เข้าสู่ระบบเช้าวันรุ่งขึ้นครอบครัวเหอก็ยังคงใช้ชีวิตกันเหมือนอย่างเคยเพราะหลังจากที่แยกบ้านออกมาจากบ้านใหญ่พวกเขาก็ยังไม่ได้ทำสิ่งใดเป็นเรื่องเป็นราวเลย เพราะฉะนั้นวันนี้หลังจากที่ทุกคนทานข้าวเช้ากันเสร็จเรียบร้อยแล้วนั้นเหอฟ่านชิงจึงได้เอ่ยชวนพี่ชายทั้งสองไปที่ลำธารหลังบ้านตามเดิมเพื่อจับปลาไปขายในตัวเมือง
ซึ่งพวกของเหอฟ่านชิงก็ได้ปลามาเพิ่มอีกเกือบสิบตัว พอรวมกับปลาของเมื่อวานก็ได้ราว ๆ ยี่สิบกว่าตัว เมื่อมองดูพระอาทิตย์ก็เห็นว่าล่วงเลยเข้าปลายยามเฉิน (07.00-08.59 น.) สามพี่น้องสกุลเหอก็ได้กลับมาผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดที่แห้งจากนั้นก็พากันออกเดินทางเข้าไปยังตัวเมืองในทันที
ด้วยเด็กสาวต้องการที่จะประหยัดค่าเดินทางนางจึงได้เลือกใช้วิธีเดินเท้าแทนที่จะนั่งเกวียน อีกทั้งไม่ได้มีเพียงแค่พวกเขาที่เดินทางเข้าเมือง มีทั้งชาวบ้านใกล้เคียงหรือชาวบ้านหมู่บ้านเป่าหนิง บางครอบครัวก็เลือกใช้การเดินทางด้วยเท้าเข้าไปแทนการนั่งเกวียน สามพี่น้องสกุลเหอเองก็เป็นอีกกลุ่มหนึ่งในเหล่าชาวบ้านที่เดินทางเข้าเมือง เพียงแต่จะแปลกหน่อยก็เพราะที่ด้านหลังของชายหนุ่มทั้งสองนั้นที่ตะกร้าคนละใบที่ไม่รู้ว่าด้านในนั้นใส่อะไรเอาไว้
ใช้เวลาเดินทางราว ๆ หนึ่งชั่วยาม(สองชั่วโมง)ในที่สุดพวกเขาก็มาถึงยังประตูเมืองตงหวง ทั้งสามพี่น้องก็เร่งเดินทางไปยังเหลาอาหารแห่งหนึ่งที่ขึ้นชื่อเพื่อขายปลา แต่กลับถูกพนักงานของร้านไล่ตะเพิดออกมาด้วยสภาพเสื้อผ้าที่พวกเขาใส่ทำให้ถูกดูแคลนสามพี่น้องจึงได้มีสีหน้าที่ดูหมองเศร้า
แต่เหอฟ่านชิงนั้นก็สามารถทำใจได้อย่างรวดเร็วก่อนที่นางจะเดินไปหาท่านป้าที่ขายซาลาเปาอยู่ไม่ไกลแล้วเอ่ยถามถึงสถานที่รับซื้อปลาที่ให้ราคายุติธรรม
"ขออภัยเจ้าค่ะท่านป้า ไม่ทราบว่าท่านป้าพอจะรู้จักร้านอาหารที่รับซื้อพวกปลาหรือเนื้อสัตว์บ้างหรือไม่เจ้าคะ"
"อ้อแม่นางน้อยเจ้าลองไปดูที่โรงเตี๊ยม อันหยาง ดูสิ ที่นั่นเขารับซื้อทั้งพืชผักและเนื้อสัตว์แถมยังให้ราคาที่ดีด้วยนะ" หญิงวัยกลางคนที่กำลังยืนขายซาลาเปาอยู่นั้นเอ่ยตอบเด็กสาวด้วยสีหน้าอ่อนโยน
"แล้วโรงเตี๊ยมอันหยางต้องไปทางไหนหรือเจ้าคะ พอดีข้ากับพี่ชายเพิ่งจะเคยเข้าเมืองมาขายเนื้อที่ท่านพ่อหามาได้เป็นครั้งแรกเจ้าค่ะเลยไม่ค่อยรู้จักที่ทางเท่าไหร่" เหอฟ่านชิงเอ่ยถามหญิงวัยกลางคนไปอีกหนึ่งประโยคด้วยนางนั้นไม่รู้จริง ๆ ว่าจะต้องเดินไปตรงไหนถึงจะเจอร้านที่ท่านป้าใจดีเอ่ยบอก
"ไม่เป็นไรเลยจ่ะ แม่นางน้อยเพียงเดินตรงไปทางนั้นแล้วเลี้ยวซ้ายที่หัวมุมก็จะพบกับโรงเตี๊ยมอันหยางแล้วละ" หญิงวัยกลางคนยังคงเอ่ยกับเหอฟ่านชิงด้วยใบหน้าที่อ่อนโยนเช่นเดิม
"ขอบคุณท่านป้ามากนะเจ้าคะเช่นนั้นข้าขอตัวก่อนเอาไว้จะกลับมาอุดหนุนท่านป้าคราวหลังนะเจ้าคะ" เหอฟ่านชิงเร่งรีบเอ่ยขอบคุณอีกฝ่ายจากนั้นก็เดินกลับไปหาพี่ชายทั้งสองที่ยังคงแบกตะกร้าที่ใส่ทั้งน้ำและปลาอยู่บนหลังเพื่อให้ปลายังมีชีวิตอยู่จึงจำเป็นจะต้องมีน้ำอยู่ด้วย
จากนั้นสามพี่น้องสกุลเหอก็ได้เดินตามทิศทางที่หญิงวัยกลางคนเมื่อครู่บอกในทันทีและในที่สุดทั้งสามก็ได้มาหยุดยืนอยู่ที่หน้าโรงเตี๊ยมขนาดใหญ่ที่มีป้ายชื่อแขวนอยู่ว่า อันหยาง ไม่รอช้าเหอฟ่านชิงก็เดินเข้าไปหาพนักงานต้อนรับที่กำลังยืนอยู่ด้านหน้าทางเข้าพร้อมกับเอ่ยถามอีกฝ่าย
"ขออภัยพี่ชาย พอดีว่าข้ากับพี่ชายทั้งสองมีปลาสดมาขายให้ไม่ทราบว่าที่โรงเตี๊ยมของท่านรับซื้อปลาหรือไม่"
"โอ้วแม่นางน้อยโปรดรอสักครู่เดี๋ยวข้าขอเข้าไปรายงานผู้จัดการร้านก่อนนะ" ชายหนุ่มพนักงานต้อนรับเอ่ยบอกกับนางก่อนที่เขาจะรีบเร่งเดินหายเข้าไปด้านในร้าน ไม่นานก็กลับออกมาพร้อมกับชายวัยกลางคนที่รูปร่างอ้วนท่วมที่ดูมีสง่าไม่น้อย
"นี่ขอรับผู้จัดการแม่นางน้อยที่บอกว่ามีปลาสด ๆ มาขายให้กับโรงเตี๊ยมของพวกเรา" พนักงานหนุ่มเอ่ยบอกกับผู้เป็นหัวหน้าด้วยท่าทางนอบน้อม
"คารวะนายท่านเจ้าค่ะ / ขอรับ" สามพี่น้องสกุลเหอพร้อมใจกันทำความเคารพชายร่างท้วมดูภูมิฐานตรงหน้าอย่างมีมารยาท
"อืม..ไหนข้าขอดูปลาที่พวกเจ้านำมาหน่อยสิ"ชายวัยกลางคนเอ่ยบอกกับสามพี่น้องที่ยังคงยืนนิ่งอยู่กับที่
"เจ้าค่ะ.." จบคำเอ่ยของเด็กสาวชายหนุ่มทั้งสองก็เดินก้าวมาตรงหน้าของ ตู้หมิง หรือหลงจู๊ตู้ก่อนที่พี่น้องสกุลเหอทั้งสองจะได้ทำการเปิดผ้าที่ใช้ปิดปากตะกร้าสำหรับขังปลาออก
นั่นก็เผยให้เห็นปลาตะเพียนจำนวนมากที่มีขนาดตัวใหญ่กว่าที่ตู้หมิงเคยพบมากำลังแหวกว่ายอยู่ภายในตะกร้าของสองพี่น้องสกุลเหอ ทำเอาชายวัยกลางคนถึงกับหันขวับมามองยังใบหน้าเด็กสาวตรงหน้าในทันที พร้อมกับเอ่ยถามอย่างไม่ค่อยมั่นใจกับภาพที่เห็น
"นี่พวกเจ้าเป็นผู้จับพวกมันทั้งหมดอย่างนั้นรึ?"
"ขะ..ขอ..."
"ไม่ใช่เจ้าค่ะ เป็นท่านพ่อที่ลงไปจับพวกมันมาข้ากับพี่ชายทั้งสองเพียงเป็นตัวแทนนำมาขายเท่านั้น" ยังไม่ทันที่เหอชงอี้จะได้เอ่ยตอบเด็กสาวก็รีบกระตุกชายเสื้อของพี่ชายคนรองพร้อมกับเป็นฝ่ายเอ่ยตอบชายวัยกลางคนตรงหน้าด้วยกลัวว่าพี่ชายคนรองจะทำให้ความลับรั่วไหล
"อ้อ..เป็นเช่นนั้นเองหรอกรึ บิดาของเจ้าช่างมีความสามารถยิ่งนัก" ตู้หมิงเองก็พอจะรู้ว่าเด็กสาวตรงหน้านั้นมีไหวพริบที่ยอดเยี่ยมมากและยังระแวดระวังตัวเองเป็นอย่างดีก็อดรู้สึกชื่นชมอีกฝ่ายไม่ได้ เขาจึงไม่คิดที่จะเอ่ยบีบบังคับอีกฝ่ายมากไปกว่านี้จึงได้เอ่ยตามน้ำไป
"เจ้าค่ะท่านพ่อของพวกเรานั้นเป็นบุรุษที่น่านับถือที่สุด ว่าแต่นายท่านจะรับซื้อหรือไม่เจ้าคะ" เหอฟ่านชิงเอ่ยปากชมผู้เป็นบิดาด้วยสีหน้าภาคภูมิใจ จากนั้นก็เอ่ยเข้าเรื่องในทันทีด้วยไม่ต้องการเสียเวลาไปมากกว่านี้
"รับสิ ปลาพวกนี้ล้วนอ้วนพีเนื้อเองก็คงจะแน่นมากเป็นแน่ดูจากเกล็ดที่เงางามแล้วข้าให้ราคาชั่งละ 100 อีแปะเป็นอย่างไร" ตู้หมิงเอ่ยบอกราคาที่รับซื้อปลาเหล่านี้ที่มีราคาค่อนข้างจะสูงอยู่มากและยุติธรรมที่สุด
"พี่ใหญ่เจ้าคะ..." เหอฟ่านชิงเอ่ยเรียกพี่ชายคนโตเพื่อให้ทำการซื้อขายให้เรียบร้อย เนื่องจากว่าสติของอีกฝ่ายดูจะหลุดลอยไปแล้วเมื่อได้ยินถึงราคาที่จะขายได้
"อะ.อื้ม ตกลงขอรับพวกเราขายให้กับนายท่าน ไม่ทราบว่านายท่านต้องการรับซื้อกี่ตัวหรือขอรับ" เหอชงหยวนที่คืนสติกลับมาได้ด้วยเสียงเรียกจากน้องสาวก็รีบเอ่ยถามชายวัยกลางคนตรงหน้าในทันที
"ข้ารับซื้อทั้งหมดนั่นแหละ เจ้าไปนำตาชั่งมาชั่งน้ำหนักปลาเสีย" ประโยคแรกนั้นตู้หมิงเอ่ยบอกกับเหอชงหยวน ส่วนประโยคหลังนั้นเขาได้หันไปเอ่ยกับลูกน้องของตนเอง
หลังจากรับคำสั่งแล้วนั้นพนักงานชายคนเดิมก็ได้เดินไปหยิบตาชั่งมาวางไว้ตรงหน้าของสามพี่น้องสกุลเหอ ก่อนที่เขาจะเรียกเพื่อนอีกคนให้มาช่วยจับปลาใส่ลงไปยังตะกร้าของร้านเพื่อทำการชั่งน้ำหนักปลาเป็นลำดับต่อไป
จนปลาตัวสุดท้ายได้ลงไปนอนยังตะกร้าเป็นที่เรียบร้อยตู้หมิงก็ได้สั่งให้ยกตะกร้าขึ้นไปชั่งทั้งสองตะกร้า ตะกร้าแรกนั้นได้ปลาอยู่ที่ 23 ชั่ง ส่วนตะกร้าที่สองนั้นได้ปลา 25 ชั่ง รวมทั้งหมดเป็น 48 ชั่ง ชั่งละ 100 อีแปะ ดังนั้นเหอฟ่านชิงขายปลาได้เงินทั้งหมด 4 ตำลึงเงินกับ 800 อีแปะ
"ทั้งหมด 4 ตำลึง 800 อีแปะ" เหอฟ่านชิงเอ่ยออกไปตามความเคยชินด้วยการคำนวณเลขที่รวดเร็วจากชาติก่อนทำเอาคนทั้งหมดที่เพิ่งจะยกปลาลงจากตาชั่งยังไม่ได้คำนวณราคาเสียด้วยซ้ำหันมามองยังร่างของเด็กสาวด้วยสีหน้าตกตะลึง แม้แต่พี่ชายทั้งสองของนางเองก็มีสีหน้าไม่ต่างจากคนอื่น ๆ
"ชิงเอ๋อร์...." เหอชงหยวนทำได้เพียงเอ่ยเรียกน้องสาวด้วยสีหน้าเหลือจะเชื่อ
"ฮ่า ฮ่า แม่นางน้อยผู้นี้เจ้าช่างคิดคำนวณได้อย่างรวดเร็วยิ่งนัก ช่างน่าสนใจจริง ๆ " ตู้หมิงหลังจากที่จบคำพูดของเด็กสาวเขาก็รีบดีดลูกคิดคำนวณราคาในทันทีและคำตอบที่ได้ก็ตรงกับจำนวนที่เด็กสาวตรงหน้าเอ่ยมา นั้นยิ่งทำให้เขารู้สึกสนใจในตัวของเด็กสาวตรงหน้าอยู่ไม่น้อย
"อะ..เอ่อ.."
'ซวยแล้วไหมล่ะไม่น่าลืมตัวเลย' เหอฟ่านชิงที่ไม่รู้จะพูดอะไรดีทำได้เพียงลอบสบถอยู่ภายในใจที่ตนเองทำพลาดไปเสียแล้ว
"...." เช่นเดียวกับพี่ชายทั้งสองของนางที่ไม่รู้จะเอ่ยแก้ตัวให้กับน้องสาวเช่นไรดี จึงได้ยืนเงียบอย่างใช้ความคิด
***********************************************************************************************
เอ้า! ยัยน้องแกจะลืมตัวบ่อย ๆ ไม่ได้นะ สงสารพี่ชายของแกด้วย ดูสิคิดคำพูดแก้ตัวให้แกไม่ทันแล้วเนี่ย!
หลังจากที่หยางฉีได้เดินจากไปแล้วหยางเฟิงก็ได้เดินไปหยิบคันธนูที่ดูแล้วเหมาะสมกับเหอฟ่านชิงเป็นอย่างมาก ซึ่งตัวของที่จับคันธนูนั้นทำจากไม้เนื้อแข็งอย่างดีสีน้ำตาลดำส่วนสายนั้นทำจากเอ็นที่มีความเหนียวแน่นคงทนเป็นอย่างมาก แถมชายวัยกลางคนยังแกะสลักรูปดอกโม่ลี่ฮวาดอกเล็ก ๆ เอาไว้ตรงปลายของสายธนูทั้งสองช่างงดงามและลงตัวจนทำให้เหอฟ่านชิงถึงกับจ้องมองไปยังคันธนูของนางอย่างไม่วางตาทำเอาหยางเฟิงถึงกับหลุดขำออกมากับท่าทางของเด็กสาว"ฮ่า ฮ่า ชิงเอ๋อร์ดูเจ้าทำสีหน้าเช่นนี้แสดงว่าลุงทำธนูให้ถูกใจใช่หรือไม่" "เจ้าค่ะท่านลุง มันช่างงดงามมาก ท่านลุงคิดราคาเท่าไหร่หรือเจ้าคะ?" เหอฟ่านชิงเอ่ยตอบชายวัยกลางคนด้วยใบหน้ามีความสุขอีกทั้งนางก็ยังไม่ลืมที่จะเอ่ยถามถึงค่าสิ่งของที่นางชื่นชอบอยู่ในตอนนี้"อ้อ...ลุงมอบให้เจ้าถือเป็นคำขอบคุณที่เจ้าช่วยหลิงเอ๋อร์เอาไว้ก็แล้วกันนะ" หยางเฟิงเอ่ยบอกกับเด็กสาวที่เขาเอ็นดูอีกทั้งนางยังเป็นผู้มีพระคุณและเพื่อนของบุตรสาวจะให้คิดเงินกับนางได้อย่างไรกัน"เอ่อ...แต่ว่าท่านลุงเจ้าคะข้า...""ห้ามปฏิเสธลุงนะชิงเอ๋อร์ เพื่อความสบายใจของลุงก็แล้วกัน" เหอฟ่านชิงที่ในตอนแรกตั้งใจ
"อ่ะ....ขออภัยเจ้าค่ะ" เหอฟ่านชิงที่ถูกชนจนร่างผอมบางเซถอยหลังไปสองก้าวถึงกับร้องออกมาด้วยความตกใจอีกทั้งยังไม่ลืมที่จะเอ่ยขอโทษอีกฝ่ายตามความเคยชิน"ชิงชิงเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง ท่านพี่ท่านเดินชนเพื่อนของข้าแล้วเจ้าค่ะ" หยางหลิงที่ได้ยินเสียงร้องของเหอฟ่านชิงจึงได้หันหลังกลับมาดูก่อนจะพบว่าเพื่อนสาวของตนนั้นได้เดินชนเข้ากับพี่ชายของนางจากมุมเลี้ยวตรงทางแยกของบ้านพอดี ด้วยความเป็นห่วงหยางหลิงรีบเข้าไปดูเพื่อนขอตนเองพร้อมกับเอ่ยถามอีกฝ่าย แต่เมื่อนึกขึ้นได้เด็กสาวจงได้หันไปเอ่ยกับผู้เป็นพี่ชายเพียงคนเดียวในทันทีเช่นกัน"พี่ไม่ได้ตั้งใจพอดีไม่ทันได้มองนึกว่าเจ้าเดินมาคนเดียวเหมือนทุกครั้ง" ชายหนุ่มคนเดิมที่เหอฟ่านชิงเคยพบเจอเมื่อครั้งที่แล้วเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้ารู้สึกผิดเล็กน้อย"อ่า...หลิงหลิงข้าไม่เป็นไรเจ้าอย่าได้คิดมากไปเลย ข้าต้องขอโทษท่านด้วยนะเจ้าคะที่เดินไม่ได้ดูทางเพราะมัวแต่ก้มหน้า" เหอฟ่านชิงเอ่ยบอกกับชายหนุ่มตรงหน้าด้วยสีหน้าขอโทษ"ไม่เป็นไร แล้วทำไมเจ้าทั้งสองถึงได้เปียกปอนเช่นนี้กัน รีบไปผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนเถิด" หยางฉี บุตรชายคนโตของหยางเฟิง อายุ 18 ปีมีนิสัย นิ่งขรึม พูดน้อ
หลังจากฝ่ามือของเหอฟ่านชิงที่ตบลงไปบนใบหน้าของ เหอลี่ถิง บุตรสาวคนเล็กของท่านลุงใหญ่ ทั่วทั้งบริเวณก็เกิดความเงียบขึ้นมาในทันที แม้แต่เหล่าสตรีที่เป็นลูกไล่ของเหอลี่ถิงก็ยังตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นจนพูดไม่ออก"เจ้าจะด่าทอข้าหรือทำร้ายข้า ข้าไม่เคยสนใจ แต่เจ้าไม่มีสิทธิ์มาเอ่ยเรียกบิดาของข้าแบบนั้นเข้าใจหรือไม่!" ภายใต้ความเงียบจู่ ๆ เสียงเหยียบเย็นของเหอฟ่านชิงก็ดังขึ้นทำเอาเหอลี่ถิงพร้อมทั้งลูกสมุนของนางต้องตกใจอีกครั้งกับท่าทางที่ดูเปลี่ยนไปของอีกฝ่ายอาจจะเพราะแต่ก่อนนั้นเหอฟ่านชิงคนเดิมนั้นอ่อนแอ ไม่กล้าสู้คนและขี้กลัวนางจึงตกเป็นฝ่ายถูกกระทำอยู่ตลอด เพียงแต่กับเหอฟ่านชิงคนใหม่นั้นถึงแม้นิสัยส่วนตัวจะไม่ชอบหาเรื่องใคร รักสงบแต่เมื่อไหร่ก็ตามที่มีใครก้าวข้ามเส้นแบ่งเขตของนางนางก็พร้อมที่จะเอาคืนคนผู้นั้น และเส้นแบ่งเขตของเหอฟ่านชิงก็คือคนในครอบครัวที่นางรักและหวงแหนยิ่งกว่าสิ่งใด มีหรือที่เด็กสาวจะยอมให้ใครมาพูดจาว่าร้ายบิดาของตนเองได้"น..นังฟ่านชิงแก! นี่แกกล้าตบหน้าข้าอย่างนั้นรึ แกคงไม่อยากจะมีชีวิตอยู่อีกต่อไปแล้วสินะหะ!" หลังจากที่ได้สติคืนกลับมาเหอลี่ถิงก็ถึงกับเกรี้ยวกราดตะค
ช่วงปลายยามอู่ (11.00-12.59 น.) ในที่สุดสามพี่น้องสกุลเหอก็พากันกลับมาถึงบ้านของพวกเขา เหอฟ่านชิงจึงได้เอ่ยถามบิดาและมารดาของตนที่ในวันนี้นางได้ให้พวกท่านช่วยกันตีนุ่นเพื่อใช้สำหรับทำผ้านวมและฟูกนอนรอระหว่างที่พวกเขาสามพี่น้องไปขายปลาในตัวเมือง"ท่านพ่อ ท่านแม่ พวกท่านทานมื้อเที่ยงกันหรือยังเจ้าคะ?""ยังเลยลูก พ่อเจ้าบอกจะรอพวกเจ้าก่อนค่อยทานพร้อมกันน่ะ" นางมี่ซือเป็นผู้เอ่ยตอบคำถามของบุตรสาวพร้อมทั้งรอยยิ้มบางเบาที่ประดับบนใบหน้าสวย"เช่นนั้นเดี๋ยวข้าจะรีบไปทำมื้อเที่ยงให้ทุกคนทานกันนะเจ้าคะ" เหอฟ่านชิงรีบเอ่ยบอกทั้งสี่คนก่อนที่นางจะเดินตรงไปยังครัวแล้วจัดการทำมื้อเที่ยงอย่างง่ายพียงอย่างสองอย่างจากนั้นคนบ้านเหอก็ได้ร่วมกันทานมื้อเที่ยงอย่างพร้อมเพรียงกัน อาจจะด้วยเครื่องปรุงหลาย ๆ อย่างยังไม่ครบทำให้อาหารที่เหอฟ่านชิงทำนั้นยังคงมีรสชาติธรรมดา ๆ ไม่ได้อร่อยมากมายจึงยังไม่ได้สร้างความแปลกใจให้กับทุกคนหลังจากที่ทานมื้อเที่ยงกันเสร็จเรียบร้อยเหอฟ่านชิงก็บอกให้พี่ชายทั้งสองไปยังป่าไผ่เพื่อเริ่มตัดไม้ตามขนาดที่นางได้สั่งเอาไว้ เพื่อจะนำมาสร้างบ้านในวันต่อ ๆ ไป ส่วนเหอฟ่านชิงเองก็ได้เดิน
"ฮ่า ฮ่า พวกเจ้านี่ช่างน่าสนใจจริง ๆ เอาละ ๆ ถ้าเจ้าไม่อยากจะเอ่ยถึงก็ไม่เป็นไร แล้วพวกเจ้าจะรับเป็นตำลึงเงินทั้งหมดหรือไม่เล่า" ตู้หมิงเองก็ไม่คิดจะถามซักไซร้ให้สามพี่น้องรู้สึกอึดอัดใจเช่นเดียวกันจึงได้เอ่ยเปลี่ยนหัวข้อสนทนาไปเรื่องอื่นแทน"…" และก็เกิดความเงียบขึ้นมาอีกครั้ง ด้วยเมื่อสักครู่นี้พวกเขามัวแต่ตกใจเรื่องของน้องสาวเลยไม่ได้สนใจจำนวนเงินที่ขายได้ เพียงแต่เมื่อได้ยินชายวัยกลางคนเอ่ยขึ้นพวกเขาก็ถึงกับตกตะลึงอีกครั้งกับจำนวนเงินที่ขายปลาได้ในวันนี้ นี่มันมากกว่ารายได้ทั้งปีของครอบครัวเขาเสียอีกนะ"นายท่านข้าขอเป็นสี่ตำลึงกับแปดร้อยอีแปะเจ้าค่ะ" เป็นเหอฟ่านชิงที่ยังคงรักษาท่าทางสุขุมเอาไว้ได้แล้วเอ่ยตอบชายวัยกลางคนตรงหน้าไป"ได้…แล้วก็พวกเจ้าเรียกข้าว่าท่านลุงตู้ก็พอไม่ต้องเรียกนายท่านหรอกเพราะข้าเป็นเพียงผู้จัดการร้านเท่านั้น" ตู้หมิงเอ่ยบอกทั้งสามพี่น้องด้วยสีหน้าเอ็นดู ยิ่งกับแม่นางน้อยอย่างเหอฟ่านชิงแล้วเขายิ่งรู้สึกว่าตนอยากมีหลานสาวที่ฉลาดเช่นนี้บ้าง"ขอรับ / เจ้าค่ะ"สามพี่น้องสกุลเหอเองก็ไม่คิดที่จะเอ่ยค้านด้วยรู้ว่าเมื่อผู้ใหญ่ให้ความเอ็นดูเราควรจะตอบรับมากกว่าปฏิเสธ
เช้าวันรุ่งขึ้นครอบครัวเหอก็ยังคงใช้ชีวิตกันเหมือนอย่างเคยเพราะหลังจากที่แยกบ้านออกมาจากบ้านใหญ่พวกเขาก็ยังไม่ได้ทำสิ่งใดเป็นเรื่องเป็นราวเลย เพราะฉะนั้นวันนี้หลังจากที่ทุกคนทานข้าวเช้ากันเสร็จเรียบร้อยแล้วนั้นเหอฟ่านชิงจึงได้เอ่ยชวนพี่ชายทั้งสองไปที่ลำธารหลังบ้านตามเดิมเพื่อจับปลาไปขายในตัวเมืองซึ่งพวกของเหอฟ่านชิงก็ได้ปลามาเพิ่มอีกเกือบสิบตัว พอรวมกับปลาของเมื่อวานก็ได้ราว ๆ ยี่สิบกว่าตัว เมื่อมองดูพระอาทิตย์ก็เห็นว่าล่วงเลยเข้าปลายยามเฉิน (07.00-08.59 น.) สามพี่น้องสกุลเหอก็ได้กลับมาผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดที่แห้งจากนั้นก็พากันออกเดินทางเข้าไปยังตัวเมืองในทันทีด้วยเด็กสาวต้องการที่จะประหยัดค่าเดินทางนางจึงได้เลือกใช้วิธีเดินเท้าแทนที่จะนั่งเกวียน อีกทั้งไม่ได้มีเพียงแค่พวกเขาที่เดินทางเข้าเมือง มีทั้งชาวบ้านใกล้เคียงหรือชาวบ้านหมู่บ้านเป่าหนิง บางครอบครัวก็เลือกใช้การเดินทางด้วยเท้าเข้าไปแทนการนั่งเกวียน สามพี่น้องสกุลเหอเองก็เป็นอีกกลุ่มหนึ่งในเหล่าชาวบ้านที่เดินทางเข้าเมือง เพียงแต่จะแปลกหน่อยก็เพราะที่ด้านหลังของชายหนุ่มทั้งสองนั้นที่ตะกร้าคนละใบที่ไม่รู้ว่าด้านในนั้นใส่อะไรเอาไ







