LOGINแม่เฒ่าเอ่ยเรียกด้วยน้ำเสียงที่ราวกับเหนื่อยใจพร้อมกับหันมามองหน้าพ่อครูเปลวเทียนนิ่ง ๆ แต่พ่อครูเปลวเทียนก็ไม่ได้สนใจ แล้วเอาแต่มองไปยังเดโชด้วยใบหน้าที่นิ่งเรียบแต่สายตากลับเป็นประกายเจ้าเล่ห์อยู่ภายใต้หัวสวม
ซึ่งเดโชก็เงยหน้ามองพ่อครูเช่นเดียวกันพร้อมกับความรู้สึกบางอย่างที่บอกเขาว่า จะต้องเกิดเรื่องอะไรขึ้นหลังจากนี้เป็นแน่
“ขยับมานั่งตรงหน้ากู”
“...”
“แบกหามจนมือแตกเชียวรึ แต่เสียดายที่ปากมึงไม่แตก”
เดโชนั่งเงียบไม่ตอบโต้อะไรกลับไปแม้แต่คำเดียว แล้วเอาแต่มองจ้องมือของตัวเองที่ยกขึ้นแล้วแบอยู่ตรงหน้าพ่อครูเปลวเทียน ก่อนที่พ่อครูจะเงียบไปแล้วเอียงหน้ามองดูลายเส้นบนฝ่ามือของเดโชอย่างพิจารณา ซึ่งใช้เวลาเพียงไม่นานพ่อครูก็เอ่ยพูดสิ่งที่เห็นออกมาด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบ
“ไม่เจ็บไม่ตาย จะต้องมีลมหายใจอยู่ชดใช้กรรมอีกนานนัก”
“กรรมที่ผมไม่ได้ตั้งใจและไม่เคยคิดที่จะทำใช่ไหมครับ”
“ตั้งใจรึไม่ มึงก็ทำลงไปแล้ว”
“แต่จิตใต้สำนึกและสิ่งที่ผมคิด ไม่เคยมีเรื่องเลวร้ายกับผู้คนที่นี่เลยใช่ไหมครับ”
“...”
เดโชเอ่ยถามออกไปอย่างไม่กลัวเพราะเขารู้ดีว่าต่อให้พ่อครูเปลวเทียนจะเดินทางสายดำ แต่เขาก็จะต้องถือศีลไม่ต่างไปจากพ่อครูแสงไฟ ซึ่งแน่นอนว่าพ่อครูเปลวเทียนไม่อาจจะพูดปดได้
ซึ่งก็ทำให้พ่อครูเปลวเทียนเงียบไปสักพักเพราะรู้ว่าเดโชต้องการให้เขาพูดอะไร เพื่อหวังให้ช่วยยืนยันความบริสุทธิ์ใจให้ตัวเองพ้นจากข้อครหา และแน่นอนว่าพ่อครูเปลวเทียนไม่พูด
“ความคิดและจิตใจมันเปลี่ยนได้ในทุกวัน แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่อาจจะเปลี่ยนได้ เห็นทีจะเป็นคู่ของมึง”
“คู่ของผมเหรอ”
“เออ”
“ครับ ผมไม่เปลี่ยนใจจากเธออยู่แล้ว”
“แล้วถ้าหากว่าคู่ของมึงผู้นั้นมันทำให้มึงต้องตายล่ะ มึงจะเปลี่ยนใจรึไม่”
“...”
“แต่ถ้ามึงยืนยันที่จะมีมันแล้วถามหาหนทางแก้เคราะห์กรรม ซึ่งหนทางนั้นคือมึงจะต้องมีคู่ถึงสองล่ะ มึงจะว่าอย่างไร”
“...”
“มึงจะยอมมีถึงสองโดยไม่คำนึงถึงจิตใจมันหรือว่ามึง จะตัดขาดจากมันผู้นั้นที่เป็นตัวซวยและมีผู้อื่นเพียงหนึ่ง เพื่อรักษาชีวิตตัวเอง”
สิ้นสุดเสียงของพ่อครูเปลวเทียนที่เอ่ยพูดเดโชก็รู้สึกสับสนมึนงงไปหมด ซึ่งแน่นอนว่าเขาไม่ต้องการมีสองเมีย และเขาก็ไม่ต้องการได้คนอื่นเป็นเมีย เพราะหญิงเดียวในใจของเขาตอนนี้มีเพียงแค่เธอคนเดียว
แต่หากได้เป็นคู่กับเธอแล้วตัวเขาจะต้องตาย เดโชก็ไม่ต้องการให้เป็นเช่นนั้น แม้ว่าเขาจะไม่กลัวตายแต่ก็อยากอยู่กับเธอไปให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ และก็ไม่อยากให้เธอต้องมาเสียใจกับการจากไปของเขา
ซึ่งคำพูดของพ่อครูเปลวเทียนนั้นก็ทำให้น้ำอบที่แอบฟังอยู่หัวใจเต้นแรงและหน้าชาไปหมด แม้ว่าเธอจะไม่รู้ว่าคู่ของเขาคือใคร แต่เพียงแค่ได้ยินว่าเขาครองรักกับเธอผู้นั้นเพียงผู้เดียวไม่ได้ น้ำอบก็รู้สึกเจ็บปวดและรับไม่ได้แล้ว
“แม่เฒ่าขึ้นเรือนไปพักเถิด ข้าก็จะกลับเรือนแล้ว”
“เดี๋ยวก่อนสิครับพ่อครู ไม่มีทางเลือกอื่นเพื่อแก้ไขแล้วเหรอครับ”
เมื่อได้ยินเสียงของพ่อครูเปลวเทียนพูดตัดบทเพื่อยุติทุกอย่างลงแต่เพียงเท่านี้พร้อมกับที่ร่างสูงหยัดกายลุกขึ้นยืน เดโชก็รีบเอ่ยเรียกรั้งไว้ด้วยเพราะอยากรู้หนทางอื่นในการแก้ไข เพราะแน่นอนว่าเขาไม่มีทางเลือกวิธีนั้นอย่างเด็ดขาด
“มีสิ”
“อะไรครับ”
“มึงก็ไม่ต้องมีเมีย แล้วเฝ้ามองมันผู้นั้นครองคู่ได้ผู้อื่นเป็นผัว เพียงเท่านี้มึงก็ไม่ตาย แล้วก็ไม่ต้องจำใจมีเมียถึงสองคน”
“ผมไม่มีวันยอมให้เธอเป็นของใคร”
“แปลว่ามึงยอมตายงั้นรึ”
“...”
“กูไม่สนใจว่ามึงจะเลือกหนทางใด แต่ถ้าเมื่อใดที่มึงมีสองเมีย เมื่อนั้นอย่าให้กูเห็นหน้ามึงอยู่ที่นี่เป็นเด็ดขาด”
ข้อห้ามที่ชายหนุ่มทุกคนในที่แห่งนี้รู้ดีและท่องจำฝังไว้ในหัวว่าจะต้องมีเพียงแค่เมียเดียว ทำให้พ่อครูต้องพูดเน้นย้ำเพื่อเตือนสติเนื่องจากเดโชไม่ใช่คนที่เกิดและโตที่นี่จึงเกรงว่าเขาจะหลงลืมไป
ซึ่งเมื่อได้ยินพ่อครูพูดบอกหนทางอื่นในการแก้ไขเดโชก็ถอนหายใจออกมาทันที เพราะไม่ว่าจะทางใดก็ล้วนแล้วแต่เป็นหนทางที่หนักหนาสำหรับเขาเหลือเกิน
จากที่ตั้งใจจะมาให้แม่เฒ่าดูลายมือเพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ใจของตัวเอง แต่กลับมาถูกพ่อครูเปลวเทียนทำนายทายทักเรื่องคู่ครองจนเขาแทบอยากจะกลับเรือนไปนอนเอาเท้าขึ้นมาก่ายหน้าผากเสียเหลือเกิน
“แม่ ขึ้นเรือน”
แม่เฒ่าที่ได้ยินพ่อครูเปลวเทียนเอ่ยเรียกตัวเองว่าแม่เพียงแค่คำเดียว แตกต่างจากปกติที่เขาจะเรียกว่าแม่เฒ่าเหมือนคนอื่น ๆ จึงถอนหายใจออกมาเบา ๆ แล้วมองเดโชด้วยความเห็นใจ ก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วเดินกลับขึ้นเรือนตัวเอง
“มีผู้ใดอยากให้กูช่วยดูเส้นมืออีกรึไม่”
เมื่อแม่เฒ่าขึ้นเรือนไปแล้วพ่อครูเปลวเทียนก็หันมากวาดสายตามองไปรอบ ๆ แล้วเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบ แต่กลับไม่มีผู้ใดส่งเสียงเสนอตัวทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านี้ยังพากันมานั่งต่อแถวจนยาวเหยียดเพื่อหวังจะให้แม่เฒ่าช่วยดู
และเมื่อไม่มีผู้ใดอยากให้เขาดู พ่อครูเปลวเทียนจึงก้าวเดินกลับเรือนตัวเองที่อยู่ในป่าห่างไกลจากเรือนหลังอื่น ๆ แล้วตามด้วยผู้คนที่ยืนล้อมรอบที่พากันแยกย้ายสลายตัวไปจากบริเวณหน้าเรือนของแม่เฒ่า จะมีก็เพียงแค่เดโชที่ยังคงนั่งอยู่ที่เดิม
“พี่เดโชอย่าได้คิดมากไปนะจ๊ะ อย่างไรเสียมันก็ยังคงเป็นเรื่องที่มาไม่ถึง บางทีอาจจะไม่ได้เป็นอย่างที่พ่อครูเปลวเทียนพูดก็เป็นได้”
“เอ็งจะบอกว่าคำพูดของพ่อครูเปลวเทียนเชื่อถือไม่ได้งั้นรึ”
“ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น”
กล้วยไม้ที่พยายามจะพูดปลอบเดโชรีบหันไปแก้ต่างกับหญิงสาวคนอื่น ๆ ที่ยืนจับกลุ่มมองมาที่เธอด้วยความหมั่นไส้ ด้วยเกรงว่าคำพูดของตัวเองจะกลายเป็นภัยที่ย้อนกลับมาทำร้ายตัวของเธอเหตุเพราะไปพูดจาลบหลู่พ่อครูเปลวเทียน
ซึ่งในขณะที่พวกเธอกำลังถกเถียงกันเดโชกลับลุกขึ้นยืนแล้วหันหลังให้ ขายาวก็ก้าวเดินหนีจากความวุ่นวายเพื่อหมายจะไปหาที่เงียบ ๆ ตั้งสติและคิดทบทวนเรื่องต่าง ๆ กับตัวเอง แต่สายตากลับมองไปเห็นใครคนหนึ่งกำลังเดินออกไปจากหมู่บ้าน
ใครบางคนที่แม้ว่าจะเห็นจากทางด้านหลังแต่เดโชก็จำได้ว่าเธอเป็นใคร เขาจึงไม่รอช้าที่จะเดินตามไปทันที
และไม่เพียงแค่มองแต่เดโชกลับอ้าแขนรอรับร่างเล็กที่ร่วงลงมาจากต้นไม้ ทำให้ตัวของน้ำอบตกกระแทกใส่ตัวของเดโชและล้มลงไปนอนทับกันอยู่บนพื้นด้วยความแรงน้ำอบหลับตาและซุกหน้าเข้าหาแผงอกกว้าง สองมือเล็กก็ออกแรงจับต้นแขนของเดโชเอาไว้แน่นอีกทั้งตัวของเธอยังสั่นด้วยความกลัวและตกใจ เพราะครั้งสุดท้ายที่น้ำอบเคยร่วงต้นไม้ก็ตั้งแต่เมื่อยังเป็นเด็กจนเมื่อเริ่มรู้สึกตัวว่าเธอไม่ได้รับบาดเจ็บร้ายแรงเพียงแค่รู้สึกจุกเนื่องจากตกลงมาจากที่สูงและกระแทกเข้ากับตัวเขา น้ำอบก็ค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมองคนที่เธอกำลังนอนทับซึ่งสิ่งแรกที่กระแทกตาของเธอเต็ม ๆ ก็คือแผงอกกว้างขาวผ่อง และเมื่อเงยหน้าขึ้นมองก็เห็นว่าเดโชนอนหลับตาด้วยใบหน้าที่ราวกับว่าเขากำลังเจ็บปวด“เอ็งใจร้ายเกินไปแล้ว!”เสียงของกล้วยไม้ที่ดังขึ้นเรียกสติของน้ำอบที่กำลังตกใจจนทำอะไรไม่ถูกให้กลับเข้าร่าง ก่อนจะถูกกล้วยไม้ที่ลุกเดินเข้ามาหาจับกระชากไหล่เล็กของน้ำอบให้ลุกออกไปจากตัวของเดโชด้วยความแรง“อย่า!”“พี่เดโชพี่เป็นอย่างไรบ้าง”กล้วยไม้ทำทีเป็นไม่ได้ยินเสียงของเดโชที่เอ่ยพูดด้วยความไม่พอใจที่เธอกระชากน้ำอบ ก่อนจะค่อย ๆ โอบประคองเขาให้ลุกขึ้นนั่งแต่เดโ
ภายในป่าที่ไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็เต็มไปด้วยต้นไม้สูงใหญ่ขึ้นจนหนาทึบ แต่เมื่อเดินไปตามทางที่ถูกถางจนโล่งเตียนซึ่งกว้างพอสมควรทอดยาวไปถึงมุมหนึ่งก็ทำให้พบเข้ากับต้นกล้วยที่ขึ้นเรียงรายเป็นแถวมากมายนับหลายสิบต้นซึ่งตอนแรกก็ยังไม่ได้มีเยอะมากขนาดนี้ แต่เพราะจำนวนที่มีน้อยนิดนั้นไม่เพียงพอต่อจำนวนชีวิตที่เพิ่มมากขึ้น จึงทำให้ชาวบ้านพยายามค้นหาหนทางที่จะขยายเพิ่มจำนวนต้นกล้วยโดยวิธีการนำผลกล้วยไปฝังดินแต่ก็พบว่ามันไร้ผล ต่อมาจึงนำเอาเม็ดแข็ง ๆ ที่อยู่ในกล้วยมาฝังดินแทนผลกล้วยแต่มันก็ยังไม่เจริญเติบโตเหมือนเดิม สุดท้ายเมื่อเรื่องนี้รู้ไปถึงหูของหนึ่งในชาวบ้าน ที่อาศัยอยู่ร่วมกันมาหลายปีเขาจึงอาสาเป็นคนมาปลูกต้นกล้วยด้วยตัวเองโดยการนำหน่อกล้วยที่สมบูรณ์มาฝังลงในหลุมที่มีความลึกประมาณสิบถึงยี่สิบเซนติเมตรก่อนจะกลบดินให้แน่น แต่ให้ดินที่กลบนั้นสูงขึ้นมาจากพื้นเล็กน้อยเพื่อไม่ให้น้ำขัง หลังจากนั้นเพียงไม่นานกล้วยที่พวกเขาพยายามหาทางขยายเพิ่มพันธุ์ก็แตกใบและเติบโตขึ้นเรื่อย ๆทำให้จนถึงตอนนี้พวกเขามีผลไม้เพียงพอให้สำหรับทุกคนในหมู่บ้านได้หากิน แต่ทุกคนที่นี่เมื่อใดที่ออกมาหาของกินก็จะเก็บผลไม้
“หึ ข้างนอกป่านั้น ไม่มีหญิงใดถูกใจจนเข้ามาอยู่ในหัวใจของเอ็งได้เลยงั้นรึ”“ไม่มีครับ”“แต่กลับมาชอบพอมีใจให้หญิงรูปกายภายนอกแตกต่างจากเอ็งงั้นรึ”“แรก ๆ ผมเอ็นดูน้องครับ แต่พอได้เจอกันบ่อย ๆ ได้คุยบ่อย ๆ ผมรู้สึกว่าน้องน่ารัก จนรู้ตัวอีกทีก็รู้สึกดีเกินกว่าคำว่าเอ็นดูแบบน้องสาวไปแล้ว”“แล้วมันมีใจให้เอ็งรึไม่”แม้จะรู้อยู่แล้วแต่แม่เฒ่าก็เลือกที่จะถามออกไปด้วยใบหน้าที่ยังคงแต่งแต้มไปด้วยรอยยิ้ม ทำให้เดโชมองหน้าแม่เฒ่าพร้อมกับเงียบไปสักพักเพราะเขาเองก็ไม่มั่นใจเหมือนกัน“น่าจะมีนะครับ”“หึ งั้นรึ”“แล้ว ถ้าผมกับน้องชอบพอกันมาก ๆ จนอยากอยู่ด้วยกันเป็นผัวเมีย ใครจะต้องเลือกครับ”“เอ็งจะต้องเป็นผู้เลือก”“ผมเหรอครับ”“แต่เอ็งจะต้องผ่านพิธีสาบานให้ได้เสียก่อน”“พิธีสาบาน?”“อืม แต่ที่นิลตราและสีฝุ่นไม่ต้องผ่านพิธีสาบานเพราะมันเป็นหญิง เพียงแต่เมื่อใดที่มันทำผิดต่อผัวเมื่อนั้นมันจะถูกขับไล่ออกไปและไม่อาจจะกลับมาเหยียบที่นี่ได้อีก ต่อให้มันมีลูกก็ไม่อาจจะได้พบหน้า”“...”“แต่หากคนนอกผู้นั้นเป็นชายจะต้องผ่านพิธีสาบาน เนื่องจากชายเช่นเอ็งนั้นมันมากไปด้วยกำลังและความคิดที่น่ากลัว หากใจไม่บริสุ
ดวงตากลมโตที่โผล่พ้นช่องว่างของผ้าผืนแดงจับจ้องมองร่างสูงที่กำลังเดินกลับหมู่บ้านด้วยท่าทางสบาย ๆ อย่างนึกหมั่นไส้ ริมฝีปากเล็กก็ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันใบหน้าและสายตาก็เต็มไปด้วยความขุ่นเคืองก่อนจะเอ่ยพูดเสียงเบาที่มีเพียงแค่เธอเท่านั้นที่ได้ยิน“น้องรึ เสียใจรึ เหอะ! พอแล้วงั้นรึ อยากจะทำตัวอย่างไรข้าก็ไม่ได้สนใจเอ็งสักนิด!”น้ำอบมองเดโชตาขวางแล้วกอดอกสะบัดหน้ามองไปทางอื่น แต่เพียงไม่นานสองมือก็วางจับลำต้นของต้นไม้ใหญ่แล้วออกแรงเขย่าเพื่อระบายอารมณ์ที่กำลังมาคุอยู่ในอกของเธอเช้าอากาศในยามเช้าที่ดวงตะวันเพิ่งจะขึ้นสาดแสงขับไล่ความมืดช่างแสนจะเย็นสบาย เพราะสายลมพัดพาหอบความเย็นจากสายน้ำและกลิ่นหอมอ่อน ๆ ของธรรมชาติ มากระทบใบหน้าของชาวบ้านที่เดินออกมาจากเรือนแล้วพากันหลับตาพร้อมกับสูดอากาศเข้าปอดหนึ่งในนั้นก็คือเดโชที่เดินลงบันไดมาหยุดยืนอยู่หน้าเรือนแล้วกวาดสายตามองไปยังผู้คนด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มและดวงตาก็เป็นประกาย เขาหลงใหลธรรมชาติและการเดินป่ามาตั้งแต่ยังเด็ก แล้วยิ่งตอนนี้ได้มีโอกาสมาใช้ชีวิตอยู่ในหมู่บ้านที่ถูกโอบล้อมไปด้วยผืนป่าก็ยิ่งทำให้เขามีความสุขและหลงรักที่นี่ รวมถึงผู้คนที่นี่
ทุรนทุรายกับตัวเองราวกับคนบ้าสักพักน้ำอบก็ดีดตัวลุกขึ้นนั่งแล้วคลานไปนั่งคุกเข่าเกาะขอบหน้าต่าง สายตาก็สอดส่องมองออกไปข้างนอกบริเวณช่องว่างระหว่างบานหน้าต่างกับขอบหน้าต่างเพื่อดูว่าเรือนอื่น ๆ ดับไฟนอนกันหมดหรือยังซึ่งเมื่อเห็นว่าภายนอกถูกความมืดปกคลุมและผู้คนพากันเข้าเรือนไปจนหมดแล้ว ก็เดินกลับมาทิ้งตัวนั่งลงยังหีบผ้าแล้วเปิดมันออกเพื่อหยิบเสื้อผ้าที่สีฝุ่นให้มาออกมาวางเรียงกัน แต่ในตอนที่หันกลับมาเพื่อจะปิดกลับมองไปเห็นเสื้อผ้าอีกหนึ่งชุดที่เดโชเป็นคนให้มาน้ำอบมองมันอยู่สักพักแต่พอเอื้อมมือจะไปหยิบก็พลันนึกบางอย่างขึ้นมาได้ จึงเลือกที่จะชักมือกลับและปิดหีบผ้าเอาไว้เหมือนเดิม“หากข้าใส่ มันก็รู้น่ะสิว่าเป็นข้า”น้ำอบเบะปากใส่หีบผ้าแล้วนั่งกอดอกลอยหน้าลอยตาด้วยความภูมิใจในความฉลาดของตัวเอง ก่อนจะหันกลับมามองเสื้อผ้าที่สีฝุ่นเอามาฝากเพื่อเลือกดูว่าวันนี้เธอจะใส่ชุดไหน เพราะครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่น้ำอบใส่เสื้อผ้าเหล่านี้ออกไปนั่งรับลมอยู่ข้างนอกหมู่บ้านเพราะเมื่อเธอได้ใกล้ชิดกับสีฝุ่นและนิลตรา ได้เห็นพวกเธอแต่งตัวและแต่งหน้าด้วยเสื้อผ้าชุดสวย ๆ ก็เกิดความอยากลอง เพราะหากถอดหัวสวมออ
คำพูดที่ออกมาจากใจอย่างตรงไปตรงมาของเดโช ทำเอาน้ำอบถึงกับตาโตอ้าปากค้างด้วยความอึ้งเพราะไม่คิดว่าเขาจะกล้าพูดออกมา เนื่องจากที่ผ่านมาตั้งแต่ที่น้ำอบรู้จักกับเขาเดโชเป็นคนที่เงียบและดูจะขี้อายไม่กล้าพูดคุยกับใครจนเธอและเขาได้รู้จักกันมากขึ้นเพราะทุกครั้งที่เดโชเข้ามาที่หมู่บ้านจะเอาของมาฝากเธอเสมอ ทำให้เขาและเธอได้พูดคุยกันบ่อยขึ้นแต่ถึงอย่างนั้นเดโชก็ไม่เคยแสดงออกว่าชอบเธอ จะมีก็เพียงแค่สายตาและรอยยิ้มที่เขาส่งมาให้ยามที่เผลอหันหน้ามามองกันและเป็นเธอที่เฝ้าฝันรอเขาอยู่ฝ่ายเดียวเดโชเข้ามาที่หมู่บ้านแห่งนี้ไม่บ่อยนัก แต่เมื่อเข้ามาก็จะอยู่สองถึงสามอาทิตย์ก่อนจากลาโดยไม่รู้ว่าเขาจะกลับมาอีกเมื่อใด ซึ่งครั้งสุดท้ายที่เดโชมาก่อนที่จะเกิดเรื่องเขาก็จากลาไปเกือบปีแต่พอกลับมาอีกครั้ง กลับมาสร้างเรื่องราวที่ทำให้ความรักและความไว้ใจที่มีก่อนหน้านี้ถูกทำลายไปจนหมดสิ้น“แต่ข้าไม่อยากได้พี่เป็นผัว ผัวชั่ว ๆ ที่ไม่ได้มีข้าเพียงผู้เดียว ข้าไม่เอา”“ถ้ามีเมียเดียวแล้วต้องตายพี่ก็ยอม ขอเพียงแค่ก่อนตายเอ็งกอดพี่แนบอกไว้ได้ไหมครับ”“ไปตายที่อื่น ไป!”“เสียงดังจังครับ แต่ก่อนไม่ดื้อกับพี่แบบนี้”“เมื่อ
เรือนเดโชภายในเรือนไม้หลังเล็กที่เดิมทีเป็นเรือนของลัลนาแต่เมื่อเธอได้เข้าร่วมพิธีเลือกคู่และสมหวังกับควันธูปก็ย้ายออกไปอยู่เรือนเขา ทำให้เรือนหลังนี้ว่างเปล่าไร้ผู้อยู่อาศัยแต่ก็ยังมีวันนาแม่ของลัลนาที่เข้ามาทำความสะอาดไม่เคยขาดจวบจนกระทั่งมีชายแปลกหน้าผู้หนึ่งเข้ามาในป่าแห่งนี้พร้อมกับหญิงผู้หน
แต่มองหน้าเขาได้ไม่นานเท่าไหร่ร่างสูงที่อุ้มเธอแนบชิดไปกับตัวเขาจนเท้าเล็กของน้ำอบไม่แตะพื้นก็เกิดเสียหลักล้ม เพราะเท้าใหญ่ที่ก้าวเดินในน้ำดันเหยียบย่ำลงยังความว่างเปล่าที่ไม่มีก้อนหินรองรับจนเธอและเขาหน้าคว่ำลงไปในน้ำ“ไอ้บ้าเอ๊ย! แค่ก ๆ”น้ำอบยกมือขึ้นมาลูบน้ำออกจากใบหน้าพร้อมกับต่อว่าเดโชด้วยควา
น้ำอบเดินออกมาจากหมู่บ้านเพื่อมุ่งหน้าไปยังน้ำตกหน้าถ้ำด้วยใบหน้าที่งอง้ำ ภายในหัวก็คิดเรื่องต่าง ๆ มากมายจนจิตใจร้อนรุ่มและทำให้พานโมโหทุกสิ่งอย่างที่ขวางหน้า จึงทำให้ตลอดทั้งทางที่น้ำอบนั้นเดินผ่านมือเรียวก็เอื้อมไปคว้าจับใบไม้แล้วดึงกระชากจนพื้นดินต่างเต็มไปด้วยเศษใบไม้สีเขียวเกลื่อนพื้นแต่เมื่
เมื่อเห็นว่ากล้วยไม้และเดโชปรากฏตัวยังบริเวณหน้าเรือนแม่เฒ่าพร้อมกัน ก็ทำให้ภายในอกของน้ำอบรู้สึกร้อนรุ่มและคิดไปต่างๆ นานา จนไม่ได้สนใจฟังเสียงของแม่เฒ่าที่เอ่ยพูดกับตัวเองเลย“แม่เฒ่าไม่บอกก็ไม่เป็นไร เพราะตัวข้ารู้สึกได้เองว่าอีกไม่ช้าไม่นานข้าจะมีคู่”“งั้นรึ พอมันมาเอ็งก็รู้สึกเชียวรึ”“แม่เฒ่







