Masukอนุสกุลหลิว บทที่ 2
ยามเย็นสกุลหลิวยังคงเงียบเชียบ ไร้ผู้คนเฉกเช่นสกุลใหญ่ทั่วไป หวางชิงเดินนำหน้าไปทางสะพานไม้ทอดยาว
“เมิ่งหลัว”
“เจ้าค่ะ”
“สกุลข้าเป็นพ่อค้าร้านเต้าหู้ มิได้ร่ำรวย แต่ภายในเรือนยังมีคนพลุกพล่าน เจ้าว่าสกุลหลิวแปลกหรือไม่”
“แต่ในโรงครัวมีพ่อครัวแม่ครัวมากมายนะเจ้าค่ะ ทั้งเด็กรับใช้ เมิ่งหลัวนับแล้วราวยี่สิบกว่าคน”
“หื้อ โรงครัวของที่นี่ใช้คนมากขนาดนี้ ทั้งที่อยู่กันไม่กี่คน”
พูดจาไม่เท่าไรหวางชิงและเมิ่งหลัวก็มาถึงเรือนหลังหนึ่งคั่นระหว่างเรือนนายท่านและเรือนของฮูหยิน
เรือนนี้ไม่มีเครื่องนอน เป็นเรือนสำหรับรับประทานอาหารโดยเฉพาะ ประตูเปิดกว้างออกทุกบานมองเห็นคนที่อยู่ภายในกำลังนั่งรอนางอยู่
“หวางชิงขออภัยที่มาช้า ยังไม่คุ้นชินทาง”
หวางชิงยอบกายไปทางนายท่าน บุรุษรูปงามยิ่งสวมใส่อาภรณ์สีอ่อนปล่อยผมยาวด้านหลังครึ่งหนึ่ง ส่วนอีกครึ่งมัดรวบไว้กลางศีรษะผูกรัดด้วยผ้าสีเดียวเข้าชุดประดับหยกขาว
ท่าทางสูงสง่างดงาม กิริยามารยาทสมเป็นบุตรชายคนโตสกุลใหญ่
“ไม่เป็นไรน้องหญิง นั่งก่อน เดินมาไกลหรือไม่”
มือใหญ่นุ่มนิ่มรวบมือนางไว้แล้วพยุงให้ลุกขึ้นพาเดินหรืออาจเรียกได้ว่าประคอง ลำแขนโอบเอวนางไว้บีบแน่นคล้ายกำลังสะกดกลั้นอารมณ์
นายท่านหื่นกามเพียงนี้ ถึงว่าจำต้องรับอนุมาคลายอารมณ์
“ไม่ไกลเจ้าค่ะ”
“นั่งตรงนี้ข้างพี่”
หวางชิงชำเลืองมองฮูหยินยังแย้มยิ้มจึงนั่งลง
“เดี๋ยวรอนายท่านรองเสียก่อนค่อยลงมือทาน”
“นายท่านรอง?”
“น้องชายฝาแฝดของพี่เอง อาจมาช้าหน่อยเพราะตรวจร้านค้าหลายร้าน”
หวางชิงยิ้มรับไม่ทันได้เอ่ยถามพลันได้ยินเสียงลงฝีเท้าหนักอย่างคนใช้แรงมาตามสะพานไม้ทอดยาว ก่อนที่นางจะได้เห็นบุรุษอีกคนที่หน้าตาเหมือนนายท่านหลิวซางไม่มีผิด เหมือนแม้กระทั่งสีของนัยน์ตา ความหนาของเส้นผม หรือแม้กระทั่งรอยยิ้ม
“นายท่านรอง”
หวางชิงแอบสะดุ้งเมื่อเห็นฮูหยินใหญ่ลุกขึ้นยืนยอบกาย รวมไปถึงท่านพี่หลิวเทียนที่คล้ายระวังกิริยามากขึ้น
“นี่อนุชิง” ฮูหยินเอ่ยแนะนำแผ่วเบา น้ำเสียงนอบน้อม
ร่างสูงใหญ่ในชุดสีเข้มรวบผมตึงบนศีรษะรัดด้วยผ้าสวมกว้านหยกสีเขียว สะบัดผ้าอย่างแรงก่อนจะนั่งลงฝั่งตรงข้ามนาง
“นางไม่มีปากหรือ”
หวางชิงสะอึกขึ้นก่อนเม้มปากแล้วลุกขึ้นคารวะอย่างเสียไม่ได้ ในเมื่อนางเป็นอนุนายท่านบุตรชายคนโต ส่วนบุรุษตรงหน้าเป็นเพียงสกุลรอง
“หวางชิงคารวะนายท่านรอง”
ดูเหมือนว่าเสียงนุ่มของนางเรียกความสนใจจากคนผู้นี้ เพราะมือที่กำลังจับตะเกียบหยุดไปครู่ก่อนจะแหงนดวงหน้าคมสันจ้องนางนิ่งด้วยตากระบี่ เอ่ยเสียงราบเรียบ
“กินข้าว”
หวางชิงหน้าม้านจนเจื่อนค่อยย่อร่างนั่งลงตามเดิม
“น้องเทียน วันนี้ท่านอาจางส่งเทียบเชิญงานเลี้ยง จัดที่จวนต้นสกุล”
“เมื่อไร”
“อีกราวสามอาทิตย์ งานวันเกิดอาสะใภ้”
“อืม”
หวางชิงนั่งกินเงียบ ๆ คอยลอบสังเกตการณ์ทุกคนบนโต๊ะ ดูท่าว่านายท่านรองคงเป็นบุคคลสำคัญคนหนึ่ง
“พี่อยากจะพาน้องชิงไปด้วย”
กึก...
เสียงตะเกียบกระทบชามดังขึ้นเบา ๆ นางได้สบตาคมกล้าฝั่งตรงข้ามเพียงครู่แล้วเป็นนางเองที่หลุบตาหนี
“ท่านพี่ควรมีมารยาท การพาอนุออกงานนอกจากไม่ให้เกียรติภรรยาตนเองแล้ว ยังดูหมิ่นท่านอา”
หวางชิงเห็นลูกกระเดือกพี่หลิวซางขยับกลืนน้ำลาย จึงเลื่อนสายตาไปทางเขา
“แล้วการต่อว่าพี่ชายตนเองต่อหน้าผู้อื่น ถือเป็นการให้เกียรติหรือ?”
หวางชิงโพล่งขึ้นแล้วจึงได้สังเกตว่าทุกคนบนโต๊ะเงียบสนิท มือของพี่หลิวเทียนและฮูหยินหยุดค้างกลางอากาศ โดยเฉพาะบุรุษตรงหน้า
“ยังไม่ทันได้เข้าห้องหอเปิดผ้าร่วมเสพสังวาส แต่ดูท่าอนุชิงรีบร้อนอยากเปิดตัว แล้วถ้าหากไม่ถูกใจท่านพี่ ลีลาไม่สมควรเป็นอนุ หรือมีข้อตำหนิอื่นใด” สายตาดุดันเลื่อนลงตรงกลางทรวงอกแล้วยกมุมปากขึ้น “อนุชิงอาจอยู่ได้ไม่ถึงครึ่งคืน”
“น้องเทียน เจ้าอย่าได้ข่มขู่น้องชิงเช่นนี้”
หวางชิงหันหน้าไปทางนายท่านสกุลหลิว ตระหนกอยู่ภายใน อะไรกัน! เป็นบุตรชายคนโตไยจึงพูดจาอ่อนน้อมต่อน้องชาย แต่นางยังยิ้มเยือน
“พี่เทียนไม่ต้องออกหน้าแทนชิงชิงเจ้าค่ะ ให้นายท่านรองต่อว่าสั่งสอนชิงชิงเถิด”
“ฮ่ะ ฮ่า มื้อเย็นวันนี้ดูครึกครื้นยิ่งนัก”
หลิวเทียนกระแทกตะเกียบบนพื้นโต๊ะแล้วคีบปลานึ่งส่งข้ามไปวางบนชามหวางชิงด้วยสีหน้าเยาะหยัน
“เอาเข้าปากเสีย ปากจะได้ไม่ว่าง”
หวางชิงถึงกับอึ้งงัน บุรุษที่งามสง่าผ่าเผย ดวงหน้าหล่อคมสัน กิริยามารยาทงดงามทว่าปากจัดเหลือทน นางเม้มปากแล้วคีบปลานึ่งออกจากชามข้าว ใส่ลงชามทิ้งเศษอาหาร
“บังเอิญว่าชิงชิงไม่ใคร่ถูกชะตากับปลาสักเท่าไร”
“ถ้าเช่นนั้น เจ้าทานหมูหรือไม่”
นางมองหมูสามชั้นมันเยิ้มบนชามตนเองหลังจากที่นายท่านรองคีบมาวางอีกชิ้น ใบหน้าของนางยามนี้คงไม่น่าดูนักเพราะสังเกตจากสีหน้าของฮูหยินแล้วคล้ายจะซีดลงไปหลายส่วน
ไม่ทันที่นางจะคีบออกจากชาม
“หากเจ้าคีบออก ข้าจะคีบใส่เข้าไปใหม่ คีบใส่จนกว่าเจ้าจะกินและหุบปาก...”
หวางชิงวางตะเกียบทันควัน จ้องสบตานายท่านรอง
“ถ้าเช่นนั้นชิงชิงอิ่มแล้ว ขอตัวกลับเรือนก่อน”
ครืด....
“นั่งลง”
“ไม่ ชิงชิงเดินทางมาเหนื่อยต้องการพักแล้ว”
ปัก!
เสียงวางตะเกียบกระแทกโต๊ะดังจนทุกคนในโต๊ะสะดุ้งโหย่ง หวางชิงลอบสบตาฮูหยินที่พยายามส่ายหน้าห้ามปรามแต่คงสายไปเสียแล้ว
“ในเมื่ออนุชิงต้องการพักผ่อนเร็วแต่หัววัน รบกวนพี่หญิงแขวนโคมให้พี่ใหญ่ด้วยแล้วกัน”
ครืด....โครม!
บุรุษร่างใหญ่เพียงได้ลุกอย่างแรงจนเก้าอี้ลากกระทั่งล้มลงพื้นส่งเสียงดังครืน นายท่านรองไม่เอ่ยร่ำลาผู้ใดแม้แต่น้อย สะบัดชายผ้าตามแรงอารมณ์กรุ่นโกรธก่อนจะเดินออกจากห้องอาหารหายลับไปกับความมืด
ระหว่างทางเดินกลับเรือนเล็ก นางสังเกตเห็นคนรับใช้มีมาให้เห็นบ้างตามจุด แต่ถือว่าน้อยไปอยู่ดี
“เมิ่งหลัว”
“เจ้าคะคุณหนู”
“ไปสืบมาให้ข้าหน่อยว่านายท่านรองเป็นใคร มีความสำคัญอะไรกับเรือนหลังนี้”
“มีเรื่องหรือเจ้าคะ”
“ระหว่างมื้ออาหาร ข้าสังเกตว่าพี่เทียนกับพี่หญิงคล้ายเอาใจและมีท่าทีอ่อนน้อมหลายส่วน”
“คุณหนูคิดมากไปเองหรือเปล่าเจ้าคะ นายท่านอาจเป็นผู้มีมารยาทงาม”
“เจ้าจะบ้าเหรอ มารยาทงามไยต้องพูดจาอ่อนน้อมเพียงนั้น ...”
หวางชิงพูดไม่ทันจบมาถึงเรือนเสียก่อนแล้วเบิกตากว้างเมื่อเห็นเรือนเล็กของตนเองถูกแขวนโคมแดงไว้สองโคมหน้าเรือน รวมไปถึงบ่าวรับใช้ทยอยหอบอาบเข้าไปในห้อง
“เกิดเรื่องอะไรขึ้น”
“อนุชิง”
“ป้าฉี มีเรื่องอันใดหรือ”
“ฮูหยินสั่งให้แขวนโคมเจ้าค่ะ”
อนุสกุลหลิว บทที่ 10กลางร่องเนื้อนิ่มแยกรอยปริอ่อนไหวและบวมช้ำ ต้องการให้เขากระแทกกระทั้นแรงขึ้น จึงโน้มกายไปด้านหน้าแล้วเป็นฝ่ายกระแทกไปด้านหลังจนนายท่านรองหัวเราะชอบใจเขาจับเอวนางไว้ส่งแรงทั้งกระทุ้งกระแทก ส่วนนางดันไปด้านหลัง จะเกิดเสียงดังแล้วอย่างไรเพราะในเวลานี้ในหัวสมองของทั้งคู่ขาวโพลน มีเพียงความซาบซ่านเสียวอวัยวะเพศเท่านั้นที่พวกเขารับรู้โยนีแดงก้ำบานออกรองรับแท่งค้ำกลางหว่างขา โหนกเนื้อราวกำลังถูกปริแยกด้วยของแข็งขนาดใหญ่ตลอดเวลาที่เขาเสียบคา ทั้งถี่รัวและบดแน่นพวงสวรรค์ใหญ่ย้อยกระแทกเสียดสีและแกว่งไกว บางคราวหลิวเทียนงัดขึ้นแล้วหยุดสูดปาก มือกำขยำนมแรงเสียวสะท้านจนยากจะอดกลั้น บางคราวกระทั้นจนถี่รัวราวต้องการทำโทษนางทั้งที่เป็นเขาเองที่ห่างหายไปหลายวัน“ซี้ดดด..”นางรู้ว่านายท่านรองอดกลั้นให้นางได้เสร็จสม เขาร้องครางกลั้นหายใจหลายครั้ง หยุดนิ่งจนท่อนเนื้อกระตุกแรงภายใน แล้วกระแทกต่อกระทุ้งจนนางกระดอนฉับพลันนายท่านรองถอดถอนแท่งสวรรค์ออกแล้วเดินถอยหลังหอบหายใจ หวางชิงหันตัวกลับมามอง
อนุสกุลหลิว บทที่ 9กึก!เสียงเปิดประตูดังขึ้นพร้อมกับเสียงหัวใจของนางที่รัวแรงดั่งกลองศึก ดวงตาดอกท้อเบิกกว้างยิ่งกว่าครั้งไหนในชีวิต คิดหาวิธีแก้ตัว คำพูดที่จะใช้เพื่อเอาตัวรอด“อนุชิง”ทว่า...เสียงทุ้มที่เปล่งออกมาจากลำคอหนาของบุรุษตรงหน้าคือ นายท่านรองหวางชิงมิรู้ว่าตนเองจะถอนหายใจโล่งอกดีหรือหวั่นเกรงมากกว่ากัน“นายท่านรอง!”ครืด.... ตึง!ประตูห้องเก็บฟืนถูกปิดลงพร้อมเงาทะมึนด้านหลังจางหายจึงทำให้หวางชิงมองเห็นดวงหน้าคมสันของนายท่านรองถนัดชัดตา“ทะ ท่าน กลับมาแล้ว” นางทำเสียงอึกอักในลำคอ“วันนี้อนุชิงทำเสียงตะกุกตะกัก ทำอะไรผิดไว้หรือ”บุรุษในชุดสีน้ำเงินเข้มสวมกว้านหยกสีเขียวรวบผมตึง ใบหน้าเหมือนนายท่านหลิวซาง ทว่าความเข้มข้นแห่งบุรุษเพศชัดเจนยิ่งกว่า“ขะ ข้า หลงทาง”ดวงตานางล่อกแล่กกลอกไปด้านซ้ายที่ซึ่งจะมองไม่เห็นใบหน้าคมสัน ลมหายใจยังส่งเสียงฟืดฟาดระงับอาการตื่นเต้น
อนุสกุลหลิว บทที่ 8ร่างเล็กอรชรของหวางชิงบอบช้ำจากบทรักในทุกค่ำคืนจนนางจับไข้จริง นางนอนซมหนาวสั่น“เมิ่งหลัว แค่ก ๆ”“เจ้าคะ คุณหนูนอนก่อนนะเจ้าคะ นายท่านให้คนไปตามท่านหมอมาแล้วเจ้าค่ะ”“ข้าหนาวยิ่งนัก แต่สักพักกลับร้อนดั่งไฟ”เสียงแหบแห้งพร้อมไอโคลกดังจนตัวโยนทำให้เมิ่งหลัวรีบถลาเข้าไปประคอง“คุณหนูดื่มชาเสียหน่อยนะเจ้าคะ ป้าฉีกำลังให้เด็กต้มโจ๊กคงอีกสักประเดี๋ยว”“ข้าไม่หิว อยากนอน”“โธ่ คุณหนู แล้วนี่นายท่านรองก็ไม่อยู่เสียด้วย”“เกี่ยวอันใดกับเขากัน แค่ก ๆ”“คุณหนูเจ้าคะ เมิ่งหลัวไปสืบความมา ยังไม่ทันได้เล่าให้คุณหนูฟัง”“สืบความเรื่องนายท่านรองใช่หรือไม่ เกือบสามอาทิตย์แล้วนะ ข้านึกว่าเจ้าลืมไปเสียแล้ว”“โธ่! คุณหนู คนรับใช้ในเรือนล้วนกลัวนายท่านรองทั้งสิ้น ข้าทะเล่อทะล่าโพล่งถามออกไปคงไม่เหมาะ จึงตะล่อมมาเรื่อย ๆ แล้วจับความสำคัญเอา”
อนุสกุลหลิว บทที่ 7“เมื่อครู่เจ้าว่าไม่อาบน้ำใช่หรือไม่”“ใช่ ท่านพี่เป็นอะไรไป เมื่อหัวค่ำท่านยังอ่อนโยนต่อข้า”หลิวซางไม่ตอบซ้ำยังลากนางไปทางอ่างน้ำ จับนางเปลื้องผ้าด้วยแรงชายจนอาภรณ์ขาดวิ่นแล้วโยนนางลงน้ำโครม! ซ่า! แค่ก ๆ ๆนางทะลึ่งตัวพรวดขึ้นสำลักน้ำ ลูบน้ำออกจากใบหน้า“ข้าอาบน้ำมาแล้ว เตรียมพร้อมสมสู่เสพกาม แต่ในเมื่อเจ้าอยากให้ข้าอาบอีกครั้ง ย่อมได้”“ข้าไม่ได้พูดเช่นนั้น ท่านพี่”หลิวซางกระชากเสื้อคลุมตนเองออกโยนทิ้ง แล้วก้าวลงไปในอ่าง แต่ยังไม่ลืมหยิบของบางอย่างมาด้วย สร้อยกระดิ่งร้อยเป็นตุ้มเล็ก ๆ ราวเจ็ดแปดตุ้ม ส่งเสียงกรุ๊งกริ๊งคล้ายกระดิ่ง“อะไร ท่านพี่เอาอะไรมา”“เหมี่ยนหลิง”“เหมี่ยนหลิง?”หลิวซางชูสูงตรงหน้าแล้วแกว่งจนเกินเสียงกังวานด้วยรอยยิ้มที่นางเห็นว่าช่างเหมือนกับหลิวเทียนไม่มีผิด อาจเพราะพวกเขาเป็นฝาแฝดกันใช่หรือไม่ทว่านางยังไม่กระจ่างข้อกังขา ท่านพี่พลันจับนางหั
อนุสกุลหลิว บทที่ 6มือนางครูดแผ่นหิน รวมไปถึงใบหน้าและนางคาดว่าคงแดงเห่อ“ซี้ดดด ร่องเจ้าดูดลำ อ่า อนุน้อย ข้าจะแตกใส่เจ้า”“อยะ อย่านะ อย่า”ดวงตาหวานดอกท้อเริ่มหวั่นเกรง เมื่อคืนนี้นายท่านมิได้หลั่งน้ำพิสุทธิ์ในกาย หากนางตั้งครรภ์นายท่านย่อมต้องรู้แน่ว่านางมีชู้กับชายอื่น“ซี้ดด อ่า เสียว อา ดี เด้าให้แรงเลย อ่า”นายท่านร่องย่อเข่าลงแล้วเฝ้าเอาแต่กระทุ้งสะโพกเสือกใส่ลำเอ็นเข้าถ้ำรัก จับขานางข้างหนึ่งขึ้นสูงเปิดอ้า เลื่อนมือลงด้านล่างถูบี้ติ่งเนื้อ“ตรงนี้ อ่า ซี้ดด แตกเลย อนุน้อย แตกน้ำให้ข้าได้เห็น”“อื้อออ อย่า ไม่ อ่า”ปากว่าไม่ แต่กายกลับเรียกร้อง ร่างของนางเคลื่อนไหวสอดรับนายท่านรอง เขากระทุ้งนางกดลงรับ เขาถอยห่าง นางดึงตัวยืดให้คล้ายหลุดแต่ไม่แล้วกระแทกลงตับ ตับ ตับเสียงเนื้อสองเนื้อกระทบแรงทุกคราวยามบรรจบกัน น้ำในร่องเปียกไหลลงนิ้วแกร่ง เขาส่งลิ้นชอนไชในรูหูบี้ติ่งแล้วซอยถี่“ซี้ดด อ่
อนุสกุลหลิว บทที่ 5“อ้าปาก”นางทำตามอย่างว่าง่าย รับเนื้อใหญ่เข้าปากเลียกินน้ำพิสุทธิ์จนหมดเกลี้ยง“น้องชิงชิงช่างร่านสมเป็นอนุ พี่ชอบ”“ปลดน้องได้หรือยังเจ้าคะ”“ยัง”“ยัง!”“อีกน้ำ”“แต่น้องช้ำไปหมด เจ็บแสบ”“พี่มีขี้ผึ้ง”พูดจบนายท่านกระโดดลงจากเตียงตรงไปยังสิ่งของที่เตรียมมาด้วยบนโต๊ะเล็ก หยิบตลับยาอันเล็กออกมาแล้วบางสิ่งที่ทำให้นางตื่นตระหนก“ท่านพี่ นั่นคือสิ่งใด”ในมือของหลิวซางคือห่วงหยกอันหนึ่งมีเชือกผูกปลายทั้งสองข้าง“แหวนหยก” เขายกชูพร้อมรอยยิ้มชั่วร้าย รอยยิ้มที่ทำให้นางเข่าอ่อนจนตัวยวบยาบ“ท่านพี่” น้ำเสียงสั่นเครือระคนสะท้าน“เวลาพี่สวมใส่ท่อนลึงค์ยาวนี้ ผูกเชือกไว้กับเอวจนแน่น ยามพี่กระแทกรูชิงชิง ตรงส่วนนี้” นิ้วชี้ยังเปื้อนน้ำวางลงตรงกลางแหวนหยก “จะกระแทกติ่งเม็ดกระสัน จุดที่ทำให้น้องชิงชิงแตกน้ำ”“ไม่ ไม่”นายท่านหลิวซางไม่ฟังเสียงทัดทาน ผูกเชือกรัดคาดเอวแล้วเข้าไปซ้อนด้านหลัง แต่ไม่ได้นั่งลง กลับดึงจนนางก้นโด่งขึ้นคล้ายท่า







