Masukทุรนทุรายกับตัวเองราวกับคนบ้าสักพักน้ำอบก็ดีดตัวลุกขึ้นนั่งแล้วคลานไปนั่งคุกเข่าเกาะขอบหน้าต่าง สายตาก็สอดส่องมองออกไปข้างนอกบริเวณช่องว่างระหว่างบานหน้าต่างกับขอบหน้าต่างเพื่อดูว่าเรือนอื่น ๆ ดับไฟนอนกันหมดหรือยัง
ซึ่งเมื่อเห็นว่าภายนอกถูกความมืดปกคลุมและผู้คนพากันเข้าเรือนไปจนหมดแล้ว ก็เดินกลับมาทิ้งตัวนั่งลงยังหีบผ้าแล้วเปิดมันออกเพื่อหยิบเสื้อผ้าที่สีฝุ่นให้มาออกมาวางเรียงกัน แต่ในตอนที่หันกลับมาเพื่อจะปิดกลับมองไปเห็นเสื้อผ้าอีกหนึ่งชุดที่เดโชเป็นคนให้มา
น้ำอบมองมันอยู่สักพักแต่พอเอื้อมมือจะไปหยิบก็พลันนึกบางอย่างขึ้นมาได้ จึงเลือกที่จะชักมือกลับและปิดหีบผ้าเอาไว้เหมือนเดิม
“หากข้าใส่ มันก็รู้น่ะสิว่าเป็นข้า”
น้ำอบเบะปากใส่หีบผ้าแล้วนั่งกอดอกลอยหน้าลอยตาด้วยความภูมิใจในความฉลาดของตัวเอง ก่อนจะหันกลับมามองเสื้อผ้าที่สีฝุ่นเอามาฝากเพื่อเลือกดูว่าวันนี้เธอจะใส่ชุดไหน เพราะครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่น้ำอบใส่เสื้อผ้าเหล่านี้ออกไปนั่งรับลมอยู่ข้างนอกหมู่บ้าน
เพราะเมื่อเธอได้ใกล้ชิดกับสีฝุ่นและนิลตรา ได้เห็นพวกเธอแต่งตัวและแต่งหน้าด้วยเสื้อผ้าชุดสวย ๆ ก็เกิดความอยากลอง เพราะหากถอดหัวสวมออกไปเธอเองก็มีสีผิวและใบหน้าไม่ต่างไปจากทั้งสองคน แต่เหตุใดเธอถึงได้ถูกกีดกันและปิดบังตัวตนไว้ภายใต้หัวสวมเช่นนี้
แต่น้ำอบก็ไม่เคยคิดดูถูกเหยียดหยามในสิ่งที่เป็นตัวเองและยังคงเคารพศรัทธาหัวสวมที่เธอบูชามาตั้งแต่เด็ก เพียงแค่ขอเวลาเพียงชั่วครู่ชั่วยามให้เธอได้เปิดเผยตัวตนของตัวเองแม้ว่าจะไม่มีใครเห็นแต่เธอก็ดีใจที่ได้มองเห็นตัวเอง ที่เป็นตัวของเธอจริง ๆ
ใช้เวลาเพียงไม่นานน้ำอบที่อยู่ในชุดผ้าพันอกสีแดงและผ้านุ่งสีเดียวกันซึ่งเป็นชุดปกติที่เธอใส่เพียงแต่ไร้ซึ่งหัวสวมปิดบังใบหน้า และทำการแต่งแต้มเครื่องสำอางบาง ๆ บนใบหน้า ก็ค่อย ๆ ก้าวเดินออกมานอกเรือนด้วยความระวังโดยมีผ้าผืนแดงคลุมหัวและช่วงไหล่ไว้
เพราะคืนนี้เธอตัดสินใจที่จะไม่ใส่ชุดที่สีฝุ่นให้มาเนื่องจากกลัวว่าหากใครบังเอิญมาพบเจอเข้าแล้วจะรู้ได้ทันทีว่าเป็นเธอ เพราะนอกจากสีฝุ่นและนิลตราก็ไม่มีหญิงใดในหมู่บ้านนี้มีเสื้อผ้าเหล่านี้นอกจากเธอ
น้ำอบแอบเดินออกไปจากหมู่บ้านด้วยความระวัง สายตาก็สอดส่องมองไปรอบ ๆ ที่บัดนี้ทุกเรือนต่างดับไฟจนหมดทำให้ถูกความมืดกลืนกิน แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีแสงจากดวงจันทร์ส่องสว่างให้พอมองเห็นทาง ให้เธอสามารถเดินออกไปข้างนอกได้อย่างสะดวก
โดยที่ไม่รู้เลยว่ามีสายตาคู่คมของใครบางคนแอบมองเธออยู่ข้างหลัง และกำลังก้าวเดินตามเธอมาห่าง ๆ ด้วยความสงสัยว่าหญิงผู้นี้ที่เขาเห็นจากไกล ๆ ว่าใบหน้าของเธอไร้ซึ่งหัวสวมคือผู้ใด เพราะดูจากการแต่งกายแน่ชัดว่าจะต้องเป็นหญิงสาวในหมู่บ้านนี้
เดโช
ผมเดินตามผู้หญิงคนหนึ่งมาเรื่อย ๆ จนกระทั่งถึงบริเวณกลางป่าที่ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าอยู่ส่วนไหนของป่าที่กว้างใหญ่แห่งนี้ แต่ก็พอจะจำทางเดินกลับได้เพราะตั้งแต่เข้ามาอยู่ที่หมู่บ้านในช่วงหลัง ๆ ซึ่งก็นับว่าตั้งแต่เกิดเรื่องซวยในครั้งนั้น ก็ทำให้ผมถูกใช้งานอย่างหนักให้เดินไปไหนต่อไหนจนเกือบจะทั่วทั้งป่าแล้ว
ยกเว้นก็แต่ป่าลึกข้างในที่ผมกับสีฝุ่นเคยเดินออกมาจากถ้ำแล้วไปโผล่ที่นั่น ซึ่งยังคงเป็นเส้นทางที่ผมไม่คุ้นเพราะถูกกีดกันไม่ค่อยให้เข้าไปรวมถึงชาวบ้านคนอื่น ๆ ด้วยเนื่องจากมันอันตราย
“หายไปไหน”
ผมเดินไปแอบอยู่หลังต้นไม้ใหญ่แล้วมองไปรอบ ๆ ด้วยความสงสัย เพราะเมื่อกี้นี้ที่ผมเดินตามเธอมาก็ทิ้งระยะไม่ได้ห่างกันมากแล้วตัวเธอขาวขนาดนั้นไม่มีทางที่จะคลาดสายตาผมไปได้ หมายถึงเธอผิวขาวสะดุดตาแต่ผมไม่ได้คิดอะไรไม่ดีเลยนะครับเพียงแค่มองเฉย ๆ เพราะอยากรู้ว่าเธอเป็นใคร
“เหตุใดพี่ถึงได้เดินตามข้ามาในยามค่ำมืดเช่นนี้”
หัวใจผมแทบจะหล่นไปอยู่ที่พื้นเมื่อเสียงแหลมเล็กที่ผมเองก็ไม่รู้ว่าดังมาจากทิศทางไหนเอ่ยพูดขึ้นท่ามกลางความเงียบ แถมตอนนี้เมื่อผมหันมองไปรอบ ๆ ก็เห็นแต่ความมืดเพราะเดิมทีในช่วงกลางวันป่าแห่งนี้แสงก็แทบจะสาดส่องเข้ามาไม่ได้เพราะถูกกิ่งก้านของต้นไม้ใหญ่และใบไม้บดบัง
แล้วพอมืดก็ยิ่งทำให้บรรยากาศยิ่งน่ากลัวขนาดผมเดินป่ามาเกือบทั้งชีวิต คุ้นชินกับสภาพแวดล้อมแบบนี้ยังทำเอาใจหายเมื่อได้ยินเสียงของเธอ
แต่ทำไมผมถึงรู้สึกคุ้นเสียงของเธอจัง
“หากพี่เห็นหน้าข้า พี่จะต้องเป็นผัวของข้า!”
ผมที่กำลังจะเงยหน้าขึ้นไปมองดูบนต้นไม้เพราะรู้สึกว่าตัวคนพูดไม่ได้ยืนอยู่ระดับเดียวกันกับผมแน่ ๆ เป็นอันต้องหยุดตัวเองแทบไม่ทันเมื่อได้ยินเธอบอกว่าจะให้ผมเป็นผัว
“ทำไมออกนอกเรือนถึงไม่ใส่หัวสวมครับ”
“ไม่ใช่เรื่องของพี่”
“พี่เหรอ คุณกับผมรู้จักกันเหรอ”
“...”
“คนที่เรียกผมว่าพี่...กล้วยไม้เหรอ”
ตุบ!พรึบ!
เมื่อถามจบผมที่ได้ยินเสียงของกิ่งก้านด้านบนเคลื่อนไหวก็ขยับก้าวเดินถอยหลังออกห่างจากบริเวณใต้ต้นไม้ในทันที
และหลังจากนั้นเพียงไม่กี่วินาทีแทบจะเสี้ยววินาทีเลยก็ว่าได้ผมก็เห็นกิ่งก้านของต้นไม้ร่วงหล่นลงมายังบริเวณที่ผมยืนอยู่ก่อนหน้านี้พอดิบพอดี
“ไม่ว่าข้าจะเป็นผู้ใดพี่ก็อย่ามายุ่ง กลับเรือนไป”
“...เสียดายจังครับ นึกอยากเห็นหน้าสาวบ้านป่าเหมือนกัน แต่ถ้าเป็นกล้วยไม้จริง ๆ พูดกับพี่ไม่น่ารักแบบนี้ พี่เสียใจนะ”
“...”
“เพราะก่อนหน้านี้ก็มีผู้หญิงคนหนึ่งทำให้พี่เสียใจ แต่พี่เข้าใจเธอนะพี่มันไม่ดีเอง เลยคิดว่าจะพอแล้วครับ ไม่อยากทำให้เขาอึดอัดหรือเกลียดพี่ไปมากกว่านี้อีกแล้ว”
“...”
“ตอนกลับเข้าหมู่บ้านก็เดินแอบดี ๆ นะครับ เก็บหน้าสวย ๆ ไว้ให้คนรักของตัวเองเห็นเป็นคนแรกน่าจะดีกว่า เพราะธรรมเนียมน่ารักแบบนี้มันพิเศษมาก ๆ เลย”
พูดจบผมก็หันหลังเดินกลับหมู่บ้านโดยที่ใบหน้าประดับไปด้วยรอยยิ้มทั้ง ๆ ที่เรื่องที่ผมเพิ่งจะพูดออกไปมันเป็นเรื่องเศร้า แต่ผมกลับมีความสุขมากจนหุบยิ้มไม่ได้เลยครับ
และไม่เพียงแค่มองแต่เดโชกลับอ้าแขนรอรับร่างเล็กที่ร่วงลงมาจากต้นไม้ ทำให้ตัวของน้ำอบตกกระแทกใส่ตัวของเดโชและล้มลงไปนอนทับกันอยู่บนพื้นด้วยความแรงน้ำอบหลับตาและซุกหน้าเข้าหาแผงอกกว้าง สองมือเล็กก็ออกแรงจับต้นแขนของเดโชเอาไว้แน่นอีกทั้งตัวของเธอยังสั่นด้วยความกลัวและตกใจ เพราะครั้งสุดท้ายที่น้ำอบเคยร่วงต้นไม้ก็ตั้งแต่เมื่อยังเป็นเด็กจนเมื่อเริ่มรู้สึกตัวว่าเธอไม่ได้รับบาดเจ็บร้ายแรงเพียงแค่รู้สึกจุกเนื่องจากตกลงมาจากที่สูงและกระแทกเข้ากับตัวเขา น้ำอบก็ค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมองคนที่เธอกำลังนอนทับซึ่งสิ่งแรกที่กระแทกตาของเธอเต็ม ๆ ก็คือแผงอกกว้างขาวผ่อง และเมื่อเงยหน้าขึ้นมองก็เห็นว่าเดโชนอนหลับตาด้วยใบหน้าที่ราวกับว่าเขากำลังเจ็บปวด“เอ็งใจร้ายเกินไปแล้ว!”เสียงของกล้วยไม้ที่ดังขึ้นเรียกสติของน้ำอบที่กำลังตกใจจนทำอะไรไม่ถูกให้กลับเข้าร่าง ก่อนจะถูกกล้วยไม้ที่ลุกเดินเข้ามาหาจับกระชากไหล่เล็กของน้ำอบให้ลุกออกไปจากตัวของเดโชด้วยความแรง“อย่า!”“พี่เดโชพี่เป็นอย่างไรบ้าง”กล้วยไม้ทำทีเป็นไม่ได้ยินเสียงของเดโชที่เอ่ยพูดด้วยความไม่พอใจที่เธอกระชากน้ำอบ ก่อนจะค่อย ๆ โอบประคองเขาให้ลุกขึ้นนั่งแต่เดโ
ภายในป่าที่ไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็เต็มไปด้วยต้นไม้สูงใหญ่ขึ้นจนหนาทึบ แต่เมื่อเดินไปตามทางที่ถูกถางจนโล่งเตียนซึ่งกว้างพอสมควรทอดยาวไปถึงมุมหนึ่งก็ทำให้พบเข้ากับต้นกล้วยที่ขึ้นเรียงรายเป็นแถวมากมายนับหลายสิบต้นซึ่งตอนแรกก็ยังไม่ได้มีเยอะมากขนาดนี้ แต่เพราะจำนวนที่มีน้อยนิดนั้นไม่เพียงพอต่อจำนวนชีวิตที่เพิ่มมากขึ้น จึงทำให้ชาวบ้านพยายามค้นหาหนทางที่จะขยายเพิ่มจำนวนต้นกล้วยโดยวิธีการนำผลกล้วยไปฝังดินแต่ก็พบว่ามันไร้ผล ต่อมาจึงนำเอาเม็ดแข็ง ๆ ที่อยู่ในกล้วยมาฝังดินแทนผลกล้วยแต่มันก็ยังไม่เจริญเติบโตเหมือนเดิม สุดท้ายเมื่อเรื่องนี้รู้ไปถึงหูของหนึ่งในชาวบ้าน ที่อาศัยอยู่ร่วมกันมาหลายปีเขาจึงอาสาเป็นคนมาปลูกต้นกล้วยด้วยตัวเองโดยการนำหน่อกล้วยที่สมบูรณ์มาฝังลงในหลุมที่มีความลึกประมาณสิบถึงยี่สิบเซนติเมตรก่อนจะกลบดินให้แน่น แต่ให้ดินที่กลบนั้นสูงขึ้นมาจากพื้นเล็กน้อยเพื่อไม่ให้น้ำขัง หลังจากนั้นเพียงไม่นานกล้วยที่พวกเขาพยายามหาทางขยายเพิ่มพันธุ์ก็แตกใบและเติบโตขึ้นเรื่อย ๆทำให้จนถึงตอนนี้พวกเขามีผลไม้เพียงพอให้สำหรับทุกคนในหมู่บ้านได้หากิน แต่ทุกคนที่นี่เมื่อใดที่ออกมาหาของกินก็จะเก็บผลไม้
“หึ ข้างนอกป่านั้น ไม่มีหญิงใดถูกใจจนเข้ามาอยู่ในหัวใจของเอ็งได้เลยงั้นรึ”“ไม่มีครับ”“แต่กลับมาชอบพอมีใจให้หญิงรูปกายภายนอกแตกต่างจากเอ็งงั้นรึ”“แรก ๆ ผมเอ็นดูน้องครับ แต่พอได้เจอกันบ่อย ๆ ได้คุยบ่อย ๆ ผมรู้สึกว่าน้องน่ารัก จนรู้ตัวอีกทีก็รู้สึกดีเกินกว่าคำว่าเอ็นดูแบบน้องสาวไปแล้ว”“แล้วมันมีใจให้เอ็งรึไม่”แม้จะรู้อยู่แล้วแต่แม่เฒ่าก็เลือกที่จะถามออกไปด้วยใบหน้าที่ยังคงแต่งแต้มไปด้วยรอยยิ้ม ทำให้เดโชมองหน้าแม่เฒ่าพร้อมกับเงียบไปสักพักเพราะเขาเองก็ไม่มั่นใจเหมือนกัน“น่าจะมีนะครับ”“หึ งั้นรึ”“แล้ว ถ้าผมกับน้องชอบพอกันมาก ๆ จนอยากอยู่ด้วยกันเป็นผัวเมีย ใครจะต้องเลือกครับ”“เอ็งจะต้องเป็นผู้เลือก”“ผมเหรอครับ”“แต่เอ็งจะต้องผ่านพิธีสาบานให้ได้เสียก่อน”“พิธีสาบาน?”“อืม แต่ที่นิลตราและสีฝุ่นไม่ต้องผ่านพิธีสาบานเพราะมันเป็นหญิง เพียงแต่เมื่อใดที่มันทำผิดต่อผัวเมื่อนั้นมันจะถูกขับไล่ออกไปและไม่อาจจะกลับมาเหยียบที่นี่ได้อีก ต่อให้มันมีลูกก็ไม่อาจจะได้พบหน้า”“...”“แต่หากคนนอกผู้นั้นเป็นชายจะต้องผ่านพิธีสาบาน เนื่องจากชายเช่นเอ็งนั้นมันมากไปด้วยกำลังและความคิดที่น่ากลัว หากใจไม่บริสุ
ดวงตากลมโตที่โผล่พ้นช่องว่างของผ้าผืนแดงจับจ้องมองร่างสูงที่กำลังเดินกลับหมู่บ้านด้วยท่าทางสบาย ๆ อย่างนึกหมั่นไส้ ริมฝีปากเล็กก็ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันใบหน้าและสายตาก็เต็มไปด้วยความขุ่นเคืองก่อนจะเอ่ยพูดเสียงเบาที่มีเพียงแค่เธอเท่านั้นที่ได้ยิน“น้องรึ เสียใจรึ เหอะ! พอแล้วงั้นรึ อยากจะทำตัวอย่างไรข้าก็ไม่ได้สนใจเอ็งสักนิด!”น้ำอบมองเดโชตาขวางแล้วกอดอกสะบัดหน้ามองไปทางอื่น แต่เพียงไม่นานสองมือก็วางจับลำต้นของต้นไม้ใหญ่แล้วออกแรงเขย่าเพื่อระบายอารมณ์ที่กำลังมาคุอยู่ในอกของเธอเช้าอากาศในยามเช้าที่ดวงตะวันเพิ่งจะขึ้นสาดแสงขับไล่ความมืดช่างแสนจะเย็นสบาย เพราะสายลมพัดพาหอบความเย็นจากสายน้ำและกลิ่นหอมอ่อน ๆ ของธรรมชาติ มากระทบใบหน้าของชาวบ้านที่เดินออกมาจากเรือนแล้วพากันหลับตาพร้อมกับสูดอากาศเข้าปอดหนึ่งในนั้นก็คือเดโชที่เดินลงบันไดมาหยุดยืนอยู่หน้าเรือนแล้วกวาดสายตามองไปยังผู้คนด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มและดวงตาก็เป็นประกาย เขาหลงใหลธรรมชาติและการเดินป่ามาตั้งแต่ยังเด็ก แล้วยิ่งตอนนี้ได้มีโอกาสมาใช้ชีวิตอยู่ในหมู่บ้านที่ถูกโอบล้อมไปด้วยผืนป่าก็ยิ่งทำให้เขามีความสุขและหลงรักที่นี่ รวมถึงผู้คนที่นี่
ทุรนทุรายกับตัวเองราวกับคนบ้าสักพักน้ำอบก็ดีดตัวลุกขึ้นนั่งแล้วคลานไปนั่งคุกเข่าเกาะขอบหน้าต่าง สายตาก็สอดส่องมองออกไปข้างนอกบริเวณช่องว่างระหว่างบานหน้าต่างกับขอบหน้าต่างเพื่อดูว่าเรือนอื่น ๆ ดับไฟนอนกันหมดหรือยังซึ่งเมื่อเห็นว่าภายนอกถูกความมืดปกคลุมและผู้คนพากันเข้าเรือนไปจนหมดแล้ว ก็เดินกลับมาทิ้งตัวนั่งลงยังหีบผ้าแล้วเปิดมันออกเพื่อหยิบเสื้อผ้าที่สีฝุ่นให้มาออกมาวางเรียงกัน แต่ในตอนที่หันกลับมาเพื่อจะปิดกลับมองไปเห็นเสื้อผ้าอีกหนึ่งชุดที่เดโชเป็นคนให้มาน้ำอบมองมันอยู่สักพักแต่พอเอื้อมมือจะไปหยิบก็พลันนึกบางอย่างขึ้นมาได้ จึงเลือกที่จะชักมือกลับและปิดหีบผ้าเอาไว้เหมือนเดิม“หากข้าใส่ มันก็รู้น่ะสิว่าเป็นข้า”น้ำอบเบะปากใส่หีบผ้าแล้วนั่งกอดอกลอยหน้าลอยตาด้วยความภูมิใจในความฉลาดของตัวเอง ก่อนจะหันกลับมามองเสื้อผ้าที่สีฝุ่นเอามาฝากเพื่อเลือกดูว่าวันนี้เธอจะใส่ชุดไหน เพราะครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่น้ำอบใส่เสื้อผ้าเหล่านี้ออกไปนั่งรับลมอยู่ข้างนอกหมู่บ้านเพราะเมื่อเธอได้ใกล้ชิดกับสีฝุ่นและนิลตรา ได้เห็นพวกเธอแต่งตัวและแต่งหน้าด้วยเสื้อผ้าชุดสวย ๆ ก็เกิดความอยากลอง เพราะหากถอดหัวสวมออ
คำพูดที่ออกมาจากใจอย่างตรงไปตรงมาของเดโช ทำเอาน้ำอบถึงกับตาโตอ้าปากค้างด้วยความอึ้งเพราะไม่คิดว่าเขาจะกล้าพูดออกมา เนื่องจากที่ผ่านมาตั้งแต่ที่น้ำอบรู้จักกับเขาเดโชเป็นคนที่เงียบและดูจะขี้อายไม่กล้าพูดคุยกับใครจนเธอและเขาได้รู้จักกันมากขึ้นเพราะทุกครั้งที่เดโชเข้ามาที่หมู่บ้านจะเอาของมาฝากเธอเสมอ ทำให้เขาและเธอได้พูดคุยกันบ่อยขึ้นแต่ถึงอย่างนั้นเดโชก็ไม่เคยแสดงออกว่าชอบเธอ จะมีก็เพียงแค่สายตาและรอยยิ้มที่เขาส่งมาให้ยามที่เผลอหันหน้ามามองกันและเป็นเธอที่เฝ้าฝันรอเขาอยู่ฝ่ายเดียวเดโชเข้ามาที่หมู่บ้านแห่งนี้ไม่บ่อยนัก แต่เมื่อเข้ามาก็จะอยู่สองถึงสามอาทิตย์ก่อนจากลาโดยไม่รู้ว่าเขาจะกลับมาอีกเมื่อใด ซึ่งครั้งสุดท้ายที่เดโชมาก่อนที่จะเกิดเรื่องเขาก็จากลาไปเกือบปีแต่พอกลับมาอีกครั้ง กลับมาสร้างเรื่องราวที่ทำให้ความรักและความไว้ใจที่มีก่อนหน้านี้ถูกทำลายไปจนหมดสิ้น“แต่ข้าไม่อยากได้พี่เป็นผัว ผัวชั่ว ๆ ที่ไม่ได้มีข้าเพียงผู้เดียว ข้าไม่เอา”“ถ้ามีเมียเดียวแล้วต้องตายพี่ก็ยอม ขอเพียงแค่ก่อนตายเอ็งกอดพี่แนบอกไว้ได้ไหมครับ”“ไปตายที่อื่น ไป!”“เสียงดังจังครับ แต่ก่อนไม่ดื้อกับพี่แบบนี้”“เมื่อ
แม่เฒ่าเอ่ยเรียกด้วยน้ำเสียงที่ราวกับเหนื่อยใจพร้อมกับหันมามองหน้าพ่อครูเปลวเทียนนิ่ง ๆ แต่พ่อครูเปลวเทียนก็ไม่ได้สนใจ แล้วเอาแต่มองไปยังเดโชด้วยใบหน้าที่นิ่งเรียบแต่สายตากลับเป็นประกายเจ้าเล่ห์อยู่ภายใต้หัวสวมซึ่งเดโชก็เงยหน้ามองพ่อครูเช่นเดียวกันพร้อมกับความรู้สึกบางอย่างที่บอกเขาว่า จะต้องเกิดเ
เมื่อเห็นว่ากล้วยไม้และเดโชปรากฏตัวยังบริเวณหน้าเรือนแม่เฒ่าพร้อมกัน ก็ทำให้ภายในอกของน้ำอบรู้สึกร้อนรุ่มและคิดไปต่างๆ นานา จนไม่ได้สนใจฟังเสียงของแม่เฒ่าที่เอ่ยพูดกับตัวเองเลย“แม่เฒ่าไม่บอกก็ไม่เป็นไร เพราะตัวข้ารู้สึกได้เองว่าอีกไม่ช้าไม่นานข้าจะมีคู่”“งั้นรึ พอมันมาเอ็งก็รู้สึกเชียวรึ”“แม่เฒ่
เรือนเดโชภายในเรือนไม้หลังเล็กที่เดิมทีเป็นเรือนของลัลนาแต่เมื่อเธอได้เข้าร่วมพิธีเลือกคู่และสมหวังกับควันธูปก็ย้ายออกไปอยู่เรือนเขา ทำให้เรือนหลังนี้ว่างเปล่าไร้ผู้อยู่อาศัยแต่ก็ยังมีวันนาแม่ของลัลนาที่เข้ามาทำความสะอาดไม่เคยขาดจวบจนกระทั่งมีชายแปลกหน้าผู้หนึ่งเข้ามาในป่าแห่งนี้พร้อมกับหญิงผู้หน
แต่มองหน้าเขาได้ไม่นานเท่าไหร่ร่างสูงที่อุ้มเธอแนบชิดไปกับตัวเขาจนเท้าเล็กของน้ำอบไม่แตะพื้นก็เกิดเสียหลักล้ม เพราะเท้าใหญ่ที่ก้าวเดินในน้ำดันเหยียบย่ำลงยังความว่างเปล่าที่ไม่มีก้อนหินรองรับจนเธอและเขาหน้าคว่ำลงไปในน้ำ“ไอ้บ้าเอ๊ย! แค่ก ๆ”น้ำอบยกมือขึ้นมาลูบน้ำออกจากใบหน้าพร้อมกับต่อว่าเดโชด้วยควา







