Masukเอวารินยอมเผยอริมฝีปากขึ้นและรับรู้ได้จากสัมผัสที่แนบชิดกันอยู่ว่าเขากำลังยิ้มอย่างพึงพอใจ จากนั้นปลายลิ้นสากชื้นก็รุกล้ำเข้ามาไล้วนอย่างเพลิดเพลิน เธออยากปล่อยให้เขาจูบให้นานกว่านี้ แต่ไม่ไหวแล้ว ตอนนี้เธอกำลังหิวมาก
หิวจนท้องร้อง...จ๊อก!!!
มาร์คัสถอนจูบออกแล้วถามกลั้วหัวเราะ “คุณหิวมากขนาดนี้เลยเหรอ” เขากะจะเนียนทำมากกว่าจูบอยู่แล้วเชียว แต่เจอแบบนี้ก็ทั้งขำทั้งสงสารจนทำต่อไม่ได้จริงๆ
“ไม่ต้องมาขำเลย” เธอต่อว่าเขาหน้าง้ำ “เพราะคุณนั่นแหละ พอออกจากโรงพยาบาลก็พาฉันมาที่นี่เลย ข้าวเที่ยงก็ไม่ได้กิน นี่ก็จะหกโมงเย็นแล้วจะไม่ให้ฉันหิวได้ยังไง”
“ผมขอโทษ!” มาร์คัสยกมือขึ้นตบหน้าผากตัวเองเสียงดังป้าบ เพราะมัวแต่เครียดเรื่องที่หมอบอก เลยลืมพาเธอแวะกินอาหารกลางวันก่อนที่จะเดินทางมาที่นี่ “คุณรอสักครึ่งชั่วโมงไหวมั้ย เดี๋ยวผมทำทีโบนสเต็กให้กิน”
“อ้วน”
“กินเสร็จแล้วเดี๋ยวผมช่วยเบิร์นออกให้ รับรอบว่าไม่มีไขมันสะสมในร่างกายคุณแน่นอน” แววตาเขาเปล่งประกายวิบวับขึ้นมาทันทีเมื่อพูดถึงเรื่องแบบนี้
“ในหัวคุณนี่มีแต่เรื่องนี้หรือไงคะ”
“เพราะคุณที่ทำให้ผมเป็นแบบนี้”
“อ้าว...มาโทษฉันซะงั้น”
“ก็คุณน่ารักขนาดนี้ใครจะอดใจไหว” แล้วเขาก็อดใจไม่ไหวขโมยจุ๊บเธอไปทีนึง “คุณไปอาบน้ำก่อนก็ได้นะ เดี๋ยวผมออกไปทำอาหารให้ น่าจะเสร็จทันกันพอดี”
“ไม่ให้ฉันไปช่วยทำเหรอคะ”
“ทำแค่สเต็กกับสลัดนิดหน่อยเอง ผมทำคนเดียวได้”
“งั้นก็ตามใจคุณค่ะ”
“หรือผมจะช่วยคุณอาบน้ำก่อนดีนะ”
เขาทำท่าคิดหนัก ไม่รู้ว่าแกล้งหรือคิดจริงกันแน่ แต่เอวารินก็รีบปฏิเสธแล้วดันหลังเขาออกจากห้อง
“รีบออกไปทำอาหารเลย ฉันหิวจะแย่อยู่แล้ว”
เขาเอี้ยวตัวมาขโมยหอมแก้มเธออีกครั้งก่อนจะยอมออกไป “อาบน้ำเร็วๆ นะ อย่าให้ผมรอนาน...คิดถึง”
“แหวะ...เลี่ยน” เอวารินพูดยิ้มๆ แล้วเดินกลับเข้ามาที่กลางห้องเพื่อจะถอดเสื้อผ้า แต่อยู่ๆ ก็ปวดหัวจี๊ดขึ้นมา จากนั้นภาพในอดีตมากมายก็แวบเข้ามาในหัว แต่ครู่เดียวก็หายไป อาการคล้ายคราวก่อนไม่มีผิด เพียงแต่คราวนี้ภาพที่เห็นนั้นชัดเจนกว่าเดิมหลายเท่า
หญิงสาวใจหายวาบ มือเย็นเฉียบ กลัวว่าคำเตือนของหมอจะเป็นจริง เธออยากจำอดีตของตัวเองได้ แต่ก็ไม่อยากลืมมาร์คัส
เอวารินใช้เวลาอาบน้ำและแต่งตัวเร็วกว่าปกติแล้วย่องเข้าไปในครัวอย่างเงียบเชียบเพื่อแอบดูผู้ชายตัวโตที่กำลังก้มๆ เงยๆ ตกแต่งจานอาหารอย่างตั้งใจจนแทบไม่เหลือคราบนักธุรกิจมาดขรึม
เขาถอดเสื้อสูทราคาแพงและเนกไทด์วางกองไว้ที่มุมโต๊ะรวมกับขยะและเศษอาหารที่เหลือจากการประกอบอาหาร เสื้อเชิ้ตแขนยาวสีขาวถูกพับแขนตลบขึ้นแล้วสวมทับด้วยผ้ากันเปื้อนสีน้ำตาลอ่อน ผมที่จัดทรงเนี้ยบกริบอยู่เสมอตกลงมาปรกหน้าทำให้เขาดูเป็นแฟมิลี่แมนที่แสนอบอุ่น
“มีอะไรให้ฉันช่วยมั้ยคะ” เอวารินเดินเข้าไปยืนชิดเขาจนต้นแขนเบียดกัน
“เหลือแค่ยกออกไปจัดโต๊ะก็ทานได้เลย” เขาเงยหน้าขึ้นมาตอบแล้วจุ๊บที่ริมฝีปากเธอครั้งหนึ่ง
“นี่คุณ ทำไมชอบทำแบบนี้อยู่เรื่อย” เธอว่ายิ้มๆ
“ก็ผมชอบ” เขาตอบหน้าตาย
“คุณไปอาบน้ำก่อนนะคะ เดี๋ยวฉันจัดโต๊ะให้”
“โอเค ถ้างั้นผมขอเวลาไม่เกินสิบนาที” ชายหนุ่มถอดผ้ากันเปื้อนออกแล้วแอบขโมยจุ๊บคนข้างตัวอีกครั้งหนึ่งก่อนจะเดินตัวปลิวออกไปอย่างอารมณ์ดี
เอวารินส่ายหน้ายิ้มๆ แล้วยกอาหารออกไปจัดที่โต๊ะริมระเบียงด้านนอกซึ่งมองเห็นวิวทะเลยามค่ำคืนได้อย่างเต็มตา และไม่ถึงสิบนาที มาร์คัสที่อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จเรียบร้อยก็เดินมานั่งเบียดที่เก้าอี้ยาวตัวเดียวกัน
“ที่ตั้งเยอะ มานั่งเบียดฉันทำไมเนี่ย”
“ความจริงผมอยากเข้าไปอยู่ในตัวคุณเลยด้วยซ้ำ” เขายื่นหน้าเข้ามากระซิบเสียงแผ่วแนบชิดใบหูคนข้างตัว “สัญญาแล้วนะว่าคืนนี้จะให้ผมทำจนหมดแรง”
“ฉันจำคำพูดของตัวเองได้เสมอค่ะ” เธอยิ้ม แต่เพียงเสี้ยววินาทีรอยยิ้มนั้นก็หายวับไปเหลือเพียงใบหน้าเศร้าๆ
“ทำหน้าแบบนี้อีกแล้ว เป็นอะไร...หือ?” เขาทอดเสียงอย่างอบอุ่นพลางยกแขนขึ้นโอบบ่าแล้วลูบที่ต้นแขนเธอเบาๆ
“ฉันกลัวว่าวันนึงฉันจะจำคุณไม่ได้”
“ไม่ต้องกลัว เราจะสร้างหลักฐานความทรงจำไว้ด้วยกัน ถ้าคุณลืม ผมก็จะเปิดให้คุณดู”
“คุณจะทำอะไร”
มาร์คัสหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเปิดโหมดวีดีโอแล้วยื่นไปด้านหน้าเพื่อบันทึกภาพ “บอกผมสิว่าเราเป็นอะไรกัน”
เอวารินรู้แล้วว่าเขาจะทำอะไร ดังนั้นเธอจึงเบียดตัวเข้ามาชิดเขามากขึ้นเพื่อให้อยู่ในเฟรมกล้องด้วยกันแบบพอดีๆ “ฉันเป็นภรรยาของคุณค่ะมาร์ค”
“คุณรักผมมั้ย”
“รักค่ะ” หญิงสาวยื่นหน้าเข้ามาหอมแก้มเขาแล้วหันไปพูดกับกล้องต่อ “รักมากด้วย ถ้าฉันลืมคุณ คุณต้องเปิดคลิปนี้ให้ฉันดูนะคะ”
“ถ้าผมเปิดให้คุณดู คุณต้องเชื่อผมนะ”
“ฉันจะเชื่อทุกคำพูดของคุณค่ะ”
“ผมรักคุณนะ คุณห้ามลืมผมเด็ดขาด”
“ฉันจะจำคุณไว้ในนี้” เธอจับมือข้างที่ว่างอยู่ของเขามาวางแนบไว้ที่อกข้างซ้ายตรงตำแหน่งหัวใจ “ในหัวใจของฉัน”
ชายหนุ่มโน้มใบหน้าลงมาประทับรอยจูบบนเรียวปากอ่อนนุ่มด้วยความรักสุดซึ้งพร้อมกับกดปิดการบันทึกภาพวีดีโอแล้วค่อยๆ วางโทรศัพท์มือถือลงบนโต๊ะอาหารที่ทั้งคู่ยังไม่ได้กินแม้แต่คำเดียว
มาร์คัสพาเอวารินมาตรวจครรภ์ตามที่หมอนัด วันนี้อายุครรภ์ของเธอครบแปดสัปดาห์เต็มแล้ว ทำให้การอัลตราซาวด์เห็นทารกในครรภ์ชัดกว่าตอนห้าสัปดาห์ที่ตรวจครั้งแรกมาก ตอนนั้นเห็นเพียงถุงตั้งครรภ์และจุดขาวๆ ที่อยู่ภายในเท่านั้น “ตัวโตขึ้นเยอะเลย หัวใจเต้นตุ๊บๆ ด้วย คุณพ่อคุณแม่เห็นมั้ยครับ” หมอชี้ที่หน้าจอแสดงผลอัลตราซาวด์ให้เอวารินและมาร์คัสดู “ลำตัวอยู่ตรงนี้ ก้นอยู่ตรงนี้ กลมๆ นี่คือศีรษะ” ว่าที่คุณพ่อและว่าที่คุณแม่จับมือกันแน่นด้วยความตื้นตันใจขณะมองลูกน้อยในครรภ์ผ่านหน้าจอสี่เหลี่ยม “นั่นเขาดิ้นใช่มั้ยคะคุณหมอ” เอวารินถามอย่างตื่นเต้นเมื่อเห็นเจ้าตัวน้อยในพุงดิ้นดุ๊กดิ๊กนิดหนึ่ง “ใช่ครับ” คุณหมอตอบรับ “เมื่อกี้คุณเห็นมั้ยคะมาร์ค” หญิงสาวที่นอนอยู่บนเตียงเขย่ามือสามีที่ยืนอยู่ติดกัน “เห็นครับ” เขาหันมายิ้มให้เธอ “ทีนี้เชื่อหรือยังว่าเมื่อเช้าลูกเตะหน้าผมจริงๆ” “ฉันก็ยังคิดว่าคุณมโนอยู่ดี ลูกตัวนิดเดียว ต่อให้ดิ้นแรงยังไงก็ยังไม่รู้สึกหรอกค่ะ” “ผมรู้สึกจริงๆ ทำไมไม่เชื่อผม”
“ยอมแล้วครับคุณแม่ แต่คุณต้องทำเบาๆ นะ เดี๋ยวลูกตื่น” มาร์คัสพูดยิ้มๆ แล้วพลิกร่างบอบบางในชุดนอนเซ็กซี่ให้นอนลงบนเตียง “ผมจะเสิร์ฟความสุขให้คุณเอง แต่ต่อไปนี้ทำได้อาทิตย์ละครั้งเท่านั้นนะ ตกลงมั้ย” “ความอยากมันห้ามกันได้ที่ไหนคะ ฉันบังคับตัวเองไม่ได้ ว่าจะอยากหรือไม่อยากตอนไหน” “คุณก็ต้องอดทน” เขาถอดชุดนอนของเธอออก เผยให้เห็นเรือนร่างเปลือยเปล่าเซ็กซี่ เขาเพิ่งสังเกตว่าทรวงอกของเธอขยายใหญ่ขึ้น สะโพกผายออกมากขึ้น แต่หน้าท้องยังคงแบนราบเหมือนเดิม “ฉันจะไม่ทนค่ะ” เอวารินถอดเสื้อยืดชุดนอนของสามีออกอย่างใจร้อน วันนี้เขาบ่ายเบี่ยงเธอมาทั้งวันแล้ว ถ้าไม่ยอมดีๆ เธอก็จะจับปล้ำซะเลย “มาให้จูบซะดีๆ” หญิงสาวเกี่ยวคอสามีลงไปจูบอย่างเร่าร้อน “นี่คุณ ใจเย็นๆ เดี๋ยวผมก็ทับลูกแบนกันพอดี” มาร์คัสหัวเราะร่วนกับความหื่นมากผิดปกติของภรรยาแล้วเบี่ยงตัวพาดทับหน้าอกเธอแบบเฉียงๆ เพื่อหลีกเลี่ยงการนอนทับหน้าท้องของเธอ “ฉันไม่ทำให้ลูกเจ็บหรอกน่า ฉันก็เป็นห่วงลูกไม่น้อยกว่าคุณเหมือนกัน ลูกจะให้ความร่วมมือกับเราค่ะ เชื่อฉัน” หญิงสาวพูดพึมพ
นายแพทย์วัยกลางคนอ่านรายงานผลการตรวจเลือดและปัสสาวะของเอวารินที่ทางห้องแล็บส่งมาให้อยู่ครู่หนึ่งแล้วเงยหน้าขึ้นบอกสองสามีภรรยาที่นั่งลุ้นผลอยู่ตรงหน้า “ไม่พบสารแปลกปลอมในร่างกายคุณรินนะครับ แต่พบอย่างอื่น ไม่แน่ใจว่าคุณสองคนจะทราบแล้วหรือยัง” “ภรรยาผมเป็นอะไรครับหมอ” มาร์คัสรีบถามด้วยความกังวล “คุณรินตั้งครรภ์ได้ห้าสัปดาห์แล้วครับ” “ฉันท้องเหรอ...” เอวารินหันไปถามสามีสีหน้าอึ้งๆ งงๆ บอกไม่ถูกว่ารู้สึกอย่างไรกันแน่ เธอกำลังจะเป็นแม่คนแล้วเหรอ มีอีกหนึ่งชีวิตอยู่ในร่างกายเธอจริงๆ เหรอ “ใช่...คุณท้องแล้ว” ชายหนุ่มดีใจจนน้ำตารื้นขึ้นมาคลอเต็มเบ้า ในที่สุดความพยายามของเขาก็สัมฤทธิ์ผล “เรากำลังจะมีลูกด้วยกันแล้วนะ คุณดีใจมั้ย” “ดีใจมากค่ะ” หญิงสาวพยักหน้ารับน้ำตาซึมรับพลางเอามือลูบหน้าท้องตัวเองเบาๆ ลูกมาอยู่ด้วยตั้งห้าสัปดาห์แล้วแต่เธอไม่รู้ตัวเลย“คุณหมอครับ แล้วที่ภรรยาผมมีอาการแปลกๆ นี่ไม่ได้ถูกวางยาแน่นะ” ชายหนุ่มถามอ้อมๆ แต่นายแพทย์ผู้มีประสบการณ์สูงก็เข้าใจว่าเขาหมายถึงยาปลุกเซ็กซ์
“คุณรู้ได้ยังไงว่าฉันอยู่ที่สตูดิโอนั่น” หญิงสาวถามพลางเอนศีรษะซบไหล่กว้างของสามีผู้ที่ตามปกป้องเธอตั้งแต่วันแรกที่รู้จักกันจนกระทั่งถึงวันนี้ “ผมติดเครื่องติดตามไว้ที่รถคุณตั้งแต่วันที่คุณแอบขับรถออกไปหาซินดี้ครั้งแรกแล้ว “ครั้งแรก? ครั้งไหนคะ?” “ตอนที่คุณความจำเสื่อมอยู่ไง” “อ๋อใช่...วันนั้นพอฉันกลับมาเราก็ทะเลาะกัน” ว่าแล้วเธอก็หันมามองเขาตาเขียว “คุณน่ะร้ายกาจที่สุด ตัวเองเป็นคนผิดแท้ๆ แต่วันนั้นก็ยังมาดุฉันอีก” “คุณนั่นแหละที่เป็นคนผิด แอบไปข้างนอกทั้งที่ผมสั่งห้าม กลับมายังมาโวยวายใส่ผมอีก ผมบอกว่ารักคุณๆๆ คุณก็ไม่เชื่อ ผมก็เลยต้องเสียงดังเข้าข่ม” “จะไม่ให้ฉันโวยวายได้ยังไง คุณเล่นโกหกว่าฉันเป็นภรรยาของคุณ จนฉันเสียพรหมจรรย์ที่อุตส่าห์รักษามายี่สิบสี่ปีไปโดยไม่รู้ตัว แถมยังหลอกฉันแต่งงานจดทะเบียนสมรสอีก” “ดะ...ดะ...เดี๋ยวนะ” มาร์คัสที่นั่งเอนหลังพิงพนักม้านั่งแบบสบายๆ ดีดตัวขึ้นมาอย่างกะทันหันแล้วจับต้นแขนทั้งสองข้างของภรรยาสาวไว้แน่นพลางถามด้วยความตื่นเต้นระคนดีใจ “ความทรงจำ
ผู้กำกับที่นั่งอยู่หลังมอนิเตอร์สั่งเช็กกล้อง เช็กไฟแล้วตะโกน บรีฟเอวารินกับลีโออีกครั้งก่อนเริ่มการถ่ายทำ “คุณลีโอ คุณรินพร้อมนะครับ สตอรี่ของเราคือถึงจะเมกเลิฟในรถกันอย่างเร่าร้อน แต่พอลงมาเสื้อผ้าก็ยังเรียบกริบอยู่เพราะน้ำยารีดผ้าเรียบฟลายไฮท์ เดี๋ยวผมขอถ่ายช็อตกอดจูบกันในรถก่อนนะ” เอวารินขมวดคิ้วมุ่นด้วยความแปลกใจ “แต่ที่คุยกันไว้ก่อนหน้านี้คือทะเลาะกันในรถแล้วมีการดึงทึ้งเสื้อผ้ากันไม่ใช่เหรอ ทำไมกลายเป็นแบบนี้” นางแบบสาวกระดากอายเกินกว่าจะพูดคำว่า ‘เมกเลิฟ’ ต่อหน้าผู้ชายทั้งสตูดิโอ “ทะเลาะกันผมว่าธรรมดาไป เมกเลิฟอิมแพคกว่า ผมอยากให้เป็นกระแสไวรัลด้วย สินค้าจะได้ติดตลาดเร็วๆ” ผู้กำกับตะโกนตอบแล้วย้อนถามด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ “คุณรินมีปัญหาอะไรหรือเปล่า แค่นี้ถ่ายไม่ได้เหรอ ไม่มืออาชีพเลย” เอวารินพยายามจะไม่เรื่องมากเพราะถือว่ามันเป็นงาน เธอต้องแสดงความเป็นมืออาชีพให้ทุกเห็น และอีกอย่างคงเป็นการถ่ายแบบหลบมุมกล้อง ไม่น่าจะเปลืองตัวเท่าไรนัก “ฉันถ่ายได้ค่ะ” ผู้กำกับยิ้มพอใจแล้วสั่งทุกคนเตรียมพร้อม “ผมขอกอดจริง จูบจริงนะ ปากประ
หลังกลับจากฮันนีมูน เอวารินก็ถูกมาร์คัสสั่งให้เก็บตัวอยู่แต่ในบ้าน โดยห้ามไม่ให้ติดต่อกับเพื่อนทุกคนไม่เว้นแม้แต่ซินดี้ เพื่อนรุ่นพี่ที่เธอสนิทด้วยมากที่สุด เนื่องจากเป็นห่วงความปลอดภัยของเธอ เพราะหลังจากโทนี่ส่งหลักฐานเกี่ยวกับการกระทำความผิดทั้งหมดของเซบัสเตียนให้ตำรวจแล้ว มันก็หลบหนีการจับกุมไปอย่างไร้ร่องรอย ซึ่งตอนนี้ยังไม่รู้ว่ามันยังหลบอยู่ในประเทศไทยหรือหนีออกนอกประเทศไปแล้ว แต่เมื่อมีงานใหญ่เข้ามา เอวารินจึงต้องหนีออกไปทำงานโดยไม่ให้ผู้เป็นสามีรู้ “รินแอบมารับงานถ่ายโฆษณาอย่างนี้คุณมาร์คไม่ว่าเอาเหรอ”ซินดี้ถามเอวารินที่นั่งอยู่ในห้องแต่งตัวก่อนเริ่มงานถ่ายโฆษณาทางทีวีตัวแรกในชีวิต ซึ่งงานนี้เธอไปแคสต์ทิ้งไว้เป็นเดือนตั้งแต่ก่อนความจำเสื่อม “กลับจากเกาะ รินก็ถูกสั่งให้อยู่แต่ในบ้านมาเป็นเดือนแล้วนะพี่ซินดี้ บางทีรินก็สงสัยนะว่ารินเป็นเมียหรือเป็นนักโทษกันแน่” “เพราะแกเป็นเมียไง คุณมาร์คถึงได้ห่วงแกขนาดนี้” “แต่เค้าก็ต้องปล่อยให้รินออกมาใช้ชีวิตของตัวเองบ้าง ไม่ใช่วันๆ เอาแต่...” นางแบบสาวอายเกินกว่าจะกล้าเล่าต่อหน้าช







