LOGINน้ำในบ่อกระเซ็นขึ้นด้านบนเมื่อร่างเล็กของไพรพายที่วิ่งหนีงูที่หล่นลงมาจากต้นไม้ตกใส่หัวของเธอวิ่งหนีมาหาพ่อครูที่นอนแช่ตัวอยู่บ่อ ทำให้ตอนนี้ร่างหนากำยำที่แสนหวงแหนไม่เคยให้ผู้ใดสัมผัสแม้แต่ชายผ้าถูกไพรพายนั่งตักและวาดแขนเล็กทั้งสองข้างคล้องกอดลำคอหนา ทำให้ดวงตาดุดันของพ่อครูเปลวเทียนที่ลืมตาขึ้นมองหลังจากที่ได้ยินเสียงกรีดร้องของเธอถึงกับเบิกกว้างด้วยความตกใจ
“อี๋ ขนลุก!”
ไพรพายเอ่ยพูดอย่างนึกรังเกียจในขณะที่สายตาก็มองไปยังงูเหลือมตัวใหญ่ที่เลื้อยลงไปจากโขดหิน ซึ่งมันมีขนาดตัวที่ใหญ่และยาวมาก กว่าจะหายไปจากสายตาก็นานพอสมควร
และเมื่องูตัวนั้นหายไปจากสายตาสติของไพรพายที่แตกกระเจิงก็กลับเข้าร่างทำให้เธอเพิ่งจะรู้ตัวว่า เธอวิ่งหนีงูมาหาคนที่น่ากลัวกว่างูและตอนนี้ก็กำลังนั่งทับตักเขาที่มีงูอีกตัวอยู่ในนั้น
“ลุกออกไปจากตัวกู!”
พ่อครูเปลวเทียนตะคอกเสียงดังหลังจากที่สติกลับเข้าร่าง แล้วยกมือขึ้นมาจับต้นแขนเล็กของไพรพายด้วยความแรงเพื่อผลักให้เธอปล่อยแขนออกจากคอเขาและลุกออกไปเสียที
“พ่อครูข้ากลัวงู ฮึก”
แต่ไพรพายก็ไม่ยอมจึงใช้แรงทั้งหมดที่มีฝืนตัวเองเอาไว้แม้ว่าจะโดนพ่อครูเปลวเทียนบีบต้นแขนจนรู้สึกเจ็บเหมือนกระดูกจะหักก็ตาม แล้วฝังใบหน้ากับซอกคอหอมของพ่อครูพร้อมกับเอ่ยพูดเสียงสะอื้นราวกับหวาดกลัวงูจนขวัญกระเจิง
ซึ่งการกระทำของไพรพายทำให้พ่อครูเปลวเทียนยิ่งโมโหจนเลือดขึ้นหน้าจึงออกแรงกระชากแขนเธอจนไพรพายไม่อาจจะต้านแรงบุรุษเช่นเขาได้ และเมื่อแขนเธอหลุดออกจากลำคอแกร่งพ่อครูก็ออกแรงผลักจนตัวของไพรพายกระเด็นไปกระแทกกับหินขอบบ่อบริเวณปลายเท้า ทำให้ต้นแขนเล็กข้างซ้ายปะทะกับหินแข็งด้วยความแรง
พ่อครูเปลวเทียนลุกขึ้นยืนแล้วมองไพรพายที่ยกมือขึ้นจับต้นแขนของตัวเองและเงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยสายตาตัดพ้อแม้ว่าพ่อครูจะไม่เห็นก็ตาม ด้วยสายตาดุดันที่แฝงไปด้วยความเกลียดชัง
“มึงมันน่าขยะแขยงเสียยิ่งกว่างูหรือสัตว์ตัวใดในป่านี้”
“อึก พ่อครูข้ากลัวแล้ว อย่าทำอะไรข้าเลยนะจ๊ะ”
ไพรพายยกมือขึ้นประนมไหว้เมื่อเห็นพ่อครูก้าวเดินเข้ามาหา เพราะเธอรู้ตัวดีว่าการกระทำของตัวเองนั้นทำให้พ่อครูเปลวเทียนโมโหแค่ไหน
“กลัวรึ กูพูดบอกมึงกี่ครั้งแล้ว ว่าอย่ามายุ่งกับกู”
“พ่อครู”
ไพรพายเอ่ยเรียกพ่อครูเสียงเบาด้วยความเจ็บปวดเมื่อพ่อครูเอื้อมมือมาบีบสันกรามเธอด้วยความแรง แรงเสียจนไพรพายรู้สึกได้ว่ากรอบหน้าของหัวสวมเธอนั้นมันเริ่มปริแตก
“พ่อครู ข้าเจ็บ”
“...”
“ข้าจะไม่ทำเช่นนี้อีกแล้ว”
ไพรพายเอ่ยอ้อนวอนขอร้องเสียงสั่นเมื่อตอนนี้เธอเจ็บจนน้ำตาไหลอาบสองแก้ม แต่พ่อครูกลับไม่เห็นใจและออกแรงบีบสันกรามเล็กแรงเสียยิ่งกว่าเดิม
พลั่ก!
พ่อครูเปลวเทียนออกแรงผลักกรอบหน้าสวยไปด้านหลังจนหัวของไพรพายเกือบจะฟาดลงที่หินแล้วยอมปล่อยมือจากใบหน้าเล็ก แต่ถึงแม้หัวจะไม่ฟาดเพราะไพรพายเกร็งตัวเอาไว้ได้ทันแต่ก็ทำให้แผ่นหลังของเธอกระแทกเข้ากับขอบบ่ออย่างเลี่ยงไม่ได้
ไพรพายรู้สึกชาไปทั้งหน้าแต่เมื่อเห็นว่าพ่อครูเปลวเทียนยังคงยืนมองอยู่ก็รีบก้มหน้ามองสายน้ำที่สะท้อนภาพของพ่อครูเปลวเทียน พร้อมกับน้ำตาสีใสที่รินไหลหยดลงกระทบผืนน้ำ
“อีไพร มึงจงจำใส่หัวมึงไว้”
“...”
“ต่อให้ที่นี่มีเพียงมึงที่เป็นหญิง กูก็ไม่มีวันเอามึงทำเมีย”
พ่อครูเปลวเทียนมองไพรพายด้วยสายตาดุดัน มองมือเล็กที่กำหมัดอยู่ในน้ำอย่างนึกรู้ทันในความคิดของหญิงสาวผู้นี้ ว่าถึงแม้จะได้ยินเช่นนี้เธอก็ยังไม่ยอมล้มเลิกความคิดที่ไม่มีวันสมหวัง
แต่พ่อครูเปลวเทียนก็ไม่คิดจะสนใจเช่นกันว่าเธอจะคิดอย่างไร เพราะนี่จะเป็นการเตือนด้วยคำพูดเป็นครั้งสุดท้าย หากหลังจากนี้หญิงผู้นี้ทำสิ่งใดให้เขาขุ่นเคืองใจ จะไม่ปล่อยให้เธอได้ใจเช่นนี้อีก
“ฮึก”
ไพรพายเงยหน้ามองร่างสูงที่ก้าวขึ้นจากบ่อผ่านม่านน้ำตา มองแผ่นหลังกว้างที่เดินไกลห่างออกไปเรื่อย ๆ ด้วยความเสียใจ เพราะที่ผ่านมานอกจากมาแอบมองเขาและเอ่ยพูดคุยทักทายในยามที่มีโอกาส เธอก็ไม่เคยทำสิ่งใดมากไปกว่านี้ เหตุใดพ่อครูถึงได้เกลียดชังเธอนัก
ไพรพายยกมือขึ้นลูบกรอบหน้าตัวเองทำให้สัมผัสได้ถึงรอยปริแตกของหัวสวมยิ่งเป็นการตอกย้ำการกระทำที่แสนโหดร้ายว่าพ่อครูเปลวเทียนไม่ได้มีความรู้สึกใดให้เธอเลย แม้แต่ความเมตตาสงสารก็ยังไม่มี แต่ที่พ่อครูเปลวเทียนยอมปล่อยมือคงเป็นเพราะว่าครั้งนี้มันคือการเตือน
ไพรพายนั่งจมอยู่กับความเสียใจแล้วปล่อยเวลาให้เดินผ่านไปจนกระทั่งสายตามองไปเห็นผ้าสีดำที่เธอจำได้ ว่าพ่อครูเปลวเทียนมักจะใช้พาดบ่าและคล้องไว้ที่แขนเสมอ จึงคลานไปหยิบมาถือไว้แล้วก้มหน้าลงไปสูดดมกลิ่นหอมอ่อน ๆ ของพ่อครูเปลวเทียนที่ยังหลงเหลืออยู่
“วันนี้พ่อครูทำข้าเจ็บ แต่ในวันหน้าข้าจะทำให้พ่อครูทะนุถนอมข้าด้วยใจรักให้จงได้”
ดวงตาคู่สวยกลับมาเป็นประกายอีกครั้งในขณะที่เอ่ยถามแต่กลับถูกดับความสดใสลงด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบของแม่เฒ่า จึงลากสายตาจากหญิงตรงหน้าไปมองพ่อครูเปลวเทียนที่นั่งมองตรงมายังเธอ ทำให้ไพรพายรีบก้มหน้าด้วยกลัวว่าจะโดนพ่อครูเปลวเทียนด่าเพราะรู้ว่าเธอกำลังคิดอะไรอยู่“ข้าจะทำสมาธิ”“เช่นนั้นแม่ไม่กวนแล้ว”พูดจบแม่เฒ่าก็มองพ่อครูเปลวเทียนด้วยใบหน้าที่ประดับไปด้วยรอยยิ้มบาง ๆ แล้วกวาดสายตามองไปรอบ ๆ เรือนที่ไร้ซึ่งชีวิตชีวาอยู่สักพักแล้วลุกขึ้นยืนโดยมีไพรพายช่วยประคองแต่ก่อนที่ไพรพายจะเดินตามแม่เฒ่าออกไปเสียงของพ่อครูเปลวเทียนที่ดังขึ้นด้านหลังก็ทำให้เธอต้องหยุดชะงัก“นำผ้ากูไปเผาทิ้ง อย่าให้เหลือแม้แต่เถ้า”“...ข้าไม่เผา”“มึงจะเผาผ้าหรือให้กูเผาเรือนมึง”“พ่อครูอยากทำสิ่งใดก็ทำเถิดจ้ะ เพราะข้าก็จะทำในสิ่งที่ข้าอยากทำ”พูดจบไพรพายก็เดินออกไปจากเรือนทันที ทำให้พ่อครูเปลวเทียนที่มองตามไปรู้สึกเกลียดชังไพรพายมากขึ้นกว่าเดิมเมื่อกลับมาจากเรือนพ่อครูเปลวเทียนไพรพายก็เดินเข้าไปในป่าเพื่อเก็บดินเหนียวมาพอกหัวสวมบริเวณที่ปริแตก แต่ในตอนที่ไพรพายกำลังก้มลงจกดินที่อยู่ริมฝั่งข้างลำธารภายในป่าที่ห่างจากห
เช้าเรือนพ่อครูเปลวเทียนไพรพายก้าวเดินตามหลังแม่เฒ่าเข้าไปในป่า มือเรียวก็ยกขึ้นมาจับผ้าที่ใช้คลุมไหล่ขึ้นปกปิดผิวกายเพราะรู้สึกหนาวเย็นขึ้นมาอย่างเฉียบพลัน ซึ่งไม่รู้ว่าเป็นเพราะลมหนาวของฤดูกาลหรือเป็นเพราะคนที่เธอกำลังมุ่งหน้าไปหา ที่ทำให้รู้สึกเย็นยะเยือกจนขนลุกเช่นนี้ไพรพายก้มหน้าลงมองเท้าของแม่เฒ่าและตัวเองที่ก้าวเดินเหยียบย่ำลงบนใบไม้แห้งด้วยความรู้สึกประหม่า เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่เธอไปหาพ่อครูเปลวเทียนแบบไม่ได้หลบซ่อน แต่ก็ไม่อาจจะรู้ได้ว่าเธอจะโดนด่าเหมือนดังเช่นทุกครั้งที่แอบไปหารึไม่“หลบข้า”เมื่อได้ยินเสียงแม่เฒ่าเอ่ยพูดไพรพายก็เงยหน้าขึ้นและชะโงกมองไปข้างหน้าทันที แต่เธอกลับไม่พบเห็นผู้ใดมายืนขวางหน้ามีเพียงความว่างเปล่าที่ทำให้ไพรพายรู้ว่า สิ่งที่แม่เฒ่าพูดด้วยนั้นไม่ใช่คนหัวใจของไพรพายเต้นแรงและมือที่ถือพวงดอกพุ่มแดงก็เปียกชื้น เพราะหญิงตรงหน้าเธอเป็นถึงแม่เฒ่าแต่ก็ยังไม่อาจจะรอดพ้นจากบริวารผีที่พ่อครูเลี้ยงไว้ ไม่แปลกที่ไพรพายจะโดนทักทายทุกครั้งที่เธอมา“พ่อครู ให้แม่เข้าไปได้รึไม่”เมื่อเดินมาถึงเรือนพ่อครูเปลวเทียนแม่เฒ่าก็เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงใจดี ทำให้ชายหนุ่มที
เรือนพ่อครูเปลวเทียนพ่อครูเปลวเทียนเดินกลับมาที่เรือนด้วยใบหน้านิ่งเรียบแต่แววตากลับคุกรุ่นไปด้วยความโกรธแค้นที่หญิงไร้ยางอายผู้นั้นแตะต้องเนื้อตัวเขา อีกทั้งยังพูดไม่รู้ความเอาแต่ตามตอแยและยังแอบไปดูเขาอาบน้ำซึ่งบริเวณนั้นไม่เคยมีผู้ใดล่วงล้ำเข้าไปแต่เมื่อเดินมาจนเกือบถึงเรือนมือที่ยกขึ้นคว้าจับผ้าบนไหล่กว้างด้วยความเคยชินก็เกิดชะงักเมื่อสัมผัสได้เพียงความว่างเปล่า พ่อครูเปลวเทียนจึงหยุดเดินแล้วหันกลับไปมองยังทิศทางที่ตนเดินมาเพราะนึกขึ้นได้ว่าวางไว้บนขอบบ่อก่อนที่จะลงไปแช่ตัวในน้ำพ่อครูเปลวเทียนถอนหายใจออกมาเสียงดังแล้วก้าวเดินกลับเรือน ส่วนผ้าผืนนั้นก็ตัดสินใจทิ้งมันเพราะเขาไม่มีทางเดินกลับไปเอาในขณะที่ไพรพายอยู่ที่นั่นเป็นเด็ดขาดเมื่อเดินมาถึงเรือนพ่อครูเปลวเทียนก็เปิดฝาตุ่มใบเล็กที่วางตั้งอยู่ข้างบันไดแล้วใช้กะลามะพร้าวตักน้ำขึ้นมาราดใส่ตัว มือก็ถูขยี้แผงอกและหน้าท้องรวมถึงบริเวณที่ไพรพายสัมผัสด้วยความแรงอย่างนึกรังเกียจ ยิ่งได้กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของเธอติดตัว พ่อครูเปลวเทียนก็ยิ่งคิ้วขมวดและออกแรงขัดตัวไม่หยุดสองวันต่อมาเรือนเดือนอ้ายหลังจากเกิดเรื่องในวันนั้นไพรพายก็กลับมาหมก
น้ำในบ่อกระเซ็นขึ้นด้านบนเมื่อร่างเล็กของไพรพายที่วิ่งหนีงูที่หล่นลงมาจากต้นไม้ตกใส่หัวของเธอวิ่งหนีมาหาพ่อครูที่นอนแช่ตัวอยู่บ่อ ทำให้ตอนนี้ร่างหนากำยำที่แสนหวงแหนไม่เคยให้ผู้ใดสัมผัสแม้แต่ชายผ้าถูกไพรพายนั่งตักและวาดแขนเล็กทั้งสองข้างคล้องกอดลำคอหนา ทำให้ดวงตาดุดันของพ่อครูเปลวเทียนที่ลืมตาขึ้นมองหลังจากที่ได้ยินเสียงกรีดร้องของเธอถึงกับเบิกกว้างด้วยความตกใจ“อี๋ ขนลุก!”ไพรพายเอ่ยพูดอย่างนึกรังเกียจในขณะที่สายตาก็มองไปยังงูเหลือมตัวใหญ่ที่เลื้อยลงไปจากโขดหิน ซึ่งมันมีขนาดตัวที่ใหญ่และยาวมาก กว่าจะหายไปจากสายตาก็นานพอสมควรและเมื่องูตัวนั้นหายไปจากสายตาสติของไพรพายที่แตกกระเจิงก็กลับเข้าร่างทำให้เธอเพิ่งจะรู้ตัวว่า เธอวิ่งหนีงูมาหาคนที่น่ากลัวกว่างูและตอนนี้ก็กำลังนั่งทับตักเขาที่มีงูอีกตัวอยู่ในนั้น“ลุกออกไปจากตัวกู!”พ่อครูเปลวเทียนตะคอกเสียงดังหลังจากที่สติกลับเข้าร่าง แล้วยกมือขึ้นมาจับต้นแขนเล็กของไพรพายด้วยความแรงเพื่อผลักให้เธอปล่อยแขนออกจากคอเขาและลุกออกไปเสียที“พ่อครูข้ากลัวงู ฮึก”แต่ไพรพายก็ไม่ยอมจึงใช้แรงทั้งหมดที่มีฝืนตัวเองเอาไว้แม้ว่าจะโดนพ่อครูเปลวเทียนบีบต้นแขนจนร
“ข้าไม่หลบ เอ็งจงหันหลังแล้วเดินกลับไป”“เอ็งเป็นพ่อข้ารึถึงกล้ามาสั่ง!”“ข้าเพียงแค่เป็นห่วงเอ็ง”“เก็บไว้เถิด ข้าไม่ต้องการ หลบ”ไพรพายเอ่ยพูดเน้นย้ำเป็นการยื่นคำขาดเพราะหากเสือยังยืนขวาง แล้วเธอทำอะไรที่มันไม่ดีลงไปเขาจะโกรธหรือเสียใจไม่ได้“หากไป เอ็งก็จะโดนพ่อครูเปลวเทียนดุอีก”“เกี่ยวข้องกับเอ็งอย่างไร หลบไปสิวะ!”“ข้าไม่หลบ เอ็งต้องกลับ ลืมสิ้นแล้วรึว่าห้ามไปใกล้เรือนพ่อครู”“ไม่หลบงั้นรึ”พูดจบไพรพายก็ก้มลงไปหยิบท่อนไม้ที่อยู่ข้างเท้าขึ้นมายกขึ้นง้างเตรียมจะฟาดใส่เสืออย่างไม่คิดจะยั้งแรง ทำให้ร่างสูงของคนที่ยืนกรานว่าจะไม่หลบก้าวเท้าเดินถอยหลังและยกแขนทั้งสองข้างขึ้นมาบังใบหน้าตัวเองไว้“ขี้ขลาด”ไพรพายเอ่ยพูดอย่างดูถูกแล้วโยนไม้ท่อนนั้นใส่เท้าของเสือแล้วเดินกระแทกเท้าด้วยความหงุดหงิดผ่านเขาไป ทิ้งให้เสือได้แต่ยืนมองตามด้วยความรู้สึกมากมายอยู่เบื้องหลังไพรพายเดินหน้าบึ้งเข้าไปในป่าด้านในจนเมื่อเห็นเรือนของพ่อครูเปลวเทียนอยู่ไม่ไกลใบหน้าสวยก็กลับมาประดับไปด้วยรอยยิ้มอีกครั้ง เท้าเล็กก้าวเดินลงน้ำหนักให้เบากว่าตอนแรกและหันกลับไปมองทางด้านหลังเพื่อดูว่าเสือตามเธอมาหรือไม่ เมื่อ
สายตาคมดุของพ่อครูเปลวเทียนมองตามกลุ่มควันสีเทาลอยคละคลุ้งขึ้นด้านบน ในขณะที่พ่อครูกึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนพื้นพรมหน้าหิ้งบูชาแล้วเอนหลังวางศอกเท้าไว้บนขอนไม้ และปรายตามองไปยังควันธูปที่นั่งขัดสมาธิแล้วจ้องมองพ่อครูเปลวเทียนโดยไม่พูดอะไรตั้งแต่ที่เขามาถึง ซึ่งคล้อยหลังไพรพายกลับไปไม่นานนักด้วยสายตาที่นิ่งไม่ต่างกัน“ลืมหน้ากูรึ ถึงได้จ้องไม่วางตา”“เปล่า”“...”“ข้าได้ยินว่าแม่เฒ่าจะจับคู่ให้พ่อครูทั้งสอง”“...”“พ่อครูจะยอมให้เป็นเช่นนั้นรึ”“มึงอยากพูดอะไรก็พูดออกมา”ด้วยความสนิทสนมจึงทำให้พ่อครูเปลวเทียนและควันธูปรู้ใจกันเป็นอย่างดี เนื่องจากควันธูปเป็นศิษย์เพียงคนเดียวที่พ่อครูเปลวเทียนยอมรับและสั่งสอนวิชาคุณไสยดำมืดให้แก่เขา“หากจะยอมให้แม่เฒ่าเลือกให้ ข้าคิดว่าพ่อครูเลือกเองจะดีกว่า อย่างน้อยจะได้ตรงใจเพราะไม่ว่าอย่างไรก็หนีไม่พ้น”“เมียมึงเป่าหูให้มาพูดกับกูรึ อย่าให้กูต้องไล่มึงอีกคน”“หญิงที่ทนมือทนตีน ย่อมดีกว่าพวกอ่อนแอ”ควันธูปไม่ปฏิเสธว่าลัลนาเมียของเขาให้มาช่วยพูดกับพ่อครูเปลวเทียน เนื่องจากลัลนาและไพรพายเป็นเพื่อนรักกัน แต่ควันธูปที่ได้ยินผู้คนพูดกันปากต่อปากจนหนาหูว่าพ่อค
“กูอยากได้กล้วย”“กล้วยรึ ได้จ้ะ วันพรุ่งข้าจะไปตัดมาให้พ่อครูหลาย ๆ เครือเลย”ผู้เป็นผัวรีบกระตือรือร้นรับปากในขณะที่เมียก็ยิ้มดีใจที่พ่อครูเปลวเทียนยอมรับของจากพวกเขาเป็นการตอบแทน แต่ยิ้มได้ไม่นานก็ต้องมองหน้าพ่อครูเปลวเทียนด้วยความงุนงง“ต้นกล้วย กูอยากได้ต้นกล้วย”“...”“นำมันมาปลูกไว้ข้างเรือน
ตกค่ำเสียงร้องไห้กระจองอแงของเด็กน้อยในอ้อมอกของผู้เป็นแม่ ที่เดินอุ้มลูกวนไปวนมาอยู่ในเรือน เล็ดลอดออกมาเข้าหูปลุกผู้คนที่หลับใหลอยู่ในห้วงนิทรา ให้ค่อย ๆ ปรือตาขึ้นมองไปรอบ ๆ เรือนของตนที่มืดมิดพร้อมกับเรียวคิ้วที่ขมวดเข้าหากันด้วยความหงุดหงิดเมื่อถูกรบกวนการนอนไพรพายหนึ่งในผู้คนที่ได้ยินเสียงร
พ่อครูเปลวเทียนมองหน้าแม่เฒ่าด้วยสายตานิ่งเรียบก่อนจะหันหน้ามองไปทางอื่นและถอนหายใจออกมาเมื่อเขาไม่อาจจะโต้เถียงอะไรกลับไปได้ แม่เฒ่าจึงละสายตาจากพ่อครูเปลวเทียนแล้วมองไปยังลูกชายอีกคนที่เป็นสายเลือดของตัวเองด้วยแววตาและสีหน้าที่นิ่งเรียบเพราะแม่เฒ่ารู้ดีว่าหากครั้งนี้ตนไม่เด็ดขาด ก็คงจะตายก่อนได้
มือเรียวสวยที่เล็บยาวทั้งสิบนิ้วถูกทาทับด้วยสีชมพูอ่อนจากฝีมือของหญิงแปลกหน้านามว่า สีฝุ่น ที่ทาให้เธอและเพื่อนสนิทอีกสองคนซึ่งก็คือเดือนอ้ายและลัลนา วักน้ำที่อยู่ในลำธารขึ้นมาชโลมหน้าอกและแขนเรียวทำให้ ไพรพาย รู้สึกเย็นยะเยือกเพราะเป็นจังหวะที่สายลมพัดหอบความเย็นผ่านร่างกายของเธอราวกับมาทักทายและเ




![เด็กแสบของคนเถื่อน (NC20+) [ซีรีส์ คนเถื่อน 3/4]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)


