LOGINพ่อครูเปลวเทียนมองหน้าแม่เฒ่าด้วยสายตานิ่งเรียบก่อนจะหันหน้ามองไปทางอื่นและถอนหายใจออกมาเมื่อเขาไม่อาจจะโต้เถียงอะไรกลับไปได้ แม่เฒ่าจึงละสายตาจากพ่อครูเปลวเทียนแล้วมองไปยังลูกชายอีกคนที่เป็นสายเลือดของตัวเองด้วยแววตาและสีหน้าที่นิ่งเรียบ
เพราะแม่เฒ่ารู้ดีว่าหากครั้งนี้ตนไม่เด็ดขาด ก็คงจะตายก่อนได้เห็นหน้าหลาน
“พ่อครูแสงไฟคิดจะเลือกคู่เมื่อใด”
“...”
“หากมีคำตอบอย่าได้เงียบ”
“ข้ายังไม่คิด”
“เหตุใดถึงได้เพิกเฉยเรื่องนี้ พ่อครูทั้งสองจะต้องมีได้แล้ว”
“...”
แม่เฒ่าถอนหายใจออกมาเบา ๆ แล้วมองหน้าพ่อครูทั้งสองสลับกันอยู่สักพักก็ตัดสินใจพูดออกมาอย่างเด็ดขาด ทำให้พ่อครูทั้งสองหันหน้ามามองแม่เฒ่าพร้อมกันในทันที
“พิธีเลือกคู่ในครั้งหน้า ทั้งสองคนจะต้องเลือก”
“ไม่/ไม่”
“หากผู้ใดไม่เลือก แม่จะเลือกให้”
แม่เฒ่าเพียงเสียงเดียวไม่คิดจะอ่อนข้อให้กับสองเสียงที่คัดค้าน อีกทั้งยังเอ่ยพูดในสิ่งที่พ่อครูทั้งสองไม่ได้อยากได้ยินที่สุดออกมาด้วยน้ำเสียงจริงจัง
เพราะที่หมู่บ้านแห่งนี้ชายหญิงทุกคนมีสิทธิ์ที่จะเลือกคู่ของตนโดยที่พ่อแม่ไม่มีสิทธิ์มาบังคับหรือจัดแจง ทำได้เพียงแค่เสนอแนะชายหญิงที่คิดว่าดีให้กับลูกของตนเท่านั้น
พ่อครูก็เช่นกัน แตกต่างเพียงแค่หากพ่อครูไม่ยอมเลือกเหมือนที่ทั้งสองคนกำลังทำ ผู้เป็นแม่สามารถเลือกและจับคู่ให้ได้ เพราะพวกเขาจำเป็นจะต้องมีลูกเพื่อสืบทอดตำแหน่งพ่อครูต่อไป
“ถึงคราวต้องเจียดเวลาที่เอาแต่นั่งทำสมาธิอยู่ในเรือน ออกมาเดินพบปะผู้อื่นบ้างแล้ว”
“...”
“เรื่องที่แม่จะพูดก็มีเพียงเท่านี้ ไม่รบกวนเวลาทำสมาธิของพ่อครูแล้ว”
พูดจบแม่เฒ่าก็ก้มหัวให้แก่พ่อครูทั้งสองเล็กน้อยแล้วลุกเดินกลับเข้าไปในเรือน ทำให้พ่อครูทั้งสองนั่งมองตามไปด้วยใบหน้าที่แตกต่างกัน พ่อครูแสงไฟยังคงมีใบหน้าที่นิ่งเรียบไร้ซึ่งอารมณ์ใด แต่พ่อครูเปลวเทียนกลับคิ้วขมวดเข้าหากันแววตาก็ดุดันด้วยความไม่พอใจ และไม่เต็มใจที่จะยอมรับในสิ่งที่ได้ยิน
แต่แม้ใบหน้าจะต่างกัน แต่สิ่งที่เหมือนกันคือพ่อครูทั้งสองยังไม่อยากมีคู่
“มึงมีแล้วก็เลือกไป”
เสียงของพ่อครูเปลวเทียนที่พูดขึ้นทำให้แม่เฒ่าที่เดินเข้ามาในเรือนส่ายหัวและยิ้มออกมาด้วยความเอ็นดูที่พวกเขากำลังเริ่มเกี่ยงกันว่าผู้ใดจะมีก่อน
“มึงไม่มีก็มองไว้ ถึงเวลาจะได้เลือกถูก”
เมื่อพูดจบพ่อครูแสงไฟก็ลุกขึ้นยืนแล้วเดินลงไปจากเรือนทันที ทำให้พ่อครูเปลวเทียนมองตามไปด้วยดวงตาแสนขวางเมื่ออีกฝ่ายแม้จะไม่ปฏิเสธแต่ก็ไม่ยอมที่จะเลือกเพียงคนเดียว ทำให้แม่เฒ่าที่นั่งพับผ้าอยู่ในเรือนยิ้มออกมาบาง ๆ
พ่อครูเปลวเทียนถอนหายใจออกมาเสียงดังแล้วลุกขึ้นยืนเพื่อกลับเรือนของตนด้วยใบหน้าที่ตึงเครียด ซึ่งระหว่างที่กำลังเดินกลับเรือนแล้วหางตาเหลือบไปเห็นไพรพายยืนคุยกับชายผู้หนึ่งอยู่ไกล ๆ ก็ยิ่งรู้สึกหงุดหงิดเพราะเขาเกลียดเธอ การที่เห็นหน้าหรือแม้แต่ได้ยินเสียงเธอก็ทำให้เขาอารมณ์ไม่ดีแล้ว
ทางด้านไพรพายก็ยืนกอดอกมองหน้าเสือด้วยใบหน้านิ่งเรียบ แต่ชายหนุ่มที่ยืนเผชิญหน้ากับเธอกลับรู้สึกเขินอายและประหม่าจนมือเย็นเฉียบ
“เมื่อคืนนี้ เอ็งแอบตามข้าไปรึ”
ไพรพายเอ่ยถามออกมาตามตรงเพราะเมื่อคืนนี้พอเสืออุ้มเธอมาส่งที่เรือนแล้ว เขาก็เดินกลับเรือนตัวเองทันทีทำให้เธอไม่ทันได้ถามอะไร และไพรพายก็ยังคงช็อกกับสิ่งที่เห็นจนทำให้คิดอะไรไม่ออก
“...ไม่”
“แล้วเหตุใดเอ็งถึงได้ไปโผล่ที่นั่น”
“...”
“เอ็งโกหกข้าได้ แต่โกหกตัวเองไม่ได้ และข้าก็จะไม่โกหกเอ็ง เพราะฉะนั้นเอ็งจงฟังคำข้าไว้”
“...”
“ข้ารู้ว่าเอ็งคิดกับข้าเช่นไร แต่ข้าไม่ได้รู้สึกเช่นนั้นกับเอ็ง และอย่าได้ตามติดข้าอีกข้าไม่ชอบ”
“สิ่งใดในตัวข้าที่มันไม่ดีรึ ขอเพียงเอ็งพูดบอกข้าจะละเลิกและทำตัวใหม่เดี๋ยวนี้”
เมื่อได้ยินคำพูดของไพรพายเสือก็รู้สึกหน้าชาไม่น้อย แต่เขาก็ยังไม่คิดยอมแพ้เพราะตราบใดที่ไพรพายยังไม่คู่เขาก็ยังมีหวัง
“ข้าไม่รู้ เพราะข้าไม่เคยสนใจในตัวเอ็ง ข้าไม่ได้ชอบเอ็ง”
“ขอให้ข้าได้พยายามอีกสักหน่อยเผื่อเอ็งจะเปลี่ยนใจได้รึไม่”
“ข้ามีชายที่ข้ารักอยู่แล้ว ได้ยินเช่นนี้เอ็งยังอยากพยายามอยู่รึไม่”
ทั้งท่าทาง คำพูดและน้ำเสียงของไพรพายนั้นช่างแสนเย่อหยิ่งและไม่แยแส แต่เสือกลับไม่ได้รู้สึกโกรธเคืองเขามีเพียงความรู้สึกชอบพอที่มากขึ้นและยิ่งอยากเอาชนะใจเธอให้ได้
“ไม่ว่าอย่างไรข้าก็ไม่เปลี่ยนใจ”
“เอ็งไม่มีวันชนะใจข้าได้หรอกเสือ ตราบใดที่ในใจข้ายังมีชายผู้นั้น”
พูดจบไพรพายก็หันหลังให้แล้วเดินหนีทันทีอย่างไม่คิดจะแยแสความรู้สึกของชายหนุ่มที่ยืนมองเธออยู่ข้างหลังว่าเขาจะรู้สึกอย่างไร เพราะในความคิดของไพรพายยิ่งเสือเสียใจมากเท่าไหร่เขาก็จะยิ่งตัดใจจากเธอได้เร็วขึ้นเท่านั้น
แต่ตัวของเธอเอง ไม่ว่าจะเสียใจกี่ครั้งกลับทำเช่นที่ตัวเองคิดไม่ได้เลย
ไม่รู้ว่าพ่อครูเปลวเทียนมีของดีใด ถึงได้ทำให้เธอหลงรักหัวปักหัวปำเช่นนี้
ดวงตาคู่สวยกลับมาเป็นประกายอีกครั้งในขณะที่เอ่ยถามแต่กลับถูกดับความสดใสลงด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบของแม่เฒ่า จึงลากสายตาจากหญิงตรงหน้าไปมองพ่อครูเปลวเทียนที่นั่งมองตรงมายังเธอ ทำให้ไพรพายรีบก้มหน้าด้วยกลัวว่าจะโดนพ่อครูเปลวเทียนด่าเพราะรู้ว่าเธอกำลังคิดอะไรอยู่“ข้าจะทำสมาธิ”“เช่นนั้นแม่ไม่กวนแล้ว”พูดจบแม่เฒ่าก็มองพ่อครูเปลวเทียนด้วยใบหน้าที่ประดับไปด้วยรอยยิ้มบาง ๆ แล้วกวาดสายตามองไปรอบ ๆ เรือนที่ไร้ซึ่งชีวิตชีวาอยู่สักพักแล้วลุกขึ้นยืนโดยมีไพรพายช่วยประคองแต่ก่อนที่ไพรพายจะเดินตามแม่เฒ่าออกไปเสียงของพ่อครูเปลวเทียนที่ดังขึ้นด้านหลังก็ทำให้เธอต้องหยุดชะงัก“นำผ้ากูไปเผาทิ้ง อย่าให้เหลือแม้แต่เถ้า”“...ข้าไม่เผา”“มึงจะเผาผ้าหรือให้กูเผาเรือนมึง”“พ่อครูอยากทำสิ่งใดก็ทำเถิดจ้ะ เพราะข้าก็จะทำในสิ่งที่ข้าอยากทำ”พูดจบไพรพายก็เดินออกไปจากเรือนทันที ทำให้พ่อครูเปลวเทียนที่มองตามไปรู้สึกเกลียดชังไพรพายมากขึ้นกว่าเดิมเมื่อกลับมาจากเรือนพ่อครูเปลวเทียนไพรพายก็เดินเข้าไปในป่าเพื่อเก็บดินเหนียวมาพอกหัวสวมบริเวณที่ปริแตก แต่ในตอนที่ไพรพายกำลังก้มลงจกดินที่อยู่ริมฝั่งข้างลำธารภายในป่าที่ห่างจากห
เช้าเรือนพ่อครูเปลวเทียนไพรพายก้าวเดินตามหลังแม่เฒ่าเข้าไปในป่า มือเรียวก็ยกขึ้นมาจับผ้าที่ใช้คลุมไหล่ขึ้นปกปิดผิวกายเพราะรู้สึกหนาวเย็นขึ้นมาอย่างเฉียบพลัน ซึ่งไม่รู้ว่าเป็นเพราะลมหนาวของฤดูกาลหรือเป็นเพราะคนที่เธอกำลังมุ่งหน้าไปหา ที่ทำให้รู้สึกเย็นยะเยือกจนขนลุกเช่นนี้ไพรพายก้มหน้าลงมองเท้าของแม่เฒ่าและตัวเองที่ก้าวเดินเหยียบย่ำลงบนใบไม้แห้งด้วยความรู้สึกประหม่า เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่เธอไปหาพ่อครูเปลวเทียนแบบไม่ได้หลบซ่อน แต่ก็ไม่อาจจะรู้ได้ว่าเธอจะโดนด่าเหมือนดังเช่นทุกครั้งที่แอบไปหารึไม่“หลบข้า”เมื่อได้ยินเสียงแม่เฒ่าเอ่ยพูดไพรพายก็เงยหน้าขึ้นและชะโงกมองไปข้างหน้าทันที แต่เธอกลับไม่พบเห็นผู้ใดมายืนขวางหน้ามีเพียงความว่างเปล่าที่ทำให้ไพรพายรู้ว่า สิ่งที่แม่เฒ่าพูดด้วยนั้นไม่ใช่คนหัวใจของไพรพายเต้นแรงและมือที่ถือพวงดอกพุ่มแดงก็เปียกชื้น เพราะหญิงตรงหน้าเธอเป็นถึงแม่เฒ่าแต่ก็ยังไม่อาจจะรอดพ้นจากบริวารผีที่พ่อครูเลี้ยงไว้ ไม่แปลกที่ไพรพายจะโดนทักทายทุกครั้งที่เธอมา“พ่อครู ให้แม่เข้าไปได้รึไม่”เมื่อเดินมาถึงเรือนพ่อครูเปลวเทียนแม่เฒ่าก็เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงใจดี ทำให้ชายหนุ่มที
เรือนพ่อครูเปลวเทียนพ่อครูเปลวเทียนเดินกลับมาที่เรือนด้วยใบหน้านิ่งเรียบแต่แววตากลับคุกรุ่นไปด้วยความโกรธแค้นที่หญิงไร้ยางอายผู้นั้นแตะต้องเนื้อตัวเขา อีกทั้งยังพูดไม่รู้ความเอาแต่ตามตอแยและยังแอบไปดูเขาอาบน้ำซึ่งบริเวณนั้นไม่เคยมีผู้ใดล่วงล้ำเข้าไปแต่เมื่อเดินมาจนเกือบถึงเรือนมือที่ยกขึ้นคว้าจับผ้าบนไหล่กว้างด้วยความเคยชินก็เกิดชะงักเมื่อสัมผัสได้เพียงความว่างเปล่า พ่อครูเปลวเทียนจึงหยุดเดินแล้วหันกลับไปมองยังทิศทางที่ตนเดินมาเพราะนึกขึ้นได้ว่าวางไว้บนขอบบ่อก่อนที่จะลงไปแช่ตัวในน้ำพ่อครูเปลวเทียนถอนหายใจออกมาเสียงดังแล้วก้าวเดินกลับเรือน ส่วนผ้าผืนนั้นก็ตัดสินใจทิ้งมันเพราะเขาไม่มีทางเดินกลับไปเอาในขณะที่ไพรพายอยู่ที่นั่นเป็นเด็ดขาดเมื่อเดินมาถึงเรือนพ่อครูเปลวเทียนก็เปิดฝาตุ่มใบเล็กที่วางตั้งอยู่ข้างบันไดแล้วใช้กะลามะพร้าวตักน้ำขึ้นมาราดใส่ตัว มือก็ถูขยี้แผงอกและหน้าท้องรวมถึงบริเวณที่ไพรพายสัมผัสด้วยความแรงอย่างนึกรังเกียจ ยิ่งได้กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของเธอติดตัว พ่อครูเปลวเทียนก็ยิ่งคิ้วขมวดและออกแรงขัดตัวไม่หยุดสองวันต่อมาเรือนเดือนอ้ายหลังจากเกิดเรื่องในวันนั้นไพรพายก็กลับมาหมก
น้ำในบ่อกระเซ็นขึ้นด้านบนเมื่อร่างเล็กของไพรพายที่วิ่งหนีงูที่หล่นลงมาจากต้นไม้ตกใส่หัวของเธอวิ่งหนีมาหาพ่อครูที่นอนแช่ตัวอยู่บ่อ ทำให้ตอนนี้ร่างหนากำยำที่แสนหวงแหนไม่เคยให้ผู้ใดสัมผัสแม้แต่ชายผ้าถูกไพรพายนั่งตักและวาดแขนเล็กทั้งสองข้างคล้องกอดลำคอหนา ทำให้ดวงตาดุดันของพ่อครูเปลวเทียนที่ลืมตาขึ้นมองหลังจากที่ได้ยินเสียงกรีดร้องของเธอถึงกับเบิกกว้างด้วยความตกใจ“อี๋ ขนลุก!”ไพรพายเอ่ยพูดอย่างนึกรังเกียจในขณะที่สายตาก็มองไปยังงูเหลือมตัวใหญ่ที่เลื้อยลงไปจากโขดหิน ซึ่งมันมีขนาดตัวที่ใหญ่และยาวมาก กว่าจะหายไปจากสายตาก็นานพอสมควรและเมื่องูตัวนั้นหายไปจากสายตาสติของไพรพายที่แตกกระเจิงก็กลับเข้าร่างทำให้เธอเพิ่งจะรู้ตัวว่า เธอวิ่งหนีงูมาหาคนที่น่ากลัวกว่างูและตอนนี้ก็กำลังนั่งทับตักเขาที่มีงูอีกตัวอยู่ในนั้น“ลุกออกไปจากตัวกู!”พ่อครูเปลวเทียนตะคอกเสียงดังหลังจากที่สติกลับเข้าร่าง แล้วยกมือขึ้นมาจับต้นแขนเล็กของไพรพายด้วยความแรงเพื่อผลักให้เธอปล่อยแขนออกจากคอเขาและลุกออกไปเสียที“พ่อครูข้ากลัวงู ฮึก”แต่ไพรพายก็ไม่ยอมจึงใช้แรงทั้งหมดที่มีฝืนตัวเองเอาไว้แม้ว่าจะโดนพ่อครูเปลวเทียนบีบต้นแขนจนร
“ข้าไม่หลบ เอ็งจงหันหลังแล้วเดินกลับไป”“เอ็งเป็นพ่อข้ารึถึงกล้ามาสั่ง!”“ข้าเพียงแค่เป็นห่วงเอ็ง”“เก็บไว้เถิด ข้าไม่ต้องการ หลบ”ไพรพายเอ่ยพูดเน้นย้ำเป็นการยื่นคำขาดเพราะหากเสือยังยืนขวาง แล้วเธอทำอะไรที่มันไม่ดีลงไปเขาจะโกรธหรือเสียใจไม่ได้“หากไป เอ็งก็จะโดนพ่อครูเปลวเทียนดุอีก”“เกี่ยวข้องกับเอ็งอย่างไร หลบไปสิวะ!”“ข้าไม่หลบ เอ็งต้องกลับ ลืมสิ้นแล้วรึว่าห้ามไปใกล้เรือนพ่อครู”“ไม่หลบงั้นรึ”พูดจบไพรพายก็ก้มลงไปหยิบท่อนไม้ที่อยู่ข้างเท้าขึ้นมายกขึ้นง้างเตรียมจะฟาดใส่เสืออย่างไม่คิดจะยั้งแรง ทำให้ร่างสูงของคนที่ยืนกรานว่าจะไม่หลบก้าวเท้าเดินถอยหลังและยกแขนทั้งสองข้างขึ้นมาบังใบหน้าตัวเองไว้“ขี้ขลาด”ไพรพายเอ่ยพูดอย่างดูถูกแล้วโยนไม้ท่อนนั้นใส่เท้าของเสือแล้วเดินกระแทกเท้าด้วยความหงุดหงิดผ่านเขาไป ทิ้งให้เสือได้แต่ยืนมองตามด้วยความรู้สึกมากมายอยู่เบื้องหลังไพรพายเดินหน้าบึ้งเข้าไปในป่าด้านในจนเมื่อเห็นเรือนของพ่อครูเปลวเทียนอยู่ไม่ไกลใบหน้าสวยก็กลับมาประดับไปด้วยรอยยิ้มอีกครั้ง เท้าเล็กก้าวเดินลงน้ำหนักให้เบากว่าตอนแรกและหันกลับไปมองทางด้านหลังเพื่อดูว่าเสือตามเธอมาหรือไม่ เมื่อ
สายตาคมดุของพ่อครูเปลวเทียนมองตามกลุ่มควันสีเทาลอยคละคลุ้งขึ้นด้านบน ในขณะที่พ่อครูกึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนพื้นพรมหน้าหิ้งบูชาแล้วเอนหลังวางศอกเท้าไว้บนขอนไม้ และปรายตามองไปยังควันธูปที่นั่งขัดสมาธิแล้วจ้องมองพ่อครูเปลวเทียนโดยไม่พูดอะไรตั้งแต่ที่เขามาถึง ซึ่งคล้อยหลังไพรพายกลับไปไม่นานนักด้วยสายตาที่นิ่งไม่ต่างกัน“ลืมหน้ากูรึ ถึงได้จ้องไม่วางตา”“เปล่า”“...”“ข้าได้ยินว่าแม่เฒ่าจะจับคู่ให้พ่อครูทั้งสอง”“...”“พ่อครูจะยอมให้เป็นเช่นนั้นรึ”“มึงอยากพูดอะไรก็พูดออกมา”ด้วยความสนิทสนมจึงทำให้พ่อครูเปลวเทียนและควันธูปรู้ใจกันเป็นอย่างดี เนื่องจากควันธูปเป็นศิษย์เพียงคนเดียวที่พ่อครูเปลวเทียนยอมรับและสั่งสอนวิชาคุณไสยดำมืดให้แก่เขา“หากจะยอมให้แม่เฒ่าเลือกให้ ข้าคิดว่าพ่อครูเลือกเองจะดีกว่า อย่างน้อยจะได้ตรงใจเพราะไม่ว่าอย่างไรก็หนีไม่พ้น”“เมียมึงเป่าหูให้มาพูดกับกูรึ อย่าให้กูต้องไล่มึงอีกคน”“หญิงที่ทนมือทนตีน ย่อมดีกว่าพวกอ่อนแอ”ควันธูปไม่ปฏิเสธว่าลัลนาเมียของเขาให้มาช่วยพูดกับพ่อครูเปลวเทียน เนื่องจากลัลนาและไพรพายเป็นเพื่อนรักกัน แต่ควันธูปที่ได้ยินผู้คนพูดกันปากต่อปากจนหนาหูว่าพ่อค
“กูอยากได้กล้วย”“กล้วยรึ ได้จ้ะ วันพรุ่งข้าจะไปตัดมาให้พ่อครูหลาย ๆ เครือเลย”ผู้เป็นผัวรีบกระตือรือร้นรับปากในขณะที่เมียก็ยิ้มดีใจที่พ่อครูเปลวเทียนยอมรับของจากพวกเขาเป็นการตอบแทน แต่ยิ้มได้ไม่นานก็ต้องมองหน้าพ่อครูเปลวเทียนด้วยความงุนงง“ต้นกล้วย กูอยากได้ต้นกล้วย”“...”“นำมันมาปลูกไว้ข้างเรือน
ตกค่ำเสียงร้องไห้กระจองอแงของเด็กน้อยในอ้อมอกของผู้เป็นแม่ ที่เดินอุ้มลูกวนไปวนมาอยู่ในเรือน เล็ดลอดออกมาเข้าหูปลุกผู้คนที่หลับใหลอยู่ในห้วงนิทรา ให้ค่อย ๆ ปรือตาขึ้นมองไปรอบ ๆ เรือนของตนที่มืดมิดพร้อมกับเรียวคิ้วที่ขมวดเข้าหากันด้วยความหงุดหงิดเมื่อถูกรบกวนการนอนไพรพายหนึ่งในผู้คนที่ได้ยินเสียงร
เช้าเรือนไพรพาย“คิดแล้วก็เสียดายนัก หากเมื่อคืนนี้ข้าได้เห็นหน้าพ่อครูเปลวเทียน เช้านี้ข้าคงจะได้ย้ายเข้าไปอยู่ในเรือนพ่อครูแล้ว”“เพียงแค่เห็นหน้า เอ็งคิดว่าพ่อครูจะยอมรับเอ็งเป็นเมียรึ ข้ากลับคิดว่าเอ็งจะโดนพ่อครูเปลวเทียนและแม่เฒ่าลงโทษเสียมากกว่าที่ไปยุ่งวุ่นวาย”“ข้าเป็นเพื่อนเอ็งนะ เหตุใดถึ
มือเรียวสวยที่เล็บยาวทั้งสิบนิ้วถูกทาทับด้วยสีชมพูอ่อนจากฝีมือของหญิงแปลกหน้านามว่า สีฝุ่น ที่ทาให้เธอและเพื่อนสนิทอีกสองคนซึ่งก็คือเดือนอ้ายและลัลนา วักน้ำที่อยู่ในลำธารขึ้นมาชโลมหน้าอกและแขนเรียวทำให้ ไพรพาย รู้สึกเย็นยะเยือกเพราะเป็นจังหวะที่สายลมพัดหอบความเย็นผ่านร่างกายของเธอราวกับมาทักทายและเ







