LOGINภายในห้องที่แสนอบอุ่น เฉินอวี้หลันที่ไม่รู้ว่าตัวเองกลายเป็นหัวข้อในการสนทนาของสองแม่ทัพกำลังใช้พู่กันเขียนข้อมูลต่างๆ ที่อยู่ในหัวออกมา
นางรู้ว่าจูป๋ายเจี่ยนนั้นได้เป็นทั่นฮวาและรับราชการอยู่ในราชสำนักหลังจากที่ตอบคำถามได้โดดเด่นและถูกพระทัยฮ่องเต้ แต่แล้วเหตุใดคนที่สุดยอดขนาดนั้นถึงไม่เคยมีชื่อเสียง ไม่เคยมีใครรู้จักมาก่อนเลย
แม้แต่สำนักศึกษาที่เขาเล่าเรียนมาก็ไม่มีใครรู้ ทั้งๆ ที่ศิษย์ทำผลงานได้ดีขนาดนั้น อาจารย์ก็ควรออกหน้ามารับความดีความชอบบ้าง แต่ทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับจูป๋ายเจี่ยนกลับดูลึกลับไปหมด
จะว่าไปแล้ว นางก็ไม่เคยรู้จักจูป๋ายเจี่ยนก่อนมีการสอบเคอจวี่เลย ทั้งๆ ที่คนที่สามารถตอบคำถามได้ดีจนได้ตำแหน่งทั่นฮวามาครองนั้นควรจะเป็นผู้ที่มีชื่อเสียงหรือไม่ก็เป็นผู้ที่โด่งดังอยู่บ้างแท้ๆ
ในสายตาของนาง นางแน่ใจเป็นอย่างมากว่าเขาเป็นคนที่เก่งกาจคนหนึ่ง แม้แต่บิดาของนางก็คิดว่าเขาเป็นคนมีความสามารถและอนาคตไกลจนไม่น่าจะเหลือรอดเลยแม้แต่น้อย
จริงอยู่ที่นางเป็นสตรีอยู่แต่ในห้องหอ แต่นางเชื่อว่าเหล่าเสนาธิการหรือขุนนางขั้นสูงที่มีบุตรสาวหลายคนก็น่าจะหมายตาจูป๋ายเจี่ยนให้บุตรสาวของตนเองเหมือนกัน แล้วทำไมบิดาที่นานๆ ครั้งจะเข้าวังถึงได้ไปถูกชะตาเขาเป็นพิเศษ ทั้งยังสามารถชักนำให้เขามารู้จักกับนางจนได้แต่งงานกัน
ยิ่งนางคิดก็ยิ่งพบเจอแต่ข้อสงสัยเต็มไปหมด จนได้แต่ก่นด่าตัวเองในอดีตว่าช่างตามืดบอดเหลือเกิน
แม้จะรู้แล้วว่ามีข้อสงสัยตรงไหนบ้าง แต่เฉินอวี้หลันกลับไม่รู้แม้แต่น้อยว่าจะไปหาข้อมูลเกี่ยวกับจูป๋ายเจี่ยนอย่างไร
หลังจากที่นางคิดแล้วคิดอีกจนผ่านไปหลายวันอย่างไม่รู้ตัว ก็ถึงวันที่บิดาจะต้องกลับไปยังชายแดนพอดี
“ใบหน้าของลูกย่ำแย่ยิ่ง” เฉินฮูหยินที่ทอดสายตามองม้าสามตัวที่วิ่งจากไปเอ่ยกับเฉินอวี้หลันเบาๆ “ช่วงนี้นอนไม่ค่อยหลับหรือ?”
“เจ้าค่ะ” เฉินอวี้หลันตอบตรงๆ อย่างไม่ปิดบัง “ลูกมีเรื่องให้คิดเยอะเหลือเกิน”
“เกี่ยวกับแม่ทัพเซียวหรือเปล่า” เฉินฮูหยินอมยิ้มพลางหยอกล้อบุตรสาว “ได้ยินท่านพ่อของเจ้าบอกว่าเขาไม่เลวเลย”
เฉินอวี้หลันกลอกตา พลางนึกถึงบุรุษที่นางไม่อยากจะไว้วางใจผู้นั้น “ไม่เกี่ยวกับเขาหรอกเจ้าค่ะ”
“เช่นนั้นบอกแม่ได้หรือไม่ว่าเป็นเรื่องอะไร บางทีแม่อาจจะช่วยได้”
คำพูดนั้นของมารดาทำให้น้ำตาของเฉินอวี้หลันคลออยู่ในดวงา แต่นางก็รีบกระพริบตาไล่น้ำตาเหล่านั้นทันทีเพราะไม่อยากให้มารดาไม่สบายใจ “แค่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้นเจ้าค่ะ ท่านแม่ไม่ต้องกังวล”
เฉินฮูหยินมิได้กล่าวอะไรต่อ เพียงแค่ยกมือของบุตรสาวขึ้นมากุมเบาๆ “ไปไหว้พระบนเขาชิงหลันกับแม่ดีหรือไม่?”
“ก็ดีเหมือนกันเจ้าค่ะ” เฉินอวี้หลันรู้สึกว่าการไปเปลี่ยนบรรยากาศอาจจะทำให้นางคิดอะไรออกก็เป็นได้ แต่นางก็อดสงสัยขึ้นมาไม่ได้เหมือนกัน เพราะนางจำได้ว่าในอดีตมารดาไม่เคยชวนนางไปไหว้พระเช่นนี้มาก่อนเลย
ดังนั้นสองแม่ลูกจึงนั่งรถม้าของจวนแม่ทัพใหญ่ไปยังเขาชิงหลันด้วยกัน เพียงแค่ครึ่งชั่วยามก็มาถึงเขาชิงหลันแล้ว
รถม้าขึ้นเขาไปได้สักพักก็ไปต่อไม่ได้ เนื่องจากไม่มีทางให้ม้าวิ่ง ทำให้บริเวณนี้มีคนแออัดไม่น้อย ทั้งยังมีรถม้าหลายคันจอดอยู่ เนื่องจากชื่อเสียงเรื่องความศักดิ์สิทธิ์และน่าเลื่อมใสของวัดชิงหลันจนมีผู้คนมากมายเดินทางมายังเขาลูกนี้
“เขาชิงหลันชันเกินไปจึงไม่สามารถขับรถม้าขึ้นไปได้” เฉินฮูหยินอธิบายถึงสาเหตุพร้อมกับมองบันไดที่ทอดยาวขึ้นไปอย่างสุดลูกหูลูกตา “หากจะไปไหว้พระที่อยู่บนเขาก็ต้องเดินจากตรงนี้ขึ้นไปอย่างเดียวเท่านั้น”
“เช่นนั้นลูกจะช่วยประคองท่านแม่เอง” เรื่องนี้สำหรับเฉินอวี้หลันแล้วไม่ใช่เรื่องใหญ่นัก เพราะนางชอบฝึกฝนร่างกายมาตั้งแต่ยังเด็ก “ว่าแต่ท่านแม่รู้จักวัดนี้ได้อย่างไรหรือเจ้าคะ”
“แม่ได้ยินคนพูดกันก็เลยลองชวนเจ้ามา” เฉินฮูหยินเดินขึ้นบันไดพร้อมกับจับมือของบุตรสาวไว้ “ว่ากันว่าผู้ใดที่มีเรื่องทุกข์ใจ เพียงมาไหว้พระที่นี่ เรื่องที่ทุกข์ใจก็จะคลี่คลายไปอย่างน่าอัศจรรย์”
เฉินอวี้หลันรับฟังด้วยเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง แต่นางก็ถามมารดากลับไป “ท่านแม่มีเรื่องทุกข์ใจหรือ?”
เฉินฮูหยินยิ้มบางๆ อย่างอ่อนโยน พลางกุมมือบุตรสาวแน่นขึ้นเล็กน้อย “แค่เห็นเจ้าไม่สบายใจแม่ก็ทุกข์แล้ว”
คำตอบของมารดาทำให้จิตใจของเฉินอวี้หลันรู้สึกอบอุ่นขึ้นมาไม่น้อย นางได้แต่ขอบคุณสวรรค์ที่ให้โอกาสนางได้เจอบิดามารดาอีกครั้งหนึ่ง
สองแม่ลูกเป็นค่อยๆ เดินขึ้นบันไดไปอย่างช้าๆ พลางมองดูผู้คนที่หลั่งไหลกันมายังเขาชิงหลันอย่างไม่ขาดสาย คนส่วนหนึ่งเดินขึ้นบันไดไม่ไหวก็ได้แต่ไหว้พระจากด้านล่างไม่ได้เดินขึ้นมา ทำให้บริเวณบันไดที่จะขึ้นไปยังวัดไม่ค่อยจะแออัดเท่าไรนัก แต่ก็มีบางคนที่มีเงินมากพอที่จะจ้างเกี้ยวแบกขึ้นไปที่วัดอยู่
เฉินอวี้หลันมองดูสตรีหลายคนที่เดินขึ้นบันไดไปได้เพียงไม่กี่ขั้นก็ต้องหยุดพักหายใจพลางทอดถอนใจ นางรู้ดีว่าสตรีพวกนี้ล้วนอยู่แต่ในห้องหอ มิได้ฝึกฝนร่างกายสักเท่าไรนัก พอถึงเวลาที่จะต้องใช้แรงก็มีเรี่ยวแรงไม่เพียงพอ
แต่ที่นางแปลกใจมากกว่าคือพวกนางเดินมาได้พักใหญ่แล้ว มารดาของนางกลับไม่มีอาการหอบแม้แต่น้อย แม้จะบอกว่ามีนางคอยประคองอยู่ ซึ่งด้วยอายุแล้วมารดาก็น่าจะต้องมีเหนื่อยบ้างไม่มากก็น้อย ทว่าตอนนี้ใบหน้าของมารดายังไม่มีแม้แต่เหงื่อสักหยดเดียว
จะว่าไปแล้วนางก็เคยได้ยินบิดากล่าวว่ามารดาสมัยสาวๆ ก็เป็นสตรีที่ดุดันยิ่ง บางทีนางอาจจะได้นิสัยนี้มาจากมารดาก็ได้
ขณะที่เฉินอวี้หลันกำลังเพลิดเพลินกับความคิดในใจอยู่นั้น สายตาของนางก็เหลือบไปเห็นว่าสตรีที่เดินอยู่ข้างหน้าทำท่าจะหกล้มหงายหลังพอดี
เฉินอวี้หลันรีบใช้มือข้างหนึ่งดันแผ่นหลังของสตรีผู้นั้นเอาไว้ ด้วยความแข็งแรงของกล้ามเนื้อทำให้นางสามารถรับร่างกายของสตรีผู้นั้นได้ง่ายดาย
“ขอบคุณที่ช่วยเหลือข้าไว้มากเจ้าค่ะ”
เสียงอ่อนหวานเจือความตื้นตันดังขึ้น กระทั่งเจ้าของเสียงหันมา เฉินอวี้หลันก็ได้แต่เบิกตากว้างอย่างตกใจ
เฉินอวี้หลันรับขวดสุราดอกท้อมา แม้ปกตินางจะไม่ใช่คนที่ชอบดื่มสุรา แต่นางก็ดื่มได้ อีกทั้งตอนนี้ด้วยความเหนื่อยหน่ายทั้งกายและใจที่นางต้องเผชิญกับความกดดันที่มองไม่เห็น ทำให้นางกระดกสุราดอกท้อรวดเดียวหลายอึก ในใจของนางรู้ดีว่าการได้โอกาสครั้งที่สองมาเช่นนี้เป็นเรื่องเหลือเชื่อที่หลายๆ คนอยากจะให้เกิดขึ้นกับตัวเอง แต่สำหรับนางที่ไม่รู้ว่าหากนางไม่ได้แต่งงานกับจูป๋ายเจี่ยนแล้วความตายจะมาเยือนนางกับตระกูลของนางหรือไม่ ทำให้นางอดที่จะหวาดกลัวแม้แต่ตอนนอนไม่ได้ กลัวว่าวันหนึ่งตื่นขึ้นมาแล้วบิดากับมารดาของนางถูกสังหารเช่นเดียวกับที่เคยเกิดขึ้น กลิ่นสุราหอมอ่อนๆ และรสชาติที่หอมหวานของสุราดอกท้อแห่งหอสุราเซียนเมามายทำให้เฉินอวี้หลันดื่มได้ลงไปได้เรื่อยๆ พอจะเข้าใจแล้วว่าทำให้สหายรักของนางคนนี้ถึงยอมดั้นด้นมาดื
เฉินอวี้หลันทิ้งตัวนั่งลงตรงข้ามกับอีกฝ่ายอย่างไม่เกรงใจ ก่อนจะถามออกไปแบบยิ้มๆ “เจ้าไม่คิดว่าจะเป็นผู้อื่นบ้างหรือ?” “คนที่รู้ว่าข้าจะมาที่นี่วันนี้ นอกจากหลงจู๊กับพวกเสี่ยวเอ้อร์แล้วก็ไม่มีใครอื่นอีก” กู้จิงรินสุราดอกท้อหอมกรุ่นลงจอก ดูจากมือที่สั่นเทาเล็กน้อยก็พอจะคาดเดาได้ว่าเขาน่าจะดื่มมาสักพักใหญ่แล้ว “รวมไปถึงต่อให้เจ้าปลอมตัว แต่เจ้าก็มักจะใช้วิธีการแต่งแต้มใบหน้า หากเป็นคนที่รู้จักเจ้าดี มองเพียงครั้งเดียวก็รู้แล้วว่าเจ้าเป็นใคร” เฉินอวี้หลันพลางนึกไปถึงเซียวซู่หยางที่เห็นนางปุ๊บก็รู้ว่าเป็นนางทันที แต่นางกับเขาเจอกันไม่กี่ครั้งเองนะ กู้จิงกระดกสุราเข้าปากด้วยท่าทางชื่นใจ ราวกับว่าต่อให้ดื่มเท่าไ
ท่าทางเหมือนคนที่ได้รับความไม่เป็นธรรมกับร่างกายของบุรุษช่างดูไม่เข้ากันยิ่งนักจนเซียวซู่หยางเผลอหัวเราะออกมา “ท่านหัวเราะอะไรน่ะ” เฉินอวี้หลันที่กำลังหงุดหงิดหันไปมองเขาตาขวาง “ข้าเพียงแค่นึกไม่ถึงว่าเจ้าจะโมโหขนาดนี้” ชายหนุ่มพยายามกลั้นหัวเราะ “แต่ข้าจะบอกเจ้าว่าไม่ต้องกังวลไป” “ท่านรู้หรือว่านางจะไปเปิดร้านที่ไหนต่อ” เฉินอวี้หลันมองเขาอย่างคาดหวัง แต่เมื่อเห็นเขาส่ายหน้าเป็นคำตอบ นางก็อยากจะเข้าไปจัดการเขาสักหมัดจริงๆ เพื่อหลีกเลี่ยงการเจ็บตัวแบบไร้ความหมาย
หลังจากผ่านมื้ออาหารอันแสนโอชะ เฉินอวี้หลันก็เพิ่งสังเกตเห็นว่าบริเวณนี้แม้จะอยู่ในเมืองหลวงแต่บรรยากาศแตกต่างยิ่งนัก เนื่องจากที่นั่งของทั้งสองอยู่ติดหน้าต่าง ทำให้สามารถทอดสายตาออกไปมองทิวทัศน์ของถนนที่ไม่กว้างนักอันไร้ซึ่งผู้คนได้อย่างชัดเจน “ที่นี่ช่างเงียบยิ่งนัก” เฉินอวี้หลันยกชาขึ้นจิบ “ราวกับมิได้อยู่ในเมืองหลวงเลย” “นั่นเป็นอีกสาเหตุที่ข้าพาเจ้ามา” เซียวซู่หยางค่อยๆ หลับตาลง ฟังเสียงแมลงที่ร้องระงมอยู่ไกลๆ “บางทีความเงียบสงบอาจจะทำให้เจ้าสบายใจขึ้นมาบ้าง” “ถือว่าครั้งนี้ท่านทำสำเร็จแล้ว” เฉินอวี้หลันในโฉมหน้าของบุรุษยิ้มออกมาบางๆ เป็นครั้งแรกที่นางยิ้มให้เขาอย่างจริงใจ “แต่ก็มีเรื่องน่าเสียดายอยู่เหมือนกัน” เซียวซู่หยางกล่าวด้วยความดังที่ได้ยินเพียงแค่สองคน น้ำเสียงของเซียวซู่หยางดูเศร้าลงไปเล็กน้อยจนนางต้องหันไปมอง “ท่านเสียดายเรื่องอะไรหรือ?” “หากข้าได้พาหญิงสาวแสนงดงามมาแทนบุรุษที่ดูแล้วเป็นคนเสเพลก็คงจะดีกว่านี้” พูดจบเขาก็ยิ้มให้นาง สายตาเต็มไปด
“ข้าล่ะอยากรู้จริงๆ ว่าท่านมั่นใจว่าเป็นข้าได้อย่างไร ต่อให้ท่านจะไล่เรียงให้ข้าฟังแล้ว แต่ข้าก็ยังนึกภาพไม่ออกอยู่ดี” เฉินอวี้หลันคาใจในข้อนี้ยิ่งนัก เซียวซู่หยางคิดอยู่ชั่วครู่ สุดท้ายเขาก็ยิ้มออกมา “เพราะความรู้สึกของข้าบอกว่าเป็นเจ้ากระมัง ข้าถึงได้มั่นใจ” เฉินอวี้หลันฟังก็ได้ฟังคำตอบที่ดูไม่จริงจังของเขาแล้วก็ได้แต่กลอกตาไปทางอื่นไม่ยอมมองเขาอีก ขณะที่เซียวซู่หยางกำลังทำท่าเหมือนอยากจะพูดอะไรออกมา อาหารที่เขาสั่งไปเมื่อสักครู่ก็ถูกนำมาวางไว้บนโต๊ะพอดี เฉินอวี้หลันมองอาหารตรงหน้า ไ
ความคิดในสมองของเฉินอวี้หลันแล่นเร็วจี๋ สุดท้ายนางตัดสินใจที่จะทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ “ท่านพูดเรื่องอันใดกัน ข้ามิได้รู้จักท่านเสียหน่อย” “แม้หน้าตาของเจ้าจะเปลี่ยนไปจนแทบไม่เหลือเค้าเดิม” เซียวซู่หยางอมยิ้ม ทว่าดวงตากลับฉายแววจริงจัง “แต่ข้าไม่มีทางจำเจ้าผิดไปอย่างแน่นอน” “แต่ข้าว่าท่านจำผิดคนแล้ว” เฉินอวี้หลันก้มหน้าหลบสายตาคู่นั้นพลางลูบต้นคอของตัวเองเบาๆ แม้จะยืนกรานอยู่เช่นเดิมแต่น้ำเสียงกลับอ่อนลงไปไม่น้อย “หากเป็นผู้อื่นข้าคงไม่สนใจ” เซียวซู่หยางหยิบจอกน้ำชาขึ้นมาแกว่งเบาๆ ก่อนจะยกดื่ม “แต่เพราะเป็นเจ้า ข้าจึงจดจำได้ทันที”&







