เข้าสู่ระบบ“คุณเห็นผมเป็นคนยังไง” เขาถามขำๆ
“คำเดียวสั้นๆ เลยนะ...หื่น”
คราวนี้มาร์คัสหัวเราะเสียงดังลั่นก่อนบอกอย่างภูมิใจ ทั้งที่ไม่ใช่เรื่องน่าภาคภูมิใจเลยสักนิด “ที่คุณเห็นนี่แค่เสี้ยวเดียวของความหื่นในตัวผมเองนะ คุณอยากเห็นเวอร์ชั่นเต็มมั้ยล่ะ”
“ไม่ค่ะ...ฉันยังไม่อยากเห็นตอนนี้” เอวารินปฏิเสธแล้วจะวิ่งหนีเข้าบ้านแต่ถูกเขารวบตัวกอดไว้
“จะหนีไปไหน”
“ปล่อยค่ะ ฉันจะเข้าบ้าน”
“คุณจะไม่ยอมให้ผมจูบจริงเหรอ” เขาโน้มใบหน้าลงมาใกล้จนเกือบชิด
“วันนี้หมดโควตาแล้วค่ะ ระหว่างที่ฉันยังจำอะไรไม่ได้ คุณจะจูบฉันได้วันละครั้งเท่านั้น” เธอเอนหลังหนีจนตัวแอ่นโค้งพร้อมกับใช้ปลายนิ้วดันริมฝีปากของเขาเอาไว้
“ใจร้าย” มาร์คัสประท้วงสีหน้าห่อเหี่ยว
“ให้เวลาฉันนิดนึงนะคะมาร์ค” หญิงสาวขอร้องเสียงหวานเพราะคิดว่าการใช้ไม้อ่อนน่าจะได้ผลดีกว่าการใช้ไม้แข็ง “แค่เช้านี้ฉันตื่นขึ้นมาแล้วจำคุณไม่ได้ก็สับสนจะแย่อยู่แล้ว คุณอย่าเพิ่งรุกฉันหนักขนาดนี้สิคะ ให้เวลาฉันตั้งตัวนิดนึงนะ...นะคะ”
“คุณกำลังหลอกล่อผมอยู่ใช่มั้ยเนี่ย”
“เปล่านะคะ”
“แปลว่าผมจะจูบคุณได้อีกทีวันพรุ่งนี้?”
“ใช่ค่ะ”
“โอเค...งั้นเที่ยงคืนปุ๊บผมจะจูบคุณปั๊บเลย”
“ดึกขนาดนั้นฉันคงหลับไปแล้ว”
“หลับก็ดี ผมจะได้ลักหลับซะเลย” ว่าแล้วคนจะลักหลับก็ขโมยหอมแก้มคนในอ้อมกอดมัดจำไว้ก่อนหนึ่งที
“นี่คุณ! ขี้โกงอีกแล้วนะ”
เอวารินดันตัวออกจากวงแขนของเขาแล้วจะวิ่งหนีเข้าบ้าน แต่ชายหนุ่มวิ่งตามไปช้อนตัวเธอขึ้นมาอุ้มแล้วพาวิ่งลงทะเล
“ว้ายมาร์ค! จะทำอะไรคะ ปล่อยฉันนะ”
“ไปเล่นน้ำกัน”
“ไม่เอาค่ะ” เธอกอดคอเขาแน่นตอนเขาแกล้งทำท่าจะเหวี่ยงเธอลงทะเล “ไหนว่าฝนจะตกไงคะ”
“ไม่ตกตอนนี้หรอก น่าจะตกตอนค่ำหรือไม่ก็กลางคืน”
พูดจบชายหนุ่มก็เหวี่ยงหญิงสาวลงทะเล และพอเธอผุดตัวขึ้นมาเหนือน้ำเขาก็แทบจะพุ่งเข้าไปจับฟัดให้หนำใจ เพราะเสื้อยืดพิมพ์ลายดอกไม้สีขาวแบบพอดีตัวเปียกน้ำแนบเนื้อจนเห็นทะลุประโปร่งไปถึงเนื้อในดูเซ็กซี่เหลือเกิน
“มองอะไรคะ?”
“มองคุณ” เขาตอบทั้งที่สายตาจับจ้องอยู่ที่หน้าอกอวบขนาดพอดีมือแบบไม่วางตา
เอวารินก้มมองที่หน้าอกตัวเองถึงได้เห็นว่าตอนนี้เธออยู่ในสภาพที่ค่อนข้างโป๊แต่แปลกที่เธอไม่รู้สึกอายเลยสักนิดแต่กลับอยากแกล้งเขาแทนมากกว่า
“มองอย่างกับไม่เคยเห็น” หญิงสาวพูดยิ้มๆ แล้ววักน้ำใส่หน้าชายหนุ่มที่เอาแต่จ้องหน้าอกเธอจนน้ำลายแทบหก นั่นแหละเขาถึงได้สติแล้วพุ่งเข้าใส่คนความจำเสื่อมซ้ำซ้อนที่เริ่มเห็นแววว่าจะกลับมาเป็นนางมารจอมยั่วคนเดิมแล้ว
เอวารินล้มตัวลงนอนบนเตียงนอนหนานุ่มด้วยความเพลีย วันนี้เธอเสียพลังงานไปกับมาร์คัสเยอะมาก เพราะกว่าเขาจะยอมให้เธอขึ้นจากน้ำก็เป็นเวลาบ่ายแก่ โดยที่เธอต้องยอมเสียจูบให้เขาหนึ่งจูบ ไม่อย่างนั้นคงไม่ได้ขึ้นจากน้ำง่ายๆ แถมยังต้องใช้ความสามารถพิเศษเฉพาะตัวในการนั่งกินอาหารเย็นกับเขาโดยที่ไม่ถูกจับกินแทนอาหาร และกว่าที่เธอจะทั้งขู่ ทั้งขอร้องและทั้งอ้อนวอน ให้เขาออกไปนอนที่โซฟาในห้องรับแขกก็เล่นเอาเหนื่อยหอบ
“ริน...เปิดประตูให้ผมหน่อยนะครับ”
หญิงสาวยิ้มออกมาบางๆ เมื่อเสียงของชายหนุ่มที่ถูกสั่งให้นอนนอกห้องดังขึ้นที่หลังประตูห้องนอน ความจริงเธอไม่ได้ ล็อกประตูเพราะอยากลองใจว่าเขาจะรักษาสัญญาที่ให้ไว้ว่าจะไม่แอบย่องเข้ามานอนในห้องกับเธอหรือได้ไม่ แล้วเขาก็ทำให้เธอวางใจได้จริงๆ
“กู๊ดไนท์ค่ะมาร์ค เจอกันพรุ่งนี้เช้านะคะ” หญิงสาวตะโกนบอกด้วยน้ำเสียงงัวเงียง่วงนอนเต็มที
“ให้ผมเข้าไปกู๊ดไนท์คิสคุณก่อนนอนหน่อยนะ” เขาตะโกนตอบกลับมา
“ไม่ได้ค่ะ” เธอตะโกนตอบไปอีกครั้งแล้วเหลือบมองนาฬิกาที่หัวเตียง “ห้าทุ่มแล้ว คุณรีบไปนอนเถอะค่ะ ฉันก็จะนอนแล้วเหมือนกัน”
“ห่มผ้าด้วยนะครับ ฝนตกแบบนี้อากาศเย็นเดี๋ยวจะไม่สบาย”
“รู้แล้วค่ะ” หญิงสาวตอบรับเสียงหวาน การดูแลเอาใจใส่จากเขาทำให้เธอหายกลัวและไม่รู้สึกว่าเขาเป็นคนแปลกหน้าอีกแล้ว
เอวารินเงี่ยหูฟังจนเสียงฝีเท้าของคนที่ยืนอยู่หลังประตูห่างออกไปจึงเอื้อมมือปิดไฟที่หัวเตียงแล้วนอนฟังเสียงลมและฝนที่ตกกระหน่ำอยู่ด้านนอกที่ดูเหมือนยิ่งดึกก็ยิ่งตกหนักมากขึ้น
เวลาผ่านไปราวครึ่งชั่วโมง ขณะที่หญิงสาวกำลังจะเคลิ้มหลับ ร่างหนาของคนที่เธอก็รู้ว่าใครได้เบียดแทรกเข้ามาภายใต้ผ้าห่ม
“มาร์ค คุณไม่รักษาสัญญา” เธอต่อว่าเขาทั้งที่ยังสะลึมสะลือพลางเอียงคอหนีริมฝีปากที่ซุกไซ้อยู่บริเวณซอกคอ ความอบอุ่นจากร่างกายของเขาที่แนบนาบอยู่ด้านหลังตลอดแนวลำตัวให้ความรู้สึกดีและคุ้นเคยเหลือเกิน
“ข้างนอกมันหนาว ให้ผมนอนในนี้ด้วยคนนะ”
เอวารินนึกอยากปฏิเสธแต่สัมผัสร้อนผ่าวจากมือใหญ่ที่สอดเข้ามาลูบไล้สะโพกเปลือยเปล่าภายใต้กระโปรงชุดนอนก็ทำให้เธอเคลิบเคลิ้มจนเผลอขยับบั้นท้ายบดเบียดความเป็นชายแข็งขึงที่แนบชิดอยู่ด้านหลัง และสัมผัสได้ว่ามันเปลือยเปล่า
นี่เขาแก้ผ้าเข้ามานอนกับเธอเหรอ!?
สภาพแบบนี้เขาต้องไม่ได้คิดจะเข้ามานอนอย่างเดียวแน่ เมื่อคิดได้ดังนั้นหญิงสาวจึงพลิกตัวหันหน้ามาหาเขา แต่ยังไม่ทันจะได้พูดอะไร ริมฝีปากหยักสวยก็แนบลงมาปิดปากเธอไว้สนิทพร้อมกับเข่าข้างหนึ่งของเขาที่สอดแทรกเข้ามาตรงกลางหว่างขาของเธอ จากนั้นเขาก็ขยับตัวอย่างรวดเร็วเพียงแค่ครั้งเดียวความเป็นชายแกร่งชันก็มากดแนบอยู่กับเนินเนื้อเปลือยเปล่าอย่างสนิทแนบแน่น
มาร์คัสพาเอวารินมาตรวจครรภ์ตามที่หมอนัด วันนี้อายุครรภ์ของเธอครบแปดสัปดาห์เต็มแล้ว ทำให้การอัลตราซาวด์เห็นทารกในครรภ์ชัดกว่าตอนห้าสัปดาห์ที่ตรวจครั้งแรกมาก ตอนนั้นเห็นเพียงถุงตั้งครรภ์และจุดขาวๆ ที่อยู่ภายในเท่านั้น “ตัวโตขึ้นเยอะเลย หัวใจเต้นตุ๊บๆ ด้วย คุณพ่อคุณแม่เห็นมั้ยครับ” หมอชี้ที่หน้าจอแสดงผลอัลตราซาวด์ให้เอวารินและมาร์คัสดู “ลำตัวอยู่ตรงนี้ ก้นอยู่ตรงนี้ กลมๆ นี่คือศีรษะ” ว่าที่คุณพ่อและว่าที่คุณแม่จับมือกันแน่นด้วยความตื้นตันใจขณะมองลูกน้อยในครรภ์ผ่านหน้าจอสี่เหลี่ยม “นั่นเขาดิ้นใช่มั้ยคะคุณหมอ” เอวารินถามอย่างตื่นเต้นเมื่อเห็นเจ้าตัวน้อยในพุงดิ้นดุ๊กดิ๊กนิดหนึ่ง “ใช่ครับ” คุณหมอตอบรับ “เมื่อกี้คุณเห็นมั้ยคะมาร์ค” หญิงสาวที่นอนอยู่บนเตียงเขย่ามือสามีที่ยืนอยู่ติดกัน “เห็นครับ” เขาหันมายิ้มให้เธอ “ทีนี้เชื่อหรือยังว่าเมื่อเช้าลูกเตะหน้าผมจริงๆ” “ฉันก็ยังคิดว่าคุณมโนอยู่ดี ลูกตัวนิดเดียว ต่อให้ดิ้นแรงยังไงก็ยังไม่รู้สึกหรอกค่ะ” “ผมรู้สึกจริงๆ ทำไมไม่เชื่อผม”
“ยอมแล้วครับคุณแม่ แต่คุณต้องทำเบาๆ นะ เดี๋ยวลูกตื่น” มาร์คัสพูดยิ้มๆ แล้วพลิกร่างบอบบางในชุดนอนเซ็กซี่ให้นอนลงบนเตียง “ผมจะเสิร์ฟความสุขให้คุณเอง แต่ต่อไปนี้ทำได้อาทิตย์ละครั้งเท่านั้นนะ ตกลงมั้ย” “ความอยากมันห้ามกันได้ที่ไหนคะ ฉันบังคับตัวเองไม่ได้ ว่าจะอยากหรือไม่อยากตอนไหน” “คุณก็ต้องอดทน” เขาถอดชุดนอนของเธอออก เผยให้เห็นเรือนร่างเปลือยเปล่าเซ็กซี่ เขาเพิ่งสังเกตว่าทรวงอกของเธอขยายใหญ่ขึ้น สะโพกผายออกมากขึ้น แต่หน้าท้องยังคงแบนราบเหมือนเดิม “ฉันจะไม่ทนค่ะ” เอวารินถอดเสื้อยืดชุดนอนของสามีออกอย่างใจร้อน วันนี้เขาบ่ายเบี่ยงเธอมาทั้งวันแล้ว ถ้าไม่ยอมดีๆ เธอก็จะจับปล้ำซะเลย “มาให้จูบซะดีๆ” หญิงสาวเกี่ยวคอสามีลงไปจูบอย่างเร่าร้อน “นี่คุณ ใจเย็นๆ เดี๋ยวผมก็ทับลูกแบนกันพอดี” มาร์คัสหัวเราะร่วนกับความหื่นมากผิดปกติของภรรยาแล้วเบี่ยงตัวพาดทับหน้าอกเธอแบบเฉียงๆ เพื่อหลีกเลี่ยงการนอนทับหน้าท้องของเธอ “ฉันไม่ทำให้ลูกเจ็บหรอกน่า ฉันก็เป็นห่วงลูกไม่น้อยกว่าคุณเหมือนกัน ลูกจะให้ความร่วมมือกับเราค่ะ เชื่อฉัน” หญิงสาวพูดพึมพ
นายแพทย์วัยกลางคนอ่านรายงานผลการตรวจเลือดและปัสสาวะของเอวารินที่ทางห้องแล็บส่งมาให้อยู่ครู่หนึ่งแล้วเงยหน้าขึ้นบอกสองสามีภรรยาที่นั่งลุ้นผลอยู่ตรงหน้า “ไม่พบสารแปลกปลอมในร่างกายคุณรินนะครับ แต่พบอย่างอื่น ไม่แน่ใจว่าคุณสองคนจะทราบแล้วหรือยัง” “ภรรยาผมเป็นอะไรครับหมอ” มาร์คัสรีบถามด้วยความกังวล “คุณรินตั้งครรภ์ได้ห้าสัปดาห์แล้วครับ” “ฉันท้องเหรอ...” เอวารินหันไปถามสามีสีหน้าอึ้งๆ งงๆ บอกไม่ถูกว่ารู้สึกอย่างไรกันแน่ เธอกำลังจะเป็นแม่คนแล้วเหรอ มีอีกหนึ่งชีวิตอยู่ในร่างกายเธอจริงๆ เหรอ “ใช่...คุณท้องแล้ว” ชายหนุ่มดีใจจนน้ำตารื้นขึ้นมาคลอเต็มเบ้า ในที่สุดความพยายามของเขาก็สัมฤทธิ์ผล “เรากำลังจะมีลูกด้วยกันแล้วนะ คุณดีใจมั้ย” “ดีใจมากค่ะ” หญิงสาวพยักหน้ารับน้ำตาซึมรับพลางเอามือลูบหน้าท้องตัวเองเบาๆ ลูกมาอยู่ด้วยตั้งห้าสัปดาห์แล้วแต่เธอไม่รู้ตัวเลย“คุณหมอครับ แล้วที่ภรรยาผมมีอาการแปลกๆ นี่ไม่ได้ถูกวางยาแน่นะ” ชายหนุ่มถามอ้อมๆ แต่นายแพทย์ผู้มีประสบการณ์สูงก็เข้าใจว่าเขาหมายถึงยาปลุกเซ็กซ์
“คุณรู้ได้ยังไงว่าฉันอยู่ที่สตูดิโอนั่น” หญิงสาวถามพลางเอนศีรษะซบไหล่กว้างของสามีผู้ที่ตามปกป้องเธอตั้งแต่วันแรกที่รู้จักกันจนกระทั่งถึงวันนี้ “ผมติดเครื่องติดตามไว้ที่รถคุณตั้งแต่วันที่คุณแอบขับรถออกไปหาซินดี้ครั้งแรกแล้ว “ครั้งแรก? ครั้งไหนคะ?” “ตอนที่คุณความจำเสื่อมอยู่ไง” “อ๋อใช่...วันนั้นพอฉันกลับมาเราก็ทะเลาะกัน” ว่าแล้วเธอก็หันมามองเขาตาเขียว “คุณน่ะร้ายกาจที่สุด ตัวเองเป็นคนผิดแท้ๆ แต่วันนั้นก็ยังมาดุฉันอีก” “คุณนั่นแหละที่เป็นคนผิด แอบไปข้างนอกทั้งที่ผมสั่งห้าม กลับมายังมาโวยวายใส่ผมอีก ผมบอกว่ารักคุณๆๆ คุณก็ไม่เชื่อ ผมก็เลยต้องเสียงดังเข้าข่ม” “จะไม่ให้ฉันโวยวายได้ยังไง คุณเล่นโกหกว่าฉันเป็นภรรยาของคุณ จนฉันเสียพรหมจรรย์ที่อุตส่าห์รักษามายี่สิบสี่ปีไปโดยไม่รู้ตัว แถมยังหลอกฉันแต่งงานจดทะเบียนสมรสอีก” “ดะ...ดะ...เดี๋ยวนะ” มาร์คัสที่นั่งเอนหลังพิงพนักม้านั่งแบบสบายๆ ดีดตัวขึ้นมาอย่างกะทันหันแล้วจับต้นแขนทั้งสองข้างของภรรยาสาวไว้แน่นพลางถามด้วยความตื่นเต้นระคนดีใจ “ความทรงจำ
ผู้กำกับที่นั่งอยู่หลังมอนิเตอร์สั่งเช็กกล้อง เช็กไฟแล้วตะโกน บรีฟเอวารินกับลีโออีกครั้งก่อนเริ่มการถ่ายทำ “คุณลีโอ คุณรินพร้อมนะครับ สตอรี่ของเราคือถึงจะเมกเลิฟในรถกันอย่างเร่าร้อน แต่พอลงมาเสื้อผ้าก็ยังเรียบกริบอยู่เพราะน้ำยารีดผ้าเรียบฟลายไฮท์ เดี๋ยวผมขอถ่ายช็อตกอดจูบกันในรถก่อนนะ” เอวารินขมวดคิ้วมุ่นด้วยความแปลกใจ “แต่ที่คุยกันไว้ก่อนหน้านี้คือทะเลาะกันในรถแล้วมีการดึงทึ้งเสื้อผ้ากันไม่ใช่เหรอ ทำไมกลายเป็นแบบนี้” นางแบบสาวกระดากอายเกินกว่าจะพูดคำว่า ‘เมกเลิฟ’ ต่อหน้าผู้ชายทั้งสตูดิโอ “ทะเลาะกันผมว่าธรรมดาไป เมกเลิฟอิมแพคกว่า ผมอยากให้เป็นกระแสไวรัลด้วย สินค้าจะได้ติดตลาดเร็วๆ” ผู้กำกับตะโกนตอบแล้วย้อนถามด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ “คุณรินมีปัญหาอะไรหรือเปล่า แค่นี้ถ่ายไม่ได้เหรอ ไม่มืออาชีพเลย” เอวารินพยายามจะไม่เรื่องมากเพราะถือว่ามันเป็นงาน เธอต้องแสดงความเป็นมืออาชีพให้ทุกเห็น และอีกอย่างคงเป็นการถ่ายแบบหลบมุมกล้อง ไม่น่าจะเปลืองตัวเท่าไรนัก “ฉันถ่ายได้ค่ะ” ผู้กำกับยิ้มพอใจแล้วสั่งทุกคนเตรียมพร้อม “ผมขอกอดจริง จูบจริงนะ ปากประ
หลังกลับจากฮันนีมูน เอวารินก็ถูกมาร์คัสสั่งให้เก็บตัวอยู่แต่ในบ้าน โดยห้ามไม่ให้ติดต่อกับเพื่อนทุกคนไม่เว้นแม้แต่ซินดี้ เพื่อนรุ่นพี่ที่เธอสนิทด้วยมากที่สุด เนื่องจากเป็นห่วงความปลอดภัยของเธอ เพราะหลังจากโทนี่ส่งหลักฐานเกี่ยวกับการกระทำความผิดทั้งหมดของเซบัสเตียนให้ตำรวจแล้ว มันก็หลบหนีการจับกุมไปอย่างไร้ร่องรอย ซึ่งตอนนี้ยังไม่รู้ว่ามันยังหลบอยู่ในประเทศไทยหรือหนีออกนอกประเทศไปแล้ว แต่เมื่อมีงานใหญ่เข้ามา เอวารินจึงต้องหนีออกไปทำงานโดยไม่ให้ผู้เป็นสามีรู้ “รินแอบมารับงานถ่ายโฆษณาอย่างนี้คุณมาร์คไม่ว่าเอาเหรอ”ซินดี้ถามเอวารินที่นั่งอยู่ในห้องแต่งตัวก่อนเริ่มงานถ่ายโฆษณาทางทีวีตัวแรกในชีวิต ซึ่งงานนี้เธอไปแคสต์ทิ้งไว้เป็นเดือนตั้งแต่ก่อนความจำเสื่อม “กลับจากเกาะ รินก็ถูกสั่งให้อยู่แต่ในบ้านมาเป็นเดือนแล้วนะพี่ซินดี้ บางทีรินก็สงสัยนะว่ารินเป็นเมียหรือเป็นนักโทษกันแน่” “เพราะแกเป็นเมียไง คุณมาร์คถึงได้ห่วงแกขนาดนี้” “แต่เค้าก็ต้องปล่อยให้รินออกมาใช้ชีวิตของตัวเองบ้าง ไม่ใช่วันๆ เอาแต่...” นางแบบสาวอายเกินกว่าจะกล้าเล่าต่อหน้าช







