LOGINบรรยากาศภายในศาลต้าหลี่นั้นเย็นเยียบและวังเวง คบเพลิงที่ปักอยู่ตามระเบียงทางเดินส่องแสงวูบวาบกระทบรูปปั้นกิเลนหน้าตาดุร้ายที่เฝ้าอยู่หน้าประตูใหญ่ กลิ่นอายของความตายและความหวาดกลัวดูเหมือนจะแทรกซึมอยู่ในทุกที่ของสถานที่แห่งนี้
ทว่าสำหรับเจียงลั่วเสวี่ย สถานที่แห่งนี้กลับมิได้น่าสะพรึงกลัวอย่างที่ใครเขาเล่าลือ นางเพียงแค่รู้สึกว่ามัน... ขาดรสนิยมไปเสียหน่อย ภายในห้องรับรองพิเศษที่ถูกจัดไว้สำหรับผู้ต้องหาที่มีฐานะสูงศักดิ์ เจียงลั่วเสวี่ยกำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้แดง มือเรียวเคาะนิ้วลงบนโต๊ะเป็นจังหวะเพลงงิ้วที่เพิ่งได้ฟังมาเมื่อครู่ พลางปรายตามองถ้วยชาเย็นชืดตรงหน้าด้วยสายตาตำหนิ "นี่หรือคือการต้อนรับของศาลต้าหลี่ ชาหยาบกร้านเช่นนี้ แม้แต่สาวใช้ในจวนของข้ายังไม่กล้าดื่ม" นางบ่นพึมพำกับตัวเอง เสียงประตูไม้หนักอึ้งถูกผลักเปิดออก ร่างสูงสง่าของหลิ่วเฉินก้าวเข้ามาในห้อง พร้อมด้วยกระแสลมเย็นที่พัดกรูตามหลังมา เขาโบกมือไล่องครักษ์คนอื่นออกไป เหลือเพียงเขากับนางตามลำพัง หลิ่วเฉินเดินมาหยุดยืนที่ฝั่งตรงข้ามของโต๊ะ สายตาคมกวาดมองสตรีตรงหน้า นางยังคงมีท่าทีเย่อหยิ่งไม่มีความหวาดเกรงแม้แต่น้อย ทั้งที่เพิ่งถูกคุมตัวมาจากสถานที่เกิดเหตุฆาตกรรม "ที่นี่คือศาลต้าหลี่ มิใช่หอสุราเลิศรส หากท่านหญิงไม่พอใจ จะย้ายไปอยู่ในคุกใต้ดินที่มีหนูวิ่งเพ่นพ่านแทนก็ได้ ข้าไม่ขัดข้อง" น้ำเสียงของเขาเรียบเฉย ทว่าวาจานั้นเชือดเฉือน เจียงลั่วเสวี่ยยืดตัวตรง เชิดหน้าขึ้นสบตาเขา "ท่านโหว ท่านจับข้ามาขังไว้ร่วมสองชั่วยาม โดยไม่มีการไต่สวน นี่เรียกว่ารังแกสตรีหรือไม่" หลิ่วเฉินไม่ต่อปากต่อคำ เขาล้วงเอาปิ่นปักผมด้ามนั้นออกมาวางกระแทกลงบนโต๊ะ "หลักฐานชิ้นนี้อธิบายทุกอย่างแล้ว" เขาเอ่ยเสียงเข้ม "เศษผ้าสีฟ้าครามจากชุดของอวิ๋นเซียง และผงพิษสลายวิญญาณที่ติดอยู่ปลายปิ่น พิษชนิดนี้ไร้สีไร้กลิ่น เพียงสัมผัสถูกผิวหนังหรือสูดดมเพียงเล็กน้อยก็สามารถคร่าชีวิตคนได้ในพริบตา จวิ้นจู่... ท่านจะอธิบายเรื่องนี้อย่างไร" เจียงลั่วเสวี่ยมองปิ่นด้ามนั้น นึกย้อนกลับไปถึงเหตุการณ์หลังเวที นางมั่นใจว่าตนเองไม่ได้เข้าใกล้อวิ๋นเซียงมากพอที่จะลงมือสังหาร แต่จังหวะที่นางซ่อนตัวหลังหีบไม้ นางจำได้ว่ามีช่วงหนึ่งที่อวิ๋นเซียงเดินเฉียดเข้ามาใกล้เพื่อหลบหนีบุรุษชุดดำ บางทีชายเสื้อของนางอาจจะเกี่ยวเข้ากับปิ่นโดยบังเอิญ "ข้าไม่ได้ฆ่านาง" เจียงลั่วเสวี่ยตอบเสียงหนักแน่น "ข้าเพียงแค่... บังเอิญไปอยู่ในที่ที่ไม่ควรอยู่" "ที่ที่ไม่ควรอยู่" หลิ่วเฉินเลิกคิ้ว "หลังเวทีละครน่ะหรือ ท่านไปทำอะไรที่นั่น" "ข้า..." เจียงลั่วเสวี่ยอึกอักเล็กน้อย จะให้บอกว่าไปแอบฟังเรื่องชาวบ้านก็ดูจะเสียกิริยาเกินไป นางจึงเลือกที่จะบอกความจริงบางส่วน "ข้าเห็นอวิ๋นเซียงมีพิรุธระหว่างการแสดง นางดูหวาดกลัวและมองไปทางซุ้มประตูตลอดเวลา ข้าสงสัยจึงตามไปดู และข้าก็เห็นนางโต้เถียงกับบุรุษผู้หนึ่ง" ดวงตาของหลิ่วเฉินหรี่ลงเล็กน้อย ความสนใจเริ่มฉายชัดในแววตา "บุรุษผู้นั้น... ลักษณะเป็นเช่นไร" "เขาสวมชุดดำ ปิดหน้ามิดชิด ข้าไม่เห็นหน้าเขา" เจียงลั่วเสวี่ยเว้นจังหวะ ก่อนจะเอ่ยถึงสิ่งที่สำคัญที่สุด "แต่ข้าเห็นป้ายหยกที่ห้อยอยู่ที่เอวของเขา เป็นหยกสีดำเนื้อด้าน แกะสลักเป็นรูปหน้ากากปีศาจ" ทันทีที่ได้ยินคำว่าหน้ากากปีศาจ หรือ กุ่ยเมี่ยน บรรยากาศรอบตัวของหลิ่วเฉินพลันเปลี่ยนไป อุณหภูมิในห้องดูเหมือนจะลดต่ำลงอีกหลายส่วน กลิ่นอายสังหารแผ่ซ่านออกมาจากร่างของเขาจนเจียงลั่วเสวี่ยรู้สึกขนลุก เขาขยับตัวเข้ามาใกล้ วางมือทั้งสองข้างยันลงบนโต๊ะ โน้มใบหน้าเข้ามาจนเกือบชิดนาง "เจ้าแน่ใจหรือว่าดูไม่ผิด หยกกุ่ยเมี่ยน... แน่ใจนะ" เจียงลั่วเสวี่ยผงะถอยหลังเล็กน้อยด้วยความตกใจในท่าทีคุกคามของเขา แต่ปากก็ยังเก่งกล้า "สายตาข้าดียิ่งกว่าเหยี่ยว ข้ามั่นใจว่าข้าเห็นไม่ผิด ลวดลายหน้ากากปีศาจนั้นดูดุดันและแปลกตา ข้าไม่เคยเห็นตราสัญลักษณ์เช่นนี้ในหมู่ขุนนางทั่วไป" หลิ่วเฉินถอนหายใจยาว เขาผละตัวออกมาแล้วเดินไปที่หน้าต่าง เหม่อมองออกไปในความมืดมิด เขาเงียบไปครู่ใหญ่ ราวกับกำลังใช้ความคิดอย่างหนัก ตระกูลหลิ่วของเขาสืบสาวราวเรื่องเกี่ยวกับกลุ่มกุ่ยเมี่ยนมานานหลายปี กลุ่มมือสังหารลึกลับที่ทำงานในเงามืด สัญลักษณ์ของคนกลุ่มนี้คือหยกดำสลักรูปหน้ากากปีศาจ หากสิ่งที่นางพูดเป็นความจริง คดีฆาตกรรมนางละครผู้นี้อาจไม่ใช่เรื่องชู้สาวธรรมดา แต่มันอาจเกี่ยวพันไปถึงความมั่นคงของราชบัลลังก์ "เจ้าได้ยินอะไรอีก" เขาหันกลับมาถาม น้ำเสียงอ่อนลงกว่าเดิมเล็กน้อย "ข้าได้ยินคนผู้นั้นทวงของคืนจากอวิ๋นเซียง นางบอกว่าทำหายไปแล้ว เขาจึงขู่ว่าจะฆ่านาง แล้วเขาก็จากไป... หลังจากนั้นไม่นาน นางก็ขึ้นแสดงและเสียชีวิต" หลิ่วเฉินเดินกลับมานั่งลงที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้าม สีหน้าเคร่งเครียด "หากเป็นเช่นนั้น พิษคงถูกวางไว้ก่อนหน้านั้นแล้ว หรือไม่ก็..." เขาหยิบปิ่นปักผมขึ้นมาพิจารณา "ปิ่นของเจ้าอาจเป็นตัวนำพิษไปสู่นางโดยที่เจ้าไม่รู้ตัว" "หมายความว่าอย่างไร" เจียงลั่วเสวี่ยขมวดคิ้ว "หากคนร้ายรู้ว่าเจ้าแอบดูอยู่ คนผู้นั้นอาจจงใจป้ายพิษใส่เจ้า เพื่อให้เจ้าเดินเข้าไปใกล้และแพร่พิษใส่อวิ๋นเซียง หรือไม่ก็เพื่อใช้เจ้าเป็นแพะรับบาป" หลิ่วเฉินวิเคราะห์อย่างใจเย็น "พิษสลายวิญญาณเป็นของหายากและอันตราย มันทำงานเมื่อสัมผัสกับกลิ่นเหงื่อหรือความร้อนจากร่างกาย" เจียงลั่วเสวี่ยหน้าซีดเผือด นางเพิ่งรู้ตัวว่าเฉียดใกล้ความตายมาแค่ไหน "เช่นนั้น... ข้าก็บริสุทธิ์แล้วใช่หรือไม่ ท่านต้องปล่อยข้าเดี๋ยวนี้" "ช้าก่อน" หลิ่วเฉินยกมือห้าม "แม้คำให้การของเจ้าจะมีน้ำหนัก แต่หลักฐานก็ยังมัดตัวเจ้าอยู่ ข้าปล่อยเจ้าไปตอนนี้ไม่ได้ จนกว่าจะจับตัวคนร้ายตัวจริงได้ หรือหาหลักฐานอื่นมายืนยันความบริสุทธิ์ของเจ้า" "ท่านจะบ้าหรือ ข้าเป็นถึงจวิ้นจู่ จะให้ข้านอนในคุกเนี่ยนะ ฮองเฮาต้องไม่ยอมแน่" เจียงลั่วเสวี่ยลุกขึ้นยืนเท้าเอว หลิ่วเฉินมองนางด้วยสายตาเรียบเฉย "ฮองเฮาคงไม่อยากให้หลานสาวมีมลทินว่าเป็นฆาตกรหรอกกระมัง การที่ข้ากักตัวเจ้าไว้ที่นี่ ก็เพื่อความปลอดภัยของเจ้าเองด้วย หากคนร้ายรู้ว่าเจ้าเห็นป้ายหยกนั่น เจ้าคิดว่ามันจะปล่อยเจ้าไว้หรือ" คำพูดของเขาทำให้เจียงลั่วเสวี่ยชะงัก นางลืมคิดถึงเรื่องความปลอดภัยของตัวเองไปเสียสนิท "แล้ว... ท่านจะทำอย่างไร" น้ำเสียงของนางอ่อนลง หลิ่วเฉินเคาะนิ้วลงบนโต๊ะเบาๆ "ข้าต้องการจับตัวคนร้ายกลุ่มนี้ให้ได้ และเจ้า... เป็นพยานเพียงปากเดียวที่เคยเห็นหน้าคนร้าย แม้จะเห็นแค่รูปร่างและป้ายหยกก็ตาม" ดวงตาของเขาวาวโรจน์ขึ้น "เรามาทำข้อตกลงกัน" "ข้อตกลงอะไร" เจียงลั่วเสวี่ยถามอย่างระแวงกาลเวลาล่วงเลยผ่านไปสี่หนาว จวนฉางหนิงโหวที่เคยเงียบสงบและเต็มไปด้วยบรรยากาศเคร่งขรึมของขุนนางฝ่ายตุลาการ บัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นสถานที่ที่เปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวาและเสียงหัวเราะหลิ่วจื่อเฉิน หรือ อาเฉิน คุณชายน้อยแห่งจวนฉางหนิงโหวเติบโตขึ้นเป็นเด็กชายวัยสี่หนาว รูปร่างหน้าตาของเขาเหมือนบิดา คิ้วเข้มพาดเฉียง นัยน์ตาคมเข้ม ทว่ากลับมีริมฝีปากบางและรอยยิ้มซุกซนที่ถอดแบบมาจากเจียงลั่วเสวี่ยผู้เป็นมารดา สติปัญญาของเด็กน้อยเฉียบแหลมเกินวัย ซึมซับเอาความเด็ดขาดของบิดาและความเจ้าเล่ห์เพทุบายของมารดามาอย่างครบถ้วนยามเว่ย แสงแดดอบอุ่นสาดส่องลงมายังลานกว้างหน้าห้องหนังสือ เฟยอวี่และฮั่นถง องครักษ์ฝีมือฉกาจแห่งศาลต้าหลี่ กำลังยืนหอบหายใจ เหงื่อเม็ดโตผุดพรายเต็มหน้าผาก พวกเขามิได้เพิ่งกลับจากการต่อสู้กับโจรผู้ร้าย ทว่าเพิ่งเสร็จสิ้นภารกิจวิ่งไล่จับคุณชายน้อยที่แอบนำตำราพิชัยสงครามของบิดามาพับเป็นเรือกระดาษ"ท่านอาเฟยอวี่ ท่านอาฮั่นถง พวกท่านเชื่องช้าปานเต่าคลาน ข้าวิ่งวนรอบศาลาตั้งสามรอบ พวกท่านยังตามข้าไม่ทันเลย" เสียงใสแจ๋วของหลิ่วจื่อเฉินดังกังวาน เด็กน้อยยืนกอดอกอยู่บนโขดหินจำลอง เชิดหน้าขึ้นอย่าง
ณ เมืองหลวงหยุนจิง สายลมพัดโชยนำพาความอบอุ่นและกลิ่นหอมของดอกท้อที่เบ่งบานสะพรั่งไปทั่วทุกมุมเมือง ทว่าสำหรับศาลต้าหลี่อันเป็นสถานที่ชำระความและรักษากฎหมาย บรรยากาศกลับมิได้ผ่อนคลายตามฤดูกาล ซ้ำยังดูตึงเครียดขึ้นกว่าเดิมหลายส่วนสาเหตุหลักมิใช่เพราะมีคดีฆาตกรรมสะเทือนขวัญอันใด ทว่าเป็นเพราะรังสีอำมหิตแฝงความร้อนรนที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างของอัครเสนาบดีฝ่ายซ้าย ผู้ซึ่งนั่งหน้าดำคร่ำเครียดอยู่หลังโต๊ะทำงานกองโตเฟยอวี่และฮั่นถงยืนลอบสบตากันอยู่หน้าประตูห้องทำงาน องครักษ์ทั้งสองต่างรู้ดีว่าเหตุใดนายเหนือหัวของตนจึงมีท่าทีผุดลุกผุดนั่งและคอยมองดูเวลาอยู่ทุกครึ่งชั่วยาม“เจ้าดูสิ ท่านโหวอ่านฎีกาม้วนเดิมมาสามรอบแล้ว ข้าเห็นสายตาของท่านจับจ้องอยู่แต่ที่หน้าต่าง ราวกับจะโบยบินกลับจวนเสียให้ได้” เฟยอวี่กระซิบเสียงแผ่วเบาฮั่นถงพยักหน้าเห็นด้วย “จะมิให้ร้อนใจได้อย่างไร ฮูหยินตั้งครรภ์ล่วงเข้าเดือนที่เก้าแล้ว หมอหลวงย้ำว่าอาจจะคลอดได้ทุกเมื่อ ท่านโหวผู้ไม่เคยเกรงกลัวคมดาบ บัดนี้กลับหวาดกลัวการทิ้งให้ฮูหยินอยู่จวนเพียงลำพังยิ่งกว่าสิ่งใด”คำกล่าวของฮั่นถงมิได้เกินจริงแม้แต่น้อย นับตั้งแต่เจียงลั่วเส
เวลาผ่านไปกว่าสองเดือนท่ามกลางความสงบสุขของจวนริมทะเลสาบ บ่ายวันหนึ่ง สายลมพัดโชยเอากลิ่นหอมของดอกกล้วยไม้ป่าล่องลอยมาตามลม หลิ่วเฉินนั่งอยู่บนระเบียงศาลากลางน้ำ ในมือของเขากำลังประคองกู่ฉินตัวโปรด ปลายนิ้วเรียวยาวตวัดลงบนสายพิณ บรรเลงท่วงทำนองอันแสนหวานและผ่อนคลาย ต่างจากเพลงพิณสังหารที่เขาเคยใช้ในลานหอบูชาฟ้าดินอย่างสิ้นเชิงเจียงลั่วเสวี่ยในชุดผ้าไหมสีฟ้าอ่อนบางเบา กำลังจัดเตรียมป้านชาและขนมกุ้ยฮวาอยู่ที่โต๊ะหินอ่อน ทว่าจู่ๆ นางก็รู้สึกอาการวิงเวียนศีรษะอย่างรุนแรง ภาพเบื้องหน้าเริ่มพร่ามัว กลิ่นหอมหวานของขนมกุ้ยฮวาที่นางเคยโปรดปรานกลับทำให้รู้สึกพะอืดพะอมจนแทบทนไม่ไหวสตรีร่างบางยกมือขึ้นทาบอก นางสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อข่มอาการ ทว่าเรี่ยวแรงกลับหดหาย ร่างของนางโอนเอนและทรุดลงไปปะทะกับขอบโต๊ะหินอ่อน ถ้วยชาแกะสลักร่วงหล่นลงพื้นจนเกิดเสียงดังเสียงกระเบื้องแตกทำลายท่วงทำนองเพลงพิณ หลิ่วเฉินชะงักมือทันที เมื่อเงยหน้าขึ้นและเห็นร่างของภรรยากำลังจะล้มลง หัวใจของเขากระตุกวูบ ชายหนุ่มทิ้งกู่ฉินล้ำค่าลงบนพื้นอย่างไม่ไยดี พุ่งทะยานร่างเข้าไปคว้าร่างบอบบางของนางไว้ในอ้อมแขนได้อย่างเฉียดฉิว"ล
เมืองหลวงหยุนจิงในยามเช้าตรู่กลับมามีชีวิตชีวาอีกครา ท้องพระโรงอันกว้างใหญ่และโอ่อ่าตระการตาเนืองแน่นไปด้วยเหล่าขุนนางบุ๋นบู๊ที่ยืนเรียงแถวตามลำดับขั้นอย่างเป็นระเบียบ บรรยากาศที่เคยตึงเครียดและเต็มไปด้วยความหวาดระแวงในอดีต บัดนี้ถูกแทนที่ด้วยความสงบสุขและความศรัทธาต่อราชบัลลังก์ที่กลับมามั่นคงอีกครั้งเบื้องหน้าบัลลังก์มังกร หีบไม้หุ้มเหล็กจำนวนหลายสิบใบถูกเปิดออก เผยให้เห็นทองคำแท่ง เหรียญเงิน และอัญมณีล้ำค่า ทรัพย์สินมหาศาลที่ถูกยักยอกไปซุกซ่อนไว้ใต้อารามเหลียนฮวา บัดนี้ได้ถูกนำกลับคืนสู่ท้องพระคลังแล้วฮ่องเต้ประทับนั่งอยู่บนบัลลังก์ พระพักตร์ที่เคยหมองคล้ำด้วยความกังวลบัดนี้เปี่ยมไปด้วยความเบิกบาน พระองค์ทอดพระเนตรขุมทรัพย์เบื้องหน้าสลับกับร่างสูงใหญ่ของฉางหนิงโหว หลิ่วเฉิน ที่ยืนประสานมืออยู่อย่างนอบน้อม"หลิ่วเฉิน ความดีความชอบของเจ้าในครานี้ ยิ่งใหญ่จนข้ามิรู้จะหาถ้อยคำใดมาสรรเสริญ ทรัพย์สินเหล่านี้มิเพียงแต่เติมเต็มท้องพระคลัง ทว่ายังสามารถนำไปช่วยเหลือราษฎรที่ยากไร้และบำรุงกองทัพได้อีกหลายสิบปี ข้าขอแต่งตั้งให้เจ้าเป็นอัครเสนาบดีฝ่ายซ้าย ควบตำแหน่งหัวหน้าศาลต้าหลี่ มีอำนาจตร
สตรีร่างบางนิ่งคิดไปครู่หนึ่ง นางเดินไปเปิดหีบไม้ใบเล็กที่นางนำติดตัวมาจากจวนอันหยางโหว ภายในนั้นมีสมุดบันทึกปกดำที่บันทึกอักษรลับของพวกกบฏ ซึ่งนางเคยช่วยเขาถอดไขความในคืนก่อนเกิดเหตุการณ์วุ่นวายนางนำสมุดบัญชีลับนั้นมากางลงบนโต๊ะ พลิกหน้ากระดาษไปยังส่วนที่บันทึกการเบิกจ่าย "ท่านโหว ท่านจำได้หรือไม่ว่าในบันทึกนี้ มีการอ้างถึงการขนส่งสมุนไพรต้านหนานซิงจำนวนมากไปยังทิศอุดร ทว่าเรามุ่งความสนใจไปที่ผาดวนหุนซึ่งเป็นโรงตีเหล็ก จนละเลยรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ไป"หลิ่วเฉินขยับตัวเข้ามาดูใกล้ๆ เขามองตามปลายนิ้วเรียวของนางที่ชี้ไปยังกลุ่มสัญลักษณ์รูปภูเขาและแม่น้ำที่ถูกสลับตำแหน่งกันอย่างซับซ้อน"ในทางการค้าของพ่อค้าเผ่าตงหู สัญลักษณ์รูปน้ำที่หันเหไปทางทิศตะวันออก มิได้หมายถึงแม่น้ำเสมอไป ทว่ามันยังหมายถึงสถานที่ที่เคยเป็นเส้นทางน้ำทว่าเหือดแห้งไปแล้ว" เจียงลั่วเสวี่ยอธิบายด้วยความเชี่ยวชาญ นางลากเส้นเชื่อมโยงสัญลักษณ์เหล่านั้นเข้าด้วยกัน "และสัญลักษณ์รูปดอกไม้นี้ หากอ่านตามตำราอักษรภาพโบราณ มันคือดอกบัวที่เหี่ยวเฉา""สระบัวแห้งทางทิศตะวันออกของเมืองอุดร" หลิ่วเฉินดวงตาเบิกกว้างขึ้นเมื่อสามารถปะต
แสงตะวันยามเช้าตรู่สาดส่องลอดผ่านหน้าต่างที่ประดับด้วยลวดลายมงคลสีแดงคู่ แสงสีทองอ่อนจางทาบลงบนพื้นไม้กระดานขัดเงา ภายในห้องหอยังคงอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของกำยานดอกกุ้ยฮวาผสมผสานกับกลิ่นสุรามงคลที่หลงเหลือจากค่ำคืนอันแสนหวาน เทียนมงคลเล่มใหญ่บนโต๊ะไม้จันทน์มอดดับลงเหลือเพียงน้ำตาเทียนสีแดงสดที่อาบไล้เชิงเทียนทองเหลืองบนเตียงไม้สลักลวดลายพยัคฆ์คู่มังกร ม่านมุ้งสีแดงถูกปล่อยทิ้งตัวลงมาปิดบังความอบอุ่นภายใน ร่างสูงใหญ่ของหลิ่วเฉินนอนตระกองกอดสตรีอันเป็นที่รักไว้แนบอก ลมหายใจเข้าออกเป็นจังหวะสม่ำเสมอ เขาตื่นขึ้นมาได้สักพักแล้ว ชายหนุ่มทอดสายตามองดวงหน้างดงามที่ซบอยู่กับแผงอกของตนเองแพขนตางอนยาวของเจียงลั่วเสวี่ยทาบทับลงบนผิวแก้มเนียนละเอียด ริมฝีปากบางเผยอขึ้นเล็กน้อยตามจังหวะการหายใจ หลิ่วเฉินมิกล้าขยับเขยื้อนกายด้วยเกรงว่าจะทำให้สตรีในอ้อมกอดต้องตื่นจากการหลับใหล เขาเพียงแต่ใช้ปลายนิ้วสากกร้านเกลี่ยปอยผมที่ปรกหน้าผากมนของนางออกอย่างเบามือที่สุดสัมผัสแผ่บเบานั้นทำให้นางรู้สึกตัว เจียงลั่วเสวี่ยขยับตัวเล็กน้อย คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันก่อนที่ดวงตากลมโตจะค่อยๆ ปรือขึ้น สิ่งแรกที่ปรากฏแก่สายตา
ณ จวนแม่ทัพหลี่ ซึ่งตั้งอยู่อีกฟากหนึ่งของเมืองหลวงรถม้าคันเรียบง่ายประทับตราจวนอันหยางโหวเคลื่อนตัวมาจอดเทียบหน้าประตูจวนอันใหญ่โต พ่อบ้านเฉิน ชายชราผู้มีใบหน้าเปี่ยมไปด้วยความซื่อสัตย์และภักดีต่อตระกูลเจียง ก้าวลงจากรถม้าพร้อมด้วยกล่องไม้แกะสลักลวดลายวิจิตรบรรจง ในมือของเขาคือของขวัญตามธรรมเนียม
ภายในห้องนอนของจวนอันหยางโหว เจียงลั่วเสวี่ยขยับตัวตื่น ความเหนื่อยล้าจากการหลบหนีการตามล่าเมื่อคืนบรรเทาลงไปมาก นางยันตัวลุกขึ้นนั่งพิงพนักเตียง ปล่อยให้ผมยาวสลวยทิ้งตัวสยายเต็มแผ่นหลังอิงเกอและลู่จูเดินถืออ่างน้ำทองเหลืองและผ้าเข้ามาปรนนิบัติเจ้านาย สีหน้าของสาวใช้ทั้งสองดูตื่นเต้นผิดปกติ"ท่านห
เจียงลั่วเสวี่ยหันขวับมามองเขา แววตาแปรเปลี่ยนเป็นความดื้อรั้น "ท่านพูดเช่นนี้คิดจะทิ้งข้ากลางทางงั้นหรือ ข้าบอกแล้วว่าเราลงเรือลำเดียวกันแล้ว ข้าเจียงลั่วเสวี่ยมิใช่คนขี้ขลาดที่เห็นแก่ตัวเอาตัวรอดเพียงลำพัง ในเมื่อข้ารู้ความลับของหมิงอ๋องแล้ว ต่อให้ข้ากลับไปหลบซ่อนตัว เขาก็ไม่มีวันปล่อยข้าไปอยู่ดี
"ส่งยาถอนพิษนั่นมาซะ หากไม่อยากตายแบบไร้ที่ฝัง" ชายชุดดำผู้เป็นหัวหน้าตวาดกร้าวขณะตวัดดาบเข้าใส่"เกรงว่าพวกเจ้าคงไม่มีฝีมือพอจะเอาไปได้" หลิ่วเฉินตอบเสียงเย็นชา นัยน์ตาคมกวาดมองประเมินสถานการณ์รอบด้าน "จวิ้นจู่ เกาะข้าไว้ให้แน่น อย่าห่างจากตัวข้าแม้แต่ก้าวเดียว""ข้ารู้แล้ว ท่านระวังด้านขวาด้วย" เ







