LOGINลมปากเพียงแผ่วเบาแต่กลับทำให้ความรักยิ่งเพิ่มพูนสุดคณานับ แม้คำหวานจะอาบไปด้วยพิษแต่กลับล่อลวงให้หลับตา ปิดหูเชื่อ อย่างสนิทใจ "รัก หลง เกินจะโงหัว"
View Moreมือเรียวสวยที่เล็บยาวทั้งสิบนิ้วถูกทาทับด้วยสีชมพูอ่อนจากฝีมือของหญิงแปลกหน้านามว่า สีฝุ่น ที่ทาให้เธอและเพื่อนสนิทอีกสองคนซึ่งก็คือเดือนอ้ายและลัลนา วักน้ำที่อยู่ในลำธารขึ้นมาชโลมหน้าอกและแขนเรียวทำให้ ไพรพาย รู้สึกเย็นยะเยือกเพราะเป็นจังหวะที่สายลมพัดหอบความเย็นผ่านร่างกายของเธอราวกับมาทักทายและเตือนให้เธอรู้ว่า อีกไม่กี่วันจะถึงช่วงที่มีอากาศหนาวเย็นมากกว่าปกติแล้ว
“หนาวเนื้อต้องห่มเนื้อ ถึงจะคลายหนาว”
ริมฝีปากสีแดงระเรื่อเป็นธรรมชาติขยับพูดเปล่งเสียงหวานด้วยใบหน้าและสายตาที่เป็นประกาย ยิ่งขับให้เครื่องหน้าที่สวยอย่างเด็ดขาดและเสน่ห์ของเธอที่เจ้าตัวรู้ว่าจะต้องใช้มันอย่างไร ยิ่งเป็นภัยต่อชายหนุ่มหากเธอใช้ดวงตาคู่นี้จ้องมองและใช้เสียงหวาน ๆ เอ่ยอ้อน
แต่กลับมีชายผู้หนึ่งที่รำคาญและเกลียดชังเสียงของเธอจนไม่อยากได้ยิน
“จะร้อนหรือหนาว ข้ากลับไม่เคยเห็นพ่อครูออกมาอาบน้ำ ไม่อาบรึ”
เมื่อพูดจบไพรพายที่ยืนแช่ตัวอาบน้ำอยู่ในลำธารก็หันหน้ามองไปยังเรือนของพ่อครูเปลวเทียนที่ตั้งอยู่ด้านในป่าห่างจากลำธารพอสมควรด้วยความสงสัย เพราะไม่ว่าจะยามฟ้าสว่างหรือจนถึงตอนนี้ที่ฟ้ามืดไพรพายกลับไม่เคยเห็นพ่อครูเปลวเทียนออกมาอาบน้ำเหมือนผู้อื่นเลย
“เหตุใดคนไม่อาบน้ำ เนื้อตัวถึงได้หอมเหลือเกิน”
พูดจบใบหน้าขาวที่อยู่ภายใต้หัวสวมก็ร้อนผ่าวราวกับยื่นหน้าเข้าไปอังไฟและแก้มเนียนใสก็ขึ้นสีแดงระเรื่อ เพราะไพรพายเคยได้กลิ่นกายของพ่อครูเปลวเทียนและเธอก็จำได้ดีว่ากลิ่นของเขามันหอมเพียงใด หอมจนเธออยากแนบหน้าซบแผงอกกว้างเพื่อสูดดมกลิ่นนั้นอย่างใกล้ชิด
ไพรพายสะบัดหน้าไปมาเบา ๆ เพื่อสลัดความคิดฟุ้งซ่านของตัวเองที่มันเริ่มเตลิดไปไกลออกไปจากหัว แล้วบรรจงวักน้ำขึ้นมาทำความสะอาดเรือนร่างด้วยความใจเย็นอย่างไม่นึกกลัว แม้ว่าตอนนี้จะมีเพียงแค่เธออยู่ที่ลำธารคนเดียวก็ตาม
ขาเรียวก้าวเดินขึ้นมาบนฝั่งหลังจากที่อาบน้ำเสร็จด้วยสภาพที่ผ้าพันอกและผ้านุ่งเปียกชุ่มแนบชิดไปกับผิวหนัง แล้วเดินกลับเรือนด้วยใบหน้าที่นิ่งเรียบ แต่เดินไปได้ไม่กี่ก้าวไพรพายก็หยุดชะงักแล้วหันหน้ากลับไปมองยังเรือนไม้ที่อยู่ในป่า
“ไม่เจอหน้าข้าหลายวัน ป่านนี้พ่อครูคงจะคิดถึงข้าไม่น้อย”
แม้จะรู้ว่าสิ่งที่พูดออกมาช่างแสนจะห่างไกลจากความจริงนักแต่ไพรพายกลับยิ้มออกมาราวกับมีความสุข แล้วเปลี่ยนใจเดินเข้าไปในป่าเพื่อหมายจะไปหาชายหนุ่มที่เธอรักจนโงหัวไม่ขึ้นถอนตัวไม่ได้
เรือนพ่อครูเปลวเทียน
ไพรพายเดินย่องมานั่งคุกเข่าอยู่ข้างหน้าต่างเรือนพ่อครูเปลวเทียน หัวใจในอกข้างซ้ายก็เต้นแรงถี่รัวด้วยความกลัว ซึ่งชายหนุ่มที่อยู่ในเรือนนี้เป็นผู้เดียวที่ทำให้ไพรพายหวาดกลัวได้ กลัวว่าเขาจะไล่ กลัวว่าเขาจะด่าด้วยถ้อยคำที่ทำให้เธอช้ำในยิ่งกว่าถูกตบตี
ไพรพายนั่งหันหลังพิงผนังแล้วกวาดสายตามองไปรอบ ๆ ด้วยความระแวง เพราะนอกจากจะกลัวพ่อครูเปลวเทียนแล้วไพรพายยังกลัวกุมารเด็กและผีพรายที่พ่อครูเลี้ยงไว้ แต่ไม่ได้กลัวพวกเขาจะมาหลอกหรือมาทำร้าย แต่กลัวว่าจะเอาไปฟ้องพ่อครูว่าเธอแอบมาหาจนพานเสียเรื่อง
ไพรพายค่อย ๆ ขยับนั่งยอง ๆ หันหน้าเข้าหาหน้าต่างแล้วสอดมือเข้าไปในช่องว่างเล็ก ๆ เพื่อเปิดแง้มหน้าต่างที่ไพรพายรู้ดีว่าพ่อครูเปลวเทียนไม่เคยลงไม้ขัด และเมื่อเธอลองงัดขึ้นก็พบว่ายังเหมือนเดิมจึงยิ้มออกมาด้วยความดีใจ
“!”
หัวใจของไพรพายเต้นแรงยิ่งกว่าเดิมเมื่อสายตาที่สอดส่องมองผ่านช่องว่างเข้าไปในเรือนที่จุดเทียนเล่มเล็กส่องสว่างไว้ไม่กี่เล่ม มองเห็นชายหนุ่มที่นั่งทำสมาธิอยู่บนตั่งไม้หน้าหิ้งบูชามีสีผิวที่แปลกไปจากทุกครั้งที่เธอเคยพบเห็น
เขามีผิวกายสีน้ำผึ้งที่ไม่ได้เข้มมากจนเกินไปเพราะพ่อครูเปลวเทียนแทบจะไม่เคยออกจากเรือนมาโดนแสง นอกเสียจากในยามที่จะต้องทำพิธีหรือว่ามีเรื่องใดเกิดขึ้นภายในหมู่บ้าน แต่ก็ไม่ได้ขาวมากหากเทียบกับสีผิวของไพรพายแล้วพ่อครูยังคล้ำกว่านัก
ซึ่งทำให้ไพรพายที่จ้องมองหน้าท้องของพ่อครูเปลวเทียนอยู่นั้น เห็นกล้ามเนื้อความแข็งแรงของเขาได้อย่างชัดเจน
ยิ่งได้มองไพรพายก็ยิ่งตื่นเต้นและร้อนรุ่มไปหมดทั้งตัวด้วยความเขินอายกับเรือนร่างของชายหนุ่มในวัยที่เพียบพร้อมมีคู่ครอง แต่ก็จำต้องตั้งสติแล้วค่อย ๆ ก้มหน้าลงต่ำเพื่อจะได้เห็นหน้าของพ่อครูเปลวเทียนเนื่องจากตอนนี้เธอเห็นเพียงแค่ลำคอที่มีลูกกระเดือกแหลมลงมาเท่านั้น
ตุบ!
“อุ๊บ!”
แต่ยังไม่ทันที่ไพรพายจะได้เห็นปลายคางของพ่อครูเปลวเทียนเธอก็หงายหลังล้มลงนั่งที่พื้นด้วยความตกใจ เมื่อเห็นดวงตาคู่หนึ่งโผล่ขึ้นมาจ้องตากับเธอใกล้ ๆ แต่ไพรพายก็ยังมีสติรีบยกมือขึ้นมาปิดปากและกลืนเสียงที่กำลังจะกรีดร้องของตัวเองลงคอไปได้
และไม่เพียงแค่มองแต่คนที่อยู่หลังบานหน้าต่างยังกลิ้งเกลือกดวงตาหมุนไปตาจนดวงตาถลนออกมานอกเบ้า พร้อมกับเลือดสีแดงสดที่ไหลออกมาขอบตาและแลบลิ้นยาวออกมานอกหน้าต่าง ทำให้ไพรพายมองภาพนั้นด้วยดวงตาที่สั่นระริกและกลัวจนตัวสั่นไม่มีแม้แต่แรงจะขยับลุกหนีไปไหน
พรึบ
แต่แล้วตัวของเธอก็ถูกช้อนอุ้มลอยขึ้นจากพื้นทำให้ไพรพายที่กำลังช็อกจนสติแทบจะหลุดลอยออกจากร่างเงยหน้าขึ้นมองใครคนนั้นด้วยความตกใจไม่แพ้กัน แต่เมื่อเห็นใบหน้าของหัวสวมที่พอจะคุ้นตาก็ทำให้ไพรพายรู้สึกโล่งอกว่าอย่างน้อยชายผู้นี้ก็ยังเป็นคน
เขาอุ้มเธอเดินออกมาจนห่างจากเรือนพ่อครูเปลวเทียนโดยไม่พูดอะไรออกมาสักคำ ซึ่งไพรพายก็ยังตกใจจนพูดอะไรไม่ออกทำได้เพียงมองย้อนกลับไปยังเรือนไม้ที่ตั้งอยู่โดดเดี่ยวด้านหลัง ด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความกลัวและเสียดาย
“พ่อจ๋ามีคนมาช่วยมันไป”
กุมารภพยืนเท้าเอวจ้องมองไพรพายและชายคนนั้นเดินจากไปจนสุดสายตา แล้วหันกลับมาเอ่ยฟ้องเจ้าของดวงตาสีน้ำตาลอ่อนที่ลืมตาขึ้นมองตรงอย่างไร้ความรู้สึก
“ให้ข้าไปจัดการชายผู้นั้นด้วยดีรึไม่ ที่มันบังอาจมาเสือก”
“...ไม่ต้อง”
น้ำเสียงเข้มตอบกลับเพียงสั้น ๆ ทำให้กุมารภพที่แม้จะเสียดายเพราะยังอยากเล่นสนุกต่อไม่อาจจะดื้อรั้นทำตามใจตัวเองได้ จึงสลายหายตัวกลับเข้าไปอยู่ในหุ่นกุมารที่ปั้นจากดินชนิดเดียวกันกับที่นำมาปั้นเป็นหัวสวม
และเมื่อภายในเรือนตกอยู่ในความเงียบอีกครั้งพ่อครูเปลวเทียนก็หันไปมองยังหน้าต่าง ด้วยสายตาที่ไม่อาจจะคาดเดาได้ว่าเขากำลังคิดอะไร
ดวงตาคู่สวยกลับมาเป็นประกายอีกครั้งในขณะที่เอ่ยถามแต่กลับถูกดับความสดใสลงด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบของแม่เฒ่า จึงลากสายตาจากหญิงตรงหน้าไปมองพ่อครูเปลวเทียนที่นั่งมองตรงมายังเธอ ทำให้ไพรพายรีบก้มหน้าด้วยกลัวว่าจะโดนพ่อครูเปลวเทียนด่าเพราะรู้ว่าเธอกำลังคิดอะไรอยู่“ข้าจะทำสมาธิ”“เช่นนั้นแม่ไม่กวนแล้ว”พูดจบแม่เฒ่าก็มองพ่อครูเปลวเทียนด้วยใบหน้าที่ประดับไปด้วยรอยยิ้มบาง ๆ แล้วกวาดสายตามองไปรอบ ๆ เรือนที่ไร้ซึ่งชีวิตชีวาอยู่สักพักแล้วลุกขึ้นยืนโดยมีไพรพายช่วยประคองแต่ก่อนที่ไพรพายจะเดินตามแม่เฒ่าออกไปเสียงของพ่อครูเปลวเทียนที่ดังขึ้นด้านหลังก็ทำให้เธอต้องหยุดชะงัก“นำผ้ากูไปเผาทิ้ง อย่าให้เหลือแม้แต่เถ้า”“...ข้าไม่เผา”“มึงจะเผาผ้าหรือให้กูเผาเรือนมึง”“พ่อครูอยากทำสิ่งใดก็ทำเถิดจ้ะ เพราะข้าก็จะทำในสิ่งที่ข้าอยากทำ”พูดจบไพรพายก็เดินออกไปจากเรือนทันที ทำให้พ่อครูเปลวเทียนที่มองตามไปรู้สึกเกลียดชังไพรพายมากขึ้นกว่าเดิมเมื่อกลับมาจากเรือนพ่อครูเปลวเทียนไพรพายก็เดินเข้าไปในป่าเพื่อเก็บดินเหนียวมาพอกหัวสวมบริเวณที่ปริแตก แต่ในตอนที่ไพรพายกำลังก้มลงจกดินที่อยู่ริมฝั่งข้างลำธารภายในป่าที่ห่างจากห
เช้าเรือนพ่อครูเปลวเทียนไพรพายก้าวเดินตามหลังแม่เฒ่าเข้าไปในป่า มือเรียวก็ยกขึ้นมาจับผ้าที่ใช้คลุมไหล่ขึ้นปกปิดผิวกายเพราะรู้สึกหนาวเย็นขึ้นมาอย่างเฉียบพลัน ซึ่งไม่รู้ว่าเป็นเพราะลมหนาวของฤดูกาลหรือเป็นเพราะคนที่เธอกำลังมุ่งหน้าไปหา ที่ทำให้รู้สึกเย็นยะเยือกจนขนลุกเช่นนี้ไพรพายก้มหน้าลงมองเท้าของแม่เฒ่าและตัวเองที่ก้าวเดินเหยียบย่ำลงบนใบไม้แห้งด้วยความรู้สึกประหม่า เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่เธอไปหาพ่อครูเปลวเทียนแบบไม่ได้หลบซ่อน แต่ก็ไม่อาจจะรู้ได้ว่าเธอจะโดนด่าเหมือนดังเช่นทุกครั้งที่แอบไปหารึไม่“หลบข้า”เมื่อได้ยินเสียงแม่เฒ่าเอ่ยพูดไพรพายก็เงยหน้าขึ้นและชะโงกมองไปข้างหน้าทันที แต่เธอกลับไม่พบเห็นผู้ใดมายืนขวางหน้ามีเพียงความว่างเปล่าที่ทำให้ไพรพายรู้ว่า สิ่งที่แม่เฒ่าพูดด้วยนั้นไม่ใช่คนหัวใจของไพรพายเต้นแรงและมือที่ถือพวงดอกพุ่มแดงก็เปียกชื้น เพราะหญิงตรงหน้าเธอเป็นถึงแม่เฒ่าแต่ก็ยังไม่อาจจะรอดพ้นจากบริวารผีที่พ่อครูเลี้ยงไว้ ไม่แปลกที่ไพรพายจะโดนทักทายทุกครั้งที่เธอมา“พ่อครู ให้แม่เข้าไปได้รึไม่”เมื่อเดินมาถึงเรือนพ่อครูเปลวเทียนแม่เฒ่าก็เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงใจดี ทำให้ชายหนุ่มที
เรือนพ่อครูเปลวเทียนพ่อครูเปลวเทียนเดินกลับมาที่เรือนด้วยใบหน้านิ่งเรียบแต่แววตากลับคุกรุ่นไปด้วยความโกรธแค้นที่หญิงไร้ยางอายผู้นั้นแตะต้องเนื้อตัวเขา อีกทั้งยังพูดไม่รู้ความเอาแต่ตามตอแยและยังแอบไปดูเขาอาบน้ำซึ่งบริเวณนั้นไม่เคยมีผู้ใดล่วงล้ำเข้าไปแต่เมื่อเดินมาจนเกือบถึงเรือนมือที่ยกขึ้นคว้าจับผ้าบนไหล่กว้างด้วยความเคยชินก็เกิดชะงักเมื่อสัมผัสได้เพียงความว่างเปล่า พ่อครูเปลวเทียนจึงหยุดเดินแล้วหันกลับไปมองยังทิศทางที่ตนเดินมาเพราะนึกขึ้นได้ว่าวางไว้บนขอบบ่อก่อนที่จะลงไปแช่ตัวในน้ำพ่อครูเปลวเทียนถอนหายใจออกมาเสียงดังแล้วก้าวเดินกลับเรือน ส่วนผ้าผืนนั้นก็ตัดสินใจทิ้งมันเพราะเขาไม่มีทางเดินกลับไปเอาในขณะที่ไพรพายอยู่ที่นั่นเป็นเด็ดขาดเมื่อเดินมาถึงเรือนพ่อครูเปลวเทียนก็เปิดฝาตุ่มใบเล็กที่วางตั้งอยู่ข้างบันไดแล้วใช้กะลามะพร้าวตักน้ำขึ้นมาราดใส่ตัว มือก็ถูขยี้แผงอกและหน้าท้องรวมถึงบริเวณที่ไพรพายสัมผัสด้วยความแรงอย่างนึกรังเกียจ ยิ่งได้กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของเธอติดตัว พ่อครูเปลวเทียนก็ยิ่งคิ้วขมวดและออกแรงขัดตัวไม่หยุดสองวันต่อมาเรือนเดือนอ้ายหลังจากเกิดเรื่องในวันนั้นไพรพายก็กลับมาหมก
น้ำในบ่อกระเซ็นขึ้นด้านบนเมื่อร่างเล็กของไพรพายที่วิ่งหนีงูที่หล่นลงมาจากต้นไม้ตกใส่หัวของเธอวิ่งหนีมาหาพ่อครูที่นอนแช่ตัวอยู่บ่อ ทำให้ตอนนี้ร่างหนากำยำที่แสนหวงแหนไม่เคยให้ผู้ใดสัมผัสแม้แต่ชายผ้าถูกไพรพายนั่งตักและวาดแขนเล็กทั้งสองข้างคล้องกอดลำคอหนา ทำให้ดวงตาดุดันของพ่อครูเปลวเทียนที่ลืมตาขึ้นมองหลังจากที่ได้ยินเสียงกรีดร้องของเธอถึงกับเบิกกว้างด้วยความตกใจ“อี๋ ขนลุก!”ไพรพายเอ่ยพูดอย่างนึกรังเกียจในขณะที่สายตาก็มองไปยังงูเหลือมตัวใหญ่ที่เลื้อยลงไปจากโขดหิน ซึ่งมันมีขนาดตัวที่ใหญ่และยาวมาก กว่าจะหายไปจากสายตาก็นานพอสมควรและเมื่องูตัวนั้นหายไปจากสายตาสติของไพรพายที่แตกกระเจิงก็กลับเข้าร่างทำให้เธอเพิ่งจะรู้ตัวว่า เธอวิ่งหนีงูมาหาคนที่น่ากลัวกว่างูและตอนนี้ก็กำลังนั่งทับตักเขาที่มีงูอีกตัวอยู่ในนั้น“ลุกออกไปจากตัวกู!”พ่อครูเปลวเทียนตะคอกเสียงดังหลังจากที่สติกลับเข้าร่าง แล้วยกมือขึ้นมาจับต้นแขนเล็กของไพรพายด้วยความแรงเพื่อผลักให้เธอปล่อยแขนออกจากคอเขาและลุกออกไปเสียที“พ่อครูข้ากลัวงู ฮึก”แต่ไพรพายก็ไม่ยอมจึงใช้แรงทั้งหมดที่มีฝืนตัวเองเอาไว้แม้ว่าจะโดนพ่อครูเปลวเทียนบีบต้นแขนจนร