LOGIN“กูอยากได้กล้วย”
“กล้วยรึ ได้จ้ะ วันพรุ่งข้าจะไปตัดมาให้พ่อครูหลาย ๆ เครือเลย”
ผู้เป็นผัวรีบกระตือรือร้นรับปากในขณะที่เมียก็ยิ้มดีใจที่พ่อครูเปลวเทียนยอมรับของจากพวกเขาเป็นการตอบแทน แต่ยิ้มได้ไม่นานก็ต้องมองหน้าพ่อครูเปลวเทียนด้วยความงุนงง
“ต้นกล้วย กูอยากได้ต้นกล้วย”
“...”
“นำมันมาปลูกไว้ข้างเรือนกู”
เช้า
ปึก ปึก ปึก
เปลือกตาสีมุกค่อย ๆ ลืมขึ้นหลังจากที่ได้ยินเสียงอะไรบางอย่างกระแทกพื้นดินข้างเรือน ซึ่งไม่ใช่เพิ่งจะดังแต่ดังมาสักพักใหญ่ ๆ แล้ว แต่ก็ไม่ได้ผิดไปจากที่พ่อครูเปลวเทียนคิดไว้
“เหตุใดถึงได้แข็งนักวะ”
ไพรพายเอ่ยพูดกับตัวเองเสียงเบาแล้วยกมือขึ้นมาปาดเหงื่อบริเวณหน้าผากทำให้เธอเห็นว่าตอนนี้ฝ่ามือของตัวเองเริ่มแดงและสั่น อีกทั้งยังเริ่มเจ็บแสบ เหตุเพราะจับไม้ที่ส่วนปลายถูกเหลาจนแหลมและตัดปลายให้เท่ากัน ขุดดินตั้งแต่ฟ้ามืดจนตอนนี้ที่ฟ้าสว่างเพื่อหวังจะปลูกต้นกล้วยที่วางอยู่
“มือข้าไม่งามแล้ว”
เอ่ยพูดเสียงสั่นริมฝีปากก็เบะคว่ำราวกับจะร้องไห้ เพราะไพรพายเป็นคนรักสวยรักงามจึงไม่อยากให้เรือนร่างของตัวเองมีแม้แต่รอยขีดข่วน เมื่อเห็นแผลที่มือตัวเองก็กลัวว่ามือจะด้านและไม่นุ่มจึงทิ้งไม้ในมือลงที่พื้นด้วยความหงุดหงิด
ในใจก็นึกโมโหตัวเอง ที่เสนอหน้าอาสามาปลูกต้นกล้วยแทนสองผัวเมีย อยู่ดีไม่ว่าดี!
ซ่า!
“!”
สายน้ำที่ไหลจากศีรษะลงมาที่ใบหน้าและตามเนื้อตัวจนผ้านุ่งเปียกชุ่ม ทำให้ไพรพายที่นั่งมองมือตัวเองอยู่นั้นสะดุ้งด้วยความตกใจ แต่เมื่อได้ยินเสียงสิ่งของบางอย่างถูกวางกระแทกลงที่พื้นด้วยความแรงก็ทำให้ไพรพายต้องสูดลมหายใจเข้าปอด แล้วลุกขึ้นยืนเพื่อหันหน้ากลับไปมองเจ้าของร่างสูงที่ยืนมองเธออยู่ในเรือนผ่านบานหน้าต่าง ซึ่งพ่อครูเปลวเทียนเปิดมันออกเป็นครั้งแรกในรอบปี
“พ่อครูไม่เห็นข้ารึ”
“มึงเองรึ กูนึกว่าชะนีตัวใดมันมาขุดหลุมหาของกินข้างเรือนกู”
“!!”
น้ำเสียงนิ่งเรียบแสนเย็นชาเอ่ยพูดอย่างไม่นึกแยแสความรู้สึกของผู้ฟัง เพราะหากหญิงตรงหน้ามีสติและมีความรู้สึกเช่นที่ผู้อื่นมี ก็คงจะไม่หน้าด้านหน้าทนมาวนเวียนอยู่ในสายตาให้เขารำคาญเช่นนี้
“หากข้าเป็นชะนี ก็คงจะเป็นชะนีที่งดงามที่สุดในป่า”
ไพรพายตอบกลับด้วยน้ำเสียงหวานหูแม้ว่าจะรู้สึกหน้าชาและจุกอกกับคำพูดและการกระทำของพ่อครูเปลวเทียนเมื่อครู่นี้ไม่น้อยก็ตาม
แต่นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เธอโดนตอกหน้าด้วยคำพูดแสนร้ายกาจทำให้ไพรพายยังคงปั้นหน้ายิ้มได้และไม่คิดจะเก็บมาใส่ใจ เพราะรู้ดีว่าคนตรงหน้าเธอมีนิสัยเช่นไร
พ่อครูเปลวเทียนเพิกเฉยต่อคำพูดของไพรพาย เขาปรายตามองไปยังต้นกล้วยที่วางอยู่บนพื้นแล้วลากสายตากลับมามองหญิงสาวตัวเล็ก ที่ยืนกุมมือประสานไว้เบื้องหน้าและก้มหน้าก้มตาราวกับกำลังหวาดกลัวเขา แต่แท้จริงแล้วเธอเป็นคนเดียวที่กล้าเข้าหาเขาซึ่งไม่มีผู้ใดกล้าทำ
“เหตุใดถึงเป็นมึง”
“ข้าขอมาเองจ้ะ เพราะเห็นมันสองคนเลี้ยงลูกจนอดตาหลับขับตานอนทุกคืน ตัวข้าไม่มีลูกไม่มีคู่จึงขอมาปรนนิบัติ เอ่อ ขอมาตอบแทนพ่อครูแทนพวกมัน เพราะข้าอยู่เรือนใกล้ ๆ มัน หากลูกมันนอนหลับสบายไม่ร้องไห้งอแงข้าก็พลอยได้นอนหลับด้วย จึงถือว่าพ่อครูเปลวเทียนมีบุญคุณต่อข้าด้วยอีกคน ที่ข้ารู้ก็เพราะเห็นพวกมันกำลังแบกต้นกล้วยผ่านเรือนเลยเอ่ยถามตามประสาคนรู้จักกันน่ะจ้ะ”
“...”
“พ่อครูอย่าได้คิดเล็กคิดน้อยโกรธเคืองพวกมันเลยนะจ๊ะ ที่ไม่ได้มาปลูกกล้วยด้วยมือของพวกมันเอง”
ตลอดเวลาที่ไพรพายพูดอธิบายพ่อครูเปลวเทียนก็ทำเพียงแค่ยืนฟังเงียบ ๆ ทำให้ไพรพายรู้สึกประหม่าไม่น้อย เมื่อพูดจบก็เงยหน้าขึ้นมองพ่อครูเปลวเทียนแต่สายตาของเธอกลับมองขึ้นไปไม่ถึงใบหน้า
เพราะมันหยุดอยู่ที่หน้าท้องและแผงอกกว้างของพ่อครู ซึ่งบัดนี้ถูกซ้อนทับด้วยภาพในคืนนั้นที่ไพรพายแอบมาเห็น
ไพรพายรีบก้มหน้าลงแล้วมองมือของตัวเองที่ประสานกันแน่นและสูดลมหายใจเข้าออกเพื่อตั้งสติ เมื่อเธอเผลอคิดเรื่องไม่ดีและไม่ควรกับพ่อครูเปลวเทียนเป็นฉาก ๆ
“กลับไป”
“แต่ข้ายังไม่ได้นำต้นกล้วยลงหลุมเลย”
เมื่อพูดจบไพรพายก็เขินอายจนหน้าแดงก่ำเพราะสิ่งที่พูดออกไปกับสิ่งที่คิดในหัวมันเป็นคนละเรื่อง ซึ่งหากคนตรงหน้ารู้ว่าเธอกำลังคิดอะไรเธอคงจะโดนไม่น้อย โดนด่า
“หญิงเช่นมึงมีปัญญาทำด้วยรึ”
“ข้าทำเป็นหลายอย่าง หากพ่อครูยอมให้ข้าทำ”
“หากมึงยังไม่ไป จะเป็นตัวมึงที่ลงไปอยู่ในหลุมเสียเอง”
“เช่นนั้นก็ดีจ้ะ ข้าจะได้อยู่ใกล้พ่อครูที่ข้ารัก”
“ไป”
“เหตุใดพ่อครูถึงได้เอาแต่ไล่ข้า ข้าไม่ไป”
ไพรพายเอ่ยพูดอย่างหนักแน่นและสะบัดหน้าหันไปมองทางอื่นด้วยความดื้อดึง ซึ่งพ่อครูเปลวเทียนก็ยืนมองไพรพายด้วยสายตานิ่งเรียบอยู่สักพัก และไม่นานไพรพายก็ยกมือที่กุมประสานอยู่ด้านหน้าขึ้นมากุมท้องของตัวเอง
“พ่อครู พ่อครูทำสิ่งใดใส่ข้า”
“ไปให้พ้นเรือนกู เดี๋ยวนี้”
“พ่อครูใจร้าย ใจร้ายกับข้าเหลือเกิน!”
“เพราะเหตุใดมึงรู้รึไม่”
“...”
“เพราะกูเกลียดหญิงเช่นมึง ไป!”
ไพรพายยืนงอตัวสองมือกุมท้องด้วยความทรมานกับอาการปวดท้องกะทันหัน เธอมองพ่อครูเปลวเทียนด้วยสายตาตัดพ้อและน้อยใจเมื่อได้ยินเขาพูดออกมาอย่างเต็มปาก อีกทั้งยังตะคอกเธอเสียงดังอย่างที่ไพรพายไม่เคยได้ยินเขาพูดเช่นนี้กับผู้ใดมาก่อน
“ข้าจะทำให้พ่อครูรักข้าให้ได้”
พูดจบไพรพายก็ค่อย ๆ เดินกุมท้องกลับเรือนด้วยใบหน้าที่นิ่งเรียบแม้ว่าตอนนี้เธอจะปวดท้องจนแทบจะเดินไม่ไหว แต่หัวใจที่เจ็บปวดยิ่งกว่ามันทำให้เธอต้องอดทนและยิ่งอยากเอาชนะ อยากทำให้พ่อครูเปลวเทียนมาหลงรักเธอจนหัวปักหัวปำให้ได้
“ร้ายอย่างไร พ่อครูก็เป็นชาย”
ดวงตาคู่สวยกลับมาเป็นประกายอีกครั้งในขณะที่เอ่ยถามแต่กลับถูกดับความสดใสลงด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบของแม่เฒ่า จึงลากสายตาจากหญิงตรงหน้าไปมองพ่อครูเปลวเทียนที่นั่งมองตรงมายังเธอ ทำให้ไพรพายรีบก้มหน้าด้วยกลัวว่าจะโดนพ่อครูเปลวเทียนด่าเพราะรู้ว่าเธอกำลังคิดอะไรอยู่“ข้าจะทำสมาธิ”“เช่นนั้นแม่ไม่กวนแล้ว”พูดจบแม่เฒ่าก็มองพ่อครูเปลวเทียนด้วยใบหน้าที่ประดับไปด้วยรอยยิ้มบาง ๆ แล้วกวาดสายตามองไปรอบ ๆ เรือนที่ไร้ซึ่งชีวิตชีวาอยู่สักพักแล้วลุกขึ้นยืนโดยมีไพรพายช่วยประคองแต่ก่อนที่ไพรพายจะเดินตามแม่เฒ่าออกไปเสียงของพ่อครูเปลวเทียนที่ดังขึ้นด้านหลังก็ทำให้เธอต้องหยุดชะงัก“นำผ้ากูไปเผาทิ้ง อย่าให้เหลือแม้แต่เถ้า”“...ข้าไม่เผา”“มึงจะเผาผ้าหรือให้กูเผาเรือนมึง”“พ่อครูอยากทำสิ่งใดก็ทำเถิดจ้ะ เพราะข้าก็จะทำในสิ่งที่ข้าอยากทำ”พูดจบไพรพายก็เดินออกไปจากเรือนทันที ทำให้พ่อครูเปลวเทียนที่มองตามไปรู้สึกเกลียดชังไพรพายมากขึ้นกว่าเดิมเมื่อกลับมาจากเรือนพ่อครูเปลวเทียนไพรพายก็เดินเข้าไปในป่าเพื่อเก็บดินเหนียวมาพอกหัวสวมบริเวณที่ปริแตก แต่ในตอนที่ไพรพายกำลังก้มลงจกดินที่อยู่ริมฝั่งข้างลำธารภายในป่าที่ห่างจากห
เช้าเรือนพ่อครูเปลวเทียนไพรพายก้าวเดินตามหลังแม่เฒ่าเข้าไปในป่า มือเรียวก็ยกขึ้นมาจับผ้าที่ใช้คลุมไหล่ขึ้นปกปิดผิวกายเพราะรู้สึกหนาวเย็นขึ้นมาอย่างเฉียบพลัน ซึ่งไม่รู้ว่าเป็นเพราะลมหนาวของฤดูกาลหรือเป็นเพราะคนที่เธอกำลังมุ่งหน้าไปหา ที่ทำให้รู้สึกเย็นยะเยือกจนขนลุกเช่นนี้ไพรพายก้มหน้าลงมองเท้าของแม่เฒ่าและตัวเองที่ก้าวเดินเหยียบย่ำลงบนใบไม้แห้งด้วยความรู้สึกประหม่า เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่เธอไปหาพ่อครูเปลวเทียนแบบไม่ได้หลบซ่อน แต่ก็ไม่อาจจะรู้ได้ว่าเธอจะโดนด่าเหมือนดังเช่นทุกครั้งที่แอบไปหารึไม่“หลบข้า”เมื่อได้ยินเสียงแม่เฒ่าเอ่ยพูดไพรพายก็เงยหน้าขึ้นและชะโงกมองไปข้างหน้าทันที แต่เธอกลับไม่พบเห็นผู้ใดมายืนขวางหน้ามีเพียงความว่างเปล่าที่ทำให้ไพรพายรู้ว่า สิ่งที่แม่เฒ่าพูดด้วยนั้นไม่ใช่คนหัวใจของไพรพายเต้นแรงและมือที่ถือพวงดอกพุ่มแดงก็เปียกชื้น เพราะหญิงตรงหน้าเธอเป็นถึงแม่เฒ่าแต่ก็ยังไม่อาจจะรอดพ้นจากบริวารผีที่พ่อครูเลี้ยงไว้ ไม่แปลกที่ไพรพายจะโดนทักทายทุกครั้งที่เธอมา“พ่อครู ให้แม่เข้าไปได้รึไม่”เมื่อเดินมาถึงเรือนพ่อครูเปลวเทียนแม่เฒ่าก็เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงใจดี ทำให้ชายหนุ่มที
เรือนพ่อครูเปลวเทียนพ่อครูเปลวเทียนเดินกลับมาที่เรือนด้วยใบหน้านิ่งเรียบแต่แววตากลับคุกรุ่นไปด้วยความโกรธแค้นที่หญิงไร้ยางอายผู้นั้นแตะต้องเนื้อตัวเขา อีกทั้งยังพูดไม่รู้ความเอาแต่ตามตอแยและยังแอบไปดูเขาอาบน้ำซึ่งบริเวณนั้นไม่เคยมีผู้ใดล่วงล้ำเข้าไปแต่เมื่อเดินมาจนเกือบถึงเรือนมือที่ยกขึ้นคว้าจับผ้าบนไหล่กว้างด้วยความเคยชินก็เกิดชะงักเมื่อสัมผัสได้เพียงความว่างเปล่า พ่อครูเปลวเทียนจึงหยุดเดินแล้วหันกลับไปมองยังทิศทางที่ตนเดินมาเพราะนึกขึ้นได้ว่าวางไว้บนขอบบ่อก่อนที่จะลงไปแช่ตัวในน้ำพ่อครูเปลวเทียนถอนหายใจออกมาเสียงดังแล้วก้าวเดินกลับเรือน ส่วนผ้าผืนนั้นก็ตัดสินใจทิ้งมันเพราะเขาไม่มีทางเดินกลับไปเอาในขณะที่ไพรพายอยู่ที่นั่นเป็นเด็ดขาดเมื่อเดินมาถึงเรือนพ่อครูเปลวเทียนก็เปิดฝาตุ่มใบเล็กที่วางตั้งอยู่ข้างบันไดแล้วใช้กะลามะพร้าวตักน้ำขึ้นมาราดใส่ตัว มือก็ถูขยี้แผงอกและหน้าท้องรวมถึงบริเวณที่ไพรพายสัมผัสด้วยความแรงอย่างนึกรังเกียจ ยิ่งได้กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของเธอติดตัว พ่อครูเปลวเทียนก็ยิ่งคิ้วขมวดและออกแรงขัดตัวไม่หยุดสองวันต่อมาเรือนเดือนอ้ายหลังจากเกิดเรื่องในวันนั้นไพรพายก็กลับมาหมก
น้ำในบ่อกระเซ็นขึ้นด้านบนเมื่อร่างเล็กของไพรพายที่วิ่งหนีงูที่หล่นลงมาจากต้นไม้ตกใส่หัวของเธอวิ่งหนีมาหาพ่อครูที่นอนแช่ตัวอยู่บ่อ ทำให้ตอนนี้ร่างหนากำยำที่แสนหวงแหนไม่เคยให้ผู้ใดสัมผัสแม้แต่ชายผ้าถูกไพรพายนั่งตักและวาดแขนเล็กทั้งสองข้างคล้องกอดลำคอหนา ทำให้ดวงตาดุดันของพ่อครูเปลวเทียนที่ลืมตาขึ้นมองหลังจากที่ได้ยินเสียงกรีดร้องของเธอถึงกับเบิกกว้างด้วยความตกใจ“อี๋ ขนลุก!”ไพรพายเอ่ยพูดอย่างนึกรังเกียจในขณะที่สายตาก็มองไปยังงูเหลือมตัวใหญ่ที่เลื้อยลงไปจากโขดหิน ซึ่งมันมีขนาดตัวที่ใหญ่และยาวมาก กว่าจะหายไปจากสายตาก็นานพอสมควรและเมื่องูตัวนั้นหายไปจากสายตาสติของไพรพายที่แตกกระเจิงก็กลับเข้าร่างทำให้เธอเพิ่งจะรู้ตัวว่า เธอวิ่งหนีงูมาหาคนที่น่ากลัวกว่างูและตอนนี้ก็กำลังนั่งทับตักเขาที่มีงูอีกตัวอยู่ในนั้น“ลุกออกไปจากตัวกู!”พ่อครูเปลวเทียนตะคอกเสียงดังหลังจากที่สติกลับเข้าร่าง แล้วยกมือขึ้นมาจับต้นแขนเล็กของไพรพายด้วยความแรงเพื่อผลักให้เธอปล่อยแขนออกจากคอเขาและลุกออกไปเสียที“พ่อครูข้ากลัวงู ฮึก”แต่ไพรพายก็ไม่ยอมจึงใช้แรงทั้งหมดที่มีฝืนตัวเองเอาไว้แม้ว่าจะโดนพ่อครูเปลวเทียนบีบต้นแขนจนร
“ข้าไม่หลบ เอ็งจงหันหลังแล้วเดินกลับไป”“เอ็งเป็นพ่อข้ารึถึงกล้ามาสั่ง!”“ข้าเพียงแค่เป็นห่วงเอ็ง”“เก็บไว้เถิด ข้าไม่ต้องการ หลบ”ไพรพายเอ่ยพูดเน้นย้ำเป็นการยื่นคำขาดเพราะหากเสือยังยืนขวาง แล้วเธอทำอะไรที่มันไม่ดีลงไปเขาจะโกรธหรือเสียใจไม่ได้“หากไป เอ็งก็จะโดนพ่อครูเปลวเทียนดุอีก”“เกี่ยวข้องกับเอ็งอย่างไร หลบไปสิวะ!”“ข้าไม่หลบ เอ็งต้องกลับ ลืมสิ้นแล้วรึว่าห้ามไปใกล้เรือนพ่อครู”“ไม่หลบงั้นรึ”พูดจบไพรพายก็ก้มลงไปหยิบท่อนไม้ที่อยู่ข้างเท้าขึ้นมายกขึ้นง้างเตรียมจะฟาดใส่เสืออย่างไม่คิดจะยั้งแรง ทำให้ร่างสูงของคนที่ยืนกรานว่าจะไม่หลบก้าวเท้าเดินถอยหลังและยกแขนทั้งสองข้างขึ้นมาบังใบหน้าตัวเองไว้“ขี้ขลาด”ไพรพายเอ่ยพูดอย่างดูถูกแล้วโยนไม้ท่อนนั้นใส่เท้าของเสือแล้วเดินกระแทกเท้าด้วยความหงุดหงิดผ่านเขาไป ทิ้งให้เสือได้แต่ยืนมองตามด้วยความรู้สึกมากมายอยู่เบื้องหลังไพรพายเดินหน้าบึ้งเข้าไปในป่าด้านในจนเมื่อเห็นเรือนของพ่อครูเปลวเทียนอยู่ไม่ไกลใบหน้าสวยก็กลับมาประดับไปด้วยรอยยิ้มอีกครั้ง เท้าเล็กก้าวเดินลงน้ำหนักให้เบากว่าตอนแรกและหันกลับไปมองทางด้านหลังเพื่อดูว่าเสือตามเธอมาหรือไม่ เมื่อ
สายตาคมดุของพ่อครูเปลวเทียนมองตามกลุ่มควันสีเทาลอยคละคลุ้งขึ้นด้านบน ในขณะที่พ่อครูกึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนพื้นพรมหน้าหิ้งบูชาแล้วเอนหลังวางศอกเท้าไว้บนขอนไม้ และปรายตามองไปยังควันธูปที่นั่งขัดสมาธิแล้วจ้องมองพ่อครูเปลวเทียนโดยไม่พูดอะไรตั้งแต่ที่เขามาถึง ซึ่งคล้อยหลังไพรพายกลับไปไม่นานนักด้วยสายตาที่นิ่งไม่ต่างกัน“ลืมหน้ากูรึ ถึงได้จ้องไม่วางตา”“เปล่า”“...”“ข้าได้ยินว่าแม่เฒ่าจะจับคู่ให้พ่อครูทั้งสอง”“...”“พ่อครูจะยอมให้เป็นเช่นนั้นรึ”“มึงอยากพูดอะไรก็พูดออกมา”ด้วยความสนิทสนมจึงทำให้พ่อครูเปลวเทียนและควันธูปรู้ใจกันเป็นอย่างดี เนื่องจากควันธูปเป็นศิษย์เพียงคนเดียวที่พ่อครูเปลวเทียนยอมรับและสั่งสอนวิชาคุณไสยดำมืดให้แก่เขา“หากจะยอมให้แม่เฒ่าเลือกให้ ข้าคิดว่าพ่อครูเลือกเองจะดีกว่า อย่างน้อยจะได้ตรงใจเพราะไม่ว่าอย่างไรก็หนีไม่พ้น”“เมียมึงเป่าหูให้มาพูดกับกูรึ อย่าให้กูต้องไล่มึงอีกคน”“หญิงที่ทนมือทนตีน ย่อมดีกว่าพวกอ่อนแอ”ควันธูปไม่ปฏิเสธว่าลัลนาเมียของเขาให้มาช่วยพูดกับพ่อครูเปลวเทียน เนื่องจากลัลนาและไพรพายเป็นเพื่อนรักกัน แต่ควันธูปที่ได้ยินผู้คนพูดกันปากต่อปากจนหนาหูว่าพ่อค
ตกค่ำเสียงร้องไห้กระจองอแงของเด็กน้อยในอ้อมอกของผู้เป็นแม่ ที่เดินอุ้มลูกวนไปวนมาอยู่ในเรือน เล็ดลอดออกมาเข้าหูปลุกผู้คนที่หลับใหลอยู่ในห้วงนิทรา ให้ค่อย ๆ ปรือตาขึ้นมองไปรอบ ๆ เรือนของตนที่มืดมิดพร้อมกับเรียวคิ้วที่ขมวดเข้าหากันด้วยความหงุดหงิดเมื่อถูกรบกวนการนอนไพรพายหนึ่งในผู้คนที่ได้ยินเสียงร
พ่อครูเปลวเทียนมองหน้าแม่เฒ่าด้วยสายตานิ่งเรียบก่อนจะหันหน้ามองไปทางอื่นและถอนหายใจออกมาเมื่อเขาไม่อาจจะโต้เถียงอะไรกลับไปได้ แม่เฒ่าจึงละสายตาจากพ่อครูเปลวเทียนแล้วมองไปยังลูกชายอีกคนที่เป็นสายเลือดของตัวเองด้วยแววตาและสีหน้าที่นิ่งเรียบเพราะแม่เฒ่ารู้ดีว่าหากครั้งนี้ตนไม่เด็ดขาด ก็คงจะตายก่อนได้
เช้าเรือนไพรพาย“คิดแล้วก็เสียดายนัก หากเมื่อคืนนี้ข้าได้เห็นหน้าพ่อครูเปลวเทียน เช้านี้ข้าคงจะได้ย้ายเข้าไปอยู่ในเรือนพ่อครูแล้ว”“เพียงแค่เห็นหน้า เอ็งคิดว่าพ่อครูจะยอมรับเอ็งเป็นเมียรึ ข้ากลับคิดว่าเอ็งจะโดนพ่อครูเปลวเทียนและแม่เฒ่าลงโทษเสียมากกว่าที่ไปยุ่งวุ่นวาย”“ข้าเป็นเพื่อนเอ็งนะ เหตุใดถึ
มือเรียวสวยที่เล็บยาวทั้งสิบนิ้วถูกทาทับด้วยสีชมพูอ่อนจากฝีมือของหญิงแปลกหน้านามว่า สีฝุ่น ที่ทาให้เธอและเพื่อนสนิทอีกสองคนซึ่งก็คือเดือนอ้ายและลัลนา วักน้ำที่อยู่ในลำธารขึ้นมาชโลมหน้าอกและแขนเรียวทำให้ ไพรพาย รู้สึกเย็นยะเยือกเพราะเป็นจังหวะที่สายลมพัดหอบความเย็นผ่านร่างกายของเธอราวกับมาทักทายและเ







