LOGIN"ฮ่า ฮ่า พวกเจ้านี่ช่างน่าสนใจจริง ๆ เอาละ ๆ ถ้าเจ้าไม่อยากจะเอ่ยถึงก็ไม่เป็นไร แล้วพวกเจ้าจะรับเป็นตำลึงเงินทั้งหมดหรือไม่เล่า" ตู้หมิงเองก็ไม่คิดจะถามซักไซร้ให้สามพี่น้องรู้สึกอึดอัดใจเช่นเดียวกันจึงได้เอ่ยเปลี่ยนหัวข้อสนทนาไปเรื่องอื่นแทน
"…" และก็เกิดความเงียบขึ้นมาอีกครั้ง ด้วยเมื่อสักครู่นี้พวกเขามัวแต่ตกใจเรื่องของน้องสาวเลยไม่ได้สนใจจำนวนเงินที่ขายได้ เพียงแต่เมื่อได้ยินชายวัยกลางคนเอ่ยขึ้นพวกเขาก็ถึงกับตกตะลึงอีกครั้งกับจำนวนเงินที่ขายปลาได้ในวันนี้ นี่มันมากกว่ารายได้ทั้งปีของครอบครัวเขาเสียอีกนะ
"นายท่านข้าขอเป็นสี่ตำลึงกับแปดร้อยอีแปะเจ้าค่ะ" เป็นเหอฟ่านชิงที่ยังคงรักษาท่าทางสุขุมเอาไว้ได้แล้วเอ่ยตอบชายวัยกลางคนตรงหน้าไป
"ได้…แล้วก็พวกเจ้าเรียกข้าว่าท่านลุงตู้ก็พอไม่ต้องเรียกนายท่านหรอกเพราะข้าเป็นเพียงผู้จัดการร้านเท่านั้น" ตู้หมิงเอ่ยบอกทั้งสามพี่น้องด้วยสีหน้าเอ็นดู ยิ่งกับแม่นางน้อยอย่างเหอฟ่านชิงแล้วเขายิ่งรู้สึกว่าตนอยากมีหลานสาวที่ฉลาดเช่นนี้บ้าง
"ขอรับ / เจ้าค่ะ"สามพี่น้องสกุลเหอเองก็ไม่คิดที่จะเอ่ยค้านด้วยรู้ว่าเมื่อผู้ใหญ่ให้ความเอ็นดูเราควรจะตอบรับมากกว่าปฏิเสธ
"ดีมาก เอ้านี่ตำลึงเงินที่เจ้าต้องการ คราวหน้าถ้ามีปลามาขายอีกอย่าลืมนึกถึงโรงเตี๊ยมอันหยางของข้าเล่า" ตู้หมิงเอ่ยพร้อมกับยื่นถุงใส่เงินไปตรงหน้าของเด็กสาว เพียงแต่แทนที่นางจะยื่นมือมารับเหอฟ่านชิงกลับหันไปเอ่ยกับพี่ชายคนโตเพื่อให้อีกฝ่ายเป็นผู้รับถุงเงินนั้นแทน
"พี่ใหญ่เจ้าคะ" เหอฟานชิงเอ่ยเรียกพี่ชายพร้อมกับพยักหน้าให้เพื่อเป็นสัญญาณว่าให้เขาเป็นผู้ที่รับถุงเงินนั้น
"อะ..อื้ม..." เหอชงหยวนเองเมื่อรู้สึกตัวก็รีบยื่นมือไปรับเอาถุงเงินมาเก็บไว้ภายในออกเสื้อของตัวเองด้วยความตื่นเต้น ภาพของสามพี่น้องที่แสดงถึงความเคารพและให้เกียรติกันนั้นอยู่ในสายตาของตู้หมิงตลอดเวลา
เขาเองก็รู้สึกชื่นชมในความรักของสามพี่น้องแซ่เหอเป็นอย่างมาก เพราะถึงแม้ว่าหลาย ๆ ครั้งจะเป็นเด็กสาวที่ทำการเจรจาซื้อขายก็ตามแต่เมื่อถึงเวลาสำคัญอย่างการรับเงินนางกลับเป็นฝ่ายให้พี่ชายคนโตที่เปรียบเสมือนตัวแทนของบิดาเป็นผู้ทำหน้าที่ได้อย่างดีเยี่ยม
"ถ้าเช่นนั้นพวกเราคงต้องขอตัวลาท่านลุงตู้ก่อนนะขอรับ" เหอชงหยวนทำหน้าที่เป็นตัวแทนเอ่ยลาชายวัยกลางคนตรงหน้าด้วยท่าทางนอบน้อม
"ได้ ๆ อย่างลืมนึกถึงข้าด้วยเล่าถ้ามีของดี ๆ มาขายน่ะ" ตู้หมิงเอ่ยตอบรับด้วยสีหน้าแย้มยิ้ม จากนั้นก็เอ่ยหยอกล้อทิ้งท้ายเอาไว้เพียงเท่านั้น
"ลาขอรับ / ลาเจ้าค่ะ" สามพี่น้องพยักหน้ารับก่อนจะเอ่ยลาชายวัยกลางคนแล้วเดินจากไปในที่สุด ทางด้านตู้หมิงเองก็หมุนตัวกลับเข้าไปภายในโรงเตี๊ยมอันหยางเพื่อสะสางงานที่ค้างเอาไว้อยู่เช่นกัน
เหอฟ่านชิงพร้อมพี่ชายทั้งสองหลังจากที่เดินออกมาพ้นหน้าโรงเตี๊ยมอันหยางแล้วต่างก็รีบเร่งเดินไปยังตรอกที่ไม่ค่อยมีผู้คนพลุกพล่านเพื่อสงบสติของตัวเอง
"พี่ใหญ่ข้าคิดว่าตัวเองจะหัวใจวายตายอยู่ตรงนั้นเสียแล้ว" เหอชงอี้เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่สั่นเทาเพราะความตื่นเต้น
"ข้าเองก็ไม่ต่างกับเจ้าหรอกเจ้ารอง นี่เป็นครั้งแรกที่ครอบครัวของเราได้จับก้อนเงินมากมายถึงเพียงนี้" เหอชงหยวนเองก็เอ่ยออกมาด้วยสีหน้าวิตกกังวลอีกทั้งเขายังใช้มือหนาของตนลูบไปมาที่หน้าอกอยู่บ่อยครั้ง
"พวกท่านอย่าเพิ่งตื่นเต้นกับเงินเพียงเท่านี้เพราะในวันข้างหน้าข้าจะทำให้ครอบครัวของเรามีเจ้าก้อนเงินนี่มากมายจนใช้ไม่หมดเลยเจ้าค่ะ"
เหอฟ่านชิงที่เห็นพี่ชายทั้งสองของตนเองมีความสุขมากมายเพียงใดกับเจ้าก้อนตำลึงที่ไม่ถึงสิบตำลึงทองเลยด้วยซ้ำก็เอ่ยบอกพร้อมกับตั้งใจเอาไว้แล้วว่านางจะต้องหาเงินให้ได้มากกว่านี้ให้จงได้
"ได้ ๆ พวกพี่จะเชื่อฟังเจ้าและคอยช่วยเหลือเจ้านะชิงเอ๋อร์" เหอชงหยวนที่เห็นความตั้งใจของน้องสาวก็เอ่ยตอบรับด้วยรอยยิ้มบางเบา เพราะถึงแม้นางจะทำไม่ได้อย่างที่พูดมาเขาก็ไม่คิดที่จะเอ่ยกล่าวโทษอีกฝ่ายแม้แต่น้อย
"เช่นนั้นพี่ใหญ่ในตอนนี้บ้านเรานั้นแทบจะไม่มีเครื่องปรุงและข้าวของอยู่เลยข้าคิดว่าพวกเราควรจะต้องซื้อของกลับบ้านเสียหน่อย" เหอฟ่านชิงเอ่ยขึ้นเมื่อคิดได้ว่าที่บ้านนั้นไม่มีเครื่องปรุงเหลืออยู่แล้วต้องหาซื้อเพิ่ม
"ได้สิ แล้วเจ้าต้องการซื้อสิ่งใดบ้างเล่า" เหอชงหยวนเอ่ยถามน้องสาวของเขาเพื่อจะได้พาเด็กสาวไปยังร้านขายสิ่งนั้น ๆ ได้
"ข้าต้องการซื้อผ้าสักหน่อยเจ้าค่ะ ท่านแม่นั้นตัดเย็บผ้าได้งดงามยิ่ง อีกทั้งพวกเรายังไม่มีชุดใหม่ ใส่กันเลย ที่มีอยู่ก็แทบจะฉีกขาดอยู่แล้ว"เมื่อจ้องมองดูชุดของพี่ชายทั้งสองและของตัวเองนางก็คิดว่านี่เป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องซื้อจึงได้เอ่ยปากบอกกับพี่ชายทั้งสอง
ซึ่งชายหนุ่มทั้งสองเองก็เห็นด้วยกับคำพูดของน้องสาวจึงได้พยักหน้ารับคำ จากนั้นสามพี่น้องสกุลเหอก็เดินตรงไปยังร้านขายผ้าขนาดกลาง ๆ ที่มีผู้คนแต่งตัวธรรมดา ๆ เดินเข้าออกเพราะคิดว่าคงเป็นร้านสำหรับชาวบ้านธรรมดา ๆ
"ร้านผ้าของเรายินดีต้อนรับขอรับ" เสียงต้อนรับจากพนักงานชายที่อายุน่าจะพอ ๆ กับพี่ชายคนรองของเด็กสาวเอ่ยขึ้นด้วยความสุภาพอีกทั้งยังไม่แสดงท่าทางดูถูกหรือรังเกียจพวกของเหอฟ่านชิงอีกด้วย นั่นจึงทำให้เด็กสาวมีความพอใจเพิ่มขึ้นหลายส่วน
"พี่ชายข้าต้องการผ้าฝ้ายเนื้อหยาบสี น้ำตาลเข้ม สีน้ำเงินเข้ม สีเขียวใบไผ่ สีม่วงอ่อนและสีเปลือกไข่อย่างละ สามฉื่อเจ้าค่ะ" เหอฟ่านชิงรีบเอ่ยบอกถึงความต้องการของตนเองให้กับพนักงานชายตรงหน้าในทันที เเพื่อไม่ให้เสียเวลาซื้อของอย่างอื่น
"เช่นนั้นท่านทั้งสามโปรดเขามานั่งรออยู่ในร้านสักครู่ข้าน้อยจะรีบไปจัดการตามที่แม่นางน้อยต้องการขอรับ" พนักงานชายคนเดิมเอ่ยบอกก่อนจะผายมือไปยังโต๊ะนั่งรอภายในร้านจากนั้นเขาก็เดินหายเข้าไปยังกองผ้าอีกด้านเพื่อจัดหาผ้าตามความต้องการของเหอฟ่านชิงในทันที
"น้องเล็กเจ้าจะซื้อมากไปหรือไม่" เหอชงอี้ที่อดทนจนเดินมานั่งลงบนโต๊ะที่พนักงานร้านเอ่ยบอกจึงได้เอ่ยถามขึ้นมา
"ไม่หรอกเจ้าค่ะ ข้าคำนวณมาแล้วว่าน่าจะตัดชุดให้กับพวกเราได้คนละสองชุดพอดี อีกอย่างพวกเราก็ไม่ได้ซื้อชุดใหม่มาหลายปีแล้ว ชุดทั้งเก่าและขาดจนมันจะไม่มีที่เหลือให้ปะชุนแล้วเจ้าค่ะ" เด็กสาวเอ่ยอธิบายถึงสิ่งที่ตัวเองคิดคำนวณให้กับพี่ชายทั้งสองฟังจนไม่มีใครกล้าเอ่ยแย้งเด็กสาวขึ้นมาอีก
พนักงานชายใช้เวลาในการเตรียมสินค้าราว ๆ 1 เค่อ ก็แล้วเสร็จเขาจึงได้เดินมายังสามพี่น้องที่เป็นลูกค้าที่ตนเองดูแลก่อนจะเอ่ยบอกกับทั้งสามคน
"ผ้าที่แม่นางน้อยต้องการได้แล้วขอรับเชิญทุกท่านจ่ายเงินค่าผ้าที่ด้านนั้นเลยขอรับ"
"อื้ม...ขอบคุณมากเจ้าค่ะ" พูดจบเหอฟ่านชิงก็เดินจูงมือพี่ชายทั้งสองตรงไปยังหน้าร้านที่มีพนักงานคิดเงินนั่งรออยู่ เมื่อพนักงานหญิงที่ทำหน้าที่เก็บเงินเห็นพวกนางทั้งสาวก็ได้เอ่ยบอกราคาผ้าในทันที
"ผ้าฝ้ายเนื้อหยาบราคาฉื่อละ แปดสิบอีแปะ พวกท่านรับไปทั้งหมด สิบห้า ฉื่อเป็นจำนวน หนึ่งตำลึงกับสองร้อยอีแปะ"
"นี่ขอรับหนึ่งตำลึงกับสองร้อยอีแปะ" เหอชงหยวนเป็นผู้รับหน้าที่จ่ายเงินในครั้งนี้มือหนาของชายหนุ่มยื่นออกไปด้วยหัวใจที่เจ็บปวดกับจำนวนที่ต้องจ่าย 'นี่ข้าใช้เงินครั้งเดียวถึงสองตำลึงเชียวรึ' นี่คือความคิดที่อยู่ในใจของชายหนุ่ม
"ส่วนนี่คือผ้าของพวกท่านเจ้าค่ะ" พนักงานหญิงเอ่ยบอกก่อนจะชี้ไปยังห่อผ้าด้านข้าง เหอชงอี้เป็นคนหยิบห่อผ้าขึ้นมาใส่ลงไปยังตะกร้าด้นหลังของตนเอง ก่อนที่สามพี่น้องจะเดินออกจากร้านขายผ้าไปยังร้านขายเครื่องปรุงต่อไป
พร้อมกับเหอฟ่านชิงที่ซื้อเครื่องปรุงมาอีกสามสีหย่างด้วยเงินจำนวน หกสิบอีแปะ และก่อนกลับบ้านเด็กสาวยังแวะร้านขายเมล็ดผักก่อนจะซื้อเมล็ดผักกาดขาว ผักกวางตุ้ง และผักบุ้งมาอย่างละไม่มากเป็นจำนวนเงิน สิบห้าอีแปะ เสร็จแล้วทั้งสามพี่น้องก็ได้เดินทางกลับบ้านในทันทีโดยไม่แวะที่ใดอีก
************************************************************************************************
พี่ใหญ่กับพี่รองคงจะรู้สึกทึ่งกับการใช้เงินของยัยน้องแล้วละ
หลังจากที่หยางฉีได้เดินจากไปแล้วหยางเฟิงก็ได้เดินไปหยิบคันธนูที่ดูแล้วเหมาะสมกับเหอฟ่านชิงเป็นอย่างมาก ซึ่งตัวของที่จับคันธนูนั้นทำจากไม้เนื้อแข็งอย่างดีสีน้ำตาลดำส่วนสายนั้นทำจากเอ็นที่มีความเหนียวแน่นคงทนเป็นอย่างมาก แถมชายวัยกลางคนยังแกะสลักรูปดอกโม่ลี่ฮวาดอกเล็ก ๆ เอาไว้ตรงปลายของสายธนูทั้งสองช่างงดงามและลงตัวจนทำให้เหอฟ่านชิงถึงกับจ้องมองไปยังคันธนูของนางอย่างไม่วางตาทำเอาหยางเฟิงถึงกับหลุดขำออกมากับท่าทางของเด็กสาว"ฮ่า ฮ่า ชิงเอ๋อร์ดูเจ้าทำสีหน้าเช่นนี้แสดงว่าลุงทำธนูให้ถูกใจใช่หรือไม่" "เจ้าค่ะท่านลุง มันช่างงดงามมาก ท่านลุงคิดราคาเท่าไหร่หรือเจ้าคะ?" เหอฟ่านชิงเอ่ยตอบชายวัยกลางคนด้วยใบหน้ามีความสุขอีกทั้งนางก็ยังไม่ลืมที่จะเอ่ยถามถึงค่าสิ่งของที่นางชื่นชอบอยู่ในตอนนี้"อ้อ...ลุงมอบให้เจ้าถือเป็นคำขอบคุณที่เจ้าช่วยหลิงเอ๋อร์เอาไว้ก็แล้วกันนะ" หยางเฟิงเอ่ยบอกกับเด็กสาวที่เขาเอ็นดูอีกทั้งนางยังเป็นผู้มีพระคุณและเพื่อนของบุตรสาวจะให้คิดเงินกับนางได้อย่างไรกัน"เอ่อ...แต่ว่าท่านลุงเจ้าคะข้า...""ห้ามปฏิเสธลุงนะชิงเอ๋อร์ เพื่อความสบายใจของลุงก็แล้วกัน" เหอฟ่านชิงที่ในตอนแรกตั้งใจ
"อ่ะ....ขออภัยเจ้าค่ะ" เหอฟ่านชิงที่ถูกชนจนร่างผอมบางเซถอยหลังไปสองก้าวถึงกับร้องออกมาด้วยความตกใจอีกทั้งยังไม่ลืมที่จะเอ่ยขอโทษอีกฝ่ายตามความเคยชิน"ชิงชิงเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง ท่านพี่ท่านเดินชนเพื่อนของข้าแล้วเจ้าค่ะ" หยางหลิงที่ได้ยินเสียงร้องของเหอฟ่านชิงจึงได้หันหลังกลับมาดูก่อนจะพบว่าเพื่อนสาวของตนนั้นได้เดินชนเข้ากับพี่ชายของนางจากมุมเลี้ยวตรงทางแยกของบ้านพอดี ด้วยความเป็นห่วงหยางหลิงรีบเข้าไปดูเพื่อนขอตนเองพร้อมกับเอ่ยถามอีกฝ่าย แต่เมื่อนึกขึ้นได้เด็กสาวจงได้หันไปเอ่ยกับผู้เป็นพี่ชายเพียงคนเดียวในทันทีเช่นกัน"พี่ไม่ได้ตั้งใจพอดีไม่ทันได้มองนึกว่าเจ้าเดินมาคนเดียวเหมือนทุกครั้ง" ชายหนุ่มคนเดิมที่เหอฟ่านชิงเคยพบเจอเมื่อครั้งที่แล้วเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้ารู้สึกผิดเล็กน้อย"อ่า...หลิงหลิงข้าไม่เป็นไรเจ้าอย่าได้คิดมากไปเลย ข้าต้องขอโทษท่านด้วยนะเจ้าคะที่เดินไม่ได้ดูทางเพราะมัวแต่ก้มหน้า" เหอฟ่านชิงเอ่ยบอกกับชายหนุ่มตรงหน้าด้วยสีหน้าขอโทษ"ไม่เป็นไร แล้วทำไมเจ้าทั้งสองถึงได้เปียกปอนเช่นนี้กัน รีบไปผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนเถิด" หยางฉี บุตรชายคนโตของหยางเฟิง อายุ 18 ปีมีนิสัย นิ่งขรึม พูดน้อ
หลังจากฝ่ามือของเหอฟ่านชิงที่ตบลงไปบนใบหน้าของ เหอลี่ถิง บุตรสาวคนเล็กของท่านลุงใหญ่ ทั่วทั้งบริเวณก็เกิดความเงียบขึ้นมาในทันที แม้แต่เหล่าสตรีที่เป็นลูกไล่ของเหอลี่ถิงก็ยังตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นจนพูดไม่ออก"เจ้าจะด่าทอข้าหรือทำร้ายข้า ข้าไม่เคยสนใจ แต่เจ้าไม่มีสิทธิ์มาเอ่ยเรียกบิดาของข้าแบบนั้นเข้าใจหรือไม่!" ภายใต้ความเงียบจู่ ๆ เสียงเหยียบเย็นของเหอฟ่านชิงก็ดังขึ้นทำเอาเหอลี่ถิงพร้อมทั้งลูกสมุนของนางต้องตกใจอีกครั้งกับท่าทางที่ดูเปลี่ยนไปของอีกฝ่ายอาจจะเพราะแต่ก่อนนั้นเหอฟ่านชิงคนเดิมนั้นอ่อนแอ ไม่กล้าสู้คนและขี้กลัวนางจึงตกเป็นฝ่ายถูกกระทำอยู่ตลอด เพียงแต่กับเหอฟ่านชิงคนใหม่นั้นถึงแม้นิสัยส่วนตัวจะไม่ชอบหาเรื่องใคร รักสงบแต่เมื่อไหร่ก็ตามที่มีใครก้าวข้ามเส้นแบ่งเขตของนางนางก็พร้อมที่จะเอาคืนคนผู้นั้น และเส้นแบ่งเขตของเหอฟ่านชิงก็คือคนในครอบครัวที่นางรักและหวงแหนยิ่งกว่าสิ่งใด มีหรือที่เด็กสาวจะยอมให้ใครมาพูดจาว่าร้ายบิดาของตนเองได้"น..นังฟ่านชิงแก! นี่แกกล้าตบหน้าข้าอย่างนั้นรึ แกคงไม่อยากจะมีชีวิตอยู่อีกต่อไปแล้วสินะหะ!" หลังจากที่ได้สติคืนกลับมาเหอลี่ถิงก็ถึงกับเกรี้ยวกราดตะค
ช่วงปลายยามอู่ (11.00-12.59 น.) ในที่สุดสามพี่น้องสกุลเหอก็พากันกลับมาถึงบ้านของพวกเขา เหอฟ่านชิงจึงได้เอ่ยถามบิดาและมารดาของตนที่ในวันนี้นางได้ให้พวกท่านช่วยกันตีนุ่นเพื่อใช้สำหรับทำผ้านวมและฟูกนอนรอระหว่างที่พวกเขาสามพี่น้องไปขายปลาในตัวเมือง"ท่านพ่อ ท่านแม่ พวกท่านทานมื้อเที่ยงกันหรือยังเจ้าคะ?""ยังเลยลูก พ่อเจ้าบอกจะรอพวกเจ้าก่อนค่อยทานพร้อมกันน่ะ" นางมี่ซือเป็นผู้เอ่ยตอบคำถามของบุตรสาวพร้อมทั้งรอยยิ้มบางเบาที่ประดับบนใบหน้าสวย"เช่นนั้นเดี๋ยวข้าจะรีบไปทำมื้อเที่ยงให้ทุกคนทานกันนะเจ้าคะ" เหอฟ่านชิงรีบเอ่ยบอกทั้งสี่คนก่อนที่นางจะเดินตรงไปยังครัวแล้วจัดการทำมื้อเที่ยงอย่างง่ายพียงอย่างสองอย่างจากนั้นคนบ้านเหอก็ได้ร่วมกันทานมื้อเที่ยงอย่างพร้อมเพรียงกัน อาจจะด้วยเครื่องปรุงหลาย ๆ อย่างยังไม่ครบทำให้อาหารที่เหอฟ่านชิงทำนั้นยังคงมีรสชาติธรรมดา ๆ ไม่ได้อร่อยมากมายจึงยังไม่ได้สร้างความแปลกใจให้กับทุกคนหลังจากที่ทานมื้อเที่ยงกันเสร็จเรียบร้อยเหอฟ่านชิงก็บอกให้พี่ชายทั้งสองไปยังป่าไผ่เพื่อเริ่มตัดไม้ตามขนาดที่นางได้สั่งเอาไว้ เพื่อจะนำมาสร้างบ้านในวันต่อ ๆ ไป ส่วนเหอฟ่านชิงเองก็ได้เดิน
"ฮ่า ฮ่า พวกเจ้านี่ช่างน่าสนใจจริง ๆ เอาละ ๆ ถ้าเจ้าไม่อยากจะเอ่ยถึงก็ไม่เป็นไร แล้วพวกเจ้าจะรับเป็นตำลึงเงินทั้งหมดหรือไม่เล่า" ตู้หมิงเองก็ไม่คิดจะถามซักไซร้ให้สามพี่น้องรู้สึกอึดอัดใจเช่นเดียวกันจึงได้เอ่ยเปลี่ยนหัวข้อสนทนาไปเรื่องอื่นแทน"…" และก็เกิดความเงียบขึ้นมาอีกครั้ง ด้วยเมื่อสักครู่นี้พวกเขามัวแต่ตกใจเรื่องของน้องสาวเลยไม่ได้สนใจจำนวนเงินที่ขายได้ เพียงแต่เมื่อได้ยินชายวัยกลางคนเอ่ยขึ้นพวกเขาก็ถึงกับตกตะลึงอีกครั้งกับจำนวนเงินที่ขายปลาได้ในวันนี้ นี่มันมากกว่ารายได้ทั้งปีของครอบครัวเขาเสียอีกนะ"นายท่านข้าขอเป็นสี่ตำลึงกับแปดร้อยอีแปะเจ้าค่ะ" เป็นเหอฟ่านชิงที่ยังคงรักษาท่าทางสุขุมเอาไว้ได้แล้วเอ่ยตอบชายวัยกลางคนตรงหน้าไป"ได้…แล้วก็พวกเจ้าเรียกข้าว่าท่านลุงตู้ก็พอไม่ต้องเรียกนายท่านหรอกเพราะข้าเป็นเพียงผู้จัดการร้านเท่านั้น" ตู้หมิงเอ่ยบอกทั้งสามพี่น้องด้วยสีหน้าเอ็นดู ยิ่งกับแม่นางน้อยอย่างเหอฟ่านชิงแล้วเขายิ่งรู้สึกว่าตนอยากมีหลานสาวที่ฉลาดเช่นนี้บ้าง"ขอรับ / เจ้าค่ะ"สามพี่น้องสกุลเหอเองก็ไม่คิดที่จะเอ่ยค้านด้วยรู้ว่าเมื่อผู้ใหญ่ให้ความเอ็นดูเราควรจะตอบรับมากกว่าปฏิเสธ
เช้าวันรุ่งขึ้นครอบครัวเหอก็ยังคงใช้ชีวิตกันเหมือนอย่างเคยเพราะหลังจากที่แยกบ้านออกมาจากบ้านใหญ่พวกเขาก็ยังไม่ได้ทำสิ่งใดเป็นเรื่องเป็นราวเลย เพราะฉะนั้นวันนี้หลังจากที่ทุกคนทานข้าวเช้ากันเสร็จเรียบร้อยแล้วนั้นเหอฟ่านชิงจึงได้เอ่ยชวนพี่ชายทั้งสองไปที่ลำธารหลังบ้านตามเดิมเพื่อจับปลาไปขายในตัวเมืองซึ่งพวกของเหอฟ่านชิงก็ได้ปลามาเพิ่มอีกเกือบสิบตัว พอรวมกับปลาของเมื่อวานก็ได้ราว ๆ ยี่สิบกว่าตัว เมื่อมองดูพระอาทิตย์ก็เห็นว่าล่วงเลยเข้าปลายยามเฉิน (07.00-08.59 น.) สามพี่น้องสกุลเหอก็ได้กลับมาผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดที่แห้งจากนั้นก็พากันออกเดินทางเข้าไปยังตัวเมืองในทันทีด้วยเด็กสาวต้องการที่จะประหยัดค่าเดินทางนางจึงได้เลือกใช้วิธีเดินเท้าแทนที่จะนั่งเกวียน อีกทั้งไม่ได้มีเพียงแค่พวกเขาที่เดินทางเข้าเมือง มีทั้งชาวบ้านใกล้เคียงหรือชาวบ้านหมู่บ้านเป่าหนิง บางครอบครัวก็เลือกใช้การเดินทางด้วยเท้าเข้าไปแทนการนั่งเกวียน สามพี่น้องสกุลเหอเองก็เป็นอีกกลุ่มหนึ่งในเหล่าชาวบ้านที่เดินทางเข้าเมือง เพียงแต่จะแปลกหน่อยก็เพราะที่ด้านหลังของชายหนุ่มทั้งสองนั้นที่ตะกร้าคนละใบที่ไม่รู้ว่าด้านในนั้นใส่อะไรเอาไ







