เข้าสู่ระบบหลังจากที่หยางฉีได้เดินจากไปแล้วหยางเฟิงก็ได้เดินไปหยิบคันธนูที่ดูแล้วเหมาะสมกับเหอฟ่านชิงเป็นอย่างมาก ซึ่งตัวของที่จับคันธนูนั้นทำจากไม้เนื้อแข็งอย่างดีสีน้ำตาลดำ
ส่วนสายนั้นทำจากเอ็นที่มีความเหนียวแน่นคงทนเป็นอย่างมาก แถมชายวัยกลางคนยังแกะสลักรูปดอกโม่ลี่ฮวาดอกเล็ก ๆ เอาไว้ตรงปลายของสายธนูทั้งสองช่างงดงามและลงตัวจนทำให้เหอฟ่านชิงถึงกับจ้องมองไปยังคันธนูของนางอย่างไม่วางตาทำเอาหยางเฟิงถึงกับหลุดขำออกมากับท่าทางของเด็กสาว
"ฮ่า ฮ่า ชิงเอ๋อร์ดูเจ้าทำสีหน้าเช่นนี้แสดงว่าลุงทำธนูให้ถูกใจใช่หรือไม่"
"เจ้าค่ะท่านลุง มันช่างงดงามมาก ท่านลุงคิดราคาเท่าไหร่หรือเจ้าคะ?" เหอฟ่านชิงเอ่ยตอบชายวัยกลางคนด้วยใบหน้ามีความสุขอีกทั้งนางก็ยังไม่ลืมที่จะเอ่ยถามถึงค่าสิ่งของที่นางชื่นชอบอยู่ในตอนนี้
"อ้อ...ลุงมอบให้เจ้าถือเป็นคำขอบคุณที่เจ้าช่วยหลิงเอ๋อร์เอาไว้ก็แล้วกันนะ" หยางเฟิงเอ่ยบอกกับเด็กสาวที่เขาเอ็นดูอีกทั้งนางยังเป็นผู้มีพระคุณและเพื่อนของบุตรสาวจะให้คิดเงินกับนางได้อย่างไรกัน
"เอ่อ...แต่ว่าท่านลุงเจ้าคะข้า..."
"ห้ามปฏิเสธลุงนะชิงเอ๋อร์ เพื่อความสบายใจของลุงก็แล้วกัน" เหอฟ่านชิงที่ในตอนแรกตั้งใจจะเอ่ยปฏิเสธอีกฝ่ายไปก็ต้องกลืนคำพูดทั้งหมดลงท้องเมื่อชายวัยกลางคนเล่นเอ่ยดักทางนางเพื่อไม่ให้นางปฏิเสธได้
'ก็ท่านเล่นพูดมาถึงเพียงนี้แล้วข้าสามารถเลือกอย่างอื่นได้หรือเจ้าคะท่านลุง!' เหอฟ่านชิงทำได้เพียงเอ่ยตัดพ้ออยู่ภายในใจ
"เช่นนั้นข้าขอบคุณท่านลุงมากน่ะเจ้าคะ ตอนนี้ก็ใกล้จะเย็นมากแล้วข้าคงต้องขอตัวกลับก่อนนะเจ้าคะ" เหอฟ่านชิงที่หลังจากเอ่ยขอบคุณชายวัยกลางคนจบก็เอ่ยขอตัวกลับบ้านของตัวเองเมื่อเห็นว่าในตอนนี้ก็ใกล้จะยามโหย่ว(17.00-18.59 น.)แล้วนั่นเอง
"จริงสิ นี้ก็ใกล้จะเย็นมาแล้วเจ้าควรจะรีบกลับบ้าน เอ้านี่เนื้อหมูลุงฝากเอากลับไปให้อาซานด้วยนะ" หยางเฟิงเอ่ยบอกเด็กสาวพร้อมกับยื่นเนื้อหมูหนึ่งชิ้นที่มีน้ำหนัก 2 ชั่งมาตรงหน้าของเด็กสาว
"เจ้าค่ะท่านลุง.."
"อาเฟิงแล้วพวกมันหมูกับเครื่องในพวกนี้ละเจ้าจะให้ข้านำไปทิ้งเลยหรือไม่" ยังไม่ทันที่เหอฟ่านชิงจะเอ่ยจบประโยคชายชราก็เอ่ยถามเสียงดัง
"ขอรับท่านพ่อประเดี๋ยวข้าจะเอาไปทิ้งเดี๋ยวนี้" หยางเฟิงร้องตอบบิดาของเขาก่อนจะก้าวขาไปยังถังที่ใช้สำหรับใส่มันหมูกับพวกเครื่องใน
เพียงเท่านั้นแหละดวงตาของเหอฟ่านชิงถึงกับเบิกกว้างด้วยความตกใจ ที่คนที่โลกใบนี้ไม่รู้จักของดีแสนอร่อย
"ท่านลุงเจ้าคะ! ข้าขอของที่อยู่ในถังนั้นได้หรือไม่เจ้าคะ" เมื่อเหอฟ่านชิงเห็นว่าชายวัยกลางคนกำลังจะถือถังที่เป็นเป้าหมายของนางไปทิ้งจริง ๆ เด็กสาวก็ถึงกับส่งเสียงร้องเรียกตามหลังชายวัยกลางคน ก่อนที่ขาสั้น ๆ ของนางจะวิ่งตรงไปยังเบื้องหน้าของหยางเฟิง
"ชิงเอ๋อร์เจ้าจะเอาของพวกนี้ไปทำสิ่งใดกัน มันกินไม่ได้หรอกนะ" หยางเฟิงเอ่ยถามเด็กสาวตรงหน้าอย่างไม่ค่อยเข้าใจว่านางจะเอาพวกเครื่องในกับมันหมูพวกนี้ไปทำไม
"ไม่เป็นไรเจ้าค่ะท่านลุงข้ารู้วิธีที่จะนำมันมาทำประโยชน์ได้" เหอฟ่านชิงเองก็ไม่ลดความพยายามยังคงเอ่ยตอบชายวัยกลางคนด้วยท่าทางใจเย็น
"เช่นนั้นก็ได้ เอ้า รับไป" หยางเฟิงที่เห็นท่าทางของเด็กสาวก็คิดว่านางคงจะนำไปทำอะไรสักอย่างจึงไม่คิดที่จะเอ่ยปฏิเสธ เพราะถึงอย่างไรเขาก็จะเอาไปทิ้งอยู่แล้วจึงได้เอ่ยตกลงพร้อมกับยื่นถังที่มีน้ำหนักพอสมควรไปให้กับเด็กสาวตรงหน้า
"ขอบคุณท่านลุงมากเจ้าค่ะเช่นนั้นข้าขอตัวกลับบ้านก่อนนะเจ้าคะ หลิงหลิงข้ากลับก่อนนะไว้จะมาหาใหม่" เหอฟ่านชิงรีบเอ่ยขอบคุณพร้อมกับบอกลาคนสกุลหยางจากนั้นนางก็รีบกลับบ้านในทันทีเพื่อจัดการกับอาหารที่ได้มาในวันนี้
หลังจากที่เหอฟ่านชิงกลับมาถึงบ้านก็เย็นมากแล้วเพื่อไม่ให้เสียเวลานางจึงได้ถือถังเครื่องในหมูตรงไปยังครัวท่ามกลางความแปลกใจของทุกคนที่ตอนนี้ได้นั่งพักผ่อนกันอยู่ที่แคร่ไม่ไกลจากครัว
เมื่อเดินถึงครัวสิ่งแรกที่เหอฟ่านชิงทำก็คือจุดเตาไฟก่อน จากนั้นนางก็นำข้าวสารไปล้างน้ำซาวข้าวก่อนจะเก็บน้ำซาวข้าวเอาไว้แล้วนำข้าวไปหุงบนเตาไฟที่ติดไว้ เมื่อตั้งหม้อหุงข้าวเสร็จเรียบร้อยเหอฟ่านชิงก็นำเครื่องในหมูทั้งหมดไปล้างทำความสะอาดจากนั้นก็นำเครื่องในทั้งหมดลงไปแช่กับน้ำซาวข้าวที่เตรียมเอาไว้เพื่อเป็นการดับกลิ่น
นางต้องการแช่ไว้เพียง 1 เค่อเท่านั้นดังนั้นในระหว่างที่รอเวลาเหอฟ่านชิงก็ไปจัดการทุบกระเทียมเตรียมเอาไว้สำหรับอาหารจานทอดอย่างเครื่องในทอดกระเทียม ส่วนตับกับปอดนั้นนางนำไปใส่ลงในหม้อเพื่อรอต้มทำเป็นอาหารอย่างที่สอง
ส่วนอย่างที่สามก็คือการเจียวมันหมูเพื่อสร้างเป็นน้ำมัน เด็กสาวจัดการหั่นมันหมูให้เป็นชิ้นขนาดกลาง ๆ พักเอาไว้รอเวลาลงมือทำเป็นลำดับต่อไป เมื่อได้เวลาเหอฟ่านชิงก็จัดการทำอาหารตามที่นางคิดเอาไว้จนเสร็จเรียบร้อยพร้อมกับเอ่ยเรียกสมาชิกทุกคนในบ้านให้มาทานข้าวเย็น
เมื่อทุกคนเห็นหน้าตาของอาหารเย็นในวันนี้ก็ถึงกับตะลึงไปชั่วขณะ ด้วยพวกเขาไม่เคยเห็นว่าจะมีใครที่นำเครื่องในหมูมาทำเป็นอาหารเช่นบุตรสาวและน้องสาวของพวกเขามาก่อน เมื่อเหอฟ่านชิงเห็นสีหน้าของแต่ละคนที่เหมือนจะมีคำถามงอกออกมาว่า มันสามารถกินได้จริง ๆ นะหรือ อยู่บนใบหน้าของทุกคนเด็กสาวจึงได้เอ่ยอธิบายด้วยท่าทางสงบนิ่ง
"ทุกคนลองทานกันดูก่อนเถิดเจ้าค่ะ ข้ารับรองว่ามีคำแรกย่อมมีคำที่สอง สาม สี่ ตามมาอย่างแน่นอน"
"อะ..อื้มไหน ๆ ชิงเอ๋อร์ก็ทำมาแล้วพวกเราก็ลองกินกันหน่อยเถิด" เป็นเหอหลวนซานที่เป็นผู้เอ่ยขึ้นก่อนที่เขาจะใช้ตะเกียบคีบเอาไส้ทอดกระเทียมโยนเข้าปากไปหนึ่งชิ้นก่อนจะเคี้ยว เพียงแต่เมื่อลิ้นรับรสสัมผัสกับรสชาติเค็มเล็กน้อยกับกลิ่นหอมของกระเทียมที่คลุ้งอยู่ภายในปากดวงตาของเขาก็ถึงกับเบิกกว้างด้วยความตื่นตะลึง
"เป็นอย่างไรบ้างขอรับท่านพ่อ" เหอชงอี้กับอีกสองคนที่ยังไม่ได้ลงมือทานกันด้วยรอฟังความคิดเห็นจากผู้เป็นหัวหน้าครอบครัวจึงได้เอ่ยถามบิดาออกไปด้วยใบหน้าลุ้นระทึก
"อะ..อร่อยมาก ชิงเอ๋อร์เจ้าช่างมีฝีมือยิ่งนัก ฮ่า ฮ่า " เอ่ยได้เพียงเท่านั้นมือที่ถือตะเกียบของเหอหลวนซานก็ขยับไปมาบนจานด้วยความเร็วสูง ทำเอาอีกสามคนที่เหลือที่เห็นท่าทางคล้ายว่าอาหารบนโต๊ะจะอร่อยมากเป็นแน่ต่างก็รีบคีบเข้าปากบ้าง และอาการของทุกคนก็ไม่ต่างจากเหอหลวนซานในตอนแรก หลังจากนั้นทั้งสี่คนก็ไม่มีใครเอ่ยสิ่งใดออกมาอีกเลย
ทำเพียงก้มหน้าก้มตาทานข้าวกันอย่างเอร็ดอร่อย จนไม่นานกับข้าวทุกอย่างก็หมดลงเหลือเพียงแค่จานเปล่า ๆ พร้อมกับทุกคนในครอบครัวเหอที่นั่งลูบหน้าท้องของตนเองอย่างมีความสุขกับอาหารแปลกใหม่ที่แสนอร่อยในวันนี้
เมื่อเหอฟ่านชิงเห็นว่าทุกคนทานข้าวกันเสร็จเรียบร้อยแล้วนางก็จัดการเก็บกวาดโต๊ะ จนเสร็จเรียบร้อย จากนั้นก็เดินกลับมายังโต๊ะทานข้าวที่สมาชิกทุกคนภายในบ้านยังคงนั่งย่อยอยู่ก่อนจะเอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบสงบ
"พรุ่งนี้ข้าจะขึ้นเขาไปล่าสัตว์กับพี่หยางฉีนะเจ้าคะ"
"!!!" สีหน้าของทุกคนต่างก็ตกใจกับคำบอกเล่าของเด็กสาวคนเดียวของบ้าน
"ไม่ได้นะ!" หลังจากที่นางมี่ซือตั้งสติได้ก็รีบเอ่ยค้านบุตรสาวของตนเสียงดัง
"แต่ข้าจำเป็นจะต้องขึ้นเขาไปล่าสัตว์นะเจ้าคะ ท่านแม่คิดเอาเถิดว่าจะให้ข้าไปคนเดียวหรือว่าจะให้ข้าไปกับพี่หยางฉีที่มีฝีมือในการล่าสัตว์" เหอฟ่านชิงนั้นรู้อยู่ก่อนแล้วว่ามารดาหรือแม้แต่คนอื่น ๆ ภายในบ้านจะต้องไม่เห็นด้วยกับความคิดของตนเอง
เพียงแต่ในช่วงเวลาแบบนี้จะทำตัวเป็นเด็กดีไม่ได้นางจึงต้องยื่นเส้นทางออกเป็นสองทางเพื่อให้ทุกคนเลือก ซึ่งแน่นอนว่านางเองก็รู้คำตอบอยู่แล้วเช่นกัน
"น้องหญิงพี่ว่าให้ชิงเอ๋อร์ไปกับอาฉีดีกว่าให้ลูกไปเพียงลำพังนะ" เมื่อไม่มีทางเลือกที่ดีกว่านี้เหอหลวนวานจึงต้องเลือกเส้นทางที่บุตรสาวของตนจะปลอดภัยมากที่สุด เขาจึงได้หันไปเอ่ยหว่านล้อมผู้เป็นภรรยาคู่ทุกข์คู่ยากของตน
"แต่ว่าท่านพี่เจ้าคะ....เฮ้อก็ได้เจ้าค่ะ แต่เจ้าต้องสัญญากับแม่ว่าจะดูแลตัวเองให้ดีที่สุด" นางมี่ซือที่ในตอนแรกคิดจะเอ่ยคัดค้านอีกก็เป็นต้องตัดใจเอ่ยบอกกับบุตรสาวคนเล็กด้วยน้ำเสียงจริงจังแทน
"เจ้าค่ะท่านแม่ ข้าจะดูแลตัวเองดี ๆ ส่วนท่านพี่ทั้งสองก็ไปตัดไม้ไผ่ตามขนาดที่ข้าเคยบอกเอาไว้ รอข้ากลับมาจากล่าสัตว์บนเขาข้าจะพาพวกท่านสร้างบ้านกัน" เหอฟ่านชิงเอ่ยตอบรับคำของมารดาเสร็จก็ยังไม่ลืมที่จะเอ่ยสั่งความกับพี่ชายทั้งสองของตนเอง
"ได้ / ได้" ชายหนุ่มทั้งสองขานรับคำของน้องสาวอย่างแข็งขัน
"ถ้าอย่างนั้นก็แยกย้ายกันไปพักผ่อนเถิด พรุ่งนี้ยังมีเรื่องให้ต้องทำอีกมาก" จบคำของเหอหลวนซานคนทั้งหมดก็ลุกขึ้นยืนก่อนที่ทุกคนจะแยกย้ายกันไปยังที่นอนของตนเองแล้วเข้านอนกันในเวลาต่อมา
************************************************************************************************
ไม่เสียแรงที่ยัยน้องชอบดูรายการอาหารของคนจีน ตอนหน้าน้องจะขึ้นเขากับผู้ชายแย้วน๊าจะมีอะไรเกิดขึ้นกับทั้งสองคนไหมอย่าลืมติดตามเป็นกำลังใจให้กับพวกเขาด้วยนะคะ
หลังจากที่หยางฉีได้เดินจากไปแล้วหยางเฟิงก็ได้เดินไปหยิบคันธนูที่ดูแล้วเหมาะสมกับเหอฟ่านชิงเป็นอย่างมาก ซึ่งตัวของที่จับคันธนูนั้นทำจากไม้เนื้อแข็งอย่างดีสีน้ำตาลดำส่วนสายนั้นทำจากเอ็นที่มีความเหนียวแน่นคงทนเป็นอย่างมาก แถมชายวัยกลางคนยังแกะสลักรูปดอกโม่ลี่ฮวาดอกเล็ก ๆ เอาไว้ตรงปลายของสายธนูทั้งสองช่างงดงามและลงตัวจนทำให้เหอฟ่านชิงถึงกับจ้องมองไปยังคันธนูของนางอย่างไม่วางตาทำเอาหยางเฟิงถึงกับหลุดขำออกมากับท่าทางของเด็กสาว"ฮ่า ฮ่า ชิงเอ๋อร์ดูเจ้าทำสีหน้าเช่นนี้แสดงว่าลุงทำธนูให้ถูกใจใช่หรือไม่" "เจ้าค่ะท่านลุง มันช่างงดงามมาก ท่านลุงคิดราคาเท่าไหร่หรือเจ้าคะ?" เหอฟ่านชิงเอ่ยตอบชายวัยกลางคนด้วยใบหน้ามีความสุขอีกทั้งนางก็ยังไม่ลืมที่จะเอ่ยถามถึงค่าสิ่งของที่นางชื่นชอบอยู่ในตอนนี้"อ้อ...ลุงมอบให้เจ้าถือเป็นคำขอบคุณที่เจ้าช่วยหลิงเอ๋อร์เอาไว้ก็แล้วกันนะ" หยางเฟิงเอ่ยบอกกับเด็กสาวที่เขาเอ็นดูอีกทั้งนางยังเป็นผู้มีพระคุณและเพื่อนของบุตรสาวจะให้คิดเงินกับนางได้อย่างไรกัน"เอ่อ...แต่ว่าท่านลุงเจ้าคะข้า...""ห้ามปฏิเสธลุงนะชิงเอ๋อร์ เพื่อความสบายใจของลุงก็แล้วกัน" เหอฟ่านชิงที่ในตอนแรกตั้งใจ
"อ่ะ....ขออภัยเจ้าค่ะ" เหอฟ่านชิงที่ถูกชนจนร่างผอมบางเซถอยหลังไปสองก้าวถึงกับร้องออกมาด้วยความตกใจอีกทั้งยังไม่ลืมที่จะเอ่ยขอโทษอีกฝ่ายตามความเคยชิน"ชิงชิงเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง ท่านพี่ท่านเดินชนเพื่อนของข้าแล้วเจ้าค่ะ" หยางหลิงที่ได้ยินเสียงร้องของเหอฟ่านชิงจึงได้หันหลังกลับมาดูก่อนจะพบว่าเพื่อนสาวของตนนั้นได้เดินชนเข้ากับพี่ชายของนางจากมุมเลี้ยวตรงทางแยกของบ้านพอดี ด้วยความเป็นห่วงหยางหลิงรีบเข้าไปดูเพื่อนขอตนเองพร้อมกับเอ่ยถามอีกฝ่าย แต่เมื่อนึกขึ้นได้เด็กสาวจงได้หันไปเอ่ยกับผู้เป็นพี่ชายเพียงคนเดียวในทันทีเช่นกัน"พี่ไม่ได้ตั้งใจพอดีไม่ทันได้มองนึกว่าเจ้าเดินมาคนเดียวเหมือนทุกครั้ง" ชายหนุ่มคนเดิมที่เหอฟ่านชิงเคยพบเจอเมื่อครั้งที่แล้วเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้ารู้สึกผิดเล็กน้อย"อ่า...หลิงหลิงข้าไม่เป็นไรเจ้าอย่าได้คิดมากไปเลย ข้าต้องขอโทษท่านด้วยนะเจ้าคะที่เดินไม่ได้ดูทางเพราะมัวแต่ก้มหน้า" เหอฟ่านชิงเอ่ยบอกกับชายหนุ่มตรงหน้าด้วยสีหน้าขอโทษ"ไม่เป็นไร แล้วทำไมเจ้าทั้งสองถึงได้เปียกปอนเช่นนี้กัน รีบไปผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนเถิด" หยางฉี บุตรชายคนโตของหยางเฟิง อายุ 18 ปีมีนิสัย นิ่งขรึม พูดน้อ
หลังจากฝ่ามือของเหอฟ่านชิงที่ตบลงไปบนใบหน้าของ เหอลี่ถิง บุตรสาวคนเล็กของท่านลุงใหญ่ ทั่วทั้งบริเวณก็เกิดความเงียบขึ้นมาในทันที แม้แต่เหล่าสตรีที่เป็นลูกไล่ของเหอลี่ถิงก็ยังตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นจนพูดไม่ออก"เจ้าจะด่าทอข้าหรือทำร้ายข้า ข้าไม่เคยสนใจ แต่เจ้าไม่มีสิทธิ์มาเอ่ยเรียกบิดาของข้าแบบนั้นเข้าใจหรือไม่!" ภายใต้ความเงียบจู่ ๆ เสียงเหยียบเย็นของเหอฟ่านชิงก็ดังขึ้นทำเอาเหอลี่ถิงพร้อมทั้งลูกสมุนของนางต้องตกใจอีกครั้งกับท่าทางที่ดูเปลี่ยนไปของอีกฝ่ายอาจจะเพราะแต่ก่อนนั้นเหอฟ่านชิงคนเดิมนั้นอ่อนแอ ไม่กล้าสู้คนและขี้กลัวนางจึงตกเป็นฝ่ายถูกกระทำอยู่ตลอด เพียงแต่กับเหอฟ่านชิงคนใหม่นั้นถึงแม้นิสัยส่วนตัวจะไม่ชอบหาเรื่องใคร รักสงบแต่เมื่อไหร่ก็ตามที่มีใครก้าวข้ามเส้นแบ่งเขตของนางนางก็พร้อมที่จะเอาคืนคนผู้นั้น และเส้นแบ่งเขตของเหอฟ่านชิงก็คือคนในครอบครัวที่นางรักและหวงแหนยิ่งกว่าสิ่งใด มีหรือที่เด็กสาวจะยอมให้ใครมาพูดจาว่าร้ายบิดาของตนเองได้"น..นังฟ่านชิงแก! นี่แกกล้าตบหน้าข้าอย่างนั้นรึ แกคงไม่อยากจะมีชีวิตอยู่อีกต่อไปแล้วสินะหะ!" หลังจากที่ได้สติคืนกลับมาเหอลี่ถิงก็ถึงกับเกรี้ยวกราดตะค
ช่วงปลายยามอู่ (11.00-12.59 น.) ในที่สุดสามพี่น้องสกุลเหอก็พากันกลับมาถึงบ้านของพวกเขา เหอฟ่านชิงจึงได้เอ่ยถามบิดาและมารดาของตนที่ในวันนี้นางได้ให้พวกท่านช่วยกันตีนุ่นเพื่อใช้สำหรับทำผ้านวมและฟูกนอนรอระหว่างที่พวกเขาสามพี่น้องไปขายปลาในตัวเมือง"ท่านพ่อ ท่านแม่ พวกท่านทานมื้อเที่ยงกันหรือยังเจ้าคะ?""ยังเลยลูก พ่อเจ้าบอกจะรอพวกเจ้าก่อนค่อยทานพร้อมกันน่ะ" นางมี่ซือเป็นผู้เอ่ยตอบคำถามของบุตรสาวพร้อมทั้งรอยยิ้มบางเบาที่ประดับบนใบหน้าสวย"เช่นนั้นเดี๋ยวข้าจะรีบไปทำมื้อเที่ยงให้ทุกคนทานกันนะเจ้าคะ" เหอฟ่านชิงรีบเอ่ยบอกทั้งสี่คนก่อนที่นางจะเดินตรงไปยังครัวแล้วจัดการทำมื้อเที่ยงอย่างง่ายพียงอย่างสองอย่างจากนั้นคนบ้านเหอก็ได้ร่วมกันทานมื้อเที่ยงอย่างพร้อมเพรียงกัน อาจจะด้วยเครื่องปรุงหลาย ๆ อย่างยังไม่ครบทำให้อาหารที่เหอฟ่านชิงทำนั้นยังคงมีรสชาติธรรมดา ๆ ไม่ได้อร่อยมากมายจึงยังไม่ได้สร้างความแปลกใจให้กับทุกคนหลังจากที่ทานมื้อเที่ยงกันเสร็จเรียบร้อยเหอฟ่านชิงก็บอกให้พี่ชายทั้งสองไปยังป่าไผ่เพื่อเริ่มตัดไม้ตามขนาดที่นางได้สั่งเอาไว้ เพื่อจะนำมาสร้างบ้านในวันต่อ ๆ ไป ส่วนเหอฟ่านชิงเองก็ได้เดิน
"ฮ่า ฮ่า พวกเจ้านี่ช่างน่าสนใจจริง ๆ เอาละ ๆ ถ้าเจ้าไม่อยากจะเอ่ยถึงก็ไม่เป็นไร แล้วพวกเจ้าจะรับเป็นตำลึงเงินทั้งหมดหรือไม่เล่า" ตู้หมิงเองก็ไม่คิดจะถามซักไซร้ให้สามพี่น้องรู้สึกอึดอัดใจเช่นเดียวกันจึงได้เอ่ยเปลี่ยนหัวข้อสนทนาไปเรื่องอื่นแทน"…" และก็เกิดความเงียบขึ้นมาอีกครั้ง ด้วยเมื่อสักครู่นี้พวกเขามัวแต่ตกใจเรื่องของน้องสาวเลยไม่ได้สนใจจำนวนเงินที่ขายได้ เพียงแต่เมื่อได้ยินชายวัยกลางคนเอ่ยขึ้นพวกเขาก็ถึงกับตกตะลึงอีกครั้งกับจำนวนเงินที่ขายปลาได้ในวันนี้ นี่มันมากกว่ารายได้ทั้งปีของครอบครัวเขาเสียอีกนะ"นายท่านข้าขอเป็นสี่ตำลึงกับแปดร้อยอีแปะเจ้าค่ะ" เป็นเหอฟ่านชิงที่ยังคงรักษาท่าทางสุขุมเอาไว้ได้แล้วเอ่ยตอบชายวัยกลางคนตรงหน้าไป"ได้…แล้วก็พวกเจ้าเรียกข้าว่าท่านลุงตู้ก็พอไม่ต้องเรียกนายท่านหรอกเพราะข้าเป็นเพียงผู้จัดการร้านเท่านั้น" ตู้หมิงเอ่ยบอกทั้งสามพี่น้องด้วยสีหน้าเอ็นดู ยิ่งกับแม่นางน้อยอย่างเหอฟ่านชิงแล้วเขายิ่งรู้สึกว่าตนอยากมีหลานสาวที่ฉลาดเช่นนี้บ้าง"ขอรับ / เจ้าค่ะ"สามพี่น้องสกุลเหอเองก็ไม่คิดที่จะเอ่ยค้านด้วยรู้ว่าเมื่อผู้ใหญ่ให้ความเอ็นดูเราควรจะตอบรับมากกว่าปฏิเสธ
เช้าวันรุ่งขึ้นครอบครัวเหอก็ยังคงใช้ชีวิตกันเหมือนอย่างเคยเพราะหลังจากที่แยกบ้านออกมาจากบ้านใหญ่พวกเขาก็ยังไม่ได้ทำสิ่งใดเป็นเรื่องเป็นราวเลย เพราะฉะนั้นวันนี้หลังจากที่ทุกคนทานข้าวเช้ากันเสร็จเรียบร้อยแล้วนั้นเหอฟ่านชิงจึงได้เอ่ยชวนพี่ชายทั้งสองไปที่ลำธารหลังบ้านตามเดิมเพื่อจับปลาไปขายในตัวเมืองซึ่งพวกของเหอฟ่านชิงก็ได้ปลามาเพิ่มอีกเกือบสิบตัว พอรวมกับปลาของเมื่อวานก็ได้ราว ๆ ยี่สิบกว่าตัว เมื่อมองดูพระอาทิตย์ก็เห็นว่าล่วงเลยเข้าปลายยามเฉิน (07.00-08.59 น.) สามพี่น้องสกุลเหอก็ได้กลับมาผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดที่แห้งจากนั้นก็พากันออกเดินทางเข้าไปยังตัวเมืองในทันทีด้วยเด็กสาวต้องการที่จะประหยัดค่าเดินทางนางจึงได้เลือกใช้วิธีเดินเท้าแทนที่จะนั่งเกวียน อีกทั้งไม่ได้มีเพียงแค่พวกเขาที่เดินทางเข้าเมือง มีทั้งชาวบ้านใกล้เคียงหรือชาวบ้านหมู่บ้านเป่าหนิง บางครอบครัวก็เลือกใช้การเดินทางด้วยเท้าเข้าไปแทนการนั่งเกวียน สามพี่น้องสกุลเหอเองก็เป็นอีกกลุ่มหนึ่งในเหล่าชาวบ้านที่เดินทางเข้าเมือง เพียงแต่จะแปลกหน่อยก็เพราะที่ด้านหลังของชายหนุ่มทั้งสองนั้นที่ตะกร้าคนละใบที่ไม่รู้ว่าด้านในนั้นใส่อะไรเอาไ







