LOGIN“พี่หานอวิ๋น พี่ช่วยฉันหน่อยสิคะ ฉันไม่ไหวแล้วค่ะ” ฟางเฟยเหนื่อยแทบจะเดินไม่ไหวอยู่แล้ว ให้หล่อนมาเดินท่ามกลางอากาศร้อนแบบนี้ อีกไม่นานหล่อนได้กลายเป็นศพตรงนี้แน่ ต่อให้หล่อนไม่ได้สุขสบายเหมือนไป่ฉิง แต่หล่อนก็ไม่เคยลำบากแบบนี้มาก่อน
หานอวิ๋นไม่มีทางเลือกอื่น จำใจต้องล้วงเอาลูกอมกระต่ายขาวออกมาให้ฟางเฟยกิน จะให้เขาแบกฟางเฟยขึ้นหลังก็ไม่ไหว ตัวเขาเองก็เหนื่อยไม่แพ้กัน ฟางเฟยเห็นหานอวิ๋นยื่นลูกอมมาตรงหน้าก็ชักสีหน้าไม่พอใจ เขามีลูกอมอยู่ทำไมไม่เอาออกมาให้หล่อนกินตั้งแต่แรก เมื่อเช้าพวกเขาสองคนมัวแต่ยืนรอไป่ฉิง ยังไม่มีอะไรตกถึงท้องเลย
พวกเขารอคนขับซ่อมรถก็เกือบชั่วโมงแล้ว ไม่ได้กินอะไรตั้งแต่เช้า ร่างกายหล่อนแทบจะไม่มีแรงเหลือแล้ว หล่อนเกือบจะเป็นลมไปแล้ว หานอวิ๋นเพิ่งจะเอาลูกอมกระต่ายขาวออกมาให้หล่อนกินอย่างนั้นหรือ
“ทำไมพี่ไม่เอาลูกอมนี่ออกมาให้ฉันกินตั้งแต่แรกคะ ? ”
“พี่มีไม่เยอะ ถ้าพี่เอาออกมาให้เธอกินหมด แล้วพี่จะกินอะไร ?” หานอวิ๋นอึดอัดมาก ตั้งแต่เล็กจนโตอยู่ที่บ้านเขาแทบไม่ต้องทำอะไรเลย เขารู้สึกว่าฟางเฟยคือตัวปัญหา คือภาระ เขาอยู่ข้างไป่ฉิงไม่เคยลำบากแบบนี้ด้วยซ้ำ
“นี่พี่ พี่ชื่ออะไรนะ ?” ไป่ฉิงนั่งเงียบอยู่นานไม่มีอะไรให้ทำเธอก็ได้หันไปถามชายหนุ่มที่นั่งอยู่ข้าง ๆ เธอ
“หมิงจ้าน” เขายังคงพูดน้อยเหมือนเดิม คิ้วโก่งสวยขมวดแน่น เขาหน้าตาดีก็จริง แต่เขาไม่มีเสน่ห์เลยสักนิด ภรรยาเขาต้องลำบากใจมากแน่ ๆ ที่ได้เขามาเป็นสามี
“พี่มีลูกกี่คนแล้วคะ ?” สิ้นประโยค...อยู่ ๆ เกวียนก็นิ่งไป ไป่ฉิงกับหลิวหลิงเกือบร่วงตกลงจากเกวียนไปแล้ว
“ฉันแก่ขนาดนั้นเลยหรือ ?” หมิงจ้านหันไปจ้องหน้าไป่ฉิงรอคำตอบจากปากเธอ
“เอ่อ...อะไรนะคะ ?” ไป่ฉิงเลิ่กลั่กไปมา เธอไม่เข้าใจว่าเขากำลังพูดอะไรอยู่
“ฉันกำลังถามเธอว่าฉันแก่ขนาดนั้นเลยหรือ ? เธอถึงได้ถามว่าฉันมีลูกกี่คนแล้ว ? ฉันยังไม่ได้แก่ อีกอย่าง...ร่างกายฉันแข็งแรงดี”
คิ้วหนาขมวดมุ่น เขาเพิ่งจะ 22 เอง เขายังไม่มีใคร พอได้ยินไป่ฉิง ถามแบบนั้นเขาก็รู้สึกไม่ดี
“ฉันก็แค่ถามดู ไม่ได้มีเจตนาอะไร” เสียงใสเอ่ยตอบเบา ๆ
“ฉันยังไม่ได้แต่งงาน ยังไม่มีใครทั้งนั้น” เสียงเข้มเอ่ยตอบเสียงแข็ง สีหน้าเขายังคงเย็นชาเหมือนเดิม
ไป่ฉิงเห็นสีหน้าอีกฝ่ายไม่ค่อยดี เธอก็ไม่อยากพูดอะไรอีก เธอไม่อยากไปวุ่นวายกับเขา กลัวจะทำให้เขาอึดอัด เกิดเขาโกรธเธอขึ้นมาแล้วไล่เธอกับหลิวหลิงลงจากเกวียนไปจะทำยังไง ? เธอไม่อยากเดินเท้าเปล่าไปที่หมู่บ้านนั่นหรอกนะ
ใช้เวลานาน 2 ชั่วโมงพวกเขาก็มาถึงที่หมู่บ้านหมิงกวง ระหว่างทางหมิงจ้านได้แวะไปส่งยุวชนจำนวนหนึ่งที่หมู่บ้านข้าง ๆ ด้วย กลุ่มยุวชนที่เขาเพิ่งไปรับมามีทั้งหมด 8 คน รวมยุวชนก่อนหน้านี้อีก 4 คน ตอนนี้ยุวชนที่หมู่บ้านเขามีทั้งหมด 14 คน แต่...ที่ที่เหล่ายุวชนอยู่เป็นแค่บ้านเก่า ๆ มีแค่ 2 ห้องนอนใหญ่เท่านั้น
บ้านอีกหลังหนึ่งให้ยุวชนชายอยู่ ส่วนบ้านอีกหลังหนึ่งให้ยุวชนหญิงอยู่ ยังไงพวกเขาก็ต้องอยู่ร่วมกัน ยุวชนคนอื่น ๆ ยังทำงานอยู่ที่ทุ่งกันอยู่ยังไม่ได้พัก ไป่ฉิงกับหลิวหลิงและเหอหลิวต้องยืนรอยุวชนคนอื่น ๆ ที่หน้าเรือน พวกเขาไม่ได้เดินมาเหมือนหานอวิ๋นกับฟางเฟย ยืนรอแค่นี้ไม่มีปัญหาอะไร
แต่...หานอวิ๋นกับฟางเฟยและยุวชนคนอื่น ๆ ที่เพิ่งจะเดินมาถึง เนื้อตัวมอมแมมเต็มไปด้วยโคลน พอเดินมาถึงก็ล้มพับไปที่พื้น พวกเขาไม่มีแม้แต่แรงจะพูด
“สวัสดี พวกเราเพิ่งจะทำงานเสร็จน่ะ โทษทีนะที่ให้รอนาน” มียุวชนหญิงคนหนึ่งมีนามว่าลี่เซียนเดินยิ้มแย้มมาบอกกับพวกเขา จากนั้นลี่เซียนก็เดินไปเปิดประตูให้ยุวชนที่เพิ่งมาถึงเข้าไปพักข้างในบ้าน
“ฉันไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนนะ” พูดจบ...ฟางเฟยก็รีบวิ่งไปที่ห้องน้ำ หล่อนทนกับสภาพของตัวเองในตอนนี้ไม่ได้แล้ว ไป่ฉิงกับหลิวหลิงไม่สนใจ พวกเขาสองคนรีบเดินเข้าไปข้างในสำรวจดูภายในบ้าน
ภายในห้องมีเตียงใหญ่ว่างอยู่สองเตียงข้าง ๆ ประตูพอดี อยู่ตรงกลางมีโต๊ะไม้เก่า ๆ พร้อมกับเก้าอี้ พื้นเป็นพื้นดินเก่า ๆ ภายในบ้านก็ทรุดโทรม ดูไม่ต่างจากบ้านร้างเลยสักนิด
“ไป่ฉิง ฉันนำของมาให้เธอ” หมิงจ้านอยู่ข้างนอกแบกกระสอบใหญ่มาที่หน้าเรือนยุวชน ไป่ฉิงเดินออกไปข้างนอกเห็นว่าเป็นหมิงจ้าน เธอก็รีบบอกให้เขานำของเข้ามาให้เธอข้างใน
“พี่ช่วยนำของเข้าไปข้างในให้ฉันหน่อยนะ” หมิงจ้านวางกระสอบใหญ่ไปที่ท้ายจักรยานของไป่ฉิง ก่อนจะนำของของเธอไปไว้ข้างใน ส่วนจักรยานคู่ใจของเธอ เขาเอาไว้ข้างนอก นี่คือของที่สหายของพ่อเธอเพิ่งจะนำมาให้
“ขอบคุณมากนะคะ ว่าแต่...ที่นี่มีใครทำตู้ขายไหมคะ ? ฉันอยากจะได้ตู้มาวางไว้ตรงนี้ค่ะ” ไป่ฉิงคิดว่าหมิงจ้านจะต้องรู้แน่ ๆ เพราะเขาเป็นคนที่นี่นี่นา
“ฉันทำได้ เธออยากจะได้ตู้แบบไหน ?” ไป่ฉิงผลิยิ้มอย่างมีความสุข ก่อนจะบอกกับหมิงจ้านว่าเธออยากจะได้ตู้แบบไหน เตียงที่เธอจะนอนใกล้กับหน้าต่างพอดี ตรงหน้าต่างเธออยากจะให้เขาทำโต๊ะให้เธอนั่งอ่านหนังสือด้วย
“ได้ เดี๋ยวฉันทำมาให้” แม้ว่าหมิงจ้านจะรู้สึกแปลกใจกับตู้ที่ไป่ฉิง อยากจะได้ แต่เขาคิดว่าเขานั้นทำได้ไม่ยากเกินความสามารถของเขา
“ฉันก็อยากจะได้ตู้มาวางไว้ตรงนี้เหมือนกัน แต่ของ่าย ๆ ไม่ยุ่งยากอะไรก็พอค่ะ”
หลิวหลิงก็อยากจะได้ตู้มาไว้ข้าง ๆ ไป่ฉิง จะได้มีที่เก็บเสื้อผ้า อาหารแห้งของพวกเขา ไป่ฉิงนี่ฉลาดกว่าที่คิดจริง ๆ ครู่นั้นฟางเฟยก็เดินเข้ามา ตอนนี้ทุกคนเลือกที่นอนของตัวเองเสร็จเรียบร้อยหมดแล้ว มีแค่ที่เดียวเท่านั้นที่หล่อนไม่เห็นด้วย
“ไป่ฉิง ฉันชอบนอนข้าง ๆ หน้าต่าง ให้ฉันนอนตรงนั้นนะ ฉันกลัวนอนตรงนี้จะอึดอัดน่ะ”
“ฉันชอบที่ตรงนี้” ไป่ฉิงไม่อยากจะใส่ใจฟางเฟย
“ฟางเฟย เธอเป็นอะไรมากไหม ? ที่ตรงนี้ไป่ฉิงเลือกก่อนนะ เธอคิดว่าเธอเป็นใคร ? อยากจะได้อะไรก็ได้ตามใจชอบอย่างนั้นหรือ ?”
หลิวหลิงไม่ชอบขี้หน้าฟางเฟยตั้งแต่ครั้งแรกที่เห็นแล้ว เธอรู้สึกว่าฟางเฟยชอบมาวอแวหาเรื่องไป่ฉิง
“พวกเธอสองคนเอาเปรียบฉัน ฮึก ๆ ” ฟางเฟยบีบน้ำตาร้องไห้ฟูมฟายต่อหน้าทุกคน
“นี่ไป่ฉิง...ยอมเสียสละที่ตรงนั้นให้ฟางเฟยเถอะนะ เรื่องเล็ก ๆ แค่นี้จะทำให้เป็นเรื่องใหญ่ทำไม ปวดหัวกับพวกเธอสองคนจริง ๆ เลย รีบ ๆ ขนของย้ายมาตรงนี้ซะ”
พี่ใหญ่เหิงเยว่เอ่ยบอกด้วยสีหน้าที่ไม่ค่อยจะดีเท่าไรนัก ทุกคนที่นี่เชื่อฟังเหิงเยว่และทำตามที่เหิงเยว่บอกทุกอย่าง
“พี่ก็เสียสละที่นอนของตัวเองให้ฟางเฟยสิคะ พี่คิดว่าพี่เป็นใครกันถึงได้มาออกคำสั่งกับฉัน !! ”
ไป่ฉิงไม่กลัวใครหน้าไหนทั้งนั้น เธอจ้องหน้าเหิงเยว่ไม่ละสายตา ทุกคนที่มีหน้าอยู่ที่นี่ถึงกับสะดุ้งโหยง ไป่ฉิงเป็นใครกันแน่ถึงได้กล้ามีเรื่องกับเหิงเยว่ อยู่ที่นี่ใคร ๆ ก็กลัวเหิงยว่กันทั้งนั้น ผู้ใหญ่บ้านมอบหมายหน้าที่ให้เหิงเยว่เป็นคนดูแลกลุ่มยุวชนที่นี่ ข้าวของทุกอย่างที่พวกเขาใช้อยู่ก็เป็นของเหิงเยว่ ไม่มีใครกล้าขึ้นเสียงกับเหิงเยว่เลยสักคนเดียว
“เมื่อกี้เธอพูดว่าอะไรนะ ? พูดอีกทีสิ เธอกล้าเถียงฉันหรือไป่ฉิง ? เพิ่งจะมาถึงที่นี่เธอไม่รู้หรือ ? ว่าใครเป็นคนดูแลทุกคนที่นี่ ? ได้ !! เธออย่ามาทานข้าวร่วมกับพวกเราล่ะ วันนี้ฉันจะไม่แบ่งข้าวให้เธอไป่ฉิง ปากดีนักก็อดตายไปซะ !! ”
เหิงเยว่เดือดพล่าน ไป่ฉิงปากดีนัก หล่อนก็อยากจะสั่งสอนไป่ฉิง ให้ไป่ฉิงอดข้าวหนึ่งวัน ยังไงไป่ฉิงก็ต้องมาคุกเข่าต่อหน้าหล่อน
“พี่เหิงเยว่ อย่าโกรธไป่ฉิงเลยนะคะ ไป่ฉิงเพิ่งจะมาถึงที่นี่เอง ยังไม่รู้อะไรทั้งนั้น” ยุวชนหญิงคนหนึ่งเอ่ยบอก พยายามทำให้เหิงเยว่สงบสติอารมณ์
“ถ้าพวกเธอเข้าข้างยัยนั่น ฉันจะให้พวกเธอไปอยู่กับไป่ฉิง !! ” เหิงเยว่ตวาดเสียงดังลั่น ยุวชนคนอื่น ๆ เห็นแบบนั้นก็เงียบไปไม่มีใครกล้าพูดอะไรอีก
“ข้าวเป็นของพี่คนเดียวเหรอคะ ?” ทุกคนส่ายหน้าไปมา ก่อนจะเอ่ยเป็นเสียงเดียวกันว่า
“ไม่ใช่ คือข้าวของพวกเราทุกคน”
“แล้วพี่เหิงเยว่มีสิทธิ์อะไรถึงปล่อยให้พวกเธออดข้าว ? ถ้าไม่อยากกินข้าวร่วมกันก็แยกกันกินสิ คนอย่างพี่เขาคงโกงข้าวของทุกคนไปไม่น้อย” ไป่ฉิงพูดจบก็หันไปมองเหิงเยว่ ก่อนจะเอ่ยบอก
“นี่ยัยแก่ วันนี้ฉันไม่ได้อยากจะกินข้าวของเธอหรอกนะ อีกอย่าง...ฉันเองก็ไม่อยากกินข้าวร่วมกับใคร อย่าคิดว่าตัวเองสำคัญสิ อย่ามายุ่งเรื่องของคนอื่นด้วย ระวังปากฉีกไม่รู้ตัวนะคะ อยากจะเสียสละนักก็เสียสละที่นอนของตัวเองสิ จะมาบังคับให้คนอื่นทำตามคำสั่งของตัวเองทำไม ? เธอชอบยุ่งเรื่องของคนอื่นนักใช่ไหมเหิงเยว่ ?”
“แก !! ได้ !! ปากดีนักใช่ไหม ?!! ฉันขอบอกเลยนะ!! ใครคิดที่จะอยู่ข้างยัยนี้เท่ากับทรยศหักหลังฉัน !! ฉันไม่ปล่อยไว้แน่ !! ” สิ้นประโยค...เหิงเยว่ก็เดินปึงปังออกจากห้องไป
“ไป่ฉิงเธอเพิ่งจะมาถึงที่นี่ เธอคงยังไม่รู้อะไร เหิงเยว่มีสมุนที่นี่ พวกเราถึงได้เกรงใจเหิงเยว่ทำตามที่เหิงเยว่บอกทุกอย่าง เธอรู้ไหมว่าคนของเหิงเยว่เป็นใคร คือหานลู่นะ ใคร ๆ ก็กลัวหานลู่กันทั้งนั้น เมื่อก่อนพวกเราก็เคยมีปากเสียงกับเหิงเยว่เหมือนกัน เหิงเยว่ไม่ได้แค่ขู่ แต่เหิงเยว่ลงมือทำจริง เหิงเยว่ให้หานลู่มาขู่พวกเราถึงที่นี่ ยุวชนชายบางคนถูกหานลู่ทำร้ายร่างกายนอนป่วยอยู่นานหลายวัน หานลู่คือคนที่นี่ ชาวบ้านที่นี่กลับไม่ชอบขี้หน้าพวกเรา เธอต้องระวังตัวด้วยนะไป่ฉิง อีกอย่าง...เครื่องใช้ในครัวเป็นของเหิงเยว่หมด พวกเรามาที่นี่ไม่ได้เอาอะไรติดตัวมาด้วยเลย จำเป็นต้องใช้ของเหิงเยว่ พวกเราไม่มีใครกล้าอยู่ฝั่งเธอนะไป่ฉิง”ยุวชนหญิงคนหนึ่งนอนอยู่ข้าง ๆ เตียงหลิวหลิงเดินมาเตือนสติพวกเขาสองคน แต่ไป่ฉิงก็ไม่ได้รู้สึกกลัวอะไร“ขอบคุณพี่มากนะคะ ฉันรู้ว่าฉันควรจะทำอะไร ประเทศเรามีกฎหมายนิคะ เราไม่ต้องไปกลัวใครหรอกค่ะ ใครทำอะไรเรา เราก็ไปแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจให้มาจัดการผู้ที่กระทำผิดก็พอค่ะ เราอย่าไปยอมให้คนพวกนั้นมาเอาเปรียบเราสิคะ”ไป่ฉิงรู้ว่าเธอไม่ควรประมาท ทำอะไรก็ต้องมีสติ ฟางเฟยรู้ว่าไป่ฉิงมี
“พี่หานอวิ๋น พี่ช่วยฉันหน่อยสิคะ ฉันไม่ไหวแล้วค่ะ” ฟางเฟยเหนื่อยแทบจะเดินไม่ไหวอยู่แล้ว ให้หล่อนมาเดินท่ามกลางอากาศร้อนแบบนี้ อีกไม่นานหล่อนได้กลายเป็นศพตรงนี้แน่ ต่อให้หล่อนไม่ได้สุขสบายเหมือนไป่ฉิง แต่หล่อนก็ไม่เคยลำบากแบบนี้มาก่อนหานอวิ๋นไม่มีทางเลือกอื่น จำใจต้องล้วงเอาลูกอมกระต่ายขาวออกมาให้ฟางเฟยกิน จะให้เขาแบกฟางเฟยขึ้นหลังก็ไม่ไหว ตัวเขาเองก็เหนื่อยไม่แพ้กัน ฟางเฟยเห็นหานอวิ๋นยื่นลูกอมมาตรงหน้าก็ชักสีหน้าไม่พอใจ เขามีลูกอมอยู่ทำไมไม่เอาออกมาให้หล่อนกินตั้งแต่แรก เมื่อเช้าพวกเขาสองคนมัวแต่ยืนรอไป่ฉิง ยังไม่มีอะไรตกถึงท้องเลยพวกเขารอคนขับซ่อมรถก็เกือบชั่วโมงแล้ว ไม่ได้กินอะไรตั้งแต่เช้า ร่างกายหล่อนแทบจะไม่มีแรงเหลือแล้ว หล่อนเกือบจะเป็นลมไปแล้ว หานอวิ๋นเพิ่งจะเอาลูกอมกระต่ายขาวออกมาให้หล่อนกินอย่างนั้นหรือ“ทำไมพี่ไม่เอาลูกอมนี่ออกมาให้ฉันกินตั้งแต่แรกคะ ? ”“พี่มีไม่เยอะ ถ้าพี่เอาออกมาให้เธอกินหมด แล้วพี่จะกินอะไร ?” หานอวิ๋นอึดอัดมาก ตั้งแต่เล็กจนโตอยู่ที่บ้านเขาแทบไม่ต้องทำอะไรเลย เขารู้สึกว่าฟางเฟยคือตัวปัญหา คือภาระ เขาอยู่ข้างไป่ฉิงไม่เคยลำบากแบบนี้ด้วยซ้ำ“นี่พี่ พี่ชื
ไป่ฉิงไม่อยากยุ่งกับสองคนนั้น เธอรีบเบือนหน้าหนีไปทางอื่น ก่อนจะบอกให้คนขับรถลากรีบบังคับรถผ่านหานอวิ๋นกับฟางเฟยไป“พี่หานอวิ๋น นั่นใช่ไป่ฉิงไหมคะ ? ” เมื่อกี้รถลากของไป่ฉิงผ่านไป ฟางเฟยบังเอิญเหลือบไปเห็นเข้าพอดี หล่อนเชื่อว่าหล่อนมองไม่ผิดแน่หานอวิ๋นได้ยินฟางเฟยบอกแบบนั้นก็รีบมองตามรถลากนั้นไป แต่...เขากลับไม่เชื่อสายตาตัวเอง ต่อให้ไป่ฉิงโกรธเขามากแค่ไหนเธอก็ไม่ทางทิ้งเขาให้ลำบากได้ เธอจะต้องช่วยเขาไม่ใช่ปล่อยเขาไปแบบนี้ เขารู้ดีว่าไป่ฉิงเป็นคนยังไง ภายนอกอาจจะดูเย็นชา แต่จิตใจเธออ่อนโยนมาก“พี่หานอวิ๋น พี่ดีกับไป่ฉิงขนาดนั้น ดูไป่ฉิงทำกับพี่สิคะ ปล่อยให้พี่มาลำบากแบบนี้ได้ยังไง ? ไป่ฉิงไม่คิดที่จะช่วยพวกเราสองคนด้วยซ้ำ”ฟางเฟยกระทืบเท้าไปมาด้วยความโกรธ หล่อนกลับไม่นึกถึงสิ่งที่ตัวเองได้ทำไว้กับไป่ฉิง หานอวิ๋นไม่พูดไม่จาอะไร เอาแต่ยืนเงียบอยู่อย่างนั้น ทางด้านของไป่ฉิง...เธอกับหลิวหลิงมาถึงที่ชุมชนได้ทันเวลาพอดี พวกเขาสองคนยังมีเวลาไปทำอย่างอื่น เธอเดินไปล้างหน้าล้างตา ก่อนจะเดินไปตามหาคนที่มารับพวกเขา“อาคะ ฉันขอถามอะไรหน่อยค่ะ เราจะไปที่หมู่บ้านหมิงกวงได้ยังไงคะ ? ฉันคือยุวชนมาจา
ผู้คนที่เดินผ่านไปผ่านมาต่างหันมามองที่ฟางเฟยกันหมด ทุกคนต่างมองฟางเฟยด้วยสายตาที่ดูถูกเหยียดหยาม ฟางเฟยทนกับสายตาที่มองมาไม่ได้ อยากจะวิ่งไปที่รางรถไฟจบชีวิตตัวเอง หานอวิ๋นเห็นแบบนั้นก็รีบวิ่งไปกอดฟางเฟยไว้ ฟางเฟยไม่ยอมผละจากอ้อมกอดของหานอวิ๋น หล่อนโอบกอดหานอวิ๋นส่งเสียงร้องไห้ไม่หยุดให้ตายยังไงฟางเฟยก็ไม่ยอมให้หานอวิ๋นเดินทางไปที่เมืองฟู่หยาง ครู่นั้นทางคณะก็ได้วิ่งมาบอกว่ารถไฟเดินทางไปที่เมืองหลิงหยางได้เคลื่อนตัวออกจากสถานีไปแล้ว สุดท้าย...ฟางเฟยก็ต้องเปลี่ยนที่หมายไปที่เมืองฟู่หยางกับหานอวิ๋นแทน ทุกคนที่รู้แบบนั้นก็ไม่พอใจมาก หลิวเหนียงเป็นกังวล กลัวว่าไป่ฉิงจะถูกฟางเฟยกับหานอวิ๋นเอาเปรียบทางด้านไป่ฉิง...เธอไม่ได้สนใจหานอวิ๋นกับฟางเฟย ตอนนี้เธอหาที่นั่งของตัวเองได้แล้ว เป็นเตียงนอนสะดวกสบายมาก เธอมองผ่านหน้าต่างเห็นพ่อกับแม่ยังยืนอยู่ที่เดิม เธอก็รีบโบกมือลาพวกท่าน ไป่ฉิงนำผ้าปูที่นอนออกมา จากนั้นก็เดินไปนอนที่เตียงของตัวเองความจริงแล้ว...หานอวิ๋นก็ได้ตั๋วที่นอนเหมือนกับไป่ฉิง แต่...เพราะว่ามีฟางเฟยตามติดไม่ห่าง พ่อของหานอวิ๋นถึงได้ไปเปลี่ยนตั๋วที่นอนเป็นตั๋วที่นั่งแทน ไม่มีสอ
ทั้งสองครอบครัวนั่งคุยกันอยู่นานกว่าจะตัดสินใจได้ สุดท้ายไป่ฉิงก็ได้พ่อกับแม่มาเพิ่มอีกคน ซูหยวนนำข้าวของมากมายมาให้พ่อกับแม่ของไป่ฉิงเพื่อนตอบแทนค่าเลี้ยงดู มีทั้งเครื่องประดับที่เป็นหยก เสื้อผ้ารองเท้า รวมถึงเครื่องนอนด้วย ตอนแรกไป่ฉิงก็ไม่กล้ารับไว้เพราะเกรงใจพ่อกับแม่ของหานอวิ๋น พอพ่อกับแม่เห็นดีให้เธอรับ เธอถึงกล้ารับของนั้นมาพอหานอวิ๋นรู้ว่าพ่อกับแม่ของเขารับไป่ฉิงมาเป็นลูกสาวอีกคน ไม่รู้ว่าเพราะอะไรเขาถึงได้รู้สึกไม่ดี ไม่ค่อยจะพอใจนัก เขาอยากจะให้พ่อกับแม่เปลี่ยนใจไม่รับไป่ฉิงมาเป็นลูกสาว เขารับไม่ได้หรอกนะที่อยู่ ๆ พ่อกับแม่ของเขาก็รับอดีตคู่หมั้นให้มาเป็นน้องสาวเขา หาน อวิ๋นรู้สึกเหมือนว่าเขากำลังสูญเสียอะไรบางอย่างไปมือหนาทาบไปที่หน้าอกของตัวเอง ทำไมเขาถึงได้รู้สึกเจ็บปวดหัวใจนะ ? เขาเป็นอะไรกันแน่ ? เขาเกลียดไป่ฉิงนักไม่ใช่หรือ ? เขาไม่ชอบให้ใครมาบงการชีวิตเขาไม่ใช่หรือ ? หานอวิ๋นได้แต่ถามตัวเองว่าผู้หญิงที่เขารักคือฟางเฟยจริง ๆ หรือ ? ตอนนี้เขาไม่รู้จริง ๆ ว่าเขากำลังเป็นอะไรกันแน่ ?“พี่หานอวิ๋น พี่ไปย่างเนื้อสิครับ” น้องชายของหานอวิ๋นเห็นเขานิ่งไปไม่ขยับเขยื้อนก็รีบเอ
ไป่ฉิงเห็นแม่กำลังจะเอ่ยปากพูดอะไรบางอย่าง เธอก็รีบคว้าแขนแม่เธอไว้ หลิวเหนียงหันมามองไป่ฉิง เห็นไป่ฉิงพยักหน้าเบา ๆ ก็เข้าใจได้ทันที ตนก็ไม่อยากจะพูดอะไรมาก ปล่อยให้ลูกสาวเป็นคนจัดการเรื่องนี้ด้วยตัวเอง“เธอเพิ่งรู้ตัวเหรอว่าเธอชอบไปอาศัยข้าวที่บ้านฉันน่ะ ถึงเวลาที่เธอจะต้องเลี้ยงข้าวฉันกับแม่แล้ว ถ้าฉันปฏิเสธความหวังดีของเธอ เธอคงเสียใจมากสินะฟางเฟย ก็ดีเหมือนกัน ฉันจะได้ประหยัดเงิน”“ป้าคะ ฉันขอสั่งอาหารเพิ่มค่ะ ขอซาลาเปาไส้หมูสับ 5 ลูก น้ำอัดลม 2 ขวด เงินกับคูปองป้าเก็บกับผู้หญิงคนนี้ได้เลย โชคดีจริง ๆ เงินกับคูปองที่มีอยู่ตอนนี้เหลือไม่เยอะ เพราะต้องเลี้ยงข้าวผู้หญิงคนนี้ทุกวัน ตอนนี้เงินกับคูปองที่มีอยู่เหลือน้อยมาก ขอบคุณนะฟางเฟยที่เลี้ยงข้าวฉันกับแม่ ฉันไปก่อนนะ”พูดจบ...ไป่ฉิงก็รีบถือถาดอาหารไปที่โต๊ะ เธอไม่อยากจะสนใจว่าฟางเฟยกับหานอวิ๋นจะรู้สึกยังไง ฟางเฟยไม่อยากจะเชื่อว่าไป่ฉิงจะตอกกลับหล่อนได้เจ็บแสบแบบนี้ ทำไมถึงได้เป็นแบบนี้ไปได้ ปกติแล้วไป่ฉิงจะต้องด่าหล่อน มีอาการคลุ้มคลั่งไม่ใช่หรือ ? ไป่ฉิงพูดแบบนี้แล้ว หล่อนจะต้องทำยังไง ?“คูปองข้าว 5 จิน คูปองเนื้อ 2 จิน เงินอีก 3







