LOGINเฉินอวี้หลันรับขวดสุราดอกท้อมา แม้ปกตินางจะไม่ใช่คนที่ชอบดื่มสุรา แต่นางก็ดื่มได้ อีกทั้งตอนนี้ด้วยความเหนื่อยหน่ายทั้งกายและใจที่นางต้องเผชิญกับความกดดันที่มองไม่เห็น ทำให้นางกระดกสุราดอกท้อรวดเดียวหลายอึก
ในใจของนางรู้ดีว่าการได้โอกาสครั้งที่สองมาเช่นนี้เป็นเรื่องเหลือเชื่อที่หลายๆ คนอยากจะให้เกิดขึ้นกับตัวเอง แต่สำหรับนางที่ไม่รู้ว่าหากนางไม่ได้แต่งงานกับจูป๋ายเจี่ยนแล้วความตายจะมาเยือนนางกับตระกูลของนางหรือไม่ ทำให้นางอดที่จะหวาดกลัวแม้แต่ตอนนอนไม่ได้ กลัวว่าวันหนึ่งตื่นขึ้นมาแล้วบิดากับมารดาของนางถูกสังหารเช่นเดียวกับที่เคยเกิดขึ้น
กลิ่นสุราหอมอ่อนๆ และรสชาติที่หอมหวานของสุราดอกท้อแห่งหอสุราเซียนเมามายทำให้เฉินอวี้หลันดื่มได้ลงไปได้เรื่อยๆ พอจะเข้าใจแล้วว่าทำให้สหายรักของนางคนนี้ถึงยอมดั้นด้นมาดื่มให้ได้เดือนละครั้ง
“จะว่าไปช่วงนี้เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง” กู้จิงฉีกยิ้ม พยายามเปลี่ยนเรื่องคุยเพื่อไม่ให้เพื่อนรักทุกข์ใจ “นับตั้งแต่ฮุ่ยซวนกลับมาครั้งก่อน ข้าก็ไม่ได้เจอเจ้าอีกเลย”
แม้รสชาติของสุราดอกท้อจะดื่มง่าย แต่กลับมีฤทธิ์รุนแรง ทำให้เฉินอวี้หลันที่เพิ่งจะดื่มไปไม่นานเริ่มมีอาการมึนๆ เล็กน้อยแล้ว
นางพยายามทบทวนความทรงจำว่าครั้งสุดท้ายที่ได้พบกับกู้จิงเป็นช่วงเวลาไหนกันแน่ ชาติก่อนหรือชาตินี้ สุดท้ายนางก็ยิ้มออกมาบางๆ เมื่อนึกถึงใบหน้าคนผู้หนึ่ง “หากตัดเรื่องชะตากรรมที่โหดร้ายกับข้าออกไป ก็ถือว่ามีเรื่องให้ประหลาดใจไม่น้อย โดยเฉพาะคนผู้นั้น”
“คนผู้นั้น?” กู้จิงทวนคำ ก่อนจะยิ้มออกมาด้วยเต็มไปด้วยความตื่นเต้น “เจ้าหมายถึงผู้ใดกัน”
เฉินอวี้หลันหัวเราะเบาๆ “คนบ้าที่ชอบทำให้หัวใจข้าหวั่นไหวอย่างแปลกประหลาด”
กู้จิงเห็นใบหน้าเล็กๆ นั้นยิ้มออกมาอย่างอบอุ่นที่ไม่เคยเห็นมาก่อนของสหายรักก็ยิ่งตื่นเต้นเข้าไปอีก “คนบ้าผู้นี้เป็นใครกัน”
“คนบ้าคนหนึ่งเท่านั้น” เฉินอวี้หลันกระดกสุราดอกท้อจนหมดขวดรวดเดียว ใบหน้าแดงก่ำด้วยฤทธิ์สุรา “ไว้ใจเขาไม่ได้”
“ทำไมถึงไว้ใจเขาไม่ได้” กู้จิงไม่ละความพยายามถาม เรื่องนี้ไม่ว่าอย่างไรก็ปล่อยผ่านไปไม่ได้เด็ดขาด “เจ้าไม่ชอบเขาหรือ”
“ไม่รู้เหมือนกัน” เฉินอวี้หลันหลับตาส่ายหน้าเบาๆ “เขาปรากฏตัวได้เหมาะเจาะเกินไป ดูเหมือนรู้อะไรบางอย่างมากเกินไป ราวกับเข้าหาข้าด้วยผลประโยชน์บางอย่าง ซึ่งข้าไม่อยากเจอเหตุการณ์เช่นนั้นอีกแล้ว”
สีหน้าของเฉินอวี้หลันทำให้กู้จิงที่กำลังตื่นเต้นจนถึงขีดสุดนิ่งงันไปในทันที เพราะเขาเห็นถึงความเศร้า ความทุกข์และความสิ้นหวังที่ปรากฏออกมาจากสีหน้านั้นของเฉินอวี้หลันได้อย่างชัดเจน
“ถ้าเจ้าไม่อยากนึกถึงก็อย่านึกถึงเขาเลย” กู้จิงลูบหลังมือที่วางอยู่บนโต๊ะของเฉินอวี้หลันเพื่อปลอบใจ
“ข้าก็มิได้อยากนึกถึงเขา” เฉินอวี้หลันมองดูเมฆสีขาวที่ลอยละล่องอยู่บนท้องฟ้าด้วยสายตาเหม่อลอย “แต่เขากลับทำให้ใจข้าสั่นไหวเกือบทุกครั้งที่ได้พบกัน แม้ข้าจะเตือนตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าอย่าไปเชื่อเขา แต่หัวใจข้าไม่ยอมฟังเลยแม้แต่น้อย”
ทันใดนั้นเฉินอวี้หลันก็หันขวับมามองกู้จิงอย่างรวดเร็วจนกู้จิงตกใจ “เซียนเซียน เจ้าว่าข้าควรทำอย่างไรดี”
กู้จิงยิ้มบางๆ โดยไม่ถือสาที่อีกฝ่ายเรียกว่าเซียนเซียนแม้แต่น้อย “หากเจ้าไม่เชื่อใจเขา เจ้าก็ลองจับตาดูว่าเขาจะทำอะไร จนถึงเวลาที่เจ้าแน่ใจแล้วว่าเขามาด้วยจุดประสงค์ที่ไม่ดี เจ้าก็บอกให้ข้าหรือไม่ก็ซวนซวนไปจัดการเขาก็ได้”
เฉินอวี้หลันได้ยินก็ค่อยๆ คลานมาข้างๆ กู้จิงก่อนจะกอดอีกฝ่ายเสียแน่น
กู้จิงเห็นเพื่อนรักที่เมามายไปเรียบร้อยแล้วก็ยิ้มบางๆ พลางใช้มือลูบแผ่นหลังอีกฝ่ายราวกับกำลังปลอบใจเด็กน้อย
เฉินอวี้หลันซุกไซ้ใบหน้ากับร่างของกู้จิงก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาพร้อมกับรอยยิ้มใสซื่อ “แม้เจ้าจะปลอมตัวอยู่ แต่ตรงนี้ของเจ้าก็ยังคงนุ่มนิ่มไม่เปลี่ยนเลย”
ใบหน้าของกู้จิงแดงขึ้นมาอย่างกระทันหัน รีบดันเพื่อนรักออกไปให้ห่างตัวทันที “เจ้านี่นะ ยังจะมาหาเศษหาเลยจากข้าอีก”
เฉินอวี้หลันหัวเราะร่วน แม้จะอยู่ในคราบบุรุษแต่ก็เห็นถึงความสดใสอย่างที่ควรจะเป็นของบุตรสาวแม่ทัพใหญ่อยู่
“เอาเถอะ” กู้จิงถอนหายใจเฮือกใหญ่ “ข้าจะถือว่าครั้งนี้เป็นเพราะว่าเจ้าเมา มิเช่นนั้นข้าไม่ยกโทษให้เจ้าแน่”
เฉินอวี้หลันเห็นเพื่อนรักโกรธแล้วก็รีบเข้าไปกอดอีกครั้งพร้อมกับขอโทษขอโพยยกใหญ่ ส่วนกู้จิงที่ไม่ได้ถือสาอยู่แล้วก็หัวเราะออกมาอย่างอดไม่ได้
ทั้งคู่พูดคุยพลางร่ำสุราดอกท้อที่เสี่ยวเอ้อร์ยกมาไม่ขาดสายจนท้องฟ้าเปลี่ยนเป็นสีส้มแสบตา
“ได้เวลาที่ข้าต้องไปแล้ว” กู้จิงเอ่ยขึ้นเมื่อมองออกไปนอกหน้าต่าง แม้น้ำเสียงจะยังคงเดิมแต่ก็ปกปิดความเดียวดายไว้ไม่มิด ก่อนจะเอ่ยกับสหายรักด้วยความเป็นห่วง “ส่วนเจ้าก็พักผ่อนไปก่อนสักหนึ่งหรือสองชั่วยาม แล้วค่อยไปหาข้าก็ได้ ข้าจะให้เสี่ยวเอ้อร์มาปลุกเจ้าทีหลัง”
“ตกลง” เฉินอวี้หลันที่แทบจะหลับฉีกยิ้มกว้างรับคำโดยที่ดวงตาลืมไม่ขึ้น ก่อนจะฟุบหน้าลงกับโต๊ะไปในทันที
กู้จิงมองสหายรักที่หลับไปแล้วก่อนจะยกยิ้มบางๆ จากนั้นก็เดินออกประตูห้องส่วนตัวไปอย่างเงียบเชียบ
หลังจากเดินลงมาและกำชับให้เสี่ยวเอ้อร์ปลุกคนในห้องหลังจากผ่านไปสองชั่วยาม กู้จิงก็มองเห็นรถม้าที่ถูกตกแต่งอย่างหรูหราคันหนึ่งจอดรออยู่หน้าหอสุราเซียนเมามายพอดี
เมื่อคนขับรถม้าคันนั้นเห็นกู้จิงเดินมาก็ก้มศีรษะให้อย่างนอบน้อม
“ไปกันเถอะ” กู้จิงกล่าวสั้นๆ ก่อนจะเดินขึ้นรถม้าไป
แรงสั่นเบาๆ ทำให้กู้จิงรู้ว่ารถม้าขยับแล้ว จึงผ่อนลมหายใจออกมา จากนั้นก็ใช้มือลอกหน้ากากที่สวมอยู่ออก เผยให้เห็นใบหน้างดงามราวเทพธิดาที่ไม่ได้มีการแต่งแต้มใดๆ
เฉินอวี้หลันรับขวดสุราดอกท้อมา แม้ปกตินางจะไม่ใช่คนที่ชอบดื่มสุรา แต่นางก็ดื่มได้ อีกทั้งตอนนี้ด้วยความเหนื่อยหน่ายทั้งกายและใจที่นางต้องเผชิญกับความกดดันที่มองไม่เห็น ทำให้นางกระดกสุราดอกท้อรวดเดียวหลายอึก ในใจของนางรู้ดีว่าการได้โอกาสครั้งที่สองมาเช่นนี้เป็นเรื่องเหลือเชื่อที่หลายๆ คนอยากจะให้เกิดขึ้นกับตัวเอง แต่สำหรับนางที่ไม่รู้ว่าหากนางไม่ได้แต่งงานกับจูป๋ายเจี่ยนแล้วความตายจะมาเยือนนางกับตระกูลของนางหรือไม่ ทำให้นางอดที่จะหวาดกลัวแม้แต่ตอนนอนไม่ได้ กลัวว่าวันหนึ่งตื่นขึ้นมาแล้วบิดากับมารดาของนางถูกสังหารเช่นเดียวกับที่เคยเกิดขึ้น กลิ่นสุราหอมอ่อนๆ และรสชาติที่หอมหวานของสุราดอกท้อแห่งหอสุราเซียนเมามายทำให้เฉินอวี้หลันดื่มได้ลงไปได้เรื่อยๆ พอจะเข้าใจแล้วว่าทำให้สหายรักของนางคนนี้ถึงยอมดั้นด้นมาดื
เฉินอวี้หลันทิ้งตัวนั่งลงตรงข้ามกับอีกฝ่ายอย่างไม่เกรงใจ ก่อนจะถามออกไปแบบยิ้มๆ “เจ้าไม่คิดว่าจะเป็นผู้อื่นบ้างหรือ?” “คนที่รู้ว่าข้าจะมาที่นี่วันนี้ นอกจากหลงจู๊กับพวกเสี่ยวเอ้อร์แล้วก็ไม่มีใครอื่นอีก” กู้จิงรินสุราดอกท้อหอมกรุ่นลงจอก ดูจากมือที่สั่นเทาเล็กน้อยก็พอจะคาดเดาได้ว่าเขาน่าจะดื่มมาสักพักใหญ่แล้ว “รวมไปถึงต่อให้เจ้าปลอมตัว แต่เจ้าก็มักจะใช้วิธีการแต่งแต้มใบหน้า หากเป็นคนที่รู้จักเจ้าดี มองเพียงครั้งเดียวก็รู้แล้วว่าเจ้าเป็นใคร” เฉินอวี้หลันพลางนึกไปถึงเซียวซู่หยางที่เห็นนางปุ๊บก็รู้ว่าเป็นนางทันที แต่นางกับเขาเจอกันไม่กี่ครั้งเองนะ กู้จิงกระดกสุราเข้าปากด้วยท่าทางชื่นใจ ราวกับว่าต่อให้ดื่มเท่าไ
ท่าทางเหมือนคนที่ได้รับความไม่เป็นธรรมกับร่างกายของบุรุษช่างดูไม่เข้ากันยิ่งนักจนเซียวซู่หยางเผลอหัวเราะออกมา “ท่านหัวเราะอะไรน่ะ” เฉินอวี้หลันที่กำลังหงุดหงิดหันไปมองเขาตาขวาง “ข้าเพียงแค่นึกไม่ถึงว่าเจ้าจะโมโหขนาดนี้” ชายหนุ่มพยายามกลั้นหัวเราะ “แต่ข้าจะบอกเจ้าว่าไม่ต้องกังวลไป” “ท่านรู้หรือว่านางจะไปเปิดร้านที่ไหนต่อ” เฉินอวี้หลันมองเขาอย่างคาดหวัง แต่เมื่อเห็นเขาส่ายหน้าเป็นคำตอบ นางก็อยากจะเข้าไปจัดการเขาสักหมัดจริงๆ เพื่อหลีกเลี่ยงการเจ็บตัวแบบไร้ความหมาย
หลังจากผ่านมื้ออาหารอันแสนโอชะ เฉินอวี้หลันก็เพิ่งสังเกตเห็นว่าบริเวณนี้แม้จะอยู่ในเมืองหลวงแต่บรรยากาศแตกต่างยิ่งนัก เนื่องจากที่นั่งของทั้งสองอยู่ติดหน้าต่าง ทำให้สามารถทอดสายตาออกไปมองทิวทัศน์ของถนนที่ไม่กว้างนักอันไร้ซึ่งผู้คนได้อย่างชัดเจน “ที่นี่ช่างเงียบยิ่งนัก” เฉินอวี้หลันยกชาขึ้นจิบ “ราวกับมิได้อยู่ในเมืองหลวงเลย” “นั่นเป็นอีกสาเหตุที่ข้าพาเจ้ามา” เซียวซู่หยางค่อยๆ หลับตาลง ฟังเสียงแมลงที่ร้องระงมอยู่ไกลๆ “บางทีความเงียบสงบอาจจะทำให้เจ้าสบายใจขึ้นมาบ้าง” “ถือว่าครั้งนี้ท่านทำสำเร็จแล้ว” เฉินอวี้หลันในโฉมหน้าของบุรุษยิ้มออกมาบางๆ เป็นครั้งแรกที่นางยิ้มให้เขาอย่างจริงใจ “แต่ก็มีเรื่องน่าเสียดายอยู่เหมือนกัน” เซียวซู่หยางกล่าวด้วยความดังที่ได้ยินเพียงแค่สองคน น้ำเสียงของเซียวซู่หยางดูเศร้าลงไปเล็กน้อยจนนางต้องหันไปมอง “ท่านเสียดายเรื่องอะไรหรือ?” “หากข้าได้พาหญิงสาวแสนงดงามมาแทนบุรุษที่ดูแล้วเป็นคนเสเพลก็คงจะดีกว่านี้” พูดจบเขาก็ยิ้มให้นาง สายตาเต็มไปด
“ข้าล่ะอยากรู้จริงๆ ว่าท่านมั่นใจว่าเป็นข้าได้อย่างไร ต่อให้ท่านจะไล่เรียงให้ข้าฟังแล้ว แต่ข้าก็ยังนึกภาพไม่ออกอยู่ดี” เฉินอวี้หลันคาใจในข้อนี้ยิ่งนัก เซียวซู่หยางคิดอยู่ชั่วครู่ สุดท้ายเขาก็ยิ้มออกมา “เพราะความรู้สึกของข้าบอกว่าเป็นเจ้ากระมัง ข้าถึงได้มั่นใจ” เฉินอวี้หลันฟังก็ได้ฟังคำตอบที่ดูไม่จริงจังของเขาแล้วก็ได้แต่กลอกตาไปทางอื่นไม่ยอมมองเขาอีก ขณะที่เซียวซู่หยางกำลังทำท่าเหมือนอยากจะพูดอะไรออกมา อาหารที่เขาสั่งไปเมื่อสักครู่ก็ถูกนำมาวางไว้บนโต๊ะพอดี เฉินอวี้หลันมองอาหารตรงหน้า ไ
ความคิดในสมองของเฉินอวี้หลันแล่นเร็วจี๋ สุดท้ายนางตัดสินใจที่จะทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ “ท่านพูดเรื่องอันใดกัน ข้ามิได้รู้จักท่านเสียหน่อย” “แม้หน้าตาของเจ้าจะเปลี่ยนไปจนแทบไม่เหลือเค้าเดิม” เซียวซู่หยางอมยิ้ม ทว่าดวงตากลับฉายแววจริงจัง “แต่ข้าไม่มีทางจำเจ้าผิดไปอย่างแน่นอน” “แต่ข้าว่าท่านจำผิดคนแล้ว” เฉินอวี้หลันก้มหน้าหลบสายตาคู่นั้นพลางลูบต้นคอของตัวเองเบาๆ แม้จะยืนกรานอยู่เช่นเดิมแต่น้ำเสียงกลับอ่อนลงไปไม่น้อย “หากเป็นผู้อื่นข้าคงไม่สนใจ” เซียวซู่หยางหยิบจอกน้ำชาขึ้นมาแกว่งเบาๆ ก่อนจะยกดื่ม “แต่เพราะเป็นเจ้า ข้าจึงจดจำได้ทันที”&







