LOGINภายในป่าที่ไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็เต็มไปด้วยต้นไม้สูงใหญ่ขึ้นจนหนาทึบ แต่เมื่อเดินไปตามทางที่ถูกถางจนโล่งเตียนซึ่งกว้างพอสมควรทอดยาวไปถึงมุมหนึ่งก็ทำให้พบเข้ากับต้นกล้วยที่ขึ้นเรียงรายเป็นแถวมากมายนับหลายสิบต้น
ซึ่งตอนแรกก็ยังไม่ได้มีเยอะมากขนาดนี้ แต่เพราะจำนวนที่มีน้อยนิดนั้นไม่เพียงพอต่อจำนวนชีวิตที่เพิ่มมากขึ้น จึงทำให้ชาวบ้านพยายามค้นหาหนทางที่จะขยายเพิ่มจำนวนต้นกล้วยโดยวิธีการนำผลกล้วยไปฝังดินแต่ก็พบว่ามันไร้ผล
ต่อมาจึงนำเอาเม็ดแข็ง ๆ ที่อยู่ในกล้วยมาฝังดินแทนผลกล้วยแต่มันก็ยังไม่เจริญเติบโตเหมือนเดิม สุดท้ายเมื่อเรื่องนี้รู้ไปถึงหูของหนึ่งในชาวบ้าน ที่อาศัยอยู่ร่วมกันมาหลายปีเขาจึงอาสาเป็นคนมาปลูกต้นกล้วยด้วยตัวเอง
โดยการนำหน่อกล้วยที่สมบูรณ์มาฝังลงในหลุมที่มีความลึกประมาณสิบถึงยี่สิบเซนติเมตรก่อนจะกลบดินให้แน่น แต่ให้ดินที่กลบนั้นสูงขึ้นมาจากพื้นเล็กน้อยเพื่อไม่ให้น้ำขัง หลังจากนั้นเพียงไม่นานกล้วยที่พวกเขาพยายามหาทางขยายเพิ่มพันธุ์ก็แตกใบและเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ
ทำให้จนถึงตอนนี้พวกเขามีผลไม้เพียงพอให้สำหรับทุกคนในหมู่บ้านได้หากิน แต่ทุกคนที่นี่เมื่อใดที่ออกมาหาของกินก็จะเก็บผลไม้ไปเพียงแค่พอกินเพื่อเหลือให้คนอื่น ๆ ได้กินด้วย
“เดี๋ยวข้าถือไปเองจ้ะ”
“ไม่เป็นไร”
“บนหลังพี่ก็หนักแล้ว ข้ากลัวว่าพี่จะปวดเมื่อย”
“ไม่เป็นไร แค่รอรับไม่ให้ตกกระแทกพื้นก็พอ”
เดโชเอ่ยพูดโดยไม่มองหน้ากล้วยไม้ในขณะที่เขากำลังตั้งท่าจะตัดเครือกล้วยน้ำว้าให้เธอ ทำให้กล้วยไม้ที่เป็นคนประคองจับเครือกล้วยอยู่นั้นหันมองหน้าเขาตาละห้อยเมื่อเดโชยังคงแสดงท่าทางเย็นชากับเธอ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่ถอดใจเพราะเธอชอบเดโชมาก
มากจนคิดว่าหากได้เขาเป็นคู่ชีวิตเธอคงจะมีความสุขและอิ่มอกอิ่มใจไม่คิดอยากกินสิ่งใด และหญิงสาวคนอื่น ๆ ในหมู่บ้านจะต้องอิจฉาเธอเป็นแน่
ซึ่งมีดที่อยู่ในมือเดโชนั้นเป็นมีดที่มีความยาวเพียงแค่หนึ่งฝ่ามือ เพราะเป็นมีดที่เขาพกติดตัวไว้เท่านั้นเนื่องจากไม่ได้นำปืนยาวคู่ใจของตัวเองเข้าป่ามาด้วย และสาเหตุที่ไม่เอามาก็เพราะกลัวว่าจะทำให้คนในหมู่บ้านเข้าใจผิดว่าเขาคิดร้ายเลยมาแบบตัวเปล่าเพื่อแสดงเจตนาให้เห็นไปเลยว่า เขาไม่มีทางสู้หรือทำร้ายคนในหมู่บ้านเป็นเด็ดขาด
พรึบ!
“อ๊ะ ขอโทษจ้ะ มันหนักกว่าที่ข้าคิด”
เดโชมองใบหน้าหัวสวมของกล้วยไม้ที่อยู่ห่างจากหน้าเขาเพียงแค่นิดเดียวด้วยสายตานิ่งเรียบ เนื่องจากก่อนหน้านี้ที่เดโชตัดก้านของเครือกล้วยจนขาดกล้วยไม้กลับประคองจับไว้ไม่ไหว ทำให้เกือบจะปล่อยมันร่วงตกพื้นแต่ดีที่เดโชนั้นมือไวจึงคว้าจับเอาไว้ได้ทัน
ทำให้ตอนนี้มือเล็กของกล้วยไม้ถูกมือใหญ่ของเดโชวางซ้อนจับอยู่ทั้งสองมือ
“ปล่อย ผมถือเอง”
“ไม่เป็นไรจ้ะ ให้ข้าถือเถิดนะ”
“อืม”
เดโชไม่คิดต่อความยาวสาวความยืดเพราะหากเธอยืนยันที่จะถือเองเขาก็ไม่ห้าม จึงชักมือออกทันทีที่พูดจบ ทำให้กล้วยไม้ที่มัวแต่เขินอายรีบออกแรงจับเครือกล้วยไว้แทบไม่ทัน
ซึ่งพอตัดให้เธอเสร็จแล้วเดโชก็เดินออกมาจากบริเวณต้นกล้วยที่ปลูกเรียงรายโดยมีกล้วยไม้อุ้มเครือกล้วยเดินตามหลังมา เพราะตอนที่ออกมาจากหมู่บ้านเธอไม่ได้เอากระบุงสานมาด้วยเนื่องจากไม่ได้ตั้งใจจะมาหาผลไม้ตั้งแต่แรก เพียงแค่พูดไปเพราะอยากมากับเดโชก็เท่านั้น แต่ครั้นจะขอแวะไปหยิบก็กลัวว่าเดโชจะไม่รอ
“มันคือสิ่งใดรึ ที่พี่ใช้ตัดกล้วยเมื่อครู่นี้”
“มีด”
“มีดรึ”
“อืม”
“ใช้ดีกว่าหินของพวกข้ามากนัก”
“ครับ”
หินที่กล้วยไม้พูดถึงก็คือหินขนาดพอดีมือที่พวกเขาจะเลือกหินที่มีรูปทรงยาว ๆ มาทำการฝนให้คมเพื่อใช้ในการใช้ตัดสิ่งของต่าง ๆ
และไม่ว่ากล้วยไม้จะพยายามชวนคุยอย่างไรเดโชก็ตอบกลับมาเพียงแค่คำสั้น ๆ แถมยังไม่หันมามองเธอแต่กลับมองไปรอบ ๆ ป่า บ่อยครั้งก็เงยหน้ามองขึ้นไปบนต้นไม้จึงทำให้เธอเริ่มรู้สึกน้อยใจเขามากขึ้นเรื่อย ๆ
“เดินตามหลังผม”
“มีอะไรหรือเปล่าจ๊ะ”
“...”
“ก็ได้จ้ะ”
เมื่อเดโชไม่ตอบอะไรกลับมากล้วยไม้ก็ไม่คิดจะเร้าหรือถามด้วยเกรงว่าจะทำให้เขารำคาญใจ จึงเดินมาหยุดยืนอยู่ด้านหลังแผ่นหลังกว้างที่แสนจะขาวผ่องและเต็มไปด้วยมัดกล้าม จนกล้วยไม้ที่เผลอมองจ้องแก้มขึ้นสีแดงก่ำและร้อนผ่าวไปทั้งใบหน้าด้วยความเขินอายกับเรือนร่างของชายหนุ่ม
อีกทั้งหัวใจที่ห่อเหี่ยวราวกับดอกไม้ที่ขาดน้ำในคราแรก ตอนนี้กลับพลันพลิบานเมื่อได้ยินเดโชบอกให้เธอมาเดินข้างหลัง เพราะการที่ชายหนุ่มแสดงท่าทีเช่นนี้มันหมายความว่าเขากำลังปกป้องคนที่เขาเป็นห่วง
และการกระทำของเดโชนั้นก็ทำให้น้ำอบที่ยืนแฝงตัวอยู่บนต้นไม้รู้สึกหมั่นไส้และหงุดหงิดใจยิ่งกว่าเดิม แต่ก็ยังพยายามหายใจเข้าและหายใจออกช้า ๆ เพื่อตั้งสติและบอกตัวเองให้ใจเย็นรอจนกว่าคนทั้งคู่จะเดินมา
ดวงตาคู่สวยของน้ำอบหรี่ลงเพื่อกะระยะในตอนที่เดโชและกล้วยไม้กำลังจะเดินผ่านต้นไม้ที่น้ำอบยืนแอบอยู่ ซึ่งต้นนี้เป็นต้นไม้ที่มีขนาดลำต้นใหญ่มากอีกทั้งยังมีกิ่งก้านแผ่ปกคลุมจนทำให้เดโชนั้นไม่เห็นว่าน้ำอบแอบอยู่บนต้นนี้
“ข้างหน้าหรือข้างหลังดีนะ”
น้ำอบยืนกอดอกแล้วพูดปรึกษากับตัวเองแต่สุดท้ายก็ตัดสินใจที่จะให้กิ่งก้านที่อยู่ในมือของตัวเองนี้ร่วงหล่นไปเฉียดหลังเดโช อย่างน้อยหากผิดพลาดกิ่งไม้นี้จะได้ไม่ไปแยงตาเขาจนบอด
เมื่อคิดได้ดังนั้นก็พอดีกับพี่เดโชและกล้วยไม้เดินมาถึงใต้ต้นไม้ที่น้ำอบยืนอยู่ เธอจึงไม่รอช้าที่จะปล่อยกิ่งก้านที่มีขนาดใหญ่และหนักพอสมควรให้ตกลงไป แต่ทุกอย่างมันกลับไม่ได้เป็นอย่างที่น้ำอบวางแผนไว้
เพราะอยู่ดี ๆ กล้วยไม้ที่เดินอุ้มเครือกล้วยตามมาข้างหลังก็หยุดเดินแล้วทิ้งตัวลงนั่ง และที่ทำให้น้ำอบตกใจก็คือกล้วยไม้ส่งเสียงเรียกเดโชที่เดินนำอยู่ข้างหน้าซึ่งแน่นอนว่าเขาหันกลับมามองเธอ
“พี่เดโชข้าขอพัก...”
“เฮ้อ!”
“...”
น้ำอบร้องตะโกนด้วยความตกใจพร้อมกับร่างกายที่เป็นไปตามสัญชาตญาณ คือการเอื้อมมือลงไปข้างล่างเพื่อหวังจะคว้าจับใบไม้หรือส่วนใดส่วนหนึ่งของกิ่งไม้ เพื่อไม่ให้มันตกลงไปใส่หัวของเดโชที่เดินย้อนกลับมา
ซึ่งเสียงร้องของน้ำอบนั้นก็ทำให้เดโชและกล้วยไม้เงยหน้าขึ้นมามองเธอพร้อม ๆ กัน
ตุบ!
และไม่เพียงแค่มองแต่เดโชกลับอ้าแขนรอรับร่างเล็กที่ร่วงลงมาจากต้นไม้ ทำให้ตัวของน้ำอบตกกระแทกใส่ตัวของเดโชและล้มลงไปนอนทับกันอยู่บนพื้นด้วยความแรงน้ำอบหลับตาและซุกหน้าเข้าหาแผงอกกว้าง สองมือเล็กก็ออกแรงจับต้นแขนของเดโชเอาไว้แน่นอีกทั้งตัวของเธอยังสั่นด้วยความกลัวและตกใจ เพราะครั้งสุดท้ายที่น้ำอบเคยร่วงต้นไม้ก็ตั้งแต่เมื่อยังเป็นเด็กจนเมื่อเริ่มรู้สึกตัวว่าเธอไม่ได้รับบาดเจ็บร้ายแรงเพียงแค่รู้สึกจุกเนื่องจากตกลงมาจากที่สูงและกระแทกเข้ากับตัวเขา น้ำอบก็ค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมองคนที่เธอกำลังนอนทับซึ่งสิ่งแรกที่กระแทกตาของเธอเต็ม ๆ ก็คือแผงอกกว้างขาวผ่อง และเมื่อเงยหน้าขึ้นมองก็เห็นว่าเดโชนอนหลับตาด้วยใบหน้าที่ราวกับว่าเขากำลังเจ็บปวด“เอ็งใจร้ายเกินไปแล้ว!”เสียงของกล้วยไม้ที่ดังขึ้นเรียกสติของน้ำอบที่กำลังตกใจจนทำอะไรไม่ถูกให้กลับเข้าร่าง ก่อนจะถูกกล้วยไม้ที่ลุกเดินเข้ามาหาจับกระชากไหล่เล็กของน้ำอบให้ลุกออกไปจากตัวของเดโชด้วยความแรง“อย่า!”“พี่เดโชพี่เป็นอย่างไรบ้าง”กล้วยไม้ทำทีเป็นไม่ได้ยินเสียงของเดโชที่เอ่ยพูดด้วยความไม่พอใจที่เธอกระชากน้ำอบ ก่อนจะค่อย ๆ โอบประคองเขาให้ลุกขึ้นนั่งแต่เดโ
ภายในป่าที่ไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็เต็มไปด้วยต้นไม้สูงใหญ่ขึ้นจนหนาทึบ แต่เมื่อเดินไปตามทางที่ถูกถางจนโล่งเตียนซึ่งกว้างพอสมควรทอดยาวไปถึงมุมหนึ่งก็ทำให้พบเข้ากับต้นกล้วยที่ขึ้นเรียงรายเป็นแถวมากมายนับหลายสิบต้นซึ่งตอนแรกก็ยังไม่ได้มีเยอะมากขนาดนี้ แต่เพราะจำนวนที่มีน้อยนิดนั้นไม่เพียงพอต่อจำนวนชีวิตที่เพิ่มมากขึ้น จึงทำให้ชาวบ้านพยายามค้นหาหนทางที่จะขยายเพิ่มจำนวนต้นกล้วยโดยวิธีการนำผลกล้วยไปฝังดินแต่ก็พบว่ามันไร้ผล ต่อมาจึงนำเอาเม็ดแข็ง ๆ ที่อยู่ในกล้วยมาฝังดินแทนผลกล้วยแต่มันก็ยังไม่เจริญเติบโตเหมือนเดิม สุดท้ายเมื่อเรื่องนี้รู้ไปถึงหูของหนึ่งในชาวบ้าน ที่อาศัยอยู่ร่วมกันมาหลายปีเขาจึงอาสาเป็นคนมาปลูกต้นกล้วยด้วยตัวเองโดยการนำหน่อกล้วยที่สมบูรณ์มาฝังลงในหลุมที่มีความลึกประมาณสิบถึงยี่สิบเซนติเมตรก่อนจะกลบดินให้แน่น แต่ให้ดินที่กลบนั้นสูงขึ้นมาจากพื้นเล็กน้อยเพื่อไม่ให้น้ำขัง หลังจากนั้นเพียงไม่นานกล้วยที่พวกเขาพยายามหาทางขยายเพิ่มพันธุ์ก็แตกใบและเติบโตขึ้นเรื่อย ๆทำให้จนถึงตอนนี้พวกเขามีผลไม้เพียงพอให้สำหรับทุกคนในหมู่บ้านได้หากิน แต่ทุกคนที่นี่เมื่อใดที่ออกมาหาของกินก็จะเก็บผลไม้
“หึ ข้างนอกป่านั้น ไม่มีหญิงใดถูกใจจนเข้ามาอยู่ในหัวใจของเอ็งได้เลยงั้นรึ”“ไม่มีครับ”“แต่กลับมาชอบพอมีใจให้หญิงรูปกายภายนอกแตกต่างจากเอ็งงั้นรึ”“แรก ๆ ผมเอ็นดูน้องครับ แต่พอได้เจอกันบ่อย ๆ ได้คุยบ่อย ๆ ผมรู้สึกว่าน้องน่ารัก จนรู้ตัวอีกทีก็รู้สึกดีเกินกว่าคำว่าเอ็นดูแบบน้องสาวไปแล้ว”“แล้วมันมีใจให้เอ็งรึไม่”แม้จะรู้อยู่แล้วแต่แม่เฒ่าก็เลือกที่จะถามออกไปด้วยใบหน้าที่ยังคงแต่งแต้มไปด้วยรอยยิ้ม ทำให้เดโชมองหน้าแม่เฒ่าพร้อมกับเงียบไปสักพักเพราะเขาเองก็ไม่มั่นใจเหมือนกัน“น่าจะมีนะครับ”“หึ งั้นรึ”“แล้ว ถ้าผมกับน้องชอบพอกันมาก ๆ จนอยากอยู่ด้วยกันเป็นผัวเมีย ใครจะต้องเลือกครับ”“เอ็งจะต้องเป็นผู้เลือก”“ผมเหรอครับ”“แต่เอ็งจะต้องผ่านพิธีสาบานให้ได้เสียก่อน”“พิธีสาบาน?”“อืม แต่ที่นิลตราและสีฝุ่นไม่ต้องผ่านพิธีสาบานเพราะมันเป็นหญิง เพียงแต่เมื่อใดที่มันทำผิดต่อผัวเมื่อนั้นมันจะถูกขับไล่ออกไปและไม่อาจจะกลับมาเหยียบที่นี่ได้อีก ต่อให้มันมีลูกก็ไม่อาจจะได้พบหน้า”“...”“แต่หากคนนอกผู้นั้นเป็นชายจะต้องผ่านพิธีสาบาน เนื่องจากชายเช่นเอ็งนั้นมันมากไปด้วยกำลังและความคิดที่น่ากลัว หากใจไม่บริสุ
ดวงตากลมโตที่โผล่พ้นช่องว่างของผ้าผืนแดงจับจ้องมองร่างสูงที่กำลังเดินกลับหมู่บ้านด้วยท่าทางสบาย ๆ อย่างนึกหมั่นไส้ ริมฝีปากเล็กก็ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันใบหน้าและสายตาก็เต็มไปด้วยความขุ่นเคืองก่อนจะเอ่ยพูดเสียงเบาที่มีเพียงแค่เธอเท่านั้นที่ได้ยิน“น้องรึ เสียใจรึ เหอะ! พอแล้วงั้นรึ อยากจะทำตัวอย่างไรข้าก็ไม่ได้สนใจเอ็งสักนิด!”น้ำอบมองเดโชตาขวางแล้วกอดอกสะบัดหน้ามองไปทางอื่น แต่เพียงไม่นานสองมือก็วางจับลำต้นของต้นไม้ใหญ่แล้วออกแรงเขย่าเพื่อระบายอารมณ์ที่กำลังมาคุอยู่ในอกของเธอเช้าอากาศในยามเช้าที่ดวงตะวันเพิ่งจะขึ้นสาดแสงขับไล่ความมืดช่างแสนจะเย็นสบาย เพราะสายลมพัดพาหอบความเย็นจากสายน้ำและกลิ่นหอมอ่อน ๆ ของธรรมชาติ มากระทบใบหน้าของชาวบ้านที่เดินออกมาจากเรือนแล้วพากันหลับตาพร้อมกับสูดอากาศเข้าปอดหนึ่งในนั้นก็คือเดโชที่เดินลงบันไดมาหยุดยืนอยู่หน้าเรือนแล้วกวาดสายตามองไปยังผู้คนด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มและดวงตาก็เป็นประกาย เขาหลงใหลธรรมชาติและการเดินป่ามาตั้งแต่ยังเด็ก แล้วยิ่งตอนนี้ได้มีโอกาสมาใช้ชีวิตอยู่ในหมู่บ้านที่ถูกโอบล้อมไปด้วยผืนป่าก็ยิ่งทำให้เขามีความสุขและหลงรักที่นี่ รวมถึงผู้คนที่นี่
ทุรนทุรายกับตัวเองราวกับคนบ้าสักพักน้ำอบก็ดีดตัวลุกขึ้นนั่งแล้วคลานไปนั่งคุกเข่าเกาะขอบหน้าต่าง สายตาก็สอดส่องมองออกไปข้างนอกบริเวณช่องว่างระหว่างบานหน้าต่างกับขอบหน้าต่างเพื่อดูว่าเรือนอื่น ๆ ดับไฟนอนกันหมดหรือยังซึ่งเมื่อเห็นว่าภายนอกถูกความมืดปกคลุมและผู้คนพากันเข้าเรือนไปจนหมดแล้ว ก็เดินกลับมาทิ้งตัวนั่งลงยังหีบผ้าแล้วเปิดมันออกเพื่อหยิบเสื้อผ้าที่สีฝุ่นให้มาออกมาวางเรียงกัน แต่ในตอนที่หันกลับมาเพื่อจะปิดกลับมองไปเห็นเสื้อผ้าอีกหนึ่งชุดที่เดโชเป็นคนให้มาน้ำอบมองมันอยู่สักพักแต่พอเอื้อมมือจะไปหยิบก็พลันนึกบางอย่างขึ้นมาได้ จึงเลือกที่จะชักมือกลับและปิดหีบผ้าเอาไว้เหมือนเดิม“หากข้าใส่ มันก็รู้น่ะสิว่าเป็นข้า”น้ำอบเบะปากใส่หีบผ้าแล้วนั่งกอดอกลอยหน้าลอยตาด้วยความภูมิใจในความฉลาดของตัวเอง ก่อนจะหันกลับมามองเสื้อผ้าที่สีฝุ่นเอามาฝากเพื่อเลือกดูว่าวันนี้เธอจะใส่ชุดไหน เพราะครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่น้ำอบใส่เสื้อผ้าเหล่านี้ออกไปนั่งรับลมอยู่ข้างนอกหมู่บ้านเพราะเมื่อเธอได้ใกล้ชิดกับสีฝุ่นและนิลตรา ได้เห็นพวกเธอแต่งตัวและแต่งหน้าด้วยเสื้อผ้าชุดสวย ๆ ก็เกิดความอยากลอง เพราะหากถอดหัวสวมออ
คำพูดที่ออกมาจากใจอย่างตรงไปตรงมาของเดโช ทำเอาน้ำอบถึงกับตาโตอ้าปากค้างด้วยความอึ้งเพราะไม่คิดว่าเขาจะกล้าพูดออกมา เนื่องจากที่ผ่านมาตั้งแต่ที่น้ำอบรู้จักกับเขาเดโชเป็นคนที่เงียบและดูจะขี้อายไม่กล้าพูดคุยกับใครจนเธอและเขาได้รู้จักกันมากขึ้นเพราะทุกครั้งที่เดโชเข้ามาที่หมู่บ้านจะเอาของมาฝากเธอเสมอ ทำให้เขาและเธอได้พูดคุยกันบ่อยขึ้นแต่ถึงอย่างนั้นเดโชก็ไม่เคยแสดงออกว่าชอบเธอ จะมีก็เพียงแค่สายตาและรอยยิ้มที่เขาส่งมาให้ยามที่เผลอหันหน้ามามองกันและเป็นเธอที่เฝ้าฝันรอเขาอยู่ฝ่ายเดียวเดโชเข้ามาที่หมู่บ้านแห่งนี้ไม่บ่อยนัก แต่เมื่อเข้ามาก็จะอยู่สองถึงสามอาทิตย์ก่อนจากลาโดยไม่รู้ว่าเขาจะกลับมาอีกเมื่อใด ซึ่งครั้งสุดท้ายที่เดโชมาก่อนที่จะเกิดเรื่องเขาก็จากลาไปเกือบปีแต่พอกลับมาอีกครั้ง กลับมาสร้างเรื่องราวที่ทำให้ความรักและความไว้ใจที่มีก่อนหน้านี้ถูกทำลายไปจนหมดสิ้น“แต่ข้าไม่อยากได้พี่เป็นผัว ผัวชั่ว ๆ ที่ไม่ได้มีข้าเพียงผู้เดียว ข้าไม่เอา”“ถ้ามีเมียเดียวแล้วต้องตายพี่ก็ยอม ขอเพียงแค่ก่อนตายเอ็งกอดพี่แนบอกไว้ได้ไหมครับ”“ไปตายที่อื่น ไป!”“เสียงดังจังครับ แต่ก่อนไม่ดื้อกับพี่แบบนี้”“เมื่อ
แต่มองหน้าเขาได้ไม่นานเท่าไหร่ร่างสูงที่อุ้มเธอแนบชิดไปกับตัวเขาจนเท้าเล็กของน้ำอบไม่แตะพื้นก็เกิดเสียหลักล้ม เพราะเท้าใหญ่ที่ก้าวเดินในน้ำดันเหยียบย่ำลงยังความว่างเปล่าที่ไม่มีก้อนหินรองรับจนเธอและเขาหน้าคว่ำลงไปในน้ำ“ไอ้บ้าเอ๊ย! แค่ก ๆ”น้ำอบยกมือขึ้นมาลูบน้ำออกจากใบหน้าพร้อมกับต่อว่าเดโชด้วยควา
น้ำอบเดินออกมาจากหมู่บ้านเพื่อมุ่งหน้าไปยังน้ำตกหน้าถ้ำด้วยใบหน้าที่งอง้ำ ภายในหัวก็คิดเรื่องต่าง ๆ มากมายจนจิตใจร้อนรุ่มและทำให้พานโมโหทุกสิ่งอย่างที่ขวางหน้า จึงทำให้ตลอดทั้งทางที่น้ำอบนั้นเดินผ่านมือเรียวก็เอื้อมไปคว้าจับใบไม้แล้วดึงกระชากจนพื้นดินต่างเต็มไปด้วยเศษใบไม้สีเขียวเกลื่อนพื้นแต่เมื่
แม่เฒ่าเอ่ยเรียกด้วยน้ำเสียงที่ราวกับเหนื่อยใจพร้อมกับหันมามองหน้าพ่อครูเปลวเทียนนิ่ง ๆ แต่พ่อครูเปลวเทียนก็ไม่ได้สนใจ แล้วเอาแต่มองไปยังเดโชด้วยใบหน้าที่นิ่งเรียบแต่สายตากลับเป็นประกายเจ้าเล่ห์อยู่ภายใต้หัวสวมซึ่งเดโชก็เงยหน้ามองพ่อครูเช่นเดียวกันพร้อมกับความรู้สึกบางอย่างที่บอกเขาว่า จะต้องเกิดเ
เมื่อเห็นว่ากล้วยไม้และเดโชปรากฏตัวยังบริเวณหน้าเรือนแม่เฒ่าพร้อมกัน ก็ทำให้ภายในอกของน้ำอบรู้สึกร้อนรุ่มและคิดไปต่างๆ นานา จนไม่ได้สนใจฟังเสียงของแม่เฒ่าที่เอ่ยพูดกับตัวเองเลย“แม่เฒ่าไม่บอกก็ไม่เป็นไร เพราะตัวข้ารู้สึกได้เองว่าอีกไม่ช้าไม่นานข้าจะมีคู่”“งั้นรึ พอมันมาเอ็งก็รู้สึกเชียวรึ”“แม่เฒ่







