INICIAR SESIÓNตอนที่
6
เสียงสะท้อนจากหัวใจ
บรรยากาศภายในรถตู้ลีมูซีนระหว่างทางกลับบ้านพักส่วนตัวเต็มไปด้วยความเงียบที่ชวนให้ใจสั่น ณิชาภาในชุดเดรสลูกไม้สีขาวสะอาดตานั่งตัวลีบติดประตูรถ เธอรู้สึกไม่คุ้นชินกับสัมผัสของเนื้อผ้าชั้นเลิศที่แนบไปกับผิวพรรณ ขณะที่อนาวินนั่งไขว่ห้างอยู่เบาะข้างๆ สายตาคมกริบของเขาแสร้งทำเป็นจดจ้องไอแพดในมือ ทว่าแสงไฟจากถนนที่สาดกระทบใบหน้าเขายามรถเคลื่อนผ่าน กลับสะท้อนให้เห็นสายตาที่วูบไหวอย่างปิดไม่มิด
ทว่าความตึงเครียดบางอย่างกลับจางลงไปบ้างหลังจากเหตุการณ์ที่ห้างสรรพสินค้า ณิชาภานั่งนิ่งอยู่เบาะข้างอนาวิน มือบางกำสายกระเป๋าแน่น ขณะที่สายตาเหลือบมองถุงเสื้อผ้าแบรนด์เนมหรูมากมายที่วางกองอยู่เบาะหลัง
เมื่อรถจอดสนิทหน้าบ้านพัก อนาวินก้าวลงจากรถก่อนตามความเคยชิน
“ลงมาได้แล้ว หรือจะรอให้ฉันอุ้มลง” อนาวิน เอ่ยเสียงดุ แต่ดวงตาคมกริบกลับไม่ได้มีความฉุนเฉียวเหมือนคำพูด
“เปล่าค่ะ ขอบคุณนะคะสำหรับเสื้อผ้า” ณิชาภาเปิดประตูลงจากรถ พยายามจะขนถุงกระดาษเหล่านั้นด้วยตัวเอง แต่อนาวินกลับเดินอ้อมมาแย่งไปถือไว้เสียเอง
“อย่ามาทำตัวเป็นนางเอกผู้อ่อนหวาน ถือไม่หมดหรอก เดินเข้าไปข้างในไป” เขาสั่งพร้อมกับดันหลังเธอเบาๆ ให้เดินนำเข้าไปในบ้าน
“เดินให้มันเร็วกว่านี้หน่อยไม่ได้หรือไง ใส่ชุดราคาเป็นหมื่นแต่เดินเหมือนเต่าคลาน เสียของชะมัด” เขาพ่นลมหายใจอย่างขัดใจ ก่อนจะกระชากถุงเกือบทั้งหมดจากมือเธอมาถือไว้เอง
“ฉันถือเองได้ค่ะคุณวินน์ มันเป็นหน้าที่ของฉัน”
“เงียบไปเถอะน่า ถ้าขืนรอให้เธอหิ้วเข้าไปเอง คืนนี้ฉันคงไม่ได้กินมื้อค่ำพอดี” เขาตัดบทพลางเดินดุ่มๆ เข้าไปในบ้าน แล้วโยนถุงเหล่านั้นลงบนโซฟาอย่างไม่ใยดี
“ไปเปลี่ยนเป็นชุดที่มันขยับเขยื้อนง่ายกว่านี้ แล้วมาทำมื้อเย็นให้ฉัน ฉันเบื่ออาหารที่คนอื่นทำแล้ว”
ณิชาภาอมยิ้มน้อยๆ กับท่าทางดุแต่ใจดีของเขาที่เผลอแสดงออกมา
“ชุดที่ขยับง่ายๆ ก็คือชุดเก่าที่ได้รับอนุมัติให้ทิ้งไงคะ”
อนาวินชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหันมาแยกเขี้ยวใส่
“นี่เธอประชดฉันเหรอ” อนาวินขยับเข้าไปใกล้จนณิชาภาต้องถอยหลังไปจนชิดขอบโต๊ะ เขาค้ำมือลงกับโต๊ะกักขังเธอไว้ในอ้อมแขนกลายๆ
“อย่าคิดว่าใส่ชุดสวยแล้วฉันจะใจดีด้วยนะณิชาภา เธอมาที่นี่ในฐานะคนใช้หนี้จำใส่หัวไว้ด้วย”
“ฉันสั่งให้ทิ้งก็คือทิ้ง ไปเอาชุดลำลองชุดใหม่ที่เพิ่งซื้อมาใส่ซะ ถ้าฉันเห็นรอยปะบนตัวเธออีกแม้แต่จุดเดียว ฉันจะให้นายอาคิเอาเธอไปเผาเธอทิ้งแทนเสื้อผ้าพวกนั้น”
แม้คำพูดจะร้ายกาจ แต่ลมหายใจอุ่นๆ ที่เป่ารดหน้าผากกลับทำให้ใจของณิชาภาเต้นรัว เธอช้อนสายตาขึ้นสบตาเขา
“ถ้าฉันเป็นแค่คนใช้หนี้แล้วคุณวินน์จะสละเวลาทำงานมาอยู่เฝ้าฉันทั้งวันทำไมคะ หรือว่าคุณวินน์เริ่มจะทนฟังเสียงหัวใจตัวเองไม่ไหวแล้ว”
อนาวินชะงักไปชั่วครู่ ใบหน้าหล่อเหลาเริ่มขึ้นสีระเรื่อ เขาจ้องมองริมฝีปากบางที่กำลังย้อนถามเขาอย่างไม่เกรงกลัว ความรู้สึกโหยหาที่ซ่อนอยู่ลึกๆ เริ่มปะทุขึ้นมาจนเกือบจะควบคุมไม่ได้ เขาโน้มใบหน้าลงไปหาเธอช้าๆ จนปลายจมูกเกือบจะชนกัน
เขาพยายามปั้นหน้าดุขรึมเพื่อรักษามาดคุณชายใจร้าย ทั้งที่ในใจกลับรู้สึกคันยุบยิบเมื่อเห็นณิชาภายอมทำตามคำสั่งอย่างว่าง่าย
ตื๊ด... ตื๊ด...
เสียงโทรศัพท์ในกระเป๋ากางเกงของอนาวินดังขัดจังหวะขึ้นมาอย่างเสียไม่ได้ เขาจิ๊ปากอย่างขัดใจก่อนจะผละตัวออกมาแล้วกดรับสายด้วยอารมณ์ฉุนเฉียว ชื่อที่ปรากฏบนหน้าจอทำให้ใบหน้าหล่อเหลาเคร่งเครียดลงในทันที
‘ประธานอนันต์’
อนาวินกดรับสายด้วยสีหน้าเย็นชา หลังจากฟังปลายสายพูดเพียงไม่กี่ประโยค เขาก็คว้ากุญแจรถและสูทตัวนอกขึ้นมาทันที
“มีอะไรผมบอกแล้วไงว่าวันนี้ไม่เข้าบริษัท”
ทว่าปลายสายไม่ใช่เลขาของเขา แต่เป็นเสียงเข้มอันทรงพลังที่ทำให้รอยยิ้มจางๆ บนใบหน้าของอนาวินเลือนหายไปทันที
“วินน์กลับมาที่บ้านใหญ่เดี๋ยวนี้ พ่อมีเรื่องต้องคุยกับแก” เสียงของอนันต์ผู้เป็นบิดาดังรอดออกมาจากสายจนณิชาภาที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ได้ยิน
อนาวินเหลือบมองณิชาภาด้วยสายตาที่เปลี่ยนเป็นเคร่งเครียด “ผมมีธุระครับพ่อ”
“ธุระของแกคือการคลุกตัวอยู่กับผู้หญิงที่เคยทำให้ตระกูลเรามัวหมองงั้นเหรอ ฉันรู้หมดแล้วว่าแกพามันกลับมา มาคุยกับฉันก่อนที่ฉันจะจัดการขั้นเด็ดขาด”
สายถูกตัดไป อนาวินกำมือแน่นจนเส้นเลือดปูดขึ้นมา เขาหันมามองณิชาภาที่หน้าซีดลงอย่างเห็นได้ชัด เธอรู้ดีว่าพายุลูกใหญ่กำลังจะมาถึง
“ฉันต้องไปที่บ้านใหญ่ เธออยู่ที่นี่ ห้ามออกไปไหนเด็ดขาด เข้าใจไหม” อนาวินสั่งด้วยน้ำเสียงเด็ดขาดแต่แฝงไปด้วยความกังวล เขาลูบต้นแขนเธอเบาๆ อย่างลืมตัวก่อนจะรีบชักมือกลับราวกับถูกของร้อน ทว่าก่อนจะก้าวออกจากประตูไป เขากลับชะงักฝีเท้าแล้วหันมาสำทับด้วยสายตาที่ลึกซึ้งอย่างประหลาด “ต่อให้ใครมาหา ก็ห้ามเปิดประตูรับเด็ดขาด เข้าใจไหมแต่ก็ไม่ต้องห่วงเพราะมีบอดี้การ์ดเฝ้าเธออยู่แล้ว”
ที่บ้านใหญ่ของอนันต์
บรรยากาศภายในห้องโถงใหญ่เย็นเยียบและกดดัน คุณอนันต์นั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้แกะสลักราวกับบัลลังก์ ข้างๆ มี คุณหญิงนิศาผู้เป็นแม่นั่งอยู่ด้วยสีหน้ากังวล
อนาวินก้าวเข้าไปในบ้านด้วยท่วงท่าที่ทรนง เขาไม่ได้เกรงกลัวต่อสายตาพิฆาตของบิดาเหมือนเมื่อห้าปีก่อนอีกต่อไป
“แกพามันกลับมาทำไม” คุณอนันต์ตบโต๊ะเสียงดังสนั่นทันทีที่เห็นหน้าลูกชาย
“ฉันอุตส่าห์กำจัดมันออกไปจากชีวิตแกได้แล้วเมื่อห้าปีก่อน แกยังจะรนหาที่ลากขยะที่ล้มละลายแบบนั้นกลับมาให้เสื่อมเสียชื่อเสียงตระกูลเราอีกงั้นเหรอ”
“ณิชาภาไม่ใช่ขยะ และหัวใจของผมก็ไม่ใช่สิ่งของที่คุณพ่อจะกำจัดทิ้งได้ตามใจชอบอีกต่อไป” อนาวินสวนกลับด้วยเสียงต่ำลึกที่เปี่ยมไปด้วยพลัง
“โกหก! นี่แกกล้าเถียงฉันเหรอ แกแค่อยากจะหาเรื่องอยู่ใกล้ชิดกับมัน แกกำลังเอาชื่อเสียงของอัศวนนท์ไปเสี่ยงกับลูกสาวพวกล้มละลาย ” บิดาตวาด
“ผมไม่ได้เถียง ผมแค่แจ้งให้ทราบ” อนาวินก้าวเข้าไปชิดโต๊ะทำงาน
“ตอนนี้หุ้นส่วนใหญ่ในเครืออัศวนนท์เป็นชื่อของผมอำนาจการตัดสินใจทุกอย่างอยู่ที่ผม คุณพ่อควรพักผ่อนและเสวยสุขกับเงินที่หามาได้ มากกว่าจะมายุ่งเรื่องของผม”
“เมื่อห้าปีก่อนฉันสั่งให้แกเลิก แกก็เลิกไปแล้ว ทำไมตอนนี้ถึงได้กลับไปหาขยะชิ้นเดิมอีก”
“ห้าปีก่อนผมยอมพ่อ เพราะผมยังไม่มีอะไรเป็นของตัวเอง ผมไม่มีอำนาจพอจะปกป้องใครได้ แต่ตอนนี้ไม่เหมือนเดิม พ่อลืมไปแล้วเหรอว่าอำนาจการตัดสินใจในอัศวนนท์ตอนนี้คือของผม พ่อไม่มีสิทธิ์มาสั่งให้ผมทิ้งหัวใจตัวเองอีกเป็นครั้งที่สอง”
ตอนที่ 13 กำแพงน้ำแข็งภายในห้องประชุมส่วนตัว บรรยากาศเงียบสงัดจนได้ยินเสียงเครื่องปรับอากาศทำงานอย่างแผ่วเบา โต๊ะประชุมไม้โอ๊กยาวเหยียดตัวอยู่กลางห้อง รอบด้านรายล้อมด้วยกระจกใสที่มองเห็นทัศนียภาพตึกสูงตระหง่านภายนอก อนาวินก้าวเข้ามานั่งที่ตำแหน่งประธานฝั่งหัวโต๊ะ ท่าทีของเขาเต็มไปด้วยความสง่างามทว่าแฝงกระแสรังสีความอำมหิตจนไม่มีใครกล้าสบตาโดยไม่จำเป็น นนทกรเดินตามเข้ามานั่งลงที่ฝั่งตรงข้ามอย่างไม่ทุกขร้อน แววตาของเขายังคงทอดมองณิชาภาที่เดินตามเข้ามาเงียบๆ ในฐานะผู้บันทึกการประชุม ณิชาภานั่งลงที่เก้าอี้เยื้องจากอนาวินเล็กน้อย เธอเปิดแท็บเล็ตและเตรียมเอกสารสัญญาด้วยท่าทางที่นิ่งสงบ กำแพงน้ำแข็งในใจช่วยให้เธอตัดความประหม่าและความเจ็บระบมตามร่างกายออกไปจนหมดสิ้น มีเพียงสายตาคมกริบของอนาวินที่คอยตวัดมองเธอสลับกับคู่แข่งอยู่เป็นระยะ ราวกับจะเตือนว่าเรื่องระหว่างเธอกับเขาจะถูกสะสางทันทีที่จบงานนี้ “ในเมื่อมากันครบแล้ว ก็เริ่มคุยเรื่องเขตที่ดินทับซ้อนฝั่งตะวันออกกันเลยดีกว่า” อนาวินเปิดประเด็น น้ำเสียงของเขาเรียบนิ่งทว่าหนักแน่นดุดัน “ทางอัศวนนท์ได้ทำหนังส
ตอนที่ 13 กำแพงน้ำแข็ง“ณิชาภา!” อนาวินเรียกชื่อเต็มของเธอเสียงดังลั่นห้องทำงาน หญิงสาวหยุดก้าวเท้า หมุนตัวกลับมามองเขา แววตายังคงว่างเปล่า “คะ คุณวินน์ มีอะไรเพิ่มเติมไหมคะ” “กาแฟของฉันทำไมยังไม่ได้ วันนี้เธอทำหน้าที่บกพร่องนะ” เขาแกล้งหาเรื่อง ทั้งที่ปกติอคิราห์จะเป็นคนจัดการเรื่องนี้ หรือไม่เขาก็ไม่ได้สั่งเธอเลยตั้งแต่เช้า เขาแค่อยากหาเรื่องให้เธอพูดกับเขามากกว่าประโยครายงานสั้นๆ “ขออภัยด้วยค่ะ ดิฉันจะไปชงมาให้เดี๋ยวนี้ค่ะ” ณิชาพูดแค่นั้นแล้วเดินออกจากห้องไปทันทีอนาวินเอนหลังพิงเก้าอี้ ยกรวมมือขึ้นกุมขมับลากยาวลงมาถึงคาง สบถคำหยาบคายออกมาเบาๆ ด้วยความหงุดหงิดใจความเย็นชาของเธอประท้วงเขาได้อย่างร้ายกาจที่สุด และความรู้สึกผิดที่ผสมปนเปกับความต้องการควบคุมมันกำลังทำให้เขาแทบบ้า ยิ่งเธอถอยห่าง สัญชาตญาณความอยากเอาชนะและความหึงหวงซ่อนเร้นในใจของเขาก็ยิ่งพลุ่งพล่านราวกับกองเพลิงที่พร้อมจะปะทุขึ้นมาอีกรอบเมื่อมีสิ่งกระตุ้น ช่วงบ่ายโมงครึ่ง บรรยากาศที่เคยตึงเครียดกลับยิ่งทวีความอึดอัดขึ้นเมื่อแขกผู้มาเยือนคนใหม่ก้าวเข้ามาในชั้นบริหารนนทกรทายาทธ
ตอนที่ 13 กำแพงน้ำแข็ง ความรู้สึกแรกที่ปลุกณิชาภาให้ตื่นขึ้นมาในเช้าวันใหม่คือความเจ็บระบมที่แล่นริ้วไปทั่วสรรพางค์กาย ทันทีที่ขยับตัว ความปวดร้าวตรงช่วงล่างและสะโพกก็ทำให้เธอต้องหลุดเสียงครางแผ่วเบาออกมาด้วยความทรมาน เปลือกตาบางขยับลืมขึ้นช้าๆ มองเห็นเพดานห้องนอนสีครีมอันคุ้นตา แสงแดดยามเช้าส่องผ่านผ้าม่านเข้ามาริบหรี่ แต่หัวใจของเธอกลับมืดมนยิ่งกว่าคืนที่พายุเข้า ณิชาภาพยุงตัวลุกขึ้นนั่งบนเตียงกว้างอย่างยากลำบาก ผ้าห่มผืนหนาเลื่อนหลุดลงไปกองที่เอว เผยให้เห็นรอยช้ำเป็นจ้ำแดงสลับเขียวตามผิวเนื้อเนียนละเอียด ทั้งที่ลาดไหล่ หน้าอก และข้อมือทั้งสองข้างที่มีรอยนิ้วมือหนาบีบตรึงเอาไว้จนเนื้อแทบเขียวคราม ร่องรอยป่าเถื่อนเหล่านี้คือหลักฐานชิ้นโบแดงที่ย้ำเตือนถึงสิ่งที่อนาวินทำกับเธอเมื่อค่ำคืนที่ผ่านมา น้ำตาเม็ดโตสลัดร่วงลงบนหลังมือทีละหยด เธอจำได้ดีว่าในแฟลชไดรฟ์อันนั้น อนาวินอัดคลิปเสียงอธิบายข้อเท็จจริงทั้งหมดว่าเขากำลังพยายามทำทุกทางเพื่อปกป้องเธอและพ่อจากเงื้อมมือของอนันต์ พ่อแท้ๆ ของเขาเอง ลึกๆ เธอรู้สึกผิดที่เคยเข้าใจเขาผิดไป แต่สัมผัสอันจา
ตอนที่ 12 รอยร้าวในไฟหึง“ขอบคุณค่ะคุณอาคิ” ณิชาภายิ้มบางๆ ให้ด้วยความซาบซึ้ง “ทำไมช่วงนี้ดูซูบไปละครับเนี่ย ไอ้วินน์มันใช้งานหนักเกินไปหรือเปล่า” อคิราห์พูดปนหัวเราะ ขณะที่ส่งปึกกระดาษคืนให้เธอ สายตาของเขาเหลือบไปเห็นเส้นผมบางส่วนของณิชาภาที่หลุดลุ่ยลงมาปรกใบหน้าหวานจนดูเกะกะ ด้วยความสนิทสนมและนิสัยขี้เล่น ชายหนุ่มจึงเอื้อมมือไปปัดเส้นผมทัดหูให้เธออย่างแผ่วเบา “ดูแลตัวเองบ้างนะครับ เดี๋ยวไม่มีแรงรบกับท่านประธาน” จังหวะนั้นเอง ประตูลิฟต์ผู้บริหารเปิดออกอย่างเงียบเชียบ ร่างสูงสง่าของอนาวินก้าวเท้าออกมา ใบหน้าหล่อเหลาที่เคยนิ่งสนิทกลับพลันแข็งท้างขึ้นมาทันทีเมื่อภาพตรงหน้าสาดเข้าสู่สายตา ภาพของอคิราห์ที่กำลังคุกเข่าอยู่ใกล้ชิดกับณิชาภา มือของเพื่อนสนิทที่กำลังลูบไล้ใบหน้าหวานของเธออย่างอ่อนโยน และรอยยิ้มของณิชาภาที่มอบให้ชายอื่นรอยยิ้มที่เขาไม่ได้เห็นมันมานานแสนนาน กรงเล็บแห่งความหึงหวงและคว้าบ้าคลั่งพุ่งเข้าเกาะกุมหัวใจของอนาวินในทันที สัญชาตญาณความเป็นเจ้าของที่รุนแรงทำให้เขาลืมสิ้นทุกแผนการที่วางไว้ เส้นเลือดที่ขมับปูดโปนขึ้นด้วยความโกรธจัด “ทำอะไรกันอยู่ตรงนั้น!” เสียงทรงพลังค
ตอนที่ 12 รอยร้าวในไฟหึง ความเงียบงันภายในห้องนอนสีครีมดูจะหนักอึ้งกว่าค่ำคืนไหนๆ แม้เสียงพายุฝนด้านนอกคฤหาสน์จะเริ่มซาลงเหลือเพียงเสียงหยดน้ำที่ตกลงกระทบใบไม้ แต่เสียงสะท้อนจากไฟล์คลิปเสียงของอนาวินยังคงดังก้องอยู่ในหัวใจของณิชาภาซ้ำแล้วซ้ำเล่า มือบางยังคงกำแฟลชไดรฟ์สีเงินแนบกับอก สะอื้นไห้จนตัวโยนด้วยความรู้สึกผิดที่เคยเคลือบแคลงใจในตัวเขา เธอเช็ดน้ำตาออกจากพวงแก้มช้าๆ ดึงสติที่กระจัดกระจายให้กลับคืนมา สิ่งที่เธอต้องทำในตอนนี้ไม่ใช่การนั่งร้องไห้ แต่เป็นการเดินกลับไปหาเขา เดินกลับไปบอกให้เขารู้ว่าเธอเลือกที่จะอยู่เคียงข้างเขา ไม่ใช่ในฐานะลูกหนี้หรือหมากในเกมแค้น แต่ในฐานะผู้หญิงที่จะร่วมเผชิญหน้ากับพายุทุกลูกไปพร้อมกับเขา ณิชาภาก้าวเท้าออกจากห้องนอน ท่ามกลางความมืดของโถงทางเดินสลัว เดินตรงไปยังห้องทำงานใหญ่ที่เพิ่งผ่านสมรภูมิอารมณ์มาเมื่อครู่ ประตูห้องแง้มอยู่เล็กน้อย แสงไฟนีออนด้านในสาดส่องออกมาเป็นเส้นตรงยาวลงบนพื้นหินอ่อน เธอสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะผลักประตูเข้าไปเบาๆ อนาวินยังคงนั่งอยู่หลังโต๊ะทำงานตัวใหญ่ ทว่าแผ่นหลังที่เคยเหยียดตรงอย่างทรนงบ
ตอนที่ 11 กรงที่ไร้ซี่กรง (2)เขายังเก็บมันไว้ ในที่ที่ปลอดภัยที่สุดของเขา หยดน้ำตาแห่งความลังเลร่วงเผาะลงบนกระจกกรอบรูป ณิชาภายืนนิ่งงันอยู่กลางห้อง ความทรงจำแสนหวานในอดีตพุ่งเข้าโจมตีใจจนเธอแทบจะก้าวขาไม่ออก แต่เมื่อภาพของพ่อที่มีสายระโยงระยางและภาพของอนาวินที่สวมแหวนให้รินลดาลอยซ้อนทับเข้ามา เธอจึงจำต้องหลับตาแน่น กัดริมฝีปากจนห่อเลือดแล้วคว้าแฟลชไดรฟ์นั้นยัดใส่กระเป๋าเสื้อคลุมทันที “ณิชา” เสียงทุ้มต่ำที่แสนคุ้นเคยดังขึ้นจากทางด้านหลังท่ามกลางความมืด พร้อมกับแสงไฟนีออนในห้องทำงานที่กลับมาสว่างวาบอีกครั้งเมื่อระบบไฟสำรองทำงาน ณิชาภาสะดุ้งสุดตัวพลางหันกลับไปมองด้วยความตกใจสุดขีดอนาวินยืนพิงกรอบประตูห้องทำงานอยู่ตรงนั้น เขาอยู่ในชุดเสื้อเชิ้ตที่ปลดกระดุมบนออกสองเม็ด แววตาคมกริบที่เคยฉายแววดุดันบัดนี้กลับเต็มไปด้วยความผิดหวัง ความโศกเศร้า และความอ่อนล้าอย่างที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน ในมือของเขาไม่มีอาวุธ ไม่มีท่าทีโกรธเกรี้ยวจะเข้าไปทำร้ายเธอ... มีเพียงความเงียบงันที่กรีดลึกยิ่งกว่าสิ่งใด “คุณวินน์ คือฉัน” ณิชาภาเสียงสั่นเครือ พยายามเอาซ่อนมือไว้ข้างหล
ตอนที่7กลิ่นอายในรอยอดีตณิชาภาลืมตาขึ้นมาด้วยความงัวเงีย เธอไม่ได้ตอบโต้ทำเพียงเก็บรวบรวมงานวางไว้บนโต๊ะเขาอย่างเรียบร้อย ก่อนจะขอตัวออกมาด้วยท่าทางอ่อนเพลีย แต่อยู่ๆ แรงสั่นสะเทือนจากโทรศัพท์เครื่องเก่าที่ซ่อนไว้ในกระเป๋าก็ทำให้เธอสะดุ้งสุดตัว เธอรีบเข้าไปในห้องส่วนตัวของเธอทันทีชื่อ ‘ป้ามาลี
ตอนที่7กลิ่นอายในรอยอดีตภายในห้องอาหารที่ตกแต่งด้วยสไตล์โมเดิร์นคลาสสิก แสงไฟสีวอร์มไวท์จากโคมไฟระย้าเหนือโต๊ะหินอ่อนช่วยขับเน้นให้บรรยากาศดูนุ่มนวลขึ้นอย่างประหลาด กลิ่นหอมละมุนของน้ำซุปต้มจืดเต้าหู้หมูสับคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ เป็นกลิ่นอายของบ้านที่อนาวินไม่ได้สัมผัสมานานนับแต่เขาย้ายออกมาอยู่เพ
ตอนที่6เสียงสะท้อนจากหัวใจ“ไอ้วินน์ นี่แกกล้าลำเลิกบุญคุณกับฉันเหรอ” คุณอนันต์ลุกขึ้นยืน ตัวสั่นด้วยความโกรธคุณหญิงนิศาผู้เป็นมารดา รีบเข้ามาห้ามทัพด้วยใบหน้าวิตกกังวล“วินน์ ยอมพ่อเขาเถอะนะลูก รินลดาเขาก็เพิ่งมาฟ้องแม่ว่าวินน์ปกป้องเด็กคนนั้นจนทำร้ายน้ำใจเขา วินน์แต่งงานกับรินลดาไปเรื่องก็จบนะ
ตอนที่5หน้ากากที่เริ่มปริร้าวพนักงานสาวรับคำสั่งอย่างขยันขันแข็ง ก่อนจะหันไปเชิญณิชาภาเข้าไปในห้องลองเสื้อด้วยท่าทางนอบน้อม ณิชาภาทำท่าจะอ้าปากค้านแต่สายตาคมดุของอนาวินก็ปรามไว้เสียก่อน“ไปลองซะ อย่าให้ฉันต้องเดินเข้าไปเปลี่ยนให้เธอเอง” เมื่อณิชาภาเดินหายไป อคิราห์ที่ยืนกอดอกลอบยิ้มอยู่ก็







