เข้าสู่ระบบมารดาของนางถอนหายใจออกมา “ทว่า...ไม่ใช่ทุกคนจะมองความหวังดีของเข้าออก ฐานะของพวกนางต่ำต้อย จะช่วยออกมาก็ต้องขึ้นอยู่กับว่าพวกนางจะรับหรือคิดว่าเป็นความเมตตาที่ไม่จำเป็น จิตใจของคนเรายากหยั่ง ความดีใช้ได้สำหรับบางคน”
“ใช้ได้สำหรับบางคนจริงๆ เจ้าค่ะ ดังนั้นเราจึงยิ่งควรช่วยออกมา” ยิ่งปล่อยให้น้องสาวของนางอยู่กับอี๋เหนียง นานวันก็จะยิ่งบ่มเพราะความชิงชัง บ่มเพาะความรู้สึกไม่เป็นธรรม
ตอนนี้ยังไร้เดียงสา หากสั่งสมความดำมืดนานวันเข้าจิตใจก็จะแปดเปื้อน กระทั่งไม่ว่าจะล้างอย่างไรก็ไม่อาจกลับมาเป็นเด็กที่ไร้มลทินได้อีก
สามวันถัดมา...
ขณะกำลังเดินไปคารวะมาดรที่เรือน เรือนระเบียงเชื่อมจากเรือนจื่อชิงมายังเรือนปีกตะวันออก เสียงกรีดร้องอยากมาดร้ายดังใกล้เข้ามา อวิ๋นซูฮวามองไปยังหานอี๋เหนียง อีกฝ่ายมองนางด้วยสายตาเกลียดชัง
“ทั้งหมดเป็นเพราะเจ้า! พวกเจ้าไม่ยอมให้ข้าได้มีโอกาสได้ได้รับความโปรดปรานจากท่านกั๋วกง ข้าตั้งครรภ์บุตรชายแล้วแท้ๆ มารดาของเจ้ากลับพรากเขาไปจากข้า! ตอนนี้ยังคิดจะพรากบุตรสาวของข้าไปอีก อวิ๋นซูฮวาเก็บความสงสารของเจ้ากลับไปข้าไม่ต้องการ คืนบุตรสาวของข้ามา!!”
เสี่ยวฝูถูกผลักกระเด็น เสี่ยวพั่งถูกถีบจนล้ม พ่อบ้านปราดเข้ามาขวาง มือของหานอี๋เหนียงยื่นพรวดมาที่ใบหน้าของนาง ปลายเล็บแหลมคมจ้วงแทงมาอยาดหมายมาด กระทั่ง...มือใหญ่ข้างหนึ่งคว้าข้อมืออีกฝ่ายเอาไว้
“พวกเจ้ามัวทำอะไรอยู่! ยังไม่รีบจับนางเอาไว้!” เสียงของอวิ๋นเกออวี่ทำให้นางสะดุ้งได้สติ
“พี่รอง?”
“เจ้ายืนเฉยทำไม นางโดนตัวเจ้าหรือเปล่า เจ็บตรงไหนหรือไม่ เหตุใดไม่หลบ?”
นางกะพริบตา “นาง...” คิดว่าอีกฝ่ายไม่กล้า คิดว่าอีกฝ่ายคงไม่คิดสั้น ทว่านางคล้ายดูแคลนหานอี๋เหนียงที่เสียสติมากพอจนทำร้ายบุตรสาวของตัวเองเกินไป เสียงด่าทอกระทบกระเทียบที่ได้ยินทุกวัน ความโกรธแค้น ความเกลียดชัง ความริษยา ทุกอย่างเปลี่ยนให้สตรีนางหนึ่งกลายเป็นไฟที่พร้อมจะแผดเผาทุกอย่าง
มองน้องสาวของนางสี่คนที่แอบมองอยู่ไกลๆ แต่ละคนมีท่าทางหวาดหวั่น จูอี๋เหนียงเองก็ยังหน้าซีดไม่มีปากเสียง เกรงว่าในเรือนจื่อชิงหานอี๋เหนียงคงควบคุมทุกอย่าง ทุกคน แม้กระทั่งการด่าทอตบตีก็อาจจะไม่ใช่เพียงแต่กับน้องๆ แต่ยังหมายรวมถึงอี๋เหนียงอีกคนที่เคยเป็นเพียงสาวใช้ต้นห้องที่เจียมเนื้อเจียมตัว
“พ่อบ้าน ให้คนพาน้องสี่ น้องห้า น้องหกแล้วก็น้องเจ็ดไปที่เรือนข้าตอนนี้เลย จูอี๋เหนียงส่งนางกลับห้องระวังด้วยให้คนเฝ้าเอาไว้ อย่าให้หานอี๋เหนียงเข้าใกล้นางได้”
พ่อบ้านเหลือบมองอวิ๋นเกออวี่ ตอนนั้นเองที่นางเพิ่งนึกขึ้นได้ นาง...เป็นเพียงเด็กสาวอายุสิบสี่มิใช่ฮูหยินน้อยจวนแม่ทัพ!!! “พี่รอง...ข้า...”
“ยังไม่รีบทำตามที่คุณหนูสามสั่งการ?! ต่อไปข้าหวังว่าจะไม่มีเรื่องเช่นนี้อีก หากคุณหนูสามบาดเจ็บแม้แต่น้อย ข้าจะให้ท่านพ่อเปลี่ยนบ่าวไพร่ในจวนทั้งหมด!!!”
พ่อบ้านลนลานรีบทำตาม
“พี่รองข้าไม่เป็นอะไร”
เขาถอนหายใจมองนาง “เจ้ากำลังคิดจะทำอะไร”
นางมองตามน้องสาวทั้งสี่คน คนหนึ่งเพิ่งเก้าขวบ คนหนึ่งเจ็ดขวบ คนหนึ่งห้าขวบ คนสุดท้ายเพิ่งสี่ขวบ พวกเขาล้วนมีท่าทางหวาดกลัว...ตัวสั่น “ช่วยพวกนาง”
มองสภาพมอมแมมแม้แต่สาวใช้ยังดูสะอาดสะอ้านกว่า หัวใจของนางเจ็บปวดบีบรัด นี่น่ะหรือทายาทจวนกั๋วกง แม้บอกว่าพวกเขาก็เป็นเพียงบุตรสาวที่เกิดจากอนุที่มีฐานะเป็นเพียงบ่าวในจวน ถึงอย่างนั้น...สายเลือดก็ยังเป็นคนแซ่อวิ๋น เป็นน้องสาวที่เกิดจากบิดาเดียวกัน
อวิ๋นเกออวี่เองก็มองตาม ทว่าเขากลับละสายตามามองนาง “ท่านพ่อท่านแม่...”
“ขออนุญาตแล้วเจ้าค่ะ นับจากนี้พวกเขาจะมาเข้าเรียนกับข้า แต่ว่า...” นางนิ่วหน้าเพราะเพียงของหานอี๋เหนียงที่ยิ่งมาก็ยิ่งดังขึ้น
ขณะกำลังจะกล่าวมารดากับคนสนิทและสาวใช้ก็เดินมา ใบหน้าของมารดาทำให้นาง...สะดุ้ง “ท่านแม่...”
อวิ๋นเกออวี่รั้งแขนนางเอาไว้ “เจ้าไปดูแลน้องๆ ทางนี้ข้าจัดการเอง รู้หรือไม่หากวันนี้เจ้าได้รับบาดเจ็บ ไม่เพียงแต่หานอี๋เหนียง แม้แต่น้องๆ ก็อาจไม่ได้อยู่ที่จวนอีกต่อไป”
หากเรื่องวันนี้ลงเอยด้วยการที่นางถูกทำร้าย เกรงว่าทุกคนในเรือนจื่อชิงคงถูกส่งไปอยู่ที่โรงนานอกเมืองหลวง ไม่ได้กลับเข้ามาอีกเลย...ทั้งชาติ
“น้องสาม”
“เจ้าคะ”
“ในเมื่อเลือกที่จะช่วยน้องๆ เจ้าก็ต้องปล่อยมือจากเรือนจื่อชิง เลือกได้เพียงหนึ่งเท่านั้น”
นางพยักหน้าเข้าใจ หากนางตามมารดาไปเพื่อขอร้องให้หานอี๋เหนียง น้องๆ ของนางก็จะพลอยได้รับผลกระทบไปด้วย บิดาไม่มีทางยอมปล่อยใครสักคนเอาไว้ในจวน หากนางเลือกให้หานอี๋เหนียงถูกลงโทษ เช่นนี้แล้วน้องๆ อีกสี่คนนางก็ยังมีหนทางช่วย
“เช่นนั้นข้าไปดูพวกนางก่อน พี่รองท่านรีบไปดูท่านแม่เถิดเจ้าค่ะ อย่าให้ท่านแม่โกรธจนเกินไป”
“ทำอะไร”“ช่วยท่านแม่ดูแลบัญชี ช่วยท่านแม่ทำเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ดูแลจวน ดูแลบ่าวไพร่ ดูแล...เหล่าทหาร”มารดาของนางเลิกคิ้ว “อยากช่วยแม่ทำงานแล้ว? ได้สิ เริ่มจากงานเล็กๆ ก็ได้”นางจะต้องเริ่มทำอะไรบางอย่าง ทำตั้งแต่ตอนนี้เลย อย่างเช่นเรื่องการแบ่งสรรเสบียงกระจายไปยังชายแดนให้ทหารที่เสียสละ หากมาเริ่มทำเอาตอนใกล้เกิดสงครามจะดูน่าสงสัย อีกทั้งบิดาของนางอาจจะถูกเพ่งเล็งก้าวต่อไปคือเรียนเย็บปัก...การเรียนเย็บปักเป็นข้ออ้างของการเปลี่ยนแปลงก้าวต่อไป ทว่านางก็มีจุดประสงค์อื่นเช่นกัน ช่วงเดือนที่ผ่านมาในจวนมีการเปลี่ยนแปลง การเป็นอยู่ของเรือนจื่อชิงดีขึ้นกว่าเดิมมาก จูอี๋เหนียงเป็นคนเจียมตัว เมื่อไม่มีหานอี๋เหนียงนางก็รับหน้าที่ดูแลน้องสาวทั้งสี่คนของอวิ๋นซูฮวาทุกๆ เช้าเด็กๆ จะมาเรียนที่เรือนของนาง มารดาของนางเห็นว่านางเอาจริงเรื่องน้องสาวทั้งสี่ ดังนั้น...ในที่สุดเด็กๆ จึงมีชื่อและใช้แซ่อวิ๋นอย่างเป็นทางการน้องสาวคนที่สี่ จากที่เคยเรียกเสี่ยวซื่อ เปลี่ยนเป็นคุณหนูสี่ อวิ๋นหลันซีน้องสาวคนที่ห้า จากที่เคยเรียกเสี่ยวอู่ เปลี่ยนเป็นคุณหนูห้า อวิ๋นหลันจิงน้องสาวคนที่หก จากที่เคยเรียกเสี่ยวลิ่
เขาพยักหน้าจากนั้นเดินไปยังเรือนจื่อชิง ต่อมา...จึงได้รู้จากเสี่ยวพั่งว่าหานอี๋เหนียงถูกส่งไปโรงนา จูอี๋เหนียงจะยังคงอยู่ที่เรือนจื่อชิงต่อไป และน้องๆ ของนางก็จะได้รับการดูแลจากจูอี๋เหนียง มองเด็กทั้งสี่ที่ยังไร้เดียงสา ทั้งสี่คุกเข่าอยู่ที่กลางโถงของเรือนบุปผา อวิ๋นซูฮวาได้แต่รู้สึกสะท้อนใจแต่ละคนผอมโซ สภาพมอมแมมราวไม่ได้อาบน้ำล้างเนื้อล้างตัว ผมเผ้าไม่ได้หวี ตามเนื้อตัวมีแผลที่ทั้งหายดีแล้วแต่ยังเขียวช้ำ และแผลใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้น“คุณหนูสาม...ข้าน้อยจะเชื่อฟัง ดังนั้นท่านอย่าลงโทษท่านแม่เลย ท่านแม่เพียง...เพียง...”เด็กก็ยังคงเป็นเด็กอยู่วันยังค่ำ จะอย่างไรนั่นก็คือมารดา แม้ถูกทำร้าย ถูกทุบตี ถูกทารุณ ทว่าโลกทั้งใบของพวกเขาก็คือมารดานางลุกขึ้นเดินเข้าไปหาทั้งสี่ เห็นท่าทีลนลานหวาดกลัว นางค่อยๆ นั่งลง “ข้าคือพี่สาวคนที่สามของพวกเจ้า เรียกข้าว่าพี่สาม ไม่ก็เรียกข้าพี่ฮวาเอ๋อร์”“ข้าน้อย...ไม่กล้า!”นางเข้าใจได้... “น้องคนสุดท้องมองจานของว่างของนาง อวิ๋นซูฮวาส่งสายตาให้เสี่ยวฝู อีกฝ่ายถือจานขนมมาให้นาง นางแจกขนมให้น้องๆ คนละชิ้น “ลองกินดูว่าชอบหรือไม่ ขนมดอกกุ้ยอร่อยเชียวละ”ทั้งสี่
มารดาของนางถอนหายใจออกมา “ทว่า...ไม่ใช่ทุกคนจะมองความหวังดีของเข้าออก ฐานะของพวกนางต่ำต้อย จะช่วยออกมาก็ต้องขึ้นอยู่กับว่าพวกนางจะรับหรือคิดว่าเป็นความเมตตาที่ไม่จำเป็น จิตใจของคนเรายากหยั่ง ความดีใช้ได้สำหรับบางคน”“ใช้ได้สำหรับบางคนจริงๆ เจ้าค่ะ ดังนั้นเราจึงยิ่งควรช่วยออกมา” ยิ่งปล่อยให้น้องสาวของนางอยู่กับอี๋เหนียง นานวันก็จะยิ่งบ่มเพราะความชิงชัง บ่มเพาะความรู้สึกไม่เป็นธรรมตอนนี้ยังไร้เดียงสา หากสั่งสมความดำมืดนานวันเข้าจิตใจก็จะแปดเปื้อน กระทั่งไม่ว่าจะล้างอย่างไรก็ไม่อาจกลับมาเป็นเด็กที่ไร้มลทินได้อีกสามวันถัดมา...ขณะกำลังเดินไปคารวะมาดรที่เรือน เรือนระเบียงเชื่อมจากเรือนจื่อชิงมายังเรือนปีกตะวันออก เสียงกรีดร้องอยากมาดร้ายดังใกล้เข้ามา อวิ๋นซูฮวามองไปยังหานอี๋เหนียง อีกฝ่ายมองนางด้วยสายตาเกลียดชัง“ทั้งหมดเป็นเพราะเจ้า! พวกเจ้าไม่ยอมให้ข้าได้มีโอกาสได้ได้รับความโปรดปรานจากท่านกั๋วกง ข้าตั้งครรภ์บุตรชายแล้วแท้ๆ มารดาของเจ้ากลับพรากเขาไปจากข้า! ตอนนี้ยังคิดจะพรากบุตรสาวของข้าไปอีก อวิ๋นซูฮวาเก็บความสงสารของเจ้ากลับไปข้าไม่ต้องการ คืนบุตรสาวของข้ามา!!”เสี่ยวฝูถูกผลักกระเด็น
นางขอบตาร้อนผ่าว... ในใจรู้สึกผิดขึ้นมาเป็นล้นพ้น บิดามักเป็นเช่นนี้เสมอ ตามใจนาง รัก เอ็นดูนาง เหตุใดนางไม่สังเกตมาก่อนว่าบิดาไม่เคยขัดใจนาง เว้นเพียงเรื่องเยี่ยชิงอัน... “ลูกไปเห็นเรื่องน่าสนุกเรื่องหนึ่งเจ้าค่ะ อยากให้ท่านพ่อเชิญอาจารย์มาสอน”“อาจารย์?? เจ้าอยากเรียนฉิน? ออกไปเห็นคนเล่นฉินที่ตลาดอีกแล้วหรือไร”นางส่ายหน้าด้วยรอยยิ้ม “ไม่ใช่เจ้าค่ะ ลูกไปเห็นถุงหอมที่มีลายปักงดงามมาก ลูกอยากเรียนปักผ้าเพื่อทำถุงหอมเจ้าค่ะ แล้วก็...ลูกเรียนคนเดียวกลัวจะเหงามิสู้ให้น้องสี่ น้องห้า น้องหกและก็น้องเจ็ดมาเรียนเป็นเพื่อนลูก”“อะไรนะ!!” สีหน้าของบิดาตอนนี้...เขาแทบจะหุบปากไม่ลงแล้ว“ท่านพ่อ...คางของท่านพ่อจะชนหน้าอกแล้วเจ้าค่ะ ประหลาดมากเลยหรือที่ลูกอยากมีเพื่อนเรียน?”“ไม่ประหลาด...ไม่เลย!!”นางยิ้ม “วันๆ พวกนางแทบไม่ออกจากเรือน อย่าว่าแต่ไปข้างนอกเลย ให้พวกนางมาเรียนเป็นเพื่อนลูกจะได้ออกมาข้างนอกบ้าง ในเรือนจื่อชิงคับแคบบางทีเรือนของลูกยังมีห้องว่าง...”“ช้าก่อน!” นางกะพริบตามองบิดา “เรื่องนี้...เจ้าปรึกษามารดาแล้วหรือยัง”“เอ่อ...ไว้ขออนุญาตท่านพ่อแล้วลูกจึงจะไปขอท่านแม่เจ้าค่ะ อย่างไรเส
หญิงสาววางตะเกียบ “เรื่องในวันนี้ไม่เคยเกิดขึ้น ทั้งเจ้า เจ้า และข้า พวกเราไม่เคยได้ยินสิ่งใด ไม่เคยมาที่นี่ เข้าใจหรือไม่”“เจ้าค่ะ/ขอรับ”นางพยักหน้าจากนั้นมองเป็ดอบและของกินบนโต๊ะ “สั่งให้เสี่ยวเอ้อห่อของพวกนี้ เจ้ากับเสี่ยวพั่งแบ่งกันเอากลับไปกินที่จวน บอกว่าซื้อมาจากตลาด”ห้องด้านข้างเงียบไปนานแล้ว นางรอจนมั่นใจว่าไม่มีใครอยู่จึงเดินออกมาพร้อมคนติดตาม เมื่อลงบันไดก็ตรงกลับจวน สิ่งที่นางคาดไม่ถึงก็คือ...“คุณชาย?”“เจ้ารู้จักพวกนางหรือไม่”“ดูเหมือน...จะเป็นน้องสาวของเยี่ยนกั๋วกงซื่อจื่อ ข้าน้อยเคยเห็นนางตอนที่กั๋วกงฮูหยินนั่งรถม้าไปส่งซื่อจื่อที่สำนักศึกษาหลวงขอรับ”ฝานจิ่นสิงยังคงยิ้ม ใบหน้าหล่อเหลาของเขาสว่างเจิดจ้า พัดในมือหุบลงเสียงดังพรึบ! “ข้าว่ามีเรื่องสนุกๆ ให้ดูแล้ว”“จะไม่บอกซื่อจื่อหรือขอรับ”“บอกเขา? บอกแล้วเขาจะทำอย่างไรได้เล่า จวนเยี่ยนกั๋วกงไหนเลยจะมีอาจต่อกรกับจวนแม่ทัพ ยิ่งเป็นในตอนนี้ที่องค์ชายรองกำลังพยายามดึงขั้วอำนาจมาที่พระองค์เอง บอกเขาไปก็รังแต่จะยิ่งทำให้เรื่องบานปลาย อันที่จริงหากเยี่ยชิงอันทำสำเร็จ ไม่แน่ว่าฝ่าบาทจะทรงตระหนักเสียทีว่าองค์ชายรองกำลังเป็น
“หากข้าสามารถแก้ไข...” นางมองเรือนจื่อชิงจากนั้นละสายตามองพี่ชายที่เพิ่งเดินเข้าไปในเรือนของมารดาเสี่ยวฝูมองตามสายตาหญิงสาว “คุณหนูเจ้าคะ?”“ไม่มีอะไร พวกเรากลับเรือนกันเถิด”รุ่งเช้าวันต่อมาอวิ๋นซูฮวาออกมาเดินเล่นที่ตลาดไม่ไกลจากจวนกั๋วกง เสี่ยวฝูกับเสี่ยวพั่งตามมาคุ้มกันไม่ห่าง ขณะเดินนางก็ใช้ความคิดไปด้วยอย่างเหม่อลอย ชั่วขณะที่กำลังเลือกดูของตามร้านรวงริมถนนทั้งสองฝั่ง อยู่ๆ สายตาก็เหลือบไปเห็นคนผู้หนึ่งนางจะไม่อะไรเลยหากมิใช่จดจำคนผู้นั้นได้ นั่นก็คือ...ชางหลิน หนึ่งในคนสนิทที่เป็นดังเงาของเยี่ยชิงอัน!!!อวิ๋นซูฮวาเงยหน้าขึ้นมองหออวี้หรู ที่นี่ขึ้นชื่อเรื่องอาหารเลิศรสและสุราอันโด่งดัง นางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงหันไปมองเสี่ยวฝูกับเสี่ยวพั่ง “ข้าเคยได้ยินพี่ใหญ่กล่าวว่าที่นี่มีเป็ดอบหนังกรอบเนื้อนุ่ม ข้าอยากลองชิมพวกเราไปลองกันเถิด”“อะ...อะไรนะเจ้าคะ หากคุณหนูอยากลองชิมมิสู้ให้ห้องครัวลองทำ พ่อครัวของจวนกั๋วกงฝีมือไม่เป็นสองรองใคร กินอาหารข้างนอกหากฮูหยินรู้เข้า...”นางลังเลอยู่ครู่หนึ่งทว่าไม่ใช่เพราะคำพูดของสาวใช้ อวิ๋นซูฮวาเก็บป้ายหยกข้างเอว หันไปบอกสาวใช้กับบ่าวติดตาม “เก็







