แชร์

บทที่ 4

ผู้เขียน: หิมะมาเยือน
เสียงโห่แซวดังขึ้นรอบ ๆ

ผมนั่งเก้ ๆ กัง ๆ มือที่อยู่ใต้โต๊ะกำแน่น

ไม่อยากให้เธอต้องลำบากใจ กำลังจะเอ่ยปากอธิบาย

หลูเจียวก็ทำหน้าตึง น้ำเสียงห้วนและเย็นชา

"อย่าพูดจาไร้สาระ นั่นเพราะครอบครัวพวกเราสนิทกันต่างหาก

สายตาเขาไม่ดี พ่อแม่เลยให้ฉันช่วยดูแลเขาหน่อย"

คำพูดนั้นฟังดูเบาสบาย

แต่กลับกระแทกลงในใจผมอย่างหนักหน่วงเหมือนก้อนน้ำแข็ง

ความหวั่นไหวและความคาดหวังที่ผมแอบซ่อนไว้ในลึก ๆ ของหัวใจ

ตั้งแต่ต้นจนจบ

มันเป็นสิ่งที่ผมคิดไปเองคนเดียวทั้งนั้น

ผมนั่งต่อไม่ไหวอีกต่อไป ลุกขึ้นเดินไปห้องน้ำ

ผมสงบสติอารมณ์อยู่พักใหญ่ พอเดินออกมากลับได้ยินเสียงดังมาจากห้องน้ำฝั่งตรงข้าม

"หลูเจียว เธอคอยตามซูเจี้ยนเหยียนแบบนี้ทุกวัน แล้วต่อไปจะไปหาแฟนได้ยังไง"

"เขาเป็นกึ่งคนตาบอด วันๆ เอาแต่ให้เธอคอยดูแลทุกเรื่อง ไม่ใช่ว่าจะมาเกาะเธอไปตลอดชีวิตหรอกนะ

กู้เหิงดูมีใจให้เธออยู่นะ ถ้าต้องพลาดเดือนโรงเรียนเพราะคนกึ่งพิการนั่น ได้มีร้องไห้แน่!

เธอไปลองคิดดูให้ดี ๆ อย่าเอาแต่คอยปกป้องเขา ไม่งั้นจะเสียเวลาตัวเองเปล่า ๆ"

หลังจากนั้นหลูเจียวพูดว่าอะไร

ผมก็ได้ยินไม่ชัดอีกแล้ว

ที่แท้ผมไม่ใช่แค่ภาระเท่านั้น

แต่ยังเป็นก้อนหินขวางทางระหว่างเธอกับกู้เหิงอีกด้วย

ก้อนหินก้อนนี้ ควรจะกลิ้งออกไปให้พ้น ๆ เองถึงจะถูก

ผมรอเธออยู่ที่หน้าห้องจัดเลี้ยง

ตั้งใจจะบอกเธอว่าผมขอตัวกลับก่อน

แต่พอเธอได้ยิน สีหน้ากลับเปลี่ยนไป

เธอพูดเสียงแหลมสูง น้ำเสียงเต็มไปด้วยความหงุดหงิดรำคาญใจ

"ซูเจี้ยนเหยียน นายอย่าเอาแต่ทำลายบรรยากาศแบบนี้ได้ไหม"

"นายจะกลับตอนนี้ ฉันก็ต้องไปส่งนาย ฉันก็มีเพื่อนคนอื่นเหมือนกัน มีเรื่องที่อยากทำตั้งเยอะแยะ!

นายรู้ตัวไหมว่านายนี่มันน่ารำคาญจริง ๆ วัน ๆ เอาแต่อ้างเรื่องสายตาให้ฉันคอยดูแล ฉันไม่ใช่แม่นายนะ ฉันไม่ได้มีหน้าที่นี้!

นายปล่อยฉันไปได้ไหม ให้ฉันได้หายใจหายคอหน่อยเถอะ!"

พอพูดประโยคสุดท้ายจบ ผมก็ชะงักนิ่งอยู่กับที่

ศักดิ์ศรีทั้งหมด ถูกบดขยี้ป่นปี้แล้วในตอนนี้

ที่แท้ คำพูดที่เธอพูดตอนถ่ายรูปวันนั้น

ก็คือความรู้สึกจริง ๆ ในใจเธอ

ไม่น่าเชื่อว่าผมสร้างความกดดันให้เธอมากมายขนาดนั้นมาตลอด โดยที่ไม่รู้ตัวเลย

ผมข่มความเจ็บปวดในดวงตาไว้ แล้วตอบรับ "อืม" เบา ๆ คำหนึ่ง

"เข้าใจแล้ว

ขอบคุณนะสำหรับหลายปีที่ผ่านมา

ต่อไป ฉันจะไม่มาทำให้เธอรำคาญอีกแล้ว"

โชคดีที่ย่านนี้ยังพอสว่างอยู่บ้าง

และโชคดีที่มีรถแท็กซี่จอดรออยู่หน้าประตู

ถึงได้ทำให้ผมยังพอรักษา

ศักดิ์ศรีสุดท้ายตอนอยู่ต่อหน้าเธอไว้ได้

ในวันที่คะแนนสอบออก เพราะทั้งผมและหลูเจียวสอบได้คะแนนดีมาก

พ่อแม่ทั้งสองบ้านจึงนัดกันออกมาฉลองด้วยกัน

ในระหว่างมื้ออาหารมีการพูดคุยเรื่องการเลือกคณะและมหาวิทยาลัย

น้าจ้าวคีบซี่โครงหมูให้ผมชิ้นหนึ่ง

"เสี่ยวเหยียน ดูเรื่องมหาวิทยาลัยไว้เป็นยังไงบ้างแล้ว

น้าจำได้ว่าก่อนหน้านี้พวกเธอสองคนจะเข้ามหาวิทยาลัยเยี่ยนเฉิงด้วยกันนี่

ถ้าได้ไปด้วยกันก็ดี จะได้คอยดูแลกันและกันได้

ใช่ไหม เจียวเจียว"

มือของหลูเจียวที่ถือตะเกียบชะงักไปเล็กน้อย

เธอก้มหน้าลง แล้วพูดเบา ๆ คำหนึ่ง

"...ยังไม่ได้คิดเลยค่ะ"

แม่เธอถอนหายใจ ทำท่าจะดุเธอ

แม่ของผมก็รีบช่วยพูดผ่อนคลายบรรยากาศ

"ไม่ต้องรีบหรอก เด็ก ๆ โตแล้วมีความคิดเป็นของตัวเอง ให้คิดดูดี ๆ ก่อนก็ดีเหมือนกัน"

แม่ของผมเปลี่ยนหัวข้อสนทนา

บรรยากาศบนโต๊ะอาหารจึงกลับมาผ่อนคลายอีกครั้ง

ตอนเดินทางกลับ แม่ก็ถามผมขึ้นมาทันที

"ลูกกับเจียวเจียวมีเรื่องขัดแย้งกันหรือเปล่า"

ความเปลี่ยนแปลงของผมไม่มีทางปิดบังแม่ได้

ผมจึงไม่ได้ปฏิเสธ

"ผมแค่รู้สึกว่าเอาแต่พึ่งพาเธอตลอดไม่ได้

ยังไงซะ หลูเจียวก็ดูแลผมไปตลอดชีวิตไม่ได้หรอก เธอไม่ได้มีหน้าที่นั้นด้วย"

แม่ลูบหัวผมอย่างสงสารและเอ็นดู

"แม่จะดูแลลูกไปตลอดชีวิตเอง"

จู่ ๆ แม่ก็เสนอขึ้นมา

"พอลูกยื่นสมัครเรียนเรียบร้อย ครอบครัวเราไปเที่ยวพักผ่อนกันเถอะ"

หลังจากยื่นสมัครเรียบร้อย ผมก็เที่ยวอยู่ข้างนอกตลอดช่วงปิดเทอม

จนกระทั่งก่อนเปิดเทอมถึงได้กลับบ้าน

ผมเก็บของอย่างฉุกละหุก แล้วเดินทางไปยังเมืองข้างเคียง

ก่อนวันเปิดเทอม หลูเจียวมาหาผมที่บ้าน

"คุณน้าคะ ซูเจี้ยนเหยียนอยู่บ้านไหมคะ หนูอยากปรึกษาเขาเรื่องเวลาเดินทางหน่อยค่ะ"

แม่ผมมองเธออย่างสงสัย

"มหาวิทยาลัยของเสี่ยวเหยียนเปิดเทอมเร็ว เขาเดินทางไปแล้วนี่จ๊ะ?"

หลูเจียวงงทันที แต่ว่ามหาวิทยาลัยเยี่ยนเฉิงยังไม่ถึงเวลารายงานตัวเลยนะ

"เขาไปที่ไหนเหรอคะ"

"มหาวิทยาลัยลู่เฉิง"

อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อได้ฟรี
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป

บทล่าสุด

  • ยืมประกายตาเธอผ่านพ้นวัยเยาว์   บทที่ 9

    "ซูเจี้ยนเหยียน ไม่เจอกันนานเลยนะ"ผมประหลาดใจเล็กน้อยที่กู้เหิงเดินเข้ามาทักทายผมเขาไม่ได้พูดอ้อมค้อม"ฉันเคยชอบหลูเจียว นายรู้ใช่ไหม"ผมพยักหน้าข่าวนี้ผมเพิ่งเคยได้ยินจากปากเพื่อนของหลูเจียวตอนงานเลี้ยงรุ่นครั้งแรก"แต่ต่อมาฉันก็ยอมแพ้ นายรู้ไหมว่าเพราะอะไร"เขาไม่ได้รอให้ผมตอบ เขาพูดต่อเองเลย"เพราะฉันพบว่า ความรู้สึกทั้งหมดของเธอหมุนรอบตัวนายคนเดียว ทั้งความสุข ความสับสน ความหงุดหงิด ความกลัวและอื่น ๆ ตอนนั้นฉันถึงได้รู้ ว่าตัวเองไม่มีทางแทรกเข้าไปในใจเธอได้เลย ฉันไม่ได้อยากจะไปแย่งชิงอะไรด้วย ฉันก็เลยยอมแพ้ไป"ผมไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงมาพูดเรื่องพวกนี้กับผมแต่ไม่นานเขาก็ให้คำตอบ "ฉันยินจากเพื่อน ๆ มา ว่าความสัมพันธ์ของนายกับหลูเจียวไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้ว ฉันไม่แน่ใจว่าเกิดอะไรขึ้นระหว่างพวกนาย แต่ฉันกลัวว่าถ้ามันเกี่ยวอะไรกับฉัน ฉันเลยตั้งใจมาอธิบายให้ชัดเจนระหว่างฉันกับหลูเจียว เราไม่เคยสารภาพรักกันเป็นเรื่องเป็นราวด้วยซ้ำ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงความสัมพันธ์อื่นเลย แล้วก็..."น้ำเสียงของเขาพลันจริงจังขึ้นมา"แผ่นเสียงในตอนนั้น ฉันไม่รู้จริง ๆ ว่าเป็นของที่นายใ

  • ยืมประกายตาเธอผ่านพ้นวัยเยาว์   บทที่ 8

    ผมนึกถึงตอนเด็ก ๆตอนนั้นยังเด็กมากถึงพ่อแม่จะกำชับว่าอย่าไปยืนตากแดดบ่อย ๆแต่ก็ยังห้ามใจไม่อยู่ อยากจะไปเล่นกับเด็กคนอื่นอยู่ดีพอแสงแดดแยงตาจนแทบขยิบตาไม่ออก ถึงเพิ่งจะรู้จักกลัวหลูเจียวก็จะคอยจับมือผมไว้คอยอยู่ข้าง ๆ ผมมาตลอดตอนนั้นผมพูดกับเธอว่า"ต่อไปเธอมาเป็นดวงตาอีกคู่ให้ฉันได้ไหม"แล้วเธอก็คอยดูแลผมมาหลายปีจริง ๆเงาร่างเล็ก ๆ ในวันวานค่อย ๆ ทับซ้อนกับหลูเจียวที่อยู่ตรงหน้าผมอยากจะพูดอะไรสักอย่าง แต่ก็ไม่รู้ว่าจะพูดอะไรดีผมเข้าใจความคิดของเธอได้ แต่ก็ไม่อาจปล่อยวางบาดแผลเหล่านั้นลงได้เหมือนกันผมนิ่งเงียบไปนาน จ้องมองเธออยู่อย่างนั้น"หลูเจียว เรื่องที่เกิดขึ้นไปแล้วไม่มีทางแก้ไขได้ เสียใจไปก็ไม่มีประโยชน์ มองไปข้างหน้ากันเถอะ"ผมถือของ แล้วลุกออกจากที่นั่งเพิ่งเดินพ้นประตู เธอก็รีบวิ่งตามมาแล้วถามผมอย่างระมัดระวัง"ซูเจี้ยนเหยียน นายยังจะยกโทษให้ฉันอยู่ไหม"ผมยืนหันหลังให้เธอ"ฉันก็ไม่รู้ แต่ตอนนี้ฉันยังทำไม่ได้ ฉันก็พอเข้าใจความคิดของเธอได้นะ แต่บาดแผลพวกนั้นที่ฉันเคยได้รับ มันก็เป็นเรื่องจริงเหมือนกัน ฉันถึงขั้นเคยสงสัยในตัวเองหลายครั้งเพราะค

  • ยืมประกายตาเธอผ่านพ้นวัยเยาว์   บทที่ 7

    แสงไฟสลัวมาก แต่ผมก็เห็นว่าเธอตาแดงแล้วแต่ผมไม่ค่อยเข้าใจเธอเท่าไรเรื่องที่เกิดขึ้นในงานเลี้ยงรุ่นตอนนั้นจนถึงตอนนี้ผมยังจำได้ฝังใจแล้วตอนนี้เธอมาทำท่าทางแบบนี้ เพื่ออะไรอีก "หลูเจียว เธอบอกเองนะว่าให้ฉันปล่อยเธอไป ฉันก็ลองคิดดูแล้ว เธอพูดไม่ผิดหรอก ฉันไม่ควรทำเธอเสียเวลาอีกจริง ๆ นั่นแหละ"เธอขยับเข้ามาข้างหน้าสองก้าว แล้วรีบร้อนอธิบาย"ไม่ใช่แบบนั้นนะ! ฉันเสียใจมาตลอดเลย คำพูดรุนแรงที่พูดกับนายวันนั้น มันไม่ใช่สิ่งที่ฉันตั้งใจจะพูดจริง ๆ หรอก ฉันอยากจะขอโทษนายตั้งนานแล้ว แต่...นายบล็อกฉันไปแล้ว ฉันเลยคิดว่ารอเปิดเทอม พอเราเจอกันฉันค่อยขอโทษนาย แต่พอฉันไปหานายที่บ้าน คุณน้ากลับบอกว่านายไปมหาวิทยาลัยลู่เฉิงแล้ว"น้ำเสียงของเธอเจือความน้อยใจและอ้อนวอน"ซูเจี้ยนเหยียน ยกโทษให้ฉันได้ไหม อย่าใจร้ายกับฉันขนาดนี้เลย""ฉันใจร้ายเหรอ"ชั่วขณะนั้นผมมองเธออย่างสับสนจนตอนนี้ผมยังจำคำพูดที่เธอพูดตอนยืนอยู่หน้าห้องจัดเลี้ยงได้ดีจำตอนที่เธอทำตัวเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้ายกับผมได้แล้วสุดท้าย ทำไมกลายเป็นผมที่ใจร้ายซะแล้วล่ะ"เพราะเธอจะไปส่งฉันกลับบ้าน ฉันเลยนั่งรอเธอในห้องเรีย

  • ยืมประกายตาเธอผ่านพ้นวัยเยาว์   บทที่ 6

    มหาวิทยาลัยลู่เฉิงอยู่ไม่ไกลจากบ้าน ขับรถใช้เวลาประมาณสามชั่วโมงถ้ามีเรื่องเร่งด่วนจริง ๆ บ้านน้าก็อยู่ใกล้ ๆ แถวนั้นปกติพักหอพักของมหาวิทยาลัย วันหยุดเสาร์อาทิตย์บางครั้งก็ไปบ้านน้า วันหยุดยาวค่อยกลับมาบ้านนอกจากเรียนหนังสือแล้ว ผมยังเข้าร่วมกิจกรรมชมรมด้วยก็เพราะแบบนี้ ก็เลยได้รู้จักกับเพื่อน ๆ ที่มีอุดมการณ์และความสนใจตรงกันผมไม่ได้ปกปิดหรือหลีกเลี่ยงที่จะพูดถึงเรื่องดวงตาของตัวเอง และก็ไม่ได้ฝืนทำเป็นเข้มแข็งหลังจากได้พยายามลองดูแล้วก็พบว่ามีหลายเรื่องที่ลำพังผมคนเดียวก็สามารถทำออกมาได้ดีมากเหมือนกันช่วงปิดเทอมฤดูหนาวและฤดูร้อน บางครั้งผมก็ไปทำงานพาร์ตไทม์แต่ส่วนใหญ่จะไปท่องเที่ยวกับพ่อแม่มากกว่านับ ๆ ดูแล้ว หลังจากเข้ามหาวิทยาลัยผมก็ไม่ได้พบกับหลูเจียวอีกเลยเป็นเวลาสองปีตอนใกล้จะเรียนจบที่บ้านวางแผนจะไปท่องเที่ยวทางไกล พวกเราจะไปซินเจียงพอใกล้ถึงวันเดินทาง แม่ของผมก็โทรศัพท์มาหา"เสี่ยวเหยียน ทริปเที่ยวครั้งนี้ ครอบครัวน้าจ้าวจะไปกับพวกเราด้วยนะ"ผมนิ่งเงียบไปสองสามวินาที"ทำไมก่อนหน้านี้ไม่เห็นบอกผมเลยครับ"แม่ของผมดูหนักใจนิดหน่อย"แต่ตอนกินข้าวด

  • ยืมประกายตาเธอผ่านพ้นวัยเยาว์   บทที่ 5

    การจากไปของผมทำให้หลูเจียวผ่อนคลายไปตลอดทั้งช่วงปิดเทอมแต่ในใจของเธอกลับรู้สึกว่างเปล่าเดิมทีตั้งใจจะอาศัยช่วงเปิดเทอม ทำให้ความสัมพันธ์ของเราหายตึงเครียดลงหน่อยคิดไม่ถึงว่าผมจะจากไปอย่างเงียบ ๆ แบบนี้"เขาทำแบบนี้ได้ยังไง... เรานัดกันไว้แล้วแท้ๆ ว่าจะไปมหาวิทยาลัยเยี่ยนเฉิงด้วยกัน..."เธอพึมพำกับตัวเองเธอมองแม่ผมด้วยแววตาลนลานอยู่บ้างแม่ของผมประหลาดใจนิดหน่อย"น้ายังนึกว่าเขาปรึกษากับหนูแล้วเสียอีก"หลูเจียวส่ายหน้าโดยไม่รู้ตัวเธอสีหน้าซีดเผือดจนดูไม่ได้พอแม่นึกถึงคำพูดของผมก่อนหน้านี้ ก็พอจะคาดเดาสาเหตุได้บ้างแม่ถอนหายใจออกมา"เจียวเจียว หลายปีมานี้หนูคอยดูแลเสี่ยวเหยียนคงเหนื่อยมากแน่เลย เขาสายตาไม่ดีมาตั้งแต่เด็ก น้าก็เลยอดเป็นห่วงไม่ได้ เพราะพวกหนูโตมาด้วยกัน เลยชินกับการให้หนูดูแลเขา เหมือนย้ายภาระไปให้หนูโดยไม่รู้ตัว ตั้งแต่วันที่ได้ฟังเสี่ยวเหยียนพูด น้าถึงเพิ่งรู้ว่าสร้างความกดดันให้หนูมากขนาดนี้ แถมยังกระทบกับการเข้าสังคมของหนูกับเพื่อน ๆ อีก เจียวเจียว น้าขอโทษหนูด้วยนะ"หลูเจียวเบิกตากว้าง รีบปฏิเสธอย่างลนลาน"คุณน้าคะ ไม่ใช่อย่างนั้นนะคะ

  • ยืมประกายตาเธอผ่านพ้นวัยเยาว์   บทที่ 4

    เสียงโห่แซวดังขึ้นรอบ ๆผมนั่งเก้ ๆ กัง ๆ มือที่อยู่ใต้โต๊ะกำแน่นไม่อยากให้เธอต้องลำบากใจ กำลังจะเอ่ยปากอธิบายหลูเจียวก็ทำหน้าตึง น้ำเสียงห้วนและเย็นชา"อย่าพูดจาไร้สาระ นั่นเพราะครอบครัวพวกเราสนิทกันต่างหาก สายตาเขาไม่ดี พ่อแม่เลยให้ฉันช่วยดูแลเขาหน่อย"คำพูดนั้นฟังดูเบาสบาย แต่กลับกระแทกลงในใจผมอย่างหนักหน่วงเหมือนก้อนน้ำแข็งความหวั่นไหวและความคาดหวังที่ผมแอบซ่อนไว้ในลึก ๆ ของหัวใจตั้งแต่ต้นจนจบมันเป็นสิ่งที่ผมคิดไปเองคนเดียวทั้งนั้นผมนั่งต่อไม่ไหวอีกต่อไป ลุกขึ้นเดินไปห้องน้ำผมสงบสติอารมณ์อยู่พักใหญ่ พอเดินออกมากลับได้ยินเสียงดังมาจากห้องน้ำฝั่งตรงข้าม"หลูเจียว เธอคอยตามซูเจี้ยนเหยียนแบบนี้ทุกวัน แล้วต่อไปจะไปหาแฟนได้ยังไง""เขาเป็นกึ่งคนตาบอด วันๆ เอาแต่ให้เธอคอยดูแลทุกเรื่อง ไม่ใช่ว่าจะมาเกาะเธอไปตลอดชีวิตหรอกนะ กู้เหิงดูมีใจให้เธออยู่นะ ถ้าต้องพลาดเดือนโรงเรียนเพราะคนกึ่งพิการนั่น ได้มีร้องไห้แน่! เธอไปลองคิดดูให้ดี ๆ อย่าเอาแต่คอยปกป้องเขา ไม่งั้นจะเสียเวลาตัวเองเปล่า ๆ"หลังจากนั้นหลูเจียวพูดว่าอะไรผมก็ได้ยินไม่ชัดอีกแล้วที่แท้ผมไม่ใช่แค่ภาระเท่

บทอื่นๆ
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status