เข้าสู่ระบบเขาพยักหน้าจากนั้นเดินไปยังเรือนจื่อชิง ต่อมา...จึงได้รู้จากเสี่ยวพั่งว่าหานอี๋เหนียงถูกส่งไปโรงนา จูอี๋เหนียงจะยังคงอยู่ที่เรือนจื่อชิงต่อไป และน้องๆ ของนางก็จะได้รับการดูแลจากจูอี๋เหนียง มองเด็กทั้งสี่ที่ยังไร้เดียงสา ทั้งสี่คุกเข่าอยู่ที่กลางโถงของเรือนบุปผา อวิ๋นซูฮวาได้แต่รู้สึกสะท้อนใจ
แต่ละคนผอมโซ สภาพมอมแมมราวไม่ได้อาบน้ำล้างเนื้อล้างตัว ผมเผ้าไม่ได้หวี ตามเนื้อตัวมีแผลที่ทั้งหายดีแล้วแต่ยังเขียวช้ำ และแผลใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้น
“คุณหนูสาม...ข้าน้อยจะเชื่อฟัง ดังนั้นท่านอย่าลงโทษท่านแม่เลย ท่านแม่เพียง...เพียง...”
เด็กก็ยังคงเป็นเด็กอยู่วันยังค่ำ จะอย่างไรนั่นก็คือมารดา แม้ถูกทำร้าย ถูกทุบตี ถูกทารุณ ทว่าโลกทั้งใบของพวกเขาก็คือมารดา
นางลุกขึ้นเดินเข้าไปหาทั้งสี่ เห็นท่าทีลนลานหวาดกลัว นางค่อยๆ นั่งลง “ข้าคือพี่สาวคนที่สามของพวกเจ้า เรียกข้าว่าพี่สาม ไม่ก็เรียกข้าพี่ฮวาเอ๋อร์”
“ข้าน้อย...ไม่กล้า!”
นางเข้าใจได้... “น้องคนสุดท้องมองจานของว่างของนาง อวิ๋นซูฮวาส่งสายตาให้เสี่ยวฝู อีกฝ่ายถือจานขนมมาให้นาง นางแจกขนมให้น้องๆ คนละชิ้น “ลองกินดูว่าชอบหรือไม่ ขนมดอกกุ้ยอร่อยเชียวละ”
ทั้งสี่กินอย่างลังเลกระทั่งกัดแล้วจึงตาโต เห็นท่าทางรีบกินก็รู้ว่าหิวมาก “กินมื้อเช้าแล้วหรือยัง”
ทั้งสี่ส่ายหน้า “ยังไม่ถึงยามอู่[1]เลยเจ้าค่ะ”
นางขมวดคิ้ว “หมายความว่าอย่างไรยามอู่”
น้องสาวคนที่ห้าของนางตอบอย่างไร้เดียงสา “ปกติท่านแม่จะให้กินมื้อเช้าได้ก็ต่อเมื่อถึงยามอู่ ได้กินอีกครั้งก็ยามโหย่ว[2]”
“แล้วมื้อเย็นเล่า” นางพยามยามควบคุมความโกรธ
“ไม่มีแล้วเจ้าค่ะ ปกติจะได้กินข้าวสองมื้อ”
“อะไรนะ!” นางเผลอตัวจนน้องๆ สะดุ้ง... “ข้าไม่ได้โกรธพวกเจ้า” นางลุกขึ้นสูดลมหายใจมองเสี่ยวฝูที่ก็ตกตะลึงไม่แพ้กัน ขนาดบ่าวไพร่ในจวนยังได้กินข้ามสามมื้อ นี่พวกเขาเป็นน้องของนางแท้ๆ!!
“ไปขนของของพวกนางมาที่นี่ ต่อไปพวกนางจะอยู่กับข้าที่เรือนนี้จนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง ให้ห้องครัวเตรียมโจ๊ก ของว่าง ผลไม้สำหรับห้าคน ส่งมาที่เรือนข้าทันที”
“เจ้าค่ะ” เสี่ยวฝูรับคำ
“เสี่ยวฝูเจ้าไม่ต้องไป ให้สาวใช้คนอื่นไป บอกสาวใบ้อีกสี่คนเข้ามาส่งน้ำร้อนมาด้วย ข้าจะอาบน้ำให้พวกเขา”
“อาบน้ำหรือเจ้าคะ” น้องคนที่หกถามนาง “ยังไม่ครบเจ็ดวันเลยได้อาบน้ำแล้วหรือเจ้าคะ”
นางรู้สึกเหมือนมีบางอย่างระเบิดในอก ร่ำๆ อยากไปยังโรงนาที่หานอี๋เหนียงถูกส่งไป จากนั้น...ระบายโทสะออกมาให้หนำใจ!!!
เพราะเป็นวันแรกเด็กๆ ยังตื่นกลัวหวาดหวั่น น้องคนที่เจ็ดไร้เดียงสาที่สุด “ข้าอยากอยู่ที่นี่ ข้าอยู่ได้หรือไม่เจ้าคะคุณหนูสาม”
“ทำไมหรือ” นางถามอีกฝ่ายด้วยรอยยิ้ม
“ได้กินอิ่ม ได้กินถึงสามมื้อ” นางขอบตาร้อนผ่าว อยากสับหานอี๋เหนียงเป็นหมื่นๆ ชิ้น!!!
“ท่านลุงหลิน?!”
นางจำท่านลุงหลินได้เพราะเขาก็คือคนช่วยดูแลบัญชีจากหมู่บ้านซีเหอ ที่ดินผืนนั้นเป็นของจวนกั๋วกง เป็นที่ดินศักดินาที่ฝ่าบาทพระราชทานให้เยี่ยนกั๋วกง มีบ่าวไพร่ มีทหารเกษียณอยู่ที่นั่นนับห้าสิบครัวเรือน ทำนา ปลูกข้าว ผลิตและรายได้ของจวนกั๋วกงสามในสี่ส่วนมากจากหมู่บ้านซีเหอ
“คารวะคุณหนูสาม”
“ท่านลุงหลินมาจวนกั๋วกงเพื่อรายงานบัญชีรายเดือนหรือเจ้าคะ”
อีกฝ่ายประหลาดใจที่เห็นนางเป็นเพียงเด็กสาวแต่กลับรู้เรื่อง “ขอรับ เพิ่งส่งบัญชีไปกำลังจะกลับแล้ว” นางยิ้มให้อีกท่านลุงหลิน
“เช่นนั้นเดินทางกลับดีๆ นะเจ้าคะ วันหลังข้าจะไปเที่ยวเล่นที่หมู่บ้านซีเหอบ้าง”
สายตาของชายชราดูประหลาดใจมาก แน่ละคุณหนูในห้องหอจะไปที่หมู่บ้านชาวนา เกรงว่าเขาคงคิดว่านางล้อเล่นไปเช่นนั้น กระทั่งนางไปที่นั่นจริงๆ วันต่อมา แถมไม่ใช่การไปเที่ยวเล่น ทว่านางซักถามทุกอย่างเกี่ยวกับหมู่บ้านซีเหออย่างจริงจัง
มารดาของนางเรียกนางไปพบ อวิ๋นซูฮวานึกถึงบัญชีที่มารดาดูแลอย่างยากลำบาก รายได้ที่ทุกๆ เดือนจะถูกแบ่งเก็บ แบ่งใช้จ่าย จากนั้นยังต้องแยกออกเป็นสินเดิมของนางด้วย
“ท่านแม่เจ้าคะ”
“มีอะไรหรือ”
“ลูกไปเที่ยวเล่นที่หมู่บ้านซีเหอ ได้เจอท่านลุง ท่านป้า ท่านน้า หลายคนล้วนเป็นคนเก่าแก่ที่ติดตามท่านพ่อตั้งแต่ยังเป็นเพียงนายกอง ลูกบังเอิญได้ฟังท่านลุงเล่าถึงความหลังตอนอยู่ในสมรภูมิ เสบียงที่ต้องกินอย่างระมัดระวัง แม้เสี่ยงอันตรายเพื่อปกป้องบ้านเมือง แต่บางครั้งท้องก็ยังต้องหิว”
มารดาของนางขมวดคิ้วมองนาง “นี่เป็นเรื่องของผู้ใหญ่ เจ้าเป็นเพียงเด็ก เมื่อเติบโตหากเห็นว่าเรื่องใดไม่ดีก็อย่าทำ เรื่องใดดีจึงเอาเป็นแบบอย่าง”
“แล้ว...หากลูกอยากทำตอนนี้เล่าเจ้าคะ”
[1] ช่วงเวลาสิบเอ็ดโมง
[2] ช่วงเวลาห้าโมงเย็น
“ทำอะไร”“ช่วยท่านแม่ดูแลบัญชี ช่วยท่านแม่ทำเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ดูแลจวน ดูแลบ่าวไพร่ ดูแล...เหล่าทหาร”มารดาของนางเลิกคิ้ว “อยากช่วยแม่ทำงานแล้ว? ได้สิ เริ่มจากงานเล็กๆ ก็ได้”นางจะต้องเริ่มทำอะไรบางอย่าง ทำตั้งแต่ตอนนี้เลย อย่างเช่นเรื่องการแบ่งสรรเสบียงกระจายไปยังชายแดนให้ทหารที่เสียสละ หากมาเริ่มทำเอาตอนใกล้เกิดสงครามจะดูน่าสงสัย อีกทั้งบิดาของนางอาจจะถูกเพ่งเล็งก้าวต่อไปคือเรียนเย็บปัก...การเรียนเย็บปักเป็นข้ออ้างของการเปลี่ยนแปลงก้าวต่อไป ทว่านางก็มีจุดประสงค์อื่นเช่นกัน ช่วงเดือนที่ผ่านมาในจวนมีการเปลี่ยนแปลง การเป็นอยู่ของเรือนจื่อชิงดีขึ้นกว่าเดิมมาก จูอี๋เหนียงเป็นคนเจียมตัว เมื่อไม่มีหานอี๋เหนียงนางก็รับหน้าที่ดูแลน้องสาวทั้งสี่คนของอวิ๋นซูฮวาทุกๆ เช้าเด็กๆ จะมาเรียนที่เรือนของนาง มารดาของนางเห็นว่านางเอาจริงเรื่องน้องสาวทั้งสี่ ดังนั้น...ในที่สุดเด็กๆ จึงมีชื่อและใช้แซ่อวิ๋นอย่างเป็นทางการน้องสาวคนที่สี่ จากที่เคยเรียกเสี่ยวซื่อ เปลี่ยนเป็นคุณหนูสี่ อวิ๋นหลันซีน้องสาวคนที่ห้า จากที่เคยเรียกเสี่ยวอู่ เปลี่ยนเป็นคุณหนูห้า อวิ๋นหลันจิงน้องสาวคนที่หก จากที่เคยเรียกเสี่ยวลิ่
เขาพยักหน้าจากนั้นเดินไปยังเรือนจื่อชิง ต่อมา...จึงได้รู้จากเสี่ยวพั่งว่าหานอี๋เหนียงถูกส่งไปโรงนา จูอี๋เหนียงจะยังคงอยู่ที่เรือนจื่อชิงต่อไป และน้องๆ ของนางก็จะได้รับการดูแลจากจูอี๋เหนียง มองเด็กทั้งสี่ที่ยังไร้เดียงสา ทั้งสี่คุกเข่าอยู่ที่กลางโถงของเรือนบุปผา อวิ๋นซูฮวาได้แต่รู้สึกสะท้อนใจแต่ละคนผอมโซ สภาพมอมแมมราวไม่ได้อาบน้ำล้างเนื้อล้างตัว ผมเผ้าไม่ได้หวี ตามเนื้อตัวมีแผลที่ทั้งหายดีแล้วแต่ยังเขียวช้ำ และแผลใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้น“คุณหนูสาม...ข้าน้อยจะเชื่อฟัง ดังนั้นท่านอย่าลงโทษท่านแม่เลย ท่านแม่เพียง...เพียง...”เด็กก็ยังคงเป็นเด็กอยู่วันยังค่ำ จะอย่างไรนั่นก็คือมารดา แม้ถูกทำร้าย ถูกทุบตี ถูกทารุณ ทว่าโลกทั้งใบของพวกเขาก็คือมารดานางลุกขึ้นเดินเข้าไปหาทั้งสี่ เห็นท่าทีลนลานหวาดกลัว นางค่อยๆ นั่งลง “ข้าคือพี่สาวคนที่สามของพวกเจ้า เรียกข้าว่าพี่สาม ไม่ก็เรียกข้าพี่ฮวาเอ๋อร์”“ข้าน้อย...ไม่กล้า!”นางเข้าใจได้... “น้องคนสุดท้องมองจานของว่างของนาง อวิ๋นซูฮวาส่งสายตาให้เสี่ยวฝู อีกฝ่ายถือจานขนมมาให้นาง นางแจกขนมให้น้องๆ คนละชิ้น “ลองกินดูว่าชอบหรือไม่ ขนมดอกกุ้ยอร่อยเชียวละ”ทั้งสี่
มารดาของนางถอนหายใจออกมา “ทว่า...ไม่ใช่ทุกคนจะมองความหวังดีของเข้าออก ฐานะของพวกนางต่ำต้อย จะช่วยออกมาก็ต้องขึ้นอยู่กับว่าพวกนางจะรับหรือคิดว่าเป็นความเมตตาที่ไม่จำเป็น จิตใจของคนเรายากหยั่ง ความดีใช้ได้สำหรับบางคน”“ใช้ได้สำหรับบางคนจริงๆ เจ้าค่ะ ดังนั้นเราจึงยิ่งควรช่วยออกมา” ยิ่งปล่อยให้น้องสาวของนางอยู่กับอี๋เหนียง นานวันก็จะยิ่งบ่มเพราะความชิงชัง บ่มเพาะความรู้สึกไม่เป็นธรรมตอนนี้ยังไร้เดียงสา หากสั่งสมความดำมืดนานวันเข้าจิตใจก็จะแปดเปื้อน กระทั่งไม่ว่าจะล้างอย่างไรก็ไม่อาจกลับมาเป็นเด็กที่ไร้มลทินได้อีกสามวันถัดมา...ขณะกำลังเดินไปคารวะมาดรที่เรือน เรือนระเบียงเชื่อมจากเรือนจื่อชิงมายังเรือนปีกตะวันออก เสียงกรีดร้องอยากมาดร้ายดังใกล้เข้ามา อวิ๋นซูฮวามองไปยังหานอี๋เหนียง อีกฝ่ายมองนางด้วยสายตาเกลียดชัง“ทั้งหมดเป็นเพราะเจ้า! พวกเจ้าไม่ยอมให้ข้าได้มีโอกาสได้ได้รับความโปรดปรานจากท่านกั๋วกง ข้าตั้งครรภ์บุตรชายแล้วแท้ๆ มารดาของเจ้ากลับพรากเขาไปจากข้า! ตอนนี้ยังคิดจะพรากบุตรสาวของข้าไปอีก อวิ๋นซูฮวาเก็บความสงสารของเจ้ากลับไปข้าไม่ต้องการ คืนบุตรสาวของข้ามา!!”เสี่ยวฝูถูกผลักกระเด็น
นางขอบตาร้อนผ่าว... ในใจรู้สึกผิดขึ้นมาเป็นล้นพ้น บิดามักเป็นเช่นนี้เสมอ ตามใจนาง รัก เอ็นดูนาง เหตุใดนางไม่สังเกตมาก่อนว่าบิดาไม่เคยขัดใจนาง เว้นเพียงเรื่องเยี่ยชิงอัน... “ลูกไปเห็นเรื่องน่าสนุกเรื่องหนึ่งเจ้าค่ะ อยากให้ท่านพ่อเชิญอาจารย์มาสอน”“อาจารย์?? เจ้าอยากเรียนฉิน? ออกไปเห็นคนเล่นฉินที่ตลาดอีกแล้วหรือไร”นางส่ายหน้าด้วยรอยยิ้ม “ไม่ใช่เจ้าค่ะ ลูกไปเห็นถุงหอมที่มีลายปักงดงามมาก ลูกอยากเรียนปักผ้าเพื่อทำถุงหอมเจ้าค่ะ แล้วก็...ลูกเรียนคนเดียวกลัวจะเหงามิสู้ให้น้องสี่ น้องห้า น้องหกและก็น้องเจ็ดมาเรียนเป็นเพื่อนลูก”“อะไรนะ!!” สีหน้าของบิดาตอนนี้...เขาแทบจะหุบปากไม่ลงแล้ว“ท่านพ่อ...คางของท่านพ่อจะชนหน้าอกแล้วเจ้าค่ะ ประหลาดมากเลยหรือที่ลูกอยากมีเพื่อนเรียน?”“ไม่ประหลาด...ไม่เลย!!”นางยิ้ม “วันๆ พวกนางแทบไม่ออกจากเรือน อย่าว่าแต่ไปข้างนอกเลย ให้พวกนางมาเรียนเป็นเพื่อนลูกจะได้ออกมาข้างนอกบ้าง ในเรือนจื่อชิงคับแคบบางทีเรือนของลูกยังมีห้องว่าง...”“ช้าก่อน!” นางกะพริบตามองบิดา “เรื่องนี้...เจ้าปรึกษามารดาแล้วหรือยัง”“เอ่อ...ไว้ขออนุญาตท่านพ่อแล้วลูกจึงจะไปขอท่านแม่เจ้าค่ะ อย่างไรเส
หญิงสาววางตะเกียบ “เรื่องในวันนี้ไม่เคยเกิดขึ้น ทั้งเจ้า เจ้า และข้า พวกเราไม่เคยได้ยินสิ่งใด ไม่เคยมาที่นี่ เข้าใจหรือไม่”“เจ้าค่ะ/ขอรับ”นางพยักหน้าจากนั้นมองเป็ดอบและของกินบนโต๊ะ “สั่งให้เสี่ยวเอ้อห่อของพวกนี้ เจ้ากับเสี่ยวพั่งแบ่งกันเอากลับไปกินที่จวน บอกว่าซื้อมาจากตลาด”ห้องด้านข้างเงียบไปนานแล้ว นางรอจนมั่นใจว่าไม่มีใครอยู่จึงเดินออกมาพร้อมคนติดตาม เมื่อลงบันไดก็ตรงกลับจวน สิ่งที่นางคาดไม่ถึงก็คือ...“คุณชาย?”“เจ้ารู้จักพวกนางหรือไม่”“ดูเหมือน...จะเป็นน้องสาวของเยี่ยนกั๋วกงซื่อจื่อ ข้าน้อยเคยเห็นนางตอนที่กั๋วกงฮูหยินนั่งรถม้าไปส่งซื่อจื่อที่สำนักศึกษาหลวงขอรับ”ฝานจิ่นสิงยังคงยิ้ม ใบหน้าหล่อเหลาของเขาสว่างเจิดจ้า พัดในมือหุบลงเสียงดังพรึบ! “ข้าว่ามีเรื่องสนุกๆ ให้ดูแล้ว”“จะไม่บอกซื่อจื่อหรือขอรับ”“บอกเขา? บอกแล้วเขาจะทำอย่างไรได้เล่า จวนเยี่ยนกั๋วกงไหนเลยจะมีอาจต่อกรกับจวนแม่ทัพ ยิ่งเป็นในตอนนี้ที่องค์ชายรองกำลังพยายามดึงขั้วอำนาจมาที่พระองค์เอง บอกเขาไปก็รังแต่จะยิ่งทำให้เรื่องบานปลาย อันที่จริงหากเยี่ยชิงอันทำสำเร็จ ไม่แน่ว่าฝ่าบาทจะทรงตระหนักเสียทีว่าองค์ชายรองกำลังเป็น
“หากข้าสามารถแก้ไข...” นางมองเรือนจื่อชิงจากนั้นละสายตามองพี่ชายที่เพิ่งเดินเข้าไปในเรือนของมารดาเสี่ยวฝูมองตามสายตาหญิงสาว “คุณหนูเจ้าคะ?”“ไม่มีอะไร พวกเรากลับเรือนกันเถิด”รุ่งเช้าวันต่อมาอวิ๋นซูฮวาออกมาเดินเล่นที่ตลาดไม่ไกลจากจวนกั๋วกง เสี่ยวฝูกับเสี่ยวพั่งตามมาคุ้มกันไม่ห่าง ขณะเดินนางก็ใช้ความคิดไปด้วยอย่างเหม่อลอย ชั่วขณะที่กำลังเลือกดูของตามร้านรวงริมถนนทั้งสองฝั่ง อยู่ๆ สายตาก็เหลือบไปเห็นคนผู้หนึ่งนางจะไม่อะไรเลยหากมิใช่จดจำคนผู้นั้นได้ นั่นก็คือ...ชางหลิน หนึ่งในคนสนิทที่เป็นดังเงาของเยี่ยชิงอัน!!!อวิ๋นซูฮวาเงยหน้าขึ้นมองหออวี้หรู ที่นี่ขึ้นชื่อเรื่องอาหารเลิศรสและสุราอันโด่งดัง นางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงหันไปมองเสี่ยวฝูกับเสี่ยวพั่ง “ข้าเคยได้ยินพี่ใหญ่กล่าวว่าที่นี่มีเป็ดอบหนังกรอบเนื้อนุ่ม ข้าอยากลองชิมพวกเราไปลองกันเถิด”“อะ...อะไรนะเจ้าคะ หากคุณหนูอยากลองชิมมิสู้ให้ห้องครัวลองทำ พ่อครัวของจวนกั๋วกงฝีมือไม่เป็นสองรองใคร กินอาหารข้างนอกหากฮูหยินรู้เข้า...”นางลังเลอยู่ครู่หนึ่งทว่าไม่ใช่เพราะคำพูดของสาวใช้ อวิ๋นซูฮวาเก็บป้ายหยกข้างเอว หันไปบอกสาวใช้กับบ่าวติดตาม “เก็







