมพ์ซ้ำครั้งแล้วครั้งเล่า ก็มีกินมีใช้ไปจนถึงชาติหน้าโน่น รถก็ไม่ยอมซื้อเอาแต่นั่งรถเมล์ไปไหนมาไหนร้อนจะตาย ถามจริงๆ เงินในธนาคารตั้งใจทิ้งไว้เพราะอยากทำบุญด้วยการปล่อยให้ปลวกกินหรือไง” พิมพ์พลอยร่ายยาวจนเหม่ยเซียนอดที่จะหัวเราะออกมาไม่ได้
“เงินพวกนั้นซื้อคอนโดหมดแล้ว ตอนนี้กลายเป็นนักเขียนไส้แห้งแล้วจริงๆ กำลังคิดจะเกาะพลอยกินอยู่เนี่ย”
เรื่องนี้ชักจะเกินกว่าที่หญิงสาวคาดเอาไว้ว่าจะเจอ เพราะภูตแห่งการเวลารับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าจะดึงหญิงสาวกลับทันทีที่มีภัย แต่สถานการณ์นี้แม้แต่ตัวนางเองก็ยังบอกไม่ถูกว่าเขาคือภัยคุกคามหรือไม่ชั่วขณะที่จื่อหมิงกำลังคิดจะโยนร่างเล็กกว่าลงบนพื้น ด้วยนึกรังเกียจในกิริยาที่ไม่สำรวมของคนตรงหน้า หญิงสาวกลับตัดสินใจใช้ท่อนแขนวางบนไหล่เขาเพื่อถ่วงน้ำหนัก ก่อนจะหยัดตัวขึ้นไปหาปิ่นในมือเขา แต่นั่นกลับทำให้หน้าอกของนางกระแทกเข้ากับใบหน้าของเขาอย่างจังจื่อหมิงหายใจหอบทั้งยังหน้าแดงก่ำ แต่นั่นเป็นเพราะเขากำลังโกรธหาใช่ความรู้สึกอื่น ต่างจากหญิงสาวที่ดูเหมือนไม่รู้ว่าได้ทำอะไรลงไปเขาเอนตัวไปด้านหลังแต่ก็ต้องเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจ เนื่องจากไม่คาดว่าหญิงสาวตรงหน้าไม่มีทีท่าว่าจะหยุดมองหน้าเขาด้วยซ้ำตรงกันข้ามนางกลับเอาแต่จ้องปิ่นปักผมในมือตนและยังดิ้นรนจะแย่งมันกลับไปให้ได้ กระทั่งเหมือนไม่สนใจเรื่องที่บุรุษและสตรีซึ่งไม่ใช่สามีภรรยากันไม่ควรถูกเนื้อต้องตัว“เอาของของข้าคืนมา!” เหม่ยเซียนยังคงตวาดแหวพร้อมกับเตะขาทั้งสองข้างใส่เขาอย่างไม่เกรงกลัว“ศิษย์พี่ ท่านกำลังทำอะไรอยู่หรือเจ้าคะ” เสียง
เหม่ยเซียนเอื้อมมือดึงปิ่นปักผมสองตัวออกมา ทำให้เรือนผมยาวสลวยร่วงลงมาคลอเคลียไหล่ทั้งสองข้าง ก่อนหญิงสาวจะจับผมทั้งหมดรวบขึ้นม้วนเป็นมวยง่ายๆ พร้อมกับยึดเอาไว้ด้วยปิ่นเพียงตัวเดียว แล้วถือถือปิ่นหยกแก้วแห่งกาลเวลาที่เป็นกุญแจสำคัญของการเดินทางเอาไว้ในมือเมื่อมือหนึ่งคว้าปิ่นปักผม อีกมือคว้าหนังสือเพลงพิณ ความสนใจทั้งหมดย่อมตกอยู่กับบทเพลงในตำรา ในที่สุดก็เผลอวางปิ่นลงบนโต๊ะเพื่อพลิกเปิดหน้าตำรา ลืมแม้กระทั่งว่าห้องนี้ไม่ใช่ห้องนอนของตนแต่เป็นห้องของบุรุษอื่นดูไปได้สักพักก็ตระหนักรู้แล้วว่าเจ้าของห้องคงจะยังไม่กลับมาเร็วๆ นี้จึงหันไปมองยังเตียงนอน ร่างเล็กลากชุดยาวรุ่ยร่ายเดินไปยังเตียงนอน แล้วนอนคว่ำลงไปบนฟูกเพื่อพลิกหนังสือต่อไปชั่วขณะนั้นหญิงสาวลืมสิ้นถึงคำเตือนของภูตแห่งกาลเวลาที่ย้ำหนักหนาว่าห้ามวางปิ่นปักผมเอาไว้ไกลจากตัวไป กระทั่งเสียงประตูห้องถูกเปิดออกใบหน้าหล่อเหลาสง่างามซึ่งปรากฏขึ้นระหว่างรอยแยกของบานประตู ทำให้ผู้บุกรุกตกตะลึงราวกับถูกต้องมนต์เรือนผมยาวสีดำเกล้าขึ้นสูง ครึ่งหนึ่งถูกรวบไว้ยึดเอาไว้ภายใต้เกี้ยวครอบผมทรงสูงสีขาว ลักษณะคล้ายเขาของมังกรซึ่งเป็นหนามแหลมยาว
“ได้” เหม่ยเซียนรับปากด้วยน้ำเสียงหนักแน่น แต่ความรู้สึกของภูตทั้งสองกลับรู้สึกว่าผู้เป็นนายกำลังรู้สึกตื่นเต้นสนุกสนานอยู่“ข้ารับปากแล้วว่าจะทำตามทุกอย่างที่พวกเจ้าบอก ดังนั้นไว้ใจข้าเถอะนะ ข้าจะระมัดระวังให้มาก” เหม่ยเซียนกล่าวเมื่อเห็นใบหน้าไม่สบายใจของภูตทั้งสอง “เช่นนั้นเรามาเริ่มกันเลยดีหรือไม่ ต้องทำอย่างไรบ้างเล่า”“ภูตโบตั๋นเจ้าช่วยนายหญิงแต่งตัวเหมือนจะไปร่วมงานชมบุปผา อย่าให้โดดเด่นมากนัก แต่ก็อย่าให้น้อยหน้าเทพธิดาองค์ใด ข้าจะออกไปรอด้านนอกเสร็จแล้วก็เรียกข้าด้วย”“ได้เลย เรื่องนี้ข้าถนัด!”จากนั้นเหม่ยเซียนพลันนึกถึงตุ๊กตาแสนสวยที่ตนมีอยู่ในคอนโดหลายตัว พวกมันทุกตัวล้วนถูกจับแต่งด้วยเสื้อผ้าชุดต่างๆ ทำผมทรงนั้นทรงนี้และประดับด้วยริบบิ้นสวยๆ กระทั่งเล่นเบื่อแล้วตุ๊กตาตัวนั้นจึงถูกวางลงเหม่ยเซียนชักจะเข้าใจความรู้สึกของตุ๊กตาเหล่านั้นแล้ว หากว่าพวกมันมีชีวิตจิตใจ ก็คงรู้สึกไม่ต่างจากตนในยามนี้ที่ถูกภูตโบตั๋นจับแต่งตัวนักหลังจากหวีผมที่ถูกภูตโบตั๋นใช้มนต์พรางตาทำให้ยาวขึ้นจนจดแผ่นหลัง แล้วปักด้วยปิ่นหยกแก้วแห่งกาลเวลาและปิ่นทองหลายอันชุดตัวสวยที่มีถึงเก้าชั้นก็ถูกภูตโบตั
“ใช่เจ้าค่ะ และนั่นยิ่งทำให้เรื่องมันยากกว่าเดิม เพราะนางมีสายเลือดมังกรที่เป็นสตรีเพียงผู้เดียวที่หลงเหลืออยู่ ดังนั้นนางจึงเป็นผู้ที่สามารถให้กำเนิดทายาทมังกรที่จะสืบทอดต่อจากเทพมังกร แต่เทพมังกรยืนกรานต่อหน้าทวยเทพแล้วว่าจะไม่แต่งชายา เพียงเพราะต้องการทายาทมังกรอย่างแน่นอน ดังนั้นจึงไม่มีใครกล้าเอ่ยถึงเรื่องนี้อีก”“ทำไมเล่า ทำไมเขาไม่แต่งนางเป็นชายา” เหม่ยเซียนเอ่ยถามด้วยความอยากรู้“โธ่นายหญิง ก็เพราะท่านเทพมังกรต้องการแต่งท่านเป็นพระชายาน่ะสิเจ้าคะจะอะไรอีกเล่า” ภูตโบตั๋นพูดจบก็หัวเราะคิก“เอ๋ ตอนนั้นเขากับข้ารู้จักกันแล้วหรือ”“ใช่เจ้าค่ะ ท่านกับท่านเทพมังกรพบกันที่สระทิพย์ในงานบุปผาอย่างไรเล่าเจ้าคะ”“เป็นเช่นนั้นหรือ แล้วเจ้าพอจะรู้หรือไม่เหตุใดเฟิ่งเซียนจึงไม่ชอบจื่อเหยาเล่า”“เรื่องนี้...ว่ากันว่าก่อนที่นางจะเข้ามาอยู่ที่ตำหนักหวงหลง นางเคยมีใจให้เทพอสูรมังกรเขียว แต่เพราะนางหวาดกลัวเทพอสูรหงส์แดงเฟิ่งเซียน นางจึง...”“อ้อ นั่นสินะก็นางน่ากลัวออกปานนั้น” ในที่สุดก็เข้าใจท่าทีของเฟิ่งเซียนที่มีต่อจื่อเหยาเสียที “แล้วข่าวลือเรื่องอนุเทพมังกรเริ่มมีขึ้นตั้งแต่ตอนไหนหรือ”เหตุใ
“ไม่ลองแล้วจะรู้ได้อย่างไร อย่างน้อยข้าก็ต้องรู้ให้ได้ว่าดวงจิตของเทพมังกรอีกสองดวงซ่อนอยู่ที่ไหน บางทีข้าอาจจะปลอมตัวเป็นเหม่ยเหรินแล้วหลอกถามเทพมังกรว่าเขาให้ข้าเก็บเอาไว้ที่ไหน เมื่อครู่ก็ไม่ใช่ว่าข้าไปมาแล้วหรอกหรือ” เหม่ยเซียนหรี่ตาลงแล้วเอ่ยอย่างใช้ความคิด“แต่นั่นเป็นเพราะท่านครุ่นคิดถึงแต่เรื่องเทพมังกร ดังนั้นตอนที่ข้าพยายามออกมาจากหยกแก้วแห่งกาลเวลาจึงได้นำท่านย้อนกลับไปยังอดีต หากข้าดึงท่านออกมาช้ากว่านี้แล้วมีใครพบท่านเข้าจะทำเช่นไรขอรับ”“ก็ปลอมตัวเป็นเทพธิดาเหม่ยเหรินอย่างไรเล่า หากไม่ทำตัวน่าสงสัยมีหรือจะถูกสงสัยได้”ภูตแห่งกาลเวลาเงียบลงเพราะทั้งหมดนั้นเขาเองก็เคยคิด ยิ่งไปกว่านั้นผู้เป็นนายของเขาก็ดูเหมือนเป็นคนเดิมทุกอย่าง หากไม่ใช่ว่าสองคนมายืนเคียงข้างกันคงจะไม่มีเทพองค์ใดสงสัยเป็นแน่ อีกอย่างหากได้พบและพูดคุยกับเทพมังกรจื่อหมิงอีกสักครั้ง นั่นอาจจะทำให้ความทรงจำของนางกลับคืนมาได้บ้าง เนื่องจากเขารู้ดีว่าผู้เป็นนายชื่นชมในตัวของเทพมังกรผู้นี้เพียงใด ยิ่งไปกว่านั้นหากนางสามารถหาจิตมังกรพบ แน่นอนว่านั่นจึงจะเป็นเรื่องดีที่สุดขณะที่เหม่ยเหรินกำลังสนทนากับภูตแห่งกาลเว
เสียงนั้นขาดๆ หายๆ ทว่าบทสนทนาที่เกี่ยวกับเทพมังกรทำให้เหม่ยเซียนรู้สึกสงสัย แต่แม้จะพยายามเงี่ยหูฟังเท่าไรก็ไม่ได้ยิน หนำซ้ำภาพทุกอย่างกลับพร่าเลือนก่อนจะหายไป เมื่อลืมตาขึ้นสิ่งที่มองเห็นกลับกลายเป็นม่านหน้าเตียงในเรือนหลักของตำหนักหวงหลง“นายหญิง” เสียงเล็กๆ นั้นเป็นเสียงของเด็กผู้ชาย นางจดจำได้แม่นว่าคนที่อยู่เป็นเพื่อนนางในห้องคือภูตโบตั๋น แล้วเด็กผู้ชายมาจากที่ใดกันเล่า “เจ้าเป็นใคร” กล่าวจบก็ดึงขาทั้งสองข้างของตนขึ้นมากอดเอาไว้แนบอก เพราะคนตัวเล็กผู้นั้นกำลังขยับเข้ามาหานางบนเตียง“นายหญิงท่านจำข้าไม่ได้แล้วหรือ ท่านจำข้าไม่ได้” เขาฟุบตัวลงเริ่มร้องห่มร้องไห้ด้วยท่าทางน่าสงสาร แต่ก็ไม่ได้พยายามขยับเข้ามาใกล้หญิงสาว“เจ้า...เป็นใครหรือ ข้าเพิ่งมาถึงที่นี่ จดจำผู้ใดไม่ได้เลย ข้าไม่เคยพบเจ้ามาก่อน”“ข้าอยู่กับท่านมาตลอดเลย แต่ท่านกลับจดจำข้าไม่ได้” เขายังคงก้มหน้าก้มตาร้องไห้อย่างจริงจังด้วยท่าทางน่าสงสาร“แล้วภูตโบตั๋นเล่า เจ้าเห็นนางหรือไม่ หากนางเข้ามาอาจช่วยบอกข้าได้ว่าเจ้าคือใคร” ที่บอกไปแบบนั้นเนื่องจากนางยังไม่แน่ใจว่าอีกฝ่ายเป็นมิตรหรือไม่…นางยังไม่ได้ยินเทพอสูรเอ่ยถึงเด็







