ログインคลับอินเว่อร์
คลับอินเว่อร์ตั้งอยู่ริมถนนเส้นหลักของย่านชานเมือง ไม่ไกลจากใจกลางกรุงเทพมากนัก แต่ก็ไกลพอให้ผู้คนรู้สึกเหมือนหลุดออกจากความวุ่นวายของโลกจริง ด้านนอกมีป้ายไฟนีออนสีม่วงแดงกะพริบเป็นจังหวะ บางช่วงติด ๆ ดับ ๆ เสริมบรรยากาศให้ดูยั่วเย้าและลึกลับ กลิ่นควันบุหรี่ลอยคลุ้งผสมกับกลิ่นน้ำหอมของคนที่เดินผ่านเข้าออก เสียงหัวเราะแหลมของผู้คนแทรกเข้ากับเสียงเครื่องยนต์รถหรูที่จอดเรียงรายริมถนน เมื่อประตูบานใหญ่ถูกผลักเข้าไป โลกอีกใบก็เปิดออกทันที แสงไฟสลัว สีสันหมุนวนจากไฟสปอตไลต์บนเพดาน เสียงเพลงดังจนแทบกลืนเสียงพูดคุย ผู้คนเต้นกันอยู่กลางโถงใหญ่ ร่างกายขยับตามจังหวะดนตรีอย่างไร้ขอบเขต กลิ่นแอลกอฮอล์ กลิ่นเหงื่อ และน้ำหอมแพง ๆ ผสมกันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของที่นี่ เสียงกระซิบ เสียงหัวเราะ เสียงจูบแผ่วเบาตามมุมมืด ล้วนกลายเป็นส่วนหนึ่งของค่ำคืน “คืนนี้ไม่เมาไม่กลับ” เสียงใสเอ่ยขึ้น พร้อมกับยกแก้วเหล้าในมือขึ้นชูเหนือศีรษะอย่างเมา ๆ “ก็แค่ผู้ชายคนเดียว มึงอย่าไปร้องไห้ให้มันดิ เสียดายน้ำตาวะ” ลิน สาวสวยประจำคณะศีลปกรรมศาสตร์ สาขาวิชาการออกแบบนิเทศศิลป์ ปี3 เธอเป็นสาวน้อยน่ารัก ตัวเล็ก ผมสั้น ๆ ตานิด จมูกหน่อย ทุกอย่างชั่งดูลงตัว “กูแค่เสียดายเวลา” ปิ่น สาวสวยประจำคณะศีลปกรรมศาสตร์ สาขาวิชาการออกแบบนิเทศศิลป์ ปี3 ส่วนเธอคนนี้เป็น สวยน้อยผมลอนยาว หน้าตาน่ารัก รอยยิ้มของเธอมีเสน่ห์ ดึงดูดฝ่ายตรงข้ามได้เป็นอย่างดี "กูเข้าใจมึง วันนี้กูจะอยู่เป็นเพื่อนมึงเอง" ลินเอ่ยขึ้น น้ำเสียงเริ่มบ่งบอกว่าเธอเองก็เริ่มเมาแล้วเช่นกัน “ชน... ไม่เมาไม่กลับ!” “ชนค๊าาา...” เสียงเพลงยังคงดังระรัวไม่หยุดจากลำโพงขนาดใหญ่ แสงไฟหมุนวนสะท้อนกับผิวแก้วที่วางเกลื่อนโต๊ะ ปิ่นหัวเราะไปกับลินอย่างสนุกสนาม ทว่าแววตาเริ่มพร่ามัวเพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์ ความขมในใจเริ่มถูกกลบด้วยรสของเหล้ารสแรง “ขอกูไปห้องน้ำแป๊บนะ...” ปิ่นเอ่ยขึ้นน้ำเสียงเริ่มอ้อแอ้ ก่อนที่ร่างเล็กจะลุกขึ้นจากโซฟา เดินโซเซฝ่าฝูงคนที่กำลังโยกตัวตามจังหวะเพลงไปทางเดินอีกทางหนึ่ง ทางเดินไปห้องน้ำแสงสลัวกว่าด้านนอก กลิ่นน้ำหอมผสมกลิ่นควันบุหรี่แรงจนเวียนหัว หญิงสาวกะพริบตาไล่ความมึน ก่อนจะชะงักเท้าทันทีเมื่อเห็นภาพตรงหน้า ชายหนุ่มร่างสูงในเสื้อเชิ้ตสีดำ ต้นแฟนเก่าที่เพิ่งเลิกกันไปเมื่อเช้านี้ กำลังยืนจูบกับผู้หญิงอีกคนอยู่ตรงหน้าห้องน้ำพอดี หัวใจเธอเหมือนหยุดเต้นไปชั่วขณะ โลกทั้งใบเงียบลง มีเพียงเสียงหัวเราะเบา ๆ ของฝ่ายหญิงที่ดังลอดออกมาท่ามกลางเสียงดนตรี ตลกเหี้ย ๆ... แค่ไม่กี่ชั่วโมงก็เปิดตัวเหรอ? เธอสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ พยายามจะหันหลังกลับไปที่โต๊ะ ทว่าเพียงแค่หมุนตัวกลับ ร่างเธอก็ชนเข้ากับอกของใครบางคนอย่างจัง “โอ๊ย!” เธอเซถลา แต่ยังไม่ทันล้ม แขนแกร่งของชายคนนั้นก็โอบรอบเอวไว้แน่นพอดี กลิ่นน้ำหอมอ่อน ๆ ปนกับกลิ่นแอลกอฮอล์จาง ๆ เข้ามากระทบจมูกเรียวของปิ่นทันที “ขอโทษ เป็นอะไรไหม?” เสียงทุ้มของชายหนุ่มเอ่ยถามขึ้นเหนือศีรษะเธอ ร่างเล็กเงยหน้าช้า ๆ สายตาพร่ามัวจากแอลกอฮอล์ ทว่าก็เห็นโครงหน้าคมเข้ม ดวงตาคมกริบใต้แสงไฟสลัวสะกดให้หัวใจเธอเต้นผิดจังหวะ เขาร่างสูงใหญ่.. ใบหน้าคมเข้มในชุดเสื้อเชิ้ตสีน้ำเงินเข้มที่ปลดกระดุมบนสองเม็ด เผยกล้ามเนื้อแน่น ๆ ที่ทำให้ใครเห็นก็ต้องเหลียวมอง แต่ยังไม่ทันที่จะได้พูดอะไรต่อ เสียงของต้นก็ดังขึ้นจากด้านหลังเสียก่อน “ปิ่น..?” น้ำเสียงของต้นเต็มไปด้วยความตกใจ เพราะไม่คิดว่าจะได้เจอเธอในที่แบบนี้ ปิ่นชะงักเล็กน้อย เธอหันกลับมาสบตากับต้นเพียงเสี้ยววินาที ภาพทุกอย่างเหมือนซ้อนทับกันในหัว ความทรงจำดี ๆ ที่เพิ่งแตกสลายเมื่อเช้า กับภาพตรงหน้าที่กำลังย้ำชัดว่า เขาไม่ได้รักเธออีกแล้ว หัวใจเธอบีบรัดแน่นจนน้ำตาเอ่อคลอ ทว่าอารมณ์เมาและแรงช็อกจากภาพตรงหน้า ทำให้เธอแทบไม่รู้ว่าจะทำอะไรต่อไปดี อยากเอาคืน... แค่สักนิดก็ยังดี เพียงเสี้ยววินาทีที่ความคิดนั้นแล่นเข้ามาในหัว เธอก็จับปลายคอเสื้อของชายหนุ่มที่โอบเอวเธอไว้ตอนนี้ แล้วดึงเขาเข้ามาใกล้ ใกล้จนลมหายใจแทบปะทะกัน “ปิ่น!” ต้นเรียกชื่อเธอด้วยเสียงต่ำ เหมือนกับว่าเขากำลังไม่พอใจ ทว่ายังไม่ทันที่จะได้ขยับเข้าไปหาปิ่น ริมฝีปากอ่อนนุ่มของเธอก็ประทับลงบนริมฝีปากของชายหนุ่มที่โอบเอวเธออยู่อย่างไม่ทันตั้งตัว เธอจูบเขา.. โดยที่ไม่รู้ตัวซ้ำว่าชายหนุ่มที่เธอจูบนั้นเป็นใคร ในใจเธอคิดแค่ว่าอยากเอาคืน ให้ต้นได้เห็นบ้างก็แค่นั้นเอง สะใจดี! แรงจูบแรกนั้นไม่เบาเลย เต็มไปด้วยความสับสน เมา และเจ็บปวด เธอจูบเขาราวกับจะระบายความเสียใจทั้งหมดลงไปในจังหวะเดียว ชายหนุ่มชะงักเพียงเล็กน้อย เขาเองก็ไม่ได้ผลักเธอออก มีเพียงมือลงน้ำหนักแน่นขึ้นเล็กน้อยที่เอวของเธอ รอบข้างเหมือนหยุดนิ่ง มีเพียงไฟสปอตไลต์ที่กะพริบช้า ๆ กับสายตาสองคู่ของต้นแล้วก็ผู้หญิงของต้น ริมฝีปากเล็กผละออกจากชายหนุ่ม พร้อมกับหันกลับไปมองที่ต้น ก่อนที่จะเอ่ยประโยคต่อมา “กูลืมของที่มันไม่จำเป็นไปแล้ว...” เธอพูดจบ ก็พยายามขยับออกจากชายหนุ่มเบา ๆ แล้วเดินผ่านหน้าต้นไปโดยไม่แม้แต่จะหันกลับมามองอีก เธอเดินหายเข้าห้องน้ำหญิงไปเลย ชายหนุ่มที่ถูกร่างเล็กจูบเมื่อครู่ยืนนิ่ง เหมือนกับคนที่ยังไม่ทันได้ตั้งตัว พร้อมกับเหยียดยิ้มบาง ๆ มุมปากขึ้นเล็กน้อย “เลิกยุ่งกับเธอซะ” ต้นเอ่ยขึ้นเสียงดัง เดินตรงเข้ามาหาชายหนุ่มทันที “เป็นใครมาสั่งกู” “กูเป็นแฟนปิ่น” ต้นเอ่ยตอบทันควัน โดยที่เขาลืมคิดไปว่าผู้หญิงของเขาอีกคนก็ยืนอยู่ตรงนี้ด้วย “หึ..” เขาหัวเราะในลำคอ ใบหน้าคมเผยรอยยิ้มเล็กน้อย “ไม่ใช่พ่อใช่แม่ อย่าเสือกมาสั่งกู!” เขาพูดจบก็หันหลังให้กับต้นทันที แล้วเขาก็เดินออกไปจากตรงนี้ ทิ้งให้ต้นยืนทะเลาะอยู่กับผู้หญิงต้นอย่างเพียงลำพังภีมพาปิ่นกลับมาถึงคอนโดอย่างปลอดภัย ปิ่นได้รับการดูแลจากทีมแพทย์ส่วนตัวของภูมิอย่างละเอียดถี่ถ้วน โชคดีที่เธอปลอดภัยดีทั้งแม่และลูก แต่มีอาการอ่อนเพลียและได้บาดแผลที่คอเล็กน้อยภีมนั่งอยู่ข้างเตียงปิ่นตลอดเวลา จนกระทั่งปิ่นหลับไป ภีมจึงเดินออกมาคุยกับภูมิที่ห้องนั่งเล่น“ขอบใจมึงมาก” ภีมเอ่ยขึ้น พลางเดินไปทิ้งตัวนั่งลงของพี่ชาย“กูไม่ได้ทำอะไรเลย กูแค่โทรหาพ่อ ทุกอย่างก็จบเลย”“ทุกอย่างจบแล้วจริง ๆ”“ทำไมมึงถึงไม่ให้พ่อช่วยตั้งแต่แรก” ภูมิเลิกคิ้วสูงเอ่ยถามน้องชายตัวเอง“กูรู้ไงว่าถ้าพ่อมาเอง แม่จะไม่เหลืออะไรเลยสักอย่าง” ภีมเอ่ยน้ำเสียงเรียบ น้ำตาเอ่อคลอ “กูแค่อยากให้คิดได้ แล้วรีบแก้ไขมัน แต่กูคงโลกในแง่บวกไปหน่อย”“พอมีความรัก แล้วโง่สัส ๆ”“มึงอย่าโง่แล้วกันไอ้ภูมิ”“ไม่มีวัน ไม่มีวันได้แดกกูหรอก ความรักอะไร กูไม่ต้องการ”ภีมพิงหลังกับโซฟาอย่างหมดแรง มือหนายกขึ้นนวดขมับที่ปวดตุบ ๆ ด้วยความเครียดสะสมตลอดหลายวันที่ผ่านมา“กูไม่ได้แค่อยากให้แม่สำนึก...” ภีมถอนหายใจยาว ๆ “กูอยากให้ท่านเห็นว่า... ความรักของกูมันมีค่ามากกว่าธุรกิจหรืออำนาจที่ท่านยึดถือ”ภูมิเอนตัวพิงโซฟาอีกตัว พลางมองภี
“ปิ่นเงียบ!” ภีมสั่งเสียงเด็ดขาด เขาไม่ต้องการให้ปิ่นมาเป็นจุดอ่อนในสถานการณ์นี้ เขาต้องทำให้แม่เห็นว่าเขาได้ตัดสินใจที่เด็ดขาดและไม่มีวันเปลี่ยนใจแล้ว“ตายแทนมันเหรอ?” คุณหญิงพิมภาเอ่ยถามซ้ำอีกครั้งด้วยน้ำเสียงที่ไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง ท่านมองใบหน้าลูกชายที่เคยมีความรักหนักแน่นขนาดนี้มาก่อน แต่ตอนนี้เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นที่น่ากลัว“ใช่ครับแม่!” ภีมตอบเสียงหนักแน่น “ชีวิตของผมแลกกับชีวิตของปิ่นและหลานของแม่! แม่ปล่อยพวกเขาสองคนไป!” ใบหน้าคมเข้มแสดงสีหน้าจริงจัง “แต่ถ้าแม่แตะต้องปิ่น แม้แต่ปลายเส้นผม! ผมสาบานได้เลยว่าผมจะทำลายทุกอย่างที่แม่พยายามสร้างมาตลอดชีวิต! ทั้งธุรกิจ ชื่อเสียง ผมจะทำลายมันจนไม่เหลือซาก!”คำพูดของภีมไม่ใช่แค่คำขู่ แต่เป็นคำมั่นสัญญาที่มาพร้อมกับความเด็ดขาดที่ยากเกินจะคาดเดา คุณหญิงพิมภาถึงกับชะงักมือที่ถือมีดไว้ ท่านรู้ดีว่าลูกชายคนนี้มีความฉลาดและอำนาจพอที่จะทำได้จริงความเงียบเข้าปกคลุมโกดัง มีเพียงเสียงหอบหายใจของปิ่นและภีมที่ดังแข่งกับเสียงหัวใจเต้นรัวคุณหญิงพิมภาเหลือบมองชายชุดดำที่ยืนเฝ้าอยู่ พวกเขาต่างแสดงสีหน้าที่ประหลาดใจกับฉากการเดิมพันชีวิตที่อยู่ตร
ชายหนุ่มพยายามคิดว่าแม่จะพาปิ่นไปที่ไหนได้บ้าง ทว่าคิดยังไงก็คิดไม่ออก ทุกอย่างมันมืดไปหมด แค่รู้ว่าลูกกับเมียตกอยู่ในมือแม่ ใจเขาก็เริ่มสั่นไหว เริ่มรู้สึกประหม่าอยู่ในใจ พร้อมกับความกลัวที่แท้จริงภีมรีบหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา กดโทรออกหาไอ้ภูมิทันที คนที่ช่วยเขาได้ตลอดนี้ มีแค่มันจริง ๆเพราะมันรู้ใจแม่มากว่าเขา(ว่า) ปลายสายเอ่ยขึ้นทันทีที่รับสาย“ไอ้ภูมิแม่พาปิ่นไปแล้ว” ภีมเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ร้อนรน(ห๊ะ!!)(มึงดูยังไงให้แม่เอาน้องไปได้ไอ้ภีม!)“กูออกไปทำธุระข้างนอกแค่แป๊บเดียว แค่แป๊บเดียวจริง ๆ”(ไอ้สัสเอ้ย!) ภูมิสบถออกมาอย่างหัวเสีย เพราะนั้นก็น้องสะใภ้ แถมยังมีหลานมันพ่วงมาด้วยอีก“มึงอย่าเพิ่งด่ากูไอ้ภูมิ ช่วยกูคิดก่อนว่าแม่จะพาปิ่นไปที่ไหนได้บ้าง” ภีมพยายามควบคุมเสียงไม่ให้สั่นมากนัก(ก็จะมีบ้านใหญ่... แต่มันโจ่งแจ้งไป แม่ไม่น่าเสี่ยง) ภูมิวิเคราะห์ทันทีด้วยน้ำเสียงเครียดจัด (บ้านพักตากอากาศที่หัวหิน?) (ไม่ๆ)(หัวหินใช้เวลาเดินทางมากเกินไป กูว่าแม่ต้องเลือกที่ที่ใกล้ที่สุด)“...” ภีมเงียบ เขาพยายามใช้ความคิดให้ได้มากที่สุด“โกดังร้าง!” ภีมเอ่ย จู่ ๆ ความคิดนี้ก็แล่นเข้ามาในหั
ภีมนั่งนิ่งมองร่างเล็กที่หลับตาพริ้มอยู่แบบนั้นอยู่นานหลายนาที แสงแดดเข้ม ๆ จากนอกห้องเล็ดลอดผ่านม่านบาง ๆ มาตกกระทบใบหน้าหวานของเธอ ทำให้เขามองเห็นเค้าโครงหน้าของเธอได้อย่างชัดเจนเขาใช้ปลายนิ้วไล้เบา ๆ ไปตามกรอบหน้าของปิ่น ก่อนจะเลื่อนลงไปหยุดที่แหวนเพชรเม็ดงามที่เพิ่งสวมให้ ความรู้สึกตื้นตันใจถาโถมเข้ามาจนจุกแน่นในอก เขารักผู้หญิงคนนี้และรักลูกมากถึงขนาดที่พร้อมจะทำสงครามกับโลกของแม่ทั้งใบเพื่อปกป้องเธอไว้“พี่จะไม่ปล่อยให้ใครทำร้ายหนูได้หรอกครับ” ภีมกระซิบแผ่วเบาเขามั่นใจแล้วว่าการตัดสินใจที่รวดเร็วและเด็ดขาดของเขาเป็นสิ่งที่ถูกต้อง การเตรียมการแต่งงานอย่างลับ ๆ การลาเรียนของปิ่น และการมีทีมคุ้มกันที่ไว้ใจได้ คือสิ่งที่จำเป็นที่สุดในตอนนี้ภีมรู้ดีว่าปิ่นกับลูกคือชีวิตของเขาแล้ว เขาไม่สามารถจินตนาการถึงชีวิตที่ไม่มีเธออยู่เคียงข้างได้เลยเขาค่อย ๆ ลุกขึ้นยืนอย่างเงียบเชียบ แล้วเดินออกมาที่ห้องทำงานที่อยู่ติดกับห้องนอน เพื่อเปิดคอมพิวเตอร์และจัดการงานบางอย่างที่ค้างคาอยู่ เพื่อไม่ให้มีผลกระทบกับงาน กับอาชีพอาจารย์ของเขาภีมนั่งทำงานอยู่ในห้องทำงานอยู่สักพักใหญ่ ๆ ก่อนที่เขาจะเผลอห
หลังจากที่อยู่พูดคุยกับหมอภูมิได้สักพัก แล้วก็ได้ยาบำรุงครรภ์มาแล้ว ภีมก็พาปิ่นเดินออกมาจากโรงพยาบาลทันที เขายังคงจับมือเธอไว้แน่นตลอดทางจนกระทั่งถึงรถสปอร์ตคันหรูของเขา ภีมเปิดประตูรถแล้วให้เธอเข้าไปนั่งอย่างนุ่มนวลที่สุด พร้อมคาดเข็มขัดนิรภัยให้เธออย่างระมัดระวังภีมเดินกลับมาขึ้นฝั่งคนขับ แล้วก็สตาร์ทรถออกไปทันที โดยมุ่งหน้ากลับไปยังคอนโดของเขา บรรยากาศภายในรถไม่ได้เต็มไปด้วยความตึงเครียดอีกต่อไปแล้วเมื่อรถแล่นออกจากบริเวณโรงพยาบาลได้สักพัก ภีมก็ลดความเร็วลง แล้วเอื้อมมือมาจับมือปิ่นไว้แน่น สายตาของเขาจับจ้องที่ถนน ทว่าในใจเขากลับไม่ได้สนใจถนนเลยแม้แต่วินาทีเดียว“เรามีลูกแล้วนะครับ” ภีมเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่นุ่มทุ้มและสั่นเครือด้วยความดีใจอย่างที่สุดภีมดีใจมาก เขายกมือปิ่นขึ้นมาจูบที่แหวนเพชรที่เพิ่งซื้อมาอย่างรักใคร่“พี่มีความสุขที่สุดในโลกเลยครับ” เขาพึมพำ “พี่กำลังจะเป็นพ่อคนแล้วนะ”ปิ่นมองใบหน้าเปื้อนยิ้มของภีม แล้วน้ำตาแห่งความสุขก็ไหลออกมาอีกครั้ง ความกังวลที่เกิดจากคำเตือนของหมอภูมิเริ่มถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกอบอุ่นที่ท่วมท้นจากความปีติยินดีของภีม“หนูก็ดีใจค่ะพี่ภีม” ป
หลายอาทิตย์ผ่านไป...ความสัมพันธ์ระหว่างปิ่นและภีมก็ยิ่งทวีความแนบแน่นมากขึ้นเรื่อย ๆ ภีมทำตามคำพูดอย่างเคร่งครัด เขามักจะขับรถไปส่งปิ่นที่มหาวิทยาลัยด้วยตัวเองในตอนเช้า และวันไหนที่เขาไม่มีคลาสสอน เขาก็จะมารอรับเธอที่ลานจอดรถเหมือนอย่างเคย ชุดนักศึกษาใหม่ที่ภีมเลือกให้ก็ทำให้ปิ่นดูเรียบร้อยและเซฟขึ้นมากตามความต้องการของเขา ส่วนแหวนทองคำขาววงเล็กที่นิ้วนางข้างซ้ายของปิ่นก็เป็นสิ่งที่เธอไม่เคยถอดเลยแม้แต่วินาทีเดียววันนี้เป็นวันจันทร์ ปิ่นมีคลาสเรียนแต่เช้าตรู่ ภีมขับรถมาส่งเธอที่ลานจอดรถตามปกติ แต่ในระหว่างที่เธอกำลังจะก้าวเท้าลงจากรถ ปิ่นก็เริ่มรู้สึกไม่สบายตัวความรู้สึกแปลก ๆ และอาการเริ่มต้น“อึก…” ปิ่นยกมือขึ้นปิดปากตัวเองทันที สีหน้าของเธอซีดเผือดลงอย่างเห็นได้ชัด“หนูเป็นอะไรครับ?” ภีมถามเสียงห่วงใย“อึก... พี่ภีมคะ หนู... เวียนหัว” ปิ่นตอบเสียงแผ่ว “แล้วก็คลื่นไส้มากเลยค่ะ”ภีมรีบปลดเข็มขัดนิรภัยของเธอออก แล้วใช้มือประคองศีรษะของเธอไว้“เดี๋ยวครับใจเย็น ๆ หายใจเข้าลึก ๆ”ปิ่นพยายามควบคุมอาการ แต่ยิ่งพยายามก็ยิ่งรู้สึกปั่นป่วนในช่องท้อง เธอรีบคว้าถุงกระดาษที่วางอยู่ข้างเบาะ ก่







