“พี่สาวของหม่อมฉันงดงามยิ่งนักเพคะ กิริยาสูงส่งมิแพ้สตรีใดในเมืองหลวง วาดเขียนโคลงกลอนเหนือหม่อมฉันมากทีเดียวเพคะ” คำสรรเสริญที่มิได้มาจากใจจริง ทำให้อ๋องหนุ่มและผู้ติดตาม แสร้งตื่นตาตื่นใจไปด้วย แน่นอนว่าสิ่งที่เยว่หลิวหลีกล่าวมานั้น ล้วนเป็นความจริงที่เขาสืบรู้มาก่อนแล้วทั้งสิ้นทว่าสำหรับสกุลเยว่หาได้รู้จริงเท็จเรื่องนี้ ทุกถ้อยคำล้วนแต่งแต้มขึ้น เพื่อเบี่ยงเบนตัวเขาออกจากสกุลเยว่ทั้งสิ้น หากแต่ลับหลังกลับนำชื่อเยว่หมิงหลันไปล้อเลียนจนเป็นที่น่าขบขัน “ข้าจะเร่งวันแต่งงานให้เป็นในอีกเจ็ดวันข้างหน้า ข้ามิสนใจว่าจะเป็นนางหรือเจ้า หากมีการบิดพลิ้วสกุลเยว่คงมิแคล้วหายไปเยี่ยงสกุลใหญ่ในอดีต” “ท่านอ๋องเก้าโปรดวางพระทัย ในอีกเจ็ดวันข้างหน้า เจ้าสาวของท่านอ๋องจะรออยู่หน้าประตูเพื่อขึ้นเกี้ยวพ่ะย่ะค่ะ” “ข้าก็หวังเช่นนั้น” “น้อมส่งท่านอ๋อง” ทุกคนเอ่ยขึ้นพร้อมโค้งกายอย่างนอบน้อม ลับหลังอ๋องเก้าไปแล้ว ทุกคนต่างพ่นลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก ด้วยมิอาจตั้งรับกับอารมณ์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันของท่านอ๋องเก้าได้ทัน “เต
หากเขาสองผัวเมีย ทำร้ายเพียงนางคนเดียว การแก้แค้นหาได้จำเป็นไม่ แต่หลายสกุลที่ไม่ได้คิดคดต่อแผ่นดิน ถูกใส่ความจนสิ้นลูกสิ้นหลานจะต้องได้รับความเป็นธรรม นางจึงได้เลือกกลับมาที่นี่ เพื่อลบรอยแปดเปื้อนเหล่านั้นให้แก่ทุกสกุลเสียก่อน ‘วันนี้ข้าพร้อมยิ่งนัก ชูเจี่ยน ฉีหยุนเหลียน หลายร้อยชีวิตที่พวกเจ้าสังหารจนสิ้น เวลานี้ข้าจะเป็นตัวแทนนำเจ้าสองคนไปชดใช้กรรม’ ร่างงามหมุนกายเดินกลับไปยังเรือนพักของตน ที่นี่คือหนึ่งในกิจการของนางและผู้เป็นยาย ที่สร้างมันขึ้นมาเพื่อเป็นหนึ่งในขุมกำลัง และรองรับข่าวสารจากทุกทิศ “นายหญิงน้อย ท่านผู้นั้นรออยู่ที่สวนขอรับ” “อืม!” หญิงสาวรับคำ ก่อนจะเปลี่ยนทิศทางไปยังสวนดอกไม้ นางยังไม่ทันได้นั่งพักให้หายเหนื่อย คนมาเยี่ยมเยียนไยจึงไม่คิดว่านางเพิ่งเดินทางมาถึง มิทันหลับตาแม้สักชั่วก้านธูปเลยด้วยซ้ำ “มาถึงก็รีบไปเจรจาแต่งงานเลยนะ ไม่คิดที่จะมายกสุราให้ตาแก่เยี่ยงข้าก่อนเลยหรืออย่างไร หืม!”คำตำหนิที่ปนไปด้วยคำหยอกเย้าและเอ็นดู ทำให้มุมปากงามยกขึ้นด้วยความคุ้นชิน “ดื่มมากมันไม่ดีต่อส
ห้องรับแขกพิเศษ เหลาหยวนหลัน เยว่หมิงหลันก้าวเข้าไปภายในห้องรับรองพิเศษ ก่อนจะหยุดกวาดสายตามองไปยังแขกที่มาเยือน เป็นอันว่าวันนี้นางยังไม่ทันได้ผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้า ก็พบกับความแปลกใจเกินกว่าที่คาดเอาไว้มากทีเดียว “เยว่หมิงหลันคารวะท่านเสนาบดี ฮูหยินเยว่” หญิงสาวประสานมือโค้งกายให้แก่แขกของตน ที่กำลังนั่งหน้าตึงอยู่ในขณะนี้ “บอกข้อเสนอของเจ้ามา” “ดูท่าท่านเสนาบดีจะรีบร้อนเหลือเกินไปนะเจ้าคะ เรื่องนี้คิดทบทวนให้ดี ๆ ก่อนได้นะเจ้าคะ” “อย่ามายอกย้อน ข้าไม่ได้มีเวลามาต่อคำไร้สาระกับคนเยี่ยงเจ้านักหรอกนะ” “ส่งคืนมารดาข้ามา”เมื่ออีกฝ่ายอยากได้ยินข้อเสนอ หญิงสาวก็ไม่คิดที่จะรั้งรอต่อไปให้เสียเวลา “เจ้ามันบ้าไปแล้ว! นางตายไปตั้งแต่เจ้ายังเล็กนัก” เยว่ฉงตอบบุตรสาวด้วยเสียงอันดัง ปนความตกใจ “ตายแน่หรือ!” “จะ...เจ้าหมายความเยี่ยงไร ผู้คนต่างรู้ว่านางตายไปพร้อมชู้รัก” เยว่ฮูหยินรีบเอ่ยแทรก ด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก เมื่อเอ่ยถึงพี่สาวแท้ ๆ ซึ่งเป็นมารดาของเยว่หมิงหลัน
เสียงหวานจากอีกด้านของห้องดังขึ้น ก่อนที่หยวนปิงจะก้าวออกมาจากประตูลับ “เขามิได้รักนาง แต่เขาแค่อยากทรมานนางเพื่อรักษาหน้าของตนเองเท่านั้นเจ้าค่ะ และเขาไม่คิดว่าข้าจะรอดกลับมายืนตรงนี้ได้ต่างหากเจ้าค่ะ” “เจ้ารู้ความจริงแล้วสินะ! ว่าเยี่ยนหลานมิเคยทำเยี่ยงนั้นเลย” “หากท่านเสนาบดีมิหลงมัวเมาในเรื่องตัณหา เขาย่อมจะเชื่อใจในตัวของท่านแม่ แต่บุรุษที่มองมิพ้นหว่างขาสตรี ดวงตามิอาจมองได้สูงนักหรอกเจ้าค่ะ” เยว่หมิงหลัน เอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบปนเย้ยหยันคนที่เพิ่งจากไป เมื่อนึกถึงสิ่งที่ฮูหยินใหญ่ต้องเผชิญ มันช่างคล้ายคลึงนางอยู่ไม่น้อย ในวันที่ฮูหยินใหญ่เยว่ตั้งครรภ์ น้องสาวร่วมมารดา ได้ก้าวเข้ามาเป็นอีกหนึ่งสตรีของสามี มิหนำซ้ำยังถูกใส่ความ ทั้งพลัดพรากจากบุตรสาวเพียงคนเดียว โชคชะตาอาจโหดร้าย แต่เมื่อนางอยู่ตรงนี้ทุกอย่างต้องเปลี่ยนไป ตราบใดที่นางยังหายใจ ใครที่มีส่วนร่วมทำลายสกุลเยี่ย นางจะส่งให้เดินบนเส้นทางเดียวกันให้สิ้น แน่นอนว่าเยว่ฉงก็คือหนึ่งในนั้น “หึ ๆ ข้าชอบความคิดของเจ้านัก มาเถอะดื่มสุราเป็นเพื่อนข้าต่อ”
“เจ้ามิใช่คนโง่เยว่ฉง แค่นี้เจ้าคงเข้าใจความหมายดีแล้วสินะ!” “ข้าไม่คิดเสวนากับลูกอนุระดับล่าง” “หึ ๆ บินให้สูงกว่าข้าได้เมื่อใด ค่อยหมิ่นมารดาข้าเยว่ฉง บุรุษที่เป็นใหญ่เพราะชายกระโปรงสตรี มักจะไม่ค่อยได้แก่ตายสักเท่าใดนัก อ่อ...เส้นทางที่เจ้าเลือกมันกำลังจะขาด แต่น่าเสียดายที่ไร้เส้นทางอื่นให้เจ้าเดินแล้วเช่นกัน” หยวนปิงไม่คิดที่จะรอฟังคำตอบโต้ ร่างงามก้าวผ่านหลานเขยไปด้วยอารมณ์อันดี มีเพียงสายตาชิงชังที่มองตามไป ประหนึ่งคมดาบที่หมายเชือดเฉือนคนที่เพิ่งก้าวพ้นเข้าประตู ทุกอย่างที่เกิดขึ้นยังด้านหน้าเหลาชื่อดัง ได้ตกอยู่ภายใต้สายตาของกั๋วหยวนเค่อทั้งสิ้น หลายอย่างที่เขาคิดว่ารู้ วันนี้นับว่าได้เปิดหูเปิดตายิ่งนัก นอกจากความซับซ้อนทางสายสัมพันธ์ สกุลเยว่ยังมีเรื่องปิดบังเอาไว้อยู่อีก เห็นทีเขาคงต้องช่วยให้ว่าที่พระชายา บรรลุเป้าหมายอีกขั้นท่าจะดี “นางน่าสนใจยิ่งนัก” “แต่ข้าน้อยคิดว่าน่ากลัวมากกว่านะขอรับ” “ตรงไหนกัน!” “แค่วันแรกที่ก้าวมาถึงเมืองหลวง สิ่งใดที่นางต้องการ นางทำได้ทั้งที่พระอาทิ
“หึ ๆ ท่านเจียงเองก็มากด้วยฝีมือ ข้าหวังว่าเราจะได้เคียงกันออกทำหน้าที่นี้” “เช่นนั้นข้ายกหน้าที่นี้ให้ท่านสองคน ส่วนที่เหลือข้าจะส่งสาสน์ให้อีกครั้ง” “ขอรับนายท่าน” การสนทนาเกิดขึ้นอีกครู่ใหญ่ ก่อนที่ทุกคนจะแยกย้ายกันไป แน่นอนว่าโดยรอบนั้นได้รับการคุ้มกันอย่างดี จากผู้ติดตามที่ป้องกันมิให้ผู้อื่นล่วงล้ำเข้ามาได้ เมื่อพื้นที่ของการประชุมไร้ผู้คน หลงเหลือไว้เพียงความเงียบสงัด ร่างระหงในชุดสีเข้ม พร้อมชายหญิงอีกสองคน ได้ก้าวออกมายืนมองไปยังทิศทางที่เป้าหมายจากไป “ดูเหมือนเจ้าต้องรับศึกหนักแล้วนะ เจ่าหลง” “แค่คนรุ่นเก่ามิคณามือข้าสักนิด” “มั่นใจเกินไปแล้ว จิ้งจอกเจ้าเล่ห์ที่มีเขียวเล็บยาวเฟื้อย มิอาจประมาทได้” “ที่ข้ามั่นใจเพราะรู้ว่าเจ้า สามารถทำให้จิ้งจอกเสียการควบคุมได้อย่างไรเล่า” “ข้าหวังว่ามิตรภาพที่ดีระหว่างเรา จะไม่ทำให้เกิดสงคราม” “ในวันที่ข้าคิดว่าต้องตายไปแล้ว เจ้าคือมิตรที่มอบน้ำใจ เช่นนั้นแล้วอย่าได้ประเมินน้ำใจของข้าต่ำไปสหายข้า” ชายหนุ่มเอ่ยเสียงเรียบ
“พวกท่านมิรู้ให้เกียรติราชวงศ์เลยเช่นนั้นรึ! นี่เป็นงานแต่งของข้า กลับพากันมาทำเรื่องบัดสี มิพอยังทำให้ผู้คนวุ่นวายจนคืนเข้าหอของข้าถูกรบกวน” กั๋วหยวนเค่อเอ่ยเสียงกร้าวด้วยความไม่พอใจ โดยที่มือหนายังคงดันใบหน้าพระชายามิให้มองไปยังด้านในห้อง แม้ว่าตอนนี้ชูอ๋องจะปิดบังส่วนนั้นเอาไว้แล้วก็ตามที “เรื่องนี้ย่อมมีเบื้องหลัง ท่านอ๋องเก้าคงไม่ตัดสินสิ่งใดเพียงแค่ตาเห็นหรอกนะพ่ะย่ะค่ะ” ชูเจี่ยนรีบเอ่ยขึ้น เมื่อตอนนี้อาการมึนงงของเขาได้หายไปแล้ว เหลือเพียงอารมณ์ที่พร้อมปะทุ เมื่อนึกได้แล้วว่าเรื่องที่เกิดขึ้นระหว่างเขากับบุตรสาวคนรองของท่านเสนาบดีเยว่มีความผิดปกติ “เรื่องนั้นอาจเป็นอย่างที่ท่านพูด แต่ความเสื่อมเสียที่เกิดขึ้นกับคุณหนูเยว่หลิวหลี ชูอ๋องมิอาจปล่อยเลยไปได้ ข้าหวังยิ่งนักว่าชูอ๋องจะแสดงความรับผิดชอบ มิให้เกิดความแตกแยกในแผ่นดิน” คำพูดของท่านอ๋องเก้าชัดเจนยิ่งนัก พระชายาฉีแทบจะครองสติเอาไว้ไม่อยู่ เมื่อสิ่งที่นางกลัวมาตลอดหลายปีเกิดขึ้นจนได้ นางยินยอมให้สามีเสพสมสตรีอื่น โดยไม่ผูกมัดหรือนำเข้ามายกย่องเป็นอนุ แต่เยว่หลิวหลีห
ทางด้านจวนสกุลเยว่เยว่หลิวหลีถึงกับล้มป่วยกะทันหัน เมื่อได้รับข่าวร้ายจากบิดา นางต้องแต่งเป็นรองมิพอ สามียังอายุน้อยกว่าบิดาเพียงไม่กี่ปี ชีวิตที่งดงามของนางมันพังลงนับตั้งแต่เยว่หมิงหลันกลับมาเมืองหลวง นี่ขนาดไม่กี่วันเท่านั้น ชีวิตของนางยังอยู่เยี่ยงตกนรก เห็นทีนางกับเยว่หมิงหลันคงอยู่ร่วมโลกกันไม่ได้แล้ว‘มีข้าต้องไม่มีเจ้าเยว่หมิงหลัน’“คุณหนูข้าน้อยน้ำแกงโสมมาให้ขอรับ”“กำจัดนางซะ! มีข้าต้องไม่มีมัน!”“คุณหนูโปรดวางใจ สิ่งใดที่คุณหนูต้องการข้าน้อยจะจัดการให้ขอรับ ดื่มน้ำแกงแล้วพักผ่อนก่อนนะขอรับ”พ่อบ้านที่เดินคล้ายคนไร้เรี่ยวแรงในทุกวัน พอก้าวพ้นเขตเรือนร่างสูงยืนตรง ดวงตาแปรเปลี่ยนเป็นเยือกเย็น ก่อนที่เขาจะหายไปอย่างรวดเร็วเพื่อทำตามปะสงค์ของหญิงสาวเหลาหยวนหลัน เยว่หมิงหลันป้อนอาหารให้มารดาอย่างใจเย็น เพียงไม่กี่วันที่มารดาได้รับการบำรุงและรักษาอาการ จากท่านหมอประจำสำนักคุ้มภัย ใบหน้าที่เคยไร้สีเลือดบัดนี้ดูสดยิ่งนัก คราแรกนางตั้งใจเข้าเมืองหลวง เพื่อใช้การค้าของน้องชายเป็นสิ่งต่อรองทวงศักดิ์ศรีของผู้เป็นแม่คืน ทว่ายังไม่ทันลงมือก็มีเรื่องการแต่งงานเข
“องค์ชายอย่าทรงเป็นกังวลไปเลยเพคะ จ้าวหยางจะปลอดภัย”“ท่านหมอรีบมาดูหลานชายข้าเร็วเข้า เรื่องนี้ข้าต้องได้คำตอบก่อนรุ่งสาง”“เชิญองค์ชายทางด้านนี้พ่ะย่ะค่ะ”เสวี่ยจ้าน ต้องการที่จะคุยกับองค์ชายต่างแคว้นเพียงลำพัง ทั้งสองหายไปยังอีกห้อง ซึ่งอยู่ถัดไปพระชายาในองค์รัชทายาท ขยับไปยืนข้างกับแม่ทัพสาว นางเองก็รักในตัวจ้าวหยางมิแพ้ผู้ใด ถึงขนาดคิดเอาไว้ ว่าจะทรงยกพระธิดาองค์โต ให้เป็นภรรยาของจ้าวหยางในอนาคตเซียวเถาบีบเบา ๆ ยังมือของหญิงสาวผู้เป็นสหายรัก ก่อนจะเอ่ยปลอบโยนพระชายาเบา ๆ ท่านหมอประจำจวนอ๋องเหลียวมองไปยังมารดาของเด็กชาย ก่อนจะหันกลับมาจัดการรักษาคุณชายน้อยต่างแคว้นต่อองครักษ์คนสนิทของท่านอ๋องเก้า ได้บอกกับเขาขณะเดินทางมายังเรือนนี้ ว่าต่อให้ยมบาล ต้องการลมหายใจของคุณชายจ้าวหยาง ก็ให้ช่วงชิงกลับมาให้จงได้ มิเช่นนั้นจะทำให้ปีศาจร้ายพิโรธ ไม่บอกเขาก็รู้ว่าหมายถึงผู้ใดเวลาผ่านไปกว่าหนึ่งก้านธูป การรักษาได้เสร็จสิ้นลง จ้าวหยางหลับไปด้วยฤทธิ์ของยา พิษถูกขับออกจนหมด ทำให้ทุกคนรู้สึกโล่งใจ เป็นจังหวะเดียวกับที่องค์ชายแห่งเว่ย และท่านอ๋องเก้า กลับเข้ามาภายในห้อง“ท่านหมอ ทุกอย่างเรียบร
ฟริ้ว! ฉึก! ลูกธนูปักยังเสาศาลา แทนที่จะเป็นเป้าหมาย ซึ่งตอนนี้ทั้งคู่ได้หยุดสิ่งที่กำลังทำ เพื่อเตรียมการรับมือ ผู้บุกรุกยามค่ำคืน“หาญกล้าบุกรุกจวนข้า สงสัยคงอยากที่จะเร่งไปยมโลกกระมัง”อ๋องหนุ่มเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ เรื่องมีคนลอบทำร้ายเขาหาได้ใส่ใจไม่ แต่พวกมันกลับมาในเวลา ที่เขากำลังจะช่วงชิงหัวใจของหญิงสาว นี่ต่างหากที่ทำให้เขาขุ่นเคืองเป็นที่สุดคืนนี้เขาสั่งให้องครักษ์ มิให้เข้ามารบกวนเวลาส่วนตัว ไม่ว่าจะอย่างไรเขาก็มิต้องการให้ผู้ใดมานั่งมอง เรื่องระหว่างเขากับมารดาของบุตรชายเป็นอันขาดเซียวเถาปลดสายคาดเอวออก เพื่อใช้เป็นอาวุธ เพียงครู่เดียวห่าธนูได้พุ่งเข้าหาคนทั้งสอง ทั้งคู่ได้สลับกันปัดป้อง มิให้ลูกธนูถูกกายได้ เมื่อทุกอย่างหยุดลง บุรุษชุดดำกว่าสิบชีวิต ได้ปรากฏตัวขึ้นล้อมรอบทั้งคู่เอาไว้“ท่านอ๋องเก้า ชะตามิน่าสิ้นสุดเพียงเท่านี้เลย หากท่านอ๋องไม่ทรงอยู่ร่วมกับนาง ก็คงมิต้องจบชีวิตเช่นนี้” หนึ่งในชายชุดดำเอ่ยขึ้น เรื่องนี้เป็นเหตุสุดวิสัยอย่างแท้จริง ผู้ใดจะคิดว่า ท่านอ๋องเก้า จะมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับแม่ทัพต่างแคว้นเช่นนี้“หึ ๆ เข้ามาในบ้านข้า ยังกล้าปากดีอยู่อีก
“แต่หากเรื่องเช่นนี้เกิดกับหญิงสาวคนอื่น เด็กอาจมิโชคดีเช่นนี้”“สิ่งที่อยากจะหยั่งถึง คือใจของคน ท่านอ๋องอย่าได้ยกย่องหม่อมฉันนักเลยเพคะ ท่านอ๋องจะรู้ได้อย่างไร ว่าคราแรกที่หม่อมฉันรู้ว่าตั้งครรภ์ หม่อมฉันยินดีหรือเสียใจ”“ข้ารู้ดีว่าเจ้าเสียใจ แต่เจ้าก็รักลูกในครรภ์มากกว่าคำครหา”“ดูเหมือนท่านอ๋องจะรู้เรื่องนี้ดีนะเพคะ”“ข้ามีนิท่านเรื่องหนึ่ง จะเล่าให้เจ้าฟัง”“เวลาของค่ำคืนนี้อีกยาวนาน หม่อมฉันยินดีที่จะฟังเพคะ”เรื่องราวต่าง ๆ ถูกถ่ายทอดออกมาทีละน้อย อ๋องหนุ่มหวนนึกถึง วันที่เขาเพิ่งกลับจากชายแดน เนื้อตัวนั้นมิได้ดูสง่าอันใด เพื่อสืบเรื่องราวบางอย่าง ทำให้เขาจำต้องปลอมตัวเป็นเพียงนักเดินทางทว่าสิ่งที่ไม่คาดคิดก็ได้เกิดขึ้น เมื่อเขาต้องการหญิงคณิกามาปลดปล่อย ความเป็นบุรุษ ร่างบอบบางที่ดูเหมือนจะหมดสติ และถูกวางยาปลุกกำหนัดถูกนำมาส่งให้ถึงห้อง เขาคิดเพียงว่าเจ้าของหอนางโลม ต้องการสร้างความตื่นเต้นให้แก่เขา จึงได้ทำเช่นนี้ ทว่าเมื่อเขารับรู้ถึงความบริสุทธิ์ของนาง จึงได้คิดที่จะเลี้ยงดูนางเป็นอนุแต่เมื่อเขากลับมาจากทำธุระ หญิงสาวบนเตียงได้หายไปแล้ว มีเพียงหยกของนาง ที่ถูกลืมเอาไว้
ภายในห้องหนังสือ จวนแม่ทัพกู้หมิง สองสามีภรรยา นั่งประจันหน้ากัน ด้วยความเคร่งเครียด ทุกคำถาม เสมือนน้ำที่เทลงพื้นก็มิปาน เมื่อผู้เป็นภรรยาหาได้ตอบคำถามนั้น แม้แต่ครึ่งคำถงซือเหยา ยังคงใช้ความนิ่งเงียบ สยบทุกคำถามของสามี ด้วยหลายคำถามนั้น มันมิต่างจากคมมีดที่ปักลงสู่กลางใจนาง“สรุป...เจ้ามิคิด ตอบคำถามข้าเลยเช่นนั้นรึ”“ท่านพี่ สิ่งที่ท่านถามมา ข้าไม่ทราบเรื่องเลยแม้แต่น้อยเจ้าค่ะ”“แล้วสิ่งที่เจ้าพูด ตอนอยู่ในสนามประลองมันหมายว่าอย่างไรเล่า”“ข้าแค่พูดไป ตามที่ผู้คนเล่าลือกันเท่านั้นเจ้าค่ะ”“เรื่องเล่าลือเช่นนั้นรึ แม่ทัพจ้าวเป็นคนแคว้นเว่ย จะมีข่าวเช่นนั้นมาเกิดที่ฉินได้อย่างไรกัน”“ท่านพี่พูดเหมือนข้า เป็นผู้ที่ทำเรื่องเช่นนั้น ข้าเป็นภรรยาของท่านนะเจ้าคะ จะลดตัวไปทำเรื่องต่ำช้าเช่นนั้นได้อย่างไรกัน”“ก็ขอให้มันจริง เพราะเท่าที่ข้ารู้มา เรื่องต่ำช้ากว่านี้ คนเช่นเจ้าก็เคยทำมันมาแล้ว ข้านิ่งเฉยมาตลอด เพราะคิดว่าเจ้าจะปรับปรุงตัว”“ท่านพี่ หมายความว่าอย่างไรเจ้าคะ”“กลับไปเถอะ แล้วทบทวนสิ่งที่เจ้าทำ และคิดให้มากว่านี้ เจ้าจะมีความสุขเช่นที่ผ่านมา หรือให้ทุกอย่างแตกแยก”“ฮึ! เพราะมั
เซียวเถาเลิกคิ้วสูง เป็นเชิงถามชายหนุ่ม ที่กำลังยืนหายใจประหนึ่งม้าศึก ที่ผ่านการวิ่งมาอย่างสุดกำลัง ก่อนจะคลี่ยิ้มน้อย ๆ กับท่าทางของท่านอ๋องหนุ่ม“ไม่เลยขอรับท่านแม่ หากมิได้ท่านแม่ช่วยไว้ จ้าวหยางคงลำบากกว่านี้”“หึ ๆ แม่มิได้ทำอันใดเลย แค่เบื่อท่าทางอวดดีของลูกนกในกรงทอง ก็เท่านั้นเอง”“ข้าเกือบจะลงมือจริง ๆ เสียแล้ว”“แค่เรื่องขำขัน อย่าได้ใส่ใจ”การสนทนาของสองแม่ลูก ทำให้อ๋องหนุ่มถึงกับลอบกลืนน้ำลาย จ้าวหยางเติบโตขึ้น ย่อมต้องเป็นคนที่น่ากลัว กว่าที่ผู้ใดจะคาดคิดเป็นแน่ ดูแล้วเซียวเหยาผู้นี้ มิใช่เพียงสตรีที่เก่งทางด้านการต่อสู้เพียงอย่างเดียวสินะ จะมีใครบ้าดีเดือดขนาดทำเช่นนางได้ไหนจะเจ้าลูกชายตัวดี ที่ดูจะเข้าขากับผู้เป็นแม่ เสียจนเขากลายเป็นเพียงลาโง่ไปในทันที“ไปกันเถอะ ยืนตรงนี้นาน เกรงจะทำให้คุณชายน้อยผู้นั้น อกแตกตาย”เซียวเถาเอ่ยขึ้น ในขณะที่ถงซือเหยา กำลังเดินผ่าน เพื่อไปจัดเตรียมสิ่งของนำบุตรชายกลับจวน“เจ้าหมายความว่าอย่างไร”ถงซือเหยาถามขึ้น ด้วยน้ำเสียงกรุ่นโทสะ นิ้วเรียวสั่นระริก ชี้ไปยังแม่ทัพต่างแคว้น“เป็นคุณหนูสูงศักดิ์ ทั้งยังเป็นถึงภรรยาแม่ทัพ แต่ไร้มารยาทที
“หึ ๆ แม่มิได้ต้องการให้เจ้าลำพองตน จงถ่อมตัวให้มาก แต่อย่ายินยอมให้ผู้ใด มาช่วงชิงลมหายใจของเราไปได้เช่นกัน”“ลูกจะจดจำไว้ขอรับ”สองแม่ลูกเปลี่ยนบทสนทนา เมื่อท่านอ๋องต่างแคว้น เดินเข้ามาหา พร้อมขนมในมือ ชายหนุ่มนั่งลงอีกด้านของจ้าวหยาง“ขนมกลีบเหมยกุ้ยป่า เป็นของที่ท่านย่าจะ...เอ่อ หมายถึงท่านแม่ของข้า ชอบทำให้กินยามเหนื่อยล้าจากการฝึก ข้าอยากให้เจ้าได้ลิ้มลองสักหน่อย”จ้าวหยางหันกลับไปหาผู้เป็นแม่ ก่อนจะได้รับคำอนุญาต เด็กชายจึงรับขนมในจาน มากินอย่างช้า ๆ ทำให้เสวี่ยจ้านยิ้มกว้าง ด้วยความยินดีชายหนุ่มอยากตบปากตนเองยิ่งนัก ที่รีบร้อนจนเกินไป เกือบจะเอ่ยว่ามารดาของเขา คือย่าของจ้าวหยางเสียแล้วเสนาบดีถง หรี่ตามองภาพนั้นด้วยความรู้สึกอัดแน่น เขาไม่อยากที่จะคิดเลยว่า ทั้งสามคนนั้นคือครอบครัว บุตรสาวที่หายตัวไปนับสิบปี หลานชายผู้มีใบหน้าถอดแบบบุรุษสูงศักดิ์ กับท่านอ๋องผู้เป็นดั่งปีศาจร้ายในยามสงคราม ‘เป็นไปมิได้’เขาจำได้ดี ว่าบุตรสาวคนโตนั้น พึงใจในตัวของกู้หมิงมากเพียงใด ไม่มีทางที่นางจะไปผู้สัมพันธ์กับท่านอ๋องเก้าได้ ทั้งคู่มิเคยพบเจอกันสักครั้ง แล้วไยจะเป็นท่านอ๋องเล่า ที่เป็นบิดาขอ
ทางด้านเซียวเหยา หาได้ใส่ใจกับสายตาแตกตื่นของผู้คนไม่ การที่นางให้บุตรชายใช้ม้าของตนเอง เพราะรู้อยู่แล้วว่าม้าของจ้าวหยาง ถูกวางยา เมื่อออกวิ่งเกินขีดจำกัดเมื่อใด ก็จะเกิดอันตรายต่อบุตรชายของนาง และนี่เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่สายลับ ของคนเหล่านั้นไม่เคยรู้มาก่อน ว่านางฝึกฝนจ้าวหยาง ด้วยม้าคู่ใจของตนเองมาโดยตลอด“ไยเจ้าดูมิห่วงใยเขาเลย”เสวี่ยจ้าน เอ่ยถามคนข้างกาย ด้วยน้ำเสียงมิใคร่พอใจเท่าใดนัก หากเกิดสิ่งมิคาดฝันขึ้น จะทำเช่นไร ‘สตรีวิปลาสผู้นี้ คิดจะอวดเบ่งไปเพื่อสิ่งใดกัน’“ท่านอ๋อง หม่อมฉันคือมารดา คือผู้ที่คลอดเขาออกมาด้วยตนเอง ย่อมรู้จักเขาดีกว่าผู้ใด ในเมื่อมีคนคิดสกปรก หม่อมฉันก็แค่ทำให้คนเหล่านั้นผิดหวัง หาได้ทำอันใดผิดไม่เพคะ”เซียวเถาตอบท่านอ๋องเก้า ด้วยน้ำเสียงราบเรียบ จนบางครั้งชายหนุ่มเองก็รู้สึกขัดเคืองใจอยู่ไม่น้อย กับท่าทีไร้อารมณ์ของหญิงสาวข้างกาย“เจ้าหมายความว่าอย่างไร” เสวี่ยจ้าน ขมวดคิ้วจนเป็นปม เมื่อได้ยินในสิ่งที่เขา ไม่คิดว่าจะมีผู้ใดหาญกล้าทำเช่นนี้“ท่านอ๋องมิได้ขลาดเขลา ย่อมเข้าใจมันได้ไม่ยาก มิเห็นต้องให้หม่อมฉันอธิบายมากความเลยนะเพคะ”อ๋องหนุ่มมองไปยัง ม้าสอง
“ลูกจะมิทำอันใด หากว่าเขายังมิก้าวล้ำจนเกินไป”จ้าวหยาง กล่าวด้วยน้ำเสียงเนิบช้า อีกทั้งรอยยิ้มละมุนยังมิจางหายจากใบหน้า เซียวเถาคลี่ยิ้มน้อย ๆ แค่มองตานางก็รับรู้ถึงสิ่งที่บุตรชายคิด การเลี้ยงดูของนางนั้น แตกต่างจากมารดาอื่นอยู่มาก แต่ทุกสิ่งที่นางได้กระทำก็เพื่อจ้าวหยางทั้งสิ้นเซียวเถา บีบไหล่บุตรชายหนัก ๆ เพื่อเป็นการให้กำลังใจ ก่อนจะหมุนกายเดินกลับไปยังที่นั่งของตน โดยมิได้รั้งรอเพื่อส่งจ้าวหยางขึ้นหลังม้า ซึ่งทหารของนางกำลังจูงอาชาสีดำสนิท ตรงมายังบุตรชายของนาง ทุกการกระทำนั้น ในทุกสายตาที่มองมาต่างรู้สึกสงสารจ้าวหยางยิ่งนัก ที่มารดานั้นหาได้ใส่ใจในตัวเด็กชายไม่ ซึ่งแตกต่างจากแม่ทัพกู้หมิง ที่ยังคงแนะนำการขี่ม้า เพื่อช่วงชิงธงให้แก่บุตรชายอย่างเคร่งเครียด“ไยแม่ทัพจ้าว จึงดูมิใส่ใจบุตรชายเอาเสียเลยเล่า” ฮ่องเต้ชราเอ่ยขึ้น เมื่อมองเห็นสิ่งที่เซียวเถาแสดงออกต่อจ้าวหยาง“นางรักบุตรชายมากต่างหากเล่าพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท”องค์รัชทายาทแห่งเว่ยเอ่ยขึ้นบ้าง พร้อมทั้งมองไปยังจ้าวหยาง ที่กำลังทำการสำรวจความพร้อมของอาชาคู่กายของผู้เป้นมารดา“อย่างไรที่ว่ารักมาก”“ทูลฝ่าบาท หากจะทรงสังเกตจ้าวหยา
สวนดอกไม้หน้าเรือนรับรอง เสวี่ยจ้านหยุดมองไปยังร่างบาง ที่ยังอยู่ในชุดงานเลี้ยง“อะ...แฮ่ม” ชายหนุ่มแสร้งกระแอมเล็กน้อย เพื่อให้อีกฝ่ายรู้ตัว ซึ่งเขามั่นใจว่านางรับรู้ถึงการมีอยู่ของเขา นับตั้งแต่ก้าวผ่านประตูทางเข้าเรือนมาแล้ว“ท่านอ๋องมีเรื่องใด ให้หม่อมฉันรับใช้หรือไม่เพคะ”หญิงสาวเอ่ยถามขึ้น พร้อมหมุนกายกลับมาเผชิญหน้ากับผู้มาเยือน“มิได้ ข้าเอาน้ำแกงมาให้ก็เท่านั้น พอดีข้าเห็นเจ้าดื่มหนักอยู่พอสมควร เกรงจะมิสร่างเมาในยามเช้า เลยเอามาให้”ชายหนุ่มรีบยกตะกร้าใส่น้ำแกง ที่เขาได้ให้องครักษ์สั่งห้องครัว จัดเตรียมไว้รอท่า ก่อนที่ทุกคนจะกลับจากวังหลวง“ท่านอ๋อง มิเห็นต้องลำบากมาด้วยตนเองเลยนะเพคะ”“ข้าไม่เคยรู้สึกเช่นนั้นเลย มาเถอะประเดี๋ยวจะเย็นซะก่อน”ชายหนุ่มก้าวตรงไปยังศาลาภายในสวน ก่อนจะจัดแจงนำน้ำแกงออกมาจากตะกร้า ทุกการกระทำของชายหนุ่มนั้น ดูนิ่มนวลและใส่ใจต่อสิ่งที่อยู่ในมือยิ่งนักเซียวเถาเดินตามมาเงียบ ๆ เมื่ออีกฝ่ายมีน้ำใจ จะด้วยเหตุผลใดก็ตาม นางก็มิสมควรทำลายน้ำใจนี้ลง สุราเพียงเท่านี้ไม่อาจทำให้นางเป็นอันใดได้เลย“ท่านอ๋อง ดื่มด้วยกันเถอะเพคะ น้ำแกงนี่หม่อมฉันกินคนเดียวไม่ห