ログイン“ทำอะไร”
“ช่วยท่านแม่ดูแลบัญชี ช่วยท่านแม่ทำเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ดูแลจวน ดูแลบ่าวไพร่ ดูแล...เหล่าทหาร”
มารดาของนางเลิกคิ้ว “อยากช่วยแม่ทำงานแล้ว? ได้สิ เริ่มจากงานเล็กๆ ก็ได้”
นางจะต้องเริ่มทำอะไรบางอย่าง ทำตั้งแต่ตอนนี้เลย อย่างเช่นเรื่องการแบ่งสรรเสบียงกระจายไปยังชายแดนให้ทหารที่เสียสละ หากมาเริ่มทำเอาตอนใกล้เกิดสงครามจะดูน่าสงสัย อีกทั้งบิดาของนางอาจจะถูกเพ่งเล็ง
ก้าวต่อไปคือเรียนเย็บปัก...
การเรียนเย็บปักเป็นข้ออ้างของการเปลี่ยนแปลงก้าวต่อไป ทว่านางก็มีจุดประสงค์อื่นเช่นกัน ช่วงเดือนที่ผ่านมาในจวนมีการเปลี่ยนแปลง การเป็นอยู่ของเรือนจื่อชิงดีขึ้นกว่าเดิมมาก จูอี๋เหนียงเป็นคนเจียมตัว เมื่อไม่มีหานอี๋เหนียงนางก็รับหน้าที่ดูแลน้องสาวทั้งสี่คนของอวิ๋นซูฮวา
ทุกๆ เช้าเด็กๆ จะมาเรียนที่เรือนของนาง มารดาของนางเห็นว่านางเอาจริงเรื่องน้องสาวทั้งสี่ ดังนั้น...ในที่สุดเด็กๆ จึงมีชื่อและใช้แซ่อวิ๋นอย่างเป็นทางการ
น้องสาวคนที่สี่ จากที่เคยเรียกเสี่ยวซื่อ เปลี่ยนเป็นคุณหนูสี่ อวิ๋นหลันซี
น้องสาวคนที่ห้า จากที่เคยเรียกเสี่ยวอู่ เปลี่ยนเป็นคุณหนูห้า อวิ๋นหลันจิง
น้องสาวคนที่หก จากที่เคยเรียกเสี่ยวลิ่ว เปลี่ยนเป็นคุณหนูหก อวิ๋นหลันเซียง
น้องสาวคนที่เจ็ด จากที่เคยเรียกเสี่ยวชี เปลี่ยนเป็นคุณหนูเจ็ด อวิ๋นหลันฟาง แม้ไม่ได้มีสถานะเท่าเทียมทายาทจวนกั๋วกง ทว่าบ่าวไพร่ในจวนล้วนไม่กล้าตีเสมอ ไม่กล้ารังแก ไม่กล้าดูแคลน
นาง...เฝ้ามองน้องสาวทั้งสี่เรียนรู้สิ่งต่างๆ อบรม สั่งสอน รวมไปถึงให้เวลาในกาลปรับตัว เด็กจะอย่างไรก็เป็นเหมือนผ้าผืนหนึ่งที่ยังขาวสะอาด จะแปดเปื้อน จะคงความไร้เดียงสา ล้วนขึ้นอยู่กับผู้ใหญ่ชี้นำ นางได้แต่หวังว่ามันยังไม่สายเกินไป
มารดาเรียกนางไปพบ... ถึงเวลาแล้วอวิ๋นซูฮวาคำนวณเวลาที่ตัวเองจะต้องติดตามมารดาไปร่วมงานเลี้ยงในวังหลวง หลังตรวจการบ้านที่น้องสาวทั้งสี่กำลังขีดๆ เขียนๆ ฝากฝังทั้งสี่เอาไว้กับสาวใช้ นางเดินไปที่เรือนมารดา ระหว่างทางยังได้พบกับพี่ชายคนรอง
“เจ้าจะไปคารวะท่านแม่?”
“เจ้าค่ะ”
“มิใช่ท่านแม่เรียกไปพบ?”
นางเลิกคิ้ว “มีเรื่องอะไรหรือเจ้าคะ”
“อาจเป็นเรื่องงานเลี้ยงในวังหลวง ไม่รู้ว่าเหตุใดไทเฮาจึงทรงได้ยินเรื่องของเจ้า อยู่ๆ ก็มีรับสั่งอยากให้เจ้าไปเล่นฉินในงานเลี้ยง ข้ารู้สึกว่ามันแปลก”
แปลกหรือ...สำหรับนางไม่สักนิด “แปลกอย่างไรหรือเจ้าคะ”
“ทรงรู้ได้อย่างไรว่าเจ้าเล่นฉินได้ เจ้าไม่เคยไปเล่นที่ใด แม้จะบอกว่าอาจารย์ที่เคยมาสอนชมเชย แต่นี่เป็นเรื่องในจวนอยู่ๆ รู้ไปถึงวังหลวงไม่แปลกหรือ”
นางยิ้ม “พี่รองคิดมากไปแล้ว”
เขาถอนหายใจ “ก็คงดีหากข้าคิดมากเกินไป ไปเถิด ข้าเองก็จะไปคารวะท่านแม่”
นางเดาไม่ผิด อวิ๋นเกออวี่ก็พูดไม่ผิด นางจะต้องเข้าวังหลวงไปเล่นฉินในงานเลี้ยงจริงๆ เช่นนี้แล้วอวิ๋นซูฮวาจึงเร่งปักถุงหอมอย่างเอาเป็นเอาตาย เลือกลายที่ยากที่สุด งดงามที่สุด กระทั่งถึงวันงานนางจึงได้ถุงหอมมาสิบสามใบ ทั้งยังนำเข้าวังไปถวายไทเฮา ฮองเฮา รวมถึงพระสนมพระองค์อื่นๆ
เพิ่งถวายถุงหอมฮองเฮาก็ทรงสังเกตเห็นมือของนาง... “มือของเจ้า...”
“เพราะเร่งทำถุงหอมเกินไป ตื่นเต้นเกินไป ดังนั้นมือจึงบาดเจ็บเล็กน้อยเพคะ เด็กคนนี้ไม่เคยร่วมงานเช่นนี้มาก่อน พอรู้ว่าจะได้เข้าเฝ้า อีกทั้งยังเพิ่งเรียนเย็บปักเพื่อทำถุงหอมดังนั้นจึงอยากทำของเล็กๆ น้อยๆ มาถวาย หวังว่าทุกพระองค์จะไม่เห็นเป็นเรื่องน่าขบขันนะเพคะ” มารดาของนางกล่าว
“ถุงหอมนี่ดีทีเดียว แต่ว่าน่าเสียดายมือบาดเจ็บเสียแล้ว ยังคิดว่าจะได้ฟังเพลงฉินของคุณหนูสาม”
นางก้มหน้าไม่ส่งเสียง มือกุมกันแน่นราวกับตื่นเต้น เขินอาย อวิ๋นซูฮวาที่สวมชุดสีเหลืองไม่โดดเด่น ผมรวบเป็นมวยง่ามคู่เพราะยังไม่ปักปิ่น ในงานกลับกลายเป็นสตรีที่ไม่ได้รับความสนใจที่สุด หลังจากที่ตัวนางไม่ได้เล่นฉินให้ไทเฮาฟัง!!!
ช่วงจังหวะที่กำลังผ่อนคลาย อยู่ๆ เยี่ยฮูหยินก็เดินเข้ามาทักทายมารดาของนาง สองมือลอบกุมกันแน่น แม้แต่ฟันก็ยังกัดเอาไว้อย่างไม่รู้ตัว อีกฝ่ายทักทายนาง อวิ๋นซูฮวายอบกายให้อีกฝ่าย ลำคอที่เคยเจ็บร้าว ความรู้สึกของคืนนั้นที่ถูกบังคับให้แขวนคอกลับมา!!
นางใบหน้าขาวซีด มือสั่น ชั่วขณะที่รู้ตัวว่าหน้ามืดล้มพับก็เป็นเพราะได้ยินเสียงตื่นตระหนกของมารดา... “ฮวาฮวา!!” แล้วนางก็เป็นลมล้มพับไปในงานเลี้ยงของไทเฮา
ข่าวลือ...ทำให้เกิดคำถามมากมาย
ผู้คนล้วนกำลังคาดเดาไปต่างๆ นานา
อยู่ๆ เหตุใดคุณหนูจวนกั๋วกงที่ยังไม่ปักปิ่นกลับได้เข้าวังหลวงร่วมงานเลี้ยง แล้วเหตุใดนางจึงเป็นลมหมดสติ ใครเป็นคนทำให้นางหมดสติ ใครอยู่กับนางตอนที่นางเป็นลม
กองทัพ...ออกเดินทางแล้ว เซี่ยจื่อเตี๋ยรีบวิ่งไปยังรถมาคันหนึ่งที่จอดอยู่ นางรีบเปลี่ยนชุดจากนั้นโยนออกมาให้เสี่ยวฟาง “เจ้ารีบสวนเร็วเข้า อย่าลืมเล่าปลอมเป็นข้าให้แนบเนียนที่สุด จากนั้นกลับเข้าจวนแล้วแกล้งป่วยเสีย”“ไม่ให้ข้าน้อยไปด้วยจริงๆ หรือเจ้าคะ”“มีเจ้าอยู่ที่นี่ข้าจึงจะสบายใจ บอกเสี่ยวเหยียนให้เขาดูแลโรงหมอช่วงที่ข้าไม่อยู่”“เจ้าค่ะ”มองออกไปอีกด้านฮ่องเต้เพิ่งเสด็จมาถึง “พร้อมแล้วหรือยัง”“เพคะ” นางยิ้มกว้าง“ให้เราออกราชโองการดีๆ ก็ติดตามไปอย่างสง่าผ่าเผยได้แล้ว เหตุใดต้องทำลับๆ ล่อๆ”“หากตาแก่พวกนั้นยอมง่ายๆ หม่อมฉันคงทำเช่นนั้นไปแล้วเพคะ มัวพิรี้พิไรคัดค้านกันอยู่นั่นชายแดนเหนือก็เสียหายมากขึ้นกว่าจะได้ข้อสรุป”ฮ่องเต้พยักหน้าเห็นด้วย “ไม่ต้องทรงกังวลนะเพคะ หม่อมฉันจะดูแลท่านอ๋องแทนฝ่าบาทเอง”“อืมเราเชื่อเจ้า เจ้าเองก็ต้องดูแลตัวเองดีๆ เรามอบองครักษ์เงาของเราห้าสิบคนให้ติดตามไปช่วยคุ้มกันเจ้าระหว่างเดินทาง”“ขอบพระทัยเพคะ หม่อมฉันทูลลา”แล้วรถม้าและองครักษ์เงาก็ออกเดินทางติดตามกองทัพไปจากเมืองหลวง มุ่งหน้าไปยังชายแดนเหนือ...ทางหนึ่ง...กองทหารสู้รบรับมือกับศัตรูอีกทาง...ห
ชินหวางฝู่กำลังวุ่นวายตระเตรียมการ เซี่ยจื่อเตี๋ยกำลังช่วยเสียนจื่อเตรียมของใช้ที่จำเป็นระหว่างที่เขาเดินทางไปชายแดน นางเน้นหนักไปกับสมุนไพรห้ามเลือด ผงยาแก้ปวด ยาสมานแผล กระทั่งยาแก้ไข้นางก็ยังเตรียมเอาไว้ให้เขาเสียนจื่อมองนางที่เอาแต่คร่ำเครียดเตรียมของ แม้แต่เวลาจะนั่งสนทนากันก็แทบไม่มี เสียงถอนหายใจดังขึ้น “เสี่ยวเตี๋ยข้าอยากกินน้ำแกงสาลี่หวานของเจ้า”นางจึงเลิกคิ้วหันมามองเขา “อยากกินตอนนี้?”“ใช่”นางมองไปรอบๆ เพราะยังเตรียมของได้ไม่ครบ “เช่นนั้นข้าไปทำให้ท่านครู่เดียว”เขายิ้มออกมา “ข้าไปช่วยเจ้า”ในห้องครัวเล็กชายหนุ่มกำลังมองหญิงสาวที่ยุ่งง่วนอยู่กับการทำน้ำแกงสาลี่หวาน “เจ้าไม่กังวลเลยหรือ”“กังวลเรื่องใด”“เรื่องที่ข้าไปออกรบ”นางเลิกคิ้วหันไปมองเขา “เหตุใดต้องกังวล ท่านเพิ่งไปครั้งแรกหรือก็เปล่า รีบไปรีบกลับมาก็สิ้นเรื่อง ข้ารู้ว่าท่านเก่งกาจไม่มีใครเหมาะที่จะนำทัพเท่ากับท่านอีกแล้ว”เขาขมวดคิ้ว “ก็ควรดีใจที่เจ้าเชื่อใจข้า แต่ว่า...ส่งคนรักไปชายแดนเหตุใดเจ้าไม่มีท่าทางกังวลเลย” เขาถอนหายใจพึมพำเสียงเบาคนเดียวหลังจากเตรียมของให้เขาเสร็จแล้วหญิงสาวก็รีบกลับจวน เสียนจื่อนั่
หยวนเผิงหน้าซีด “ทะ...ท่านก็คือ... ที่แท้ก็เป็นท่าน ท่านคือ...” เขาพึมพำหญิงสาวอมยิ้มมองเสียนจื่อที่กำลังจะเดินกลับมา ในมือของชายหนุ่มมีมันเผาหนึ่งหัว...ในที่สุดก็เลือกได้เสียที นางลุกขึ้นกล่าว “ใช่แล้วข้าก็คือ...สตรีที่ถูกหย่าผู้นั้น เซี่ยจื่อเตี๋ย”หยวนเผิงประสานมือค้อมศีรษะ “ข้าน้อยไม่ได้... ข้าน้อยขออภัยที่ล่วงเกิน!!”“มิได้ๆ ข้าคงต้องขอตัวก่อน” นางเดินผ่านหยวนเผิงไปหาเสียนจื่อ“บุรุษหล่อเหลาผู้นั้นเจ้ารู้จัก??” เขาเลิกคิ้วถามนางนางเงยหน้าขึ้นมองเสียนจื่อ “หล่อเหลา??” นางหันกลับไปมองชายหนุ่มคนเมื่อครู่ “อ้อ...ก็พอดูได้” แต่ว่า...เมื่อหันกลับมามองใบหน้าของคนข้างๆ นางกลับยิ้มกว้าง นี่ต่างหากจึงจะเรียกว่าบุรุษหล่อเหลา “ท่านเลือกได้แล้วหรือ”เสียนจื่อยิ้มกว้าง “ได้แล้ว เจ้ารีบชิมดูว่าหวานหรือไม่” เขาบรรจงแกะมันเผานั้นส่งให้นางถึงปากสือเหยาที่เป็นเจ้าของเพิงน้ำชาอมยิ้ม ...มันเผาที่ท่านอ๋องยืนเลือกอยู่นานสองนาน แท้ที่จริงเขาไม่ได้เลือกให้ตัวเอง ทว่ากลับเดินไปเลือกให้ใต้เท้าหมอหญิงต่างหาก!!ปีที่สองที่โรงหมอแห่งราชสำนักทำการเปิด ศิษย์มากมายยังคงมาเรียนรู้แลกเปลี่ยน มีหมอหลายคนเข้ามาช่
ทางหนึ่งรับเขาเป็นศิษย์ ทางหนึ่งมอบหมายให้เขาเปิดร้านหมอตระกูลหวังดังเดิม แม้แซ่หวังทว่าคนตระกูลหวังกลับไม่อาจสอดไม้สอดมือกับทรัพย์สินที่หญิงสาวยกให้หวังเหยียน กลืนไม่เข้าคายไม่ออก อยากกินแต่ก็ได้แต่นั่งมอง นี่เป็นการแก้แค้นคนใจแคบอย่างคนตระกูลหวังได้เป็นอย่างดี!!เพิงน้ำชาฝั่งตรงข้ามโรงหมอแห่งราชสำนัก เสียนจื่อรินชาส่งให้หญิงสาวทันทีที่นางเดินเข้ามานั่ง ผู้คนหันมามองทั้งสองคนด้วยสายตาสนอกสนใจข่าวลือมากมายหนาหู ชื่อเสียงแม้กู้คืนกลับมาได้ ทว่าอย่างไรนางก็เป็นสตรีที่เคยแต่งงานมาก่อน อีกทั้งยังเคยมีเรื่องมีราวจนหย่าขาดกับสามีคนก่อนตอนนี้ยังมีเรื่องพัวพันคลุมเครือกับจื่อเสียนชินหวาง ให้อย่างไรฐานะของนางก็ไม่มีใครมองว่าเหมาะสมกับเขาไม่ว่าจะไปที่ใดข้างกายนางก็จะมีเขาเสมอ ไม่ว่านางจะทำอะไรเขาเองก็จะวนเวียนอยู่เคียงข้าง นานวันเข้าก็ยังไม่มีทีท่าว่าทั้งสองจะประกาศข่าวดี ขุนนางที่รอวันคัดค้านถูมือรอ ขุนนางที่รอคอยชมความครื้นเครงเบิกตาเพื่อชมดูความวุ่นวายถึงอย่างนั้นจนแล้วจนรอดโรงหมอแห่งราชสำนักเปิดได้ครบปี ข่าวดีที่ทุกคนรอวิพากษ์วิจารณ์ก็ยังไม่ถูกประกาศมีครั้งหนึ่งเสนาบดีกรมคลังทนไม่ไหว ค
เซี่ยจื่อเตี๋ยเม้มปากเมื่อเขาผละไป นางอมยิ้มสบตากับเขา “กลับไปได้แล้ว”เขาจุมพิตหว่างคิ้วนางอีกครั้งหนึ่ง “ได้ ข้ากลับแล้ว เจ้าพักเถิด”ครั้งนี้นางปล่อยให้เขาเดินออกไปจริงๆ ทว่าทันทีที่ประตูปิดลงหญิงสาวก็ทิ้งตัวลงนอนคว่ำ ผ้าห่มถูกรวบขึ้นมาปิดใบหน้ากั้นเสียงหวีดร้องด้วยความขัดเขินนั้นเอาไว้“ให้ตาย...เขินชะมัด!”โรงหมอแห่งราชสำนักเปิดแล้ว...นี่คือความหวังของชีวิต ความยินดีของประชาชนในแคว้น การรักษาที่ไม่แบ่งแยก หมอที่ไม่เลือกปฏิบัติ อีกทั้งบ่าวไพร่ในโรงหมอก็ได้รับการคัดเลือกเป็นอย่างดี ป้ายอักษรฝีพระหัตถ์ของฮ่องเต้‘ก้าวผ่านประตูโรงหมอแห่งราชสำนัก ทุกคนล้วนเป็นคนไข้ ไม่มีสูงส่ง ไม่มีต่ำต้อย ทุกผู้ล้วนเท่าเทียม’ความหมายชัดเจนไม่มีผู้ใดกล้ากังขา ที่โรงหมอนอกจากรับรักษาแล้ว เซี่ยจื่อเตี๋ยยังเปิดสอนหมอที่อยากเรียนรู้และแลกเปลี่ยนวิชาแพทย์ ดังนั้นไม่เพียงมีหมอที่ยังเป็นมือใหม่ แต่ยังมีหมอที่มากประสบการณ์ หมอหลวง กระทั่งหมอที่ฝีมือเก่งกาจ ทุกคนล้วนเข้าๆ ออกๆ เพื่อแบ่งปันวิชาแพทย์ ทั้งนี้ก็เพื่อประโยชน์สุขของคนไข้ ประโยชน์ของชาวบ้านและประชาชนในแคว้นหวังเหยียน...ก้าวเข้ามาประคองสองมือคารวะน
“ข้าทำเอง” นางแย่งมาจากมือใหญ่ใช้เช็ดจมูก นางยังไม่หน้าหนาพอถึงขั้นให้เขาเช็ดน้ำมูกให้นะ!! “มิใช่ดึกมากแล้วหรือ”เขามองไปด้านนอกที่มืดสนิทและเงียบงัน “เกรงว่าคงล่วงเข้ายามอิ๋น[1]แล้วกระมัง”หญิงสาวลืมตาเงยหน้าขึ้นมองเขา “ไม่กังวลเรื่องชื่อเสียงแล้ว?”“ของผู้ใดเล่า ข้า?”นางถลึงตามองเขา “ก็ใช่น่ะสิ เป็นถึงท่านอ๋องผู้สูงศักดิ์กลับรั้งอยู่ในจวนของสตรีที่เคยถูกสามีหย่า ชื่อเสียงหลังจากวันนี้ท่านจะเอาไปไว้ที่ใด?”เขาหัวเราะ “ข้าต้องสนใจไปไยว่าผู้คนข้างนอกนั่นจะคิดอย่างไรกับข้า ข้าสนเพียงเจ้าจะคิดเช่นไรไม่ดีกว่าหรือ”นางสบตาคมเข้มของเขานิ่ง เขาเองก็ไม่ยอมหลบมือใหญ่ยกขึ้นลูบแก้มของนางทีหนึ่ง “แต่หากเจ้าถือสา ชื่อเสียงของข้านี้ให้อย่างไรก็ต้องรบกวนเจ้ารับผิดชอบ ข้าหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเจ้าจะไม่ทอดทิ้งข้า”“ท่าทางคล้ายเจ้าสาวกำลังจะถูกทอดทิ้งของท่านนี่มันอย่างไรกัน เป็นถึงจื่อเสียนชินหวางผู้ใดจะกล้าทำลายชื่อเสียงท่าน อีกอย่างท่านเป็นบุรุษ!”เขาหัวเราะกอดนางแน่นขึ้น “ท่าทางจะดีขึ้นแล้วจริงๆ ข้าสมควรกลับออกไปแล้วจริงๆ แต่...เจ้าดื่มยาก่อนข้าจึงจะกลับไป” เขาขยับลุกวางนางพิงหัวเตียง ประตูห้องถูกแง
เขาใจลอยอยู่นานมากเมื่อเหลือบมองอีกครั้งโจ๊กก็หมดถ้วย!!! ฝานจิ่นสิงมองถ้วยยาที่ถูกส่งมา “ขมมาก แค่กลิ่นยังรู้ได้ทันที ท่านจะต้อง...กลั้นใจดื่มให้หมด” นางหน้าเบ้เขาหัวเราะ “ข้าไม่ใช่เด็ก” จากนั้นเขาก็กรอกยาลงไปทั้งถ้วยในคราวเดียว “เจ้าบอกว่าจะมีคนมารับข้าในวันสองวัน ข้าอยากฟังแผนการของเจ้า”“ไม่มี”
นางก้มลงมองตัวเองที่ยังคงอยู่ในชุดสาวใช้ “จวนอัครมหาเสนาบดี” ทว่า...ที่นั่นเต็มไปด้วยองครักษ์วังหลวงที่ปิดล้อมแม้แต่แมลงยังบินผ่านยาก!!!“คุณหนูมิสู้เราไปขอความช่วยเหลือฮูหยินรองเจ้ากรมอาญา”“ไม่ได้” นางจะดึงพี่ใหญ่กับพี่เขยเข้ามาเกี่ยวข้องไม่ได้ หากถูกจับได้... ยังไม่ทันได้รวบรวมความคิดก็มีกองทหาร
เป็นอีกครั้งที่เยี่ยชิงอันมีอันต้องเย็นสันหลังวาบ ยิ่งตอนที่คนของเขาที่มีหน้าที่รายงานวิ่งมาจากที่ไกลๆ สีหน้าของอีกฝ่ายทำให้เขาเป็นกังวล และยิ่งเป็นกังวลกว่าเมื่อได้ยินสิ่งที่อวิ๋นซูฮวากราบทูล“หม่อมฉันออกมาตรวจตราเมล็ดพันธุ์และการนึ่งข้าวเปลือกของหมู่บ้านเปี้ยนหลี่ของจวนเยี่ยนกั๋วกง ทว่าอยู่ๆ แม่ท
ฝานจิ่นสิงยอมเดินไปอย่างไม่ใคร่จะเต็มใจนัก เยี่ยชิงอันเห็นก็ยิ้มออกมาบางๆ “ในราชสำนักเขาเป็นเสาหลักของขุนนาง เยือกเย็น สุขุม เฉลียวฉลาดรอบคอบ นึกไม่ถึงว่าข้างนอกนี่กลับเป็นสามีที่เชื่อฟังฮูหยินยิ่งนัก”“ท่านไม่พูดใช่หรือไม่เช่นนั้นข้าขอตัว” นางทำท่าจะเดินหนี เขาขยับเข้ามาขวาง“ขออภัย ข้าปากเสียเอง”







