LOGINตอนที่
5
หน้ากากที่เริ่มปริร้าว
แสงแดดยามเช้าสาดส่องผ่านผ้าม่านโปร่งแสงเข้ามาในห้องโถงกว้างของบ้านพักส่วนตัว อนาวินในชุดลำลองกางเกงสแล็คสีดำและเสื้อเชิ้ตสีขาวที่พับแขนเสื้อขึ้นอย่างลวกๆ นั่งจิบกาแฟดำอยู่ที่โต๊ะอาหาร สายตาของเขาไม่ได้จดจ้องอยู่ที่ไอแพดซึ่งแสดงกราฟหุ้นหรือข่าวเศรษฐกิจเหมือนทุกวัน แต่เขากลับคอยปรายมองร่างบางที่เดินวุ่นอยู่ในห้องครัว
ณิชาภาในชุดเสื้อเชิ้ตสีซีดจนแทบจะกลายเป็นสีขาวขุ่นและกางเกงผ้าเนื้อหยาบที่ผ่านการซักมานับครั้งไม่ถ้วนกำลังขะมักเขม้นกับการเตรียมมื้อเช้า แม้เสื้อผ้าจะสะอาดสะอ้านและถูกรีดจนเรียบกริบ แต่มันก็ไม่อาจปกปิดความเก่าซ่อมซ่อและความหมองหม่นของเนื้อผ้าที่ดูผิดแผกกับความหรูหราของบ้านหลังนี้ได้อย่างสิ้นเชิง
กึก...
อนาวินวางแก้วกาแฟลงบนโต๊ะหินอ่อนเสียงดังพอที่จะทำให้คนที่กำลังจัดจานชะงัก
“คุณวินน์จะรับอะไรเพิ่มไหมคะ” ณิชาภาหันมาถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“รำคาญตา” เขาพึมพำลอดไรฟัน สายตาคมกริบจ้องเขม็งไปที่รอยปะเล็กๆ ตรงตะเข็บไหล่ของเสื้อเธอ
“คะ กาแฟไม่อร่อยเหรอคะ”
“เสื้อผ้าเธอน่ะ” อนาวินลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เดินเข้ามาหาเธอช้าๆ จนณิชาภาต้องก้าวถอยหลังไปติดกับเคาน์เตอร์ครัว
“มันดูซ่อมซ่อจนฉันทนดูไม่ได้ เธอเป็นเลขาของฉันนะณิชาภา ไม่ใช่คนสวนหลังบ้าน ใส่ชุดเหมือนผ้าขี้ริ้วแบบนี้เดินไปเดินมาในบ้านฉัน มันทำให้บ้านฉันดูราคาตก” เขากวาดสายตาดูถูกมองรอยปะบนเสื้อเธออย่างจงใจ จนณิชาภาต้องเผลอยกนิ้วขึ้นปกปิดมันไว้อย่างลืมตัว ความอับอายแล่นริ้วขึ้นมาบนใบหน้าพร้อมกับความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจที่ตื้นขึ้นมาในอก
คำพูดจิกกัดนั้นทำให้ใบหน้าหวานของณิชาภาไปชั่วครู่ เธอก้มมองตัวเอง
“ฉันมีชุดแค่นี้ค่ะ และมันก็ยังใส่ได้”
“แต่ฉันไม่อนุญาตให้ใส่!” เขาตวาดเสียงเรียบแต่ทรงพลัง “ไปเปลี่ยนชุดซะ เราจะออกไปข้างนอก”
“แต่คุณวินน์มีประชุมช่วงสิบโมงไม่ใช่เหรอคะ เมื่อกี้อาคิเพิ่งโทรมาคอนเฟิร์มว่าเอกสารพร้อมแล้ว”
“ฉันบอกว่าจะไปก็คือจะไป ประชุมนั่นให้พวกบอร์ดบริหารมันนั่งคุยกันเองไปก่อน ฉันมีเรื่องสำคัญกว่าต้องจัดการ” เขาตัดบทอย่างเอาแต่ใจ ก่อนจะหันไปกดโทรศัพท์หาเลขาคนสนิท
ไม่ถึงยี่สิบนาที รถตู้ลีมูซีนสีดำขลับก็แล่นเข้ามาจอดหน้าบ้าน อคิราห์ก้าวลงจากรถด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความงงงวย ในมือหอบแฟ้มเอกสารพะเนินเทินทึก
“คุณวินน์ครับ ประชุมรอบนี้สำคัญมากนะครับ ท่านประธานกำชับว่าคุณวินน์ต้องเข้า” อคิราห์หยุดชะงักเมื่อเห็นเจ้านายไม่ได้อยู่ในชุดสูทสากล แต่กลับสวมแว่นกันแดดเตรียมตัวออกเดินทาง โดยมีณิชาภาเดินตามหลังมาด้วยท่าทีอึกอัก
“เลื่อนไปซะอาคิ หรือไม่ก็วิดีโอคอลเอา” อนาวินสั่งพลางเปิดประตูรถ
“ขึ้นมาบนรถด้วยกันเลย ฉันมีงานให้นายทำ”
อคิราห์มองหน้าณิชาภาสลับกับอนาวินอย่างหาคำตอบแต่เมื่อเห็นสายตาสั่งการของเจ้านาย เขาก็ทำได้เพียงเก็บความสงสัยไว้แล้วก้าวขึ้นรถไปนั่งเบาะหน้า
ภายในห้างสรรพสินค้าหรูใจกลางเมือง อนาวินเดินนำลิ่วเข้าไปในโซนแบรนด์เนมระดับไฮเอนด์ โดยมีณิชาภาเดินตัวลีบตามหลังและอคิราห์เดินปิดท้าย อนาวินหยุดกึกที่หน้าช็อปเสื้อผ้าสตรีชื่อดัง เขาปรายตามองพนักงานขายที่รีบกุลีกุจอเข้ามาต้อนรับ
“จัดชุดที่ดูเป็นผู้เป็นคนให้ยัยนี่ที เอาแบบที่ไม่ใช่ผ้าเนื้อหยาบๆ เหมือนกระสอบป่านแบบนี้” เขาบอกกับพนักงานพลางชี้ไปที่ณิชาภาอย่างไม่ใยดี
“คุณวินน์คะ ฉันไม่ได้ต้องการเสื้อผ้าพวกนี้” ณิชาภาประท้วงเสียงเบา
“ฉันบอกแล้วไงว่าฉันรำคาญตา” อนาวินหันมาดุ
“เธอใส่ชุดพวกนี้เดินตามหลังฉัน คนเขาจะนึกว่าฉันพาขอทานมาเดินเที่ยวห้าง มันเสียชื่อหน้าตาของฉันเข้าใจไหม”
อคิราห์ที่ยืนอยู่ข้างๆ แอบลอบยิ้ม เขาอยู่กับอนาวินมานาน ทำไมจะไม่รู้ว่าเจ้านายกำลังปากไม่ตรงกับใจ ถ้าแค่นรำคาญตาจริงๆ อนาวินแค่สั่งให้เขาเอาเสื้อผ้าไปส่งให้ที่บ้านก็สิ้นเรื่อง ไม่เห็นต้องสละเวลาประชุมหมื่นล้านมาเดินเฝ้าเองแบบนี้
“คุณณิชาเลือกที่ชอบเลยครับ เดี๋ยวผมจัดการเรื่องค่าใช้จ่ายให้เอง” อคิราห์เอ่ยแทรกเพื่อช่วยลดความประหม่าให้นางเอก
“ไม่ต้องให้เลือกเอง” อนาวินขัดขึ้น
“เดี๋ยวเลือกมาก็ได้แต่ลายดอกเชยๆ เหมือนชุดป้าแถวบ้าน คุณพนักงานเอาชุดเดรสสีมิดไนท์บลูตัวนั้น แล้วก็ชุดสูทลำลองสีครีมนั่นมาให้ลองด้วยแล้วก็...แล้วก็...แล้วก็”
“แล้วก็...ตัวสีขาวที่อยู่ในหุ่นด้านในสุดนั่นด้วย เอาไซส์เล็กที่สุดมา” อนาวินสั่งรัวเร็ว พลางใช้ปลายนิ้วเคาะที่โดนแขนตัวเองอย่างใช้ความคิด
“อ้อ!!! แล้วก็อย่าลืมพวกชุดชั้นในด้วย เอามาให้ครบเซต เลือกเนื้อผ้าที่มันดีที่สุด อย่าให้ระคายเคืองผิว เอ่อ...หมายถึงว่าให้ใส่สบายๆ” อนาวินเอ่ยขึ้นมาหน้าแดงๆ เหมือนกำลังเขินที่ต้องมาพูดอะไรอย่างนี้
ตอนที่7กลิ่นอายในรอยอดีตณิชาภาลืมตาขึ้นมาด้วยความงัวเงีย เธอไม่ได้ตอบโต้ทำเพียงเก็บรวบรวมงานวางไว้บนโต๊ะเขาอย่างเรียบร้อย ก่อนจะขอตัวออกมาด้วยท่าทางอ่อนเพลีย แต่อยู่ๆ แรงสั่นสะเทือนจากโทรศัพท์เครื่องเก่าที่ซ่อนไว้ในกระเป๋าก็ทำให้เธอสะดุ้งสุดตัว เธอรีบเข้าไปในห้องส่วนตัวของเธอทันทีชื่อ ‘ป้ามาลี’ แม่บ้านเก่าแก่ที่คอยดูแลพ่อของเธอที่โรงพยาบาลปรากฏขึ้น“คุณหนูเดียร์คะ” เสียงปลายสายสั่นเครือ“เมื่อช่วงตีสามคุณท่านเกิดอาการหัวใจหยุดเต้นกะทันหันไปหนึ่งครั้งค่ะ ทีมหมอรีบทำ CPR จนหัวใจกลับมาเต้นแล้ว ตอนนี้คุณท่านปลอดภัยดี แต่อาการยังทรงตัว ป้าตกใจมากเลยต้องรีบโทรหาคุณหนู”คำว่าหัวใจหยุดเต้นเหมือนค้อนปอนด์ที่เหวี่ยงเข้าใส่กลางอก ณิชาภาหน้าซีดเผือด แม้ป้ามาลีจะย้ำว่าตอนนี้คุณหมอช่วยจนอาการดีขึ้นแล้ว แต่ความกลัวที่เกาะกินใจทำให้เธอไม่สามารถนั่งรอเฉยๆ ได้อีกต่อไปเธอเหลือบมองไปที่ห้องทำงานชั้นบน ไฟยังคงสลัวแต่อนาวินคงจะเข้าสู่ห้วงนิทราไปแล้วหลังจากการกวนประสาทเธอมาทั้งคืน ณิชาภารู้ดีว่าถ้าเธอไปขออนุญาตเขาตรงๆ ในตอนนี้ เขาไม่มีวันปล่อยเธอไปแน่ และอาจจะพาลโกรธจนสั่งระงับค่ารักษาพ่อไปเสียดื้อๆ‘
ตอนที่7กลิ่นอายในรอยอดีตภายในห้องอาหารที่ตกแต่งด้วยสไตล์โมเดิร์นคลาสสิก แสงไฟสีวอร์มไวท์จากโคมไฟระย้าเหนือโต๊ะหินอ่อนช่วยขับเน้นให้บรรยากาศดูนุ่มนวลขึ้นอย่างประหลาด กลิ่นหอมละมุนของน้ำซุปต้มจืดเต้าหู้หมูสับคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ เป็นกลิ่นอายของบ้านที่อนาวินไม่ได้สัมผัสมานานนับแต่เขาย้ายออกมาอยู่เพียงลำพัง“พี่ณิชาเชื่อไหมคะ ที่มหาวิทยาลัยมีแต่คนถามถึงพี่ณิชา ทุกคนยังจำรุ่นพี่ดาวคณะที่สวยและเรียนเก่งที่สุดได้แม่นเลยค่ะ” อันนาประคองแก้มตัวเองพลางเจื้อยแจ้วไม่หยุด สายตาที่มองณิชาภาเต็มไปด้วยความชื่นชมณิชาภายิ้มละไม มือบางตักเต้าหู้หมูสับชิ้นพอดีคำวางลงในถ้วยของอันนาอย่างอ่อนโยน“อันนาก็พูดเกินไปค่ะ พี่หายไปตั้งห้าปี ใครจะไปจำได้ล่ะคะ”“จำได้สิคะ โดยเฉพาะเพื่อนผู้ชายของอันนาสายรหัสพี่ณิชาเนี่ยบ่นคิดถึงกันระงม”เคร้ง!!!เสียงช้อนกระทบจานกระเบื้องราคาแพงดังขึ้นขัดจังหวะ อนาวินที่นั่งอยู่ที่หัวโต๊ะขมวดคิ้วมุ่น ใบหน้าหล่อเหลาบึ้งตึงขึ้นมาทันที เขาเขี่ยผักในจานไปมาด้วยท่าทางไม่สบอารมณ์“กินข้าวก็กินไปอันนา จะขุดคุ้ยเรื่องสมัยพระเจ้าเหาทำไม รำคาญหู” น้ำเสียงทุ้มต่ำติดจะหงุดหงิดนั้นทำให้สองสาว
ตอนที่6เสียงสะท้อนจากหัวใจ“ไอ้วินน์ นี่แกกล้าลำเลิกบุญคุณกับฉันเหรอ” คุณอนันต์ลุกขึ้นยืน ตัวสั่นด้วยความโกรธคุณหญิงนิศาผู้เป็นมารดา รีบเข้ามาห้ามทัพด้วยใบหน้าวิตกกังวล“วินน์ ยอมพ่อเขาเถอะนะลูก รินลดาเขาก็เพิ่งมาฟ้องแม่ว่าวินน์ปกป้องเด็กคนนั้นจนทำร้ายน้ำใจเขา วินน์แต่งงานกับรินลดาไปเรื่องก็จบนะลูก เชื่อแม่นะ”อนาวินหันไปมองแม่ด้วยสายตาผิดหวัง “งานใหญ่ของคุณแม่คือการใช้ลูกชายตัวเองเป็นเครื่องมือทางการเมืองงั้นเหรอครับ ตลอดห้าปีที่ผ่านมาผมยอมเป็นหุ่นเชิดให้พวกคุณมานานพอแล้ว จากนี้ไปผมจะฟังแค่เสียงในหัวใจของผมเองเท่านั้น”“ถ้าแกไม่เลิกกับมัน ฉันจะตัดแกออกจากตระกูล” คุณอนันต์คำราม“เชิญครับพ่อ ตัดผมออกไปเลย แต่ระวังไว้หน่อยนะครับ ว่าอัศวนนท์ที่ไม่มีผมจะเหลือซากอยู่ได้กี่เดือน”ที่หน้าประตูบ้าน อันนาน้องสาวคนเล็กของบ้านวิ่งกระหืดกระหอบออกมาหาพี่ชายที่กำลังจะก้าวขึ้นรถสปอร์ตด้วยใบหน้าที่แดงก่ำด้วยความโกรธ“พี่วินน์! พี่วินน์คะ รออันนาก่อน”“อันนาพี่ไม่มีอารมณ์จะคุย” อนาวินสตาร์ทรถเครื่องยนต์คำรามดังสนั่น“ไม่! อันนาจะไปด้วย” เธอรีบกระโดดขึ้นไปนั่งเบาะข้างๆ ทันที “ไม่!!! อันนาจะไปด้วย”
ตอนที่6เสียงสะท้อนจากหัวใจบรรยากาศภายในรถตู้ลีมูซีนระหว่างทางกลับบ้านพักส่วนตัวเต็มไปด้วยความเงียบที่ชวนให้ใจสั่น ณิชาภาในชุดเดรสลูกไม้สีขาวสะอาดตานั่งตัวลีบติดประตูรถ เธอรู้สึกไม่คุ้นชินกับสัมผัสของเนื้อผ้าชั้นเลิศที่แนบไปกับผิวพรรณ ขณะที่อนาวินนั่งไขว่ห้างอยู่เบาะข้างๆ สายตาคมกริบของเขาแสร้งทำเป็นจดจ้องไอแพดในมือ ทว่าแสงไฟจากถนนที่สาดกระทบใบหน้าเขายามรถเคลื่อนผ่าน กลับสะท้อนให้เห็นสายตาที่วูบไหวอย่างปิดไม่มิด ทว่าความตึงเครียดบางอย่างกลับจางลงไปบ้างหลังจากเหตุการณ์ที่ห้างสรรพสินค้า ณิชาภานั่งนิ่งอยู่เบาะข้างอนาวิน มือบางกำสายกระเป๋าแน่น ขณะที่สายตาเหลือบมองถุงเสื้อผ้าแบรนด์เนมหรูมากมายที่วางกองอยู่เบาะหลังเมื่อรถจอดสนิทหน้าบ้านพัก อนาวินก้าวลงจากรถก่อนตามความเคยชิน“ลงมาได้แล้ว หรือจะรอให้ฉันอุ้มลง” อนาวิน เอ่ยเสียงดุ แต่ดวงตาคมกริบกลับไม่ได้มีความฉุนเฉียวเหมือนคำพูด“เปล่าค่ะ ขอบคุณนะคะสำหรับเสื้อผ้า” ณิชาภาเปิดประตูลงจากรถ พยายามจะขนถุงกระดาษเหล่านั้นด้วยตัวเอง แต่อนาวินกลับเดินอ้อมมาแย่งไปถือไว้เสียเอง“อย่ามาทำตัวเป็นนางเอกผู้อ่อนหวาน ถือไม่หมดหรอก เดินเข้าไปข้างในไป” เขาสั
ตอนที่5หน้ากากที่เริ่มปริร้าวพนักงานสาวรับคำสั่งอย่างขยันขันแข็ง ก่อนจะหันไปเชิญณิชาภาเข้าไปในห้องลองเสื้อด้วยท่าทางนอบน้อม ณิชาภาทำท่าจะอ้าปากค้านแต่สายตาคมดุของอนาวินก็ปรามไว้เสียก่อน“ไปลองซะ อย่าให้ฉันต้องเดินเข้าไปเปลี่ยนให้เธอเอง” เมื่อณิชาภาเดินหายไป อคิราห์ที่ยืนกอดอกลอบยิ้มอยู่ก็นิ่งไม่ไหวอีกต่อไป เขาแสร้งทำเป็นตรวจเช็กตารางงานในมือถือพลางเอ่ยขึ้นลอยๆ “แหม่...คุณวินน์ครับ ชุดสีขาวตัวนั้นมันรุ่นลิมิเต็ดเลยนะครับ แถมราคานี่ ถ้านับเป็นค่าแรงเลขา คุณณิชาต้องทำงานให้คุณวินน์ไปอีกกี่สิบปีกันนะ” “ฉันไม่ได้ถามความเห็นนายอาคิ” อนาวินตอบเสียงเข้ม ขยับปกเสื้อเชิ้ตตัวเองแก้เขิน “ฉันก็แค่ ไม่อยากให้ใครมองว่าเลขาของฉันไม่เหมาะสมกับตำแหน่งนี้ก็เท่านั้น” “อ๋อ!!! อย่างนั้นเหรอครับ” อคิราห์ลากเสียงยาว “แต่เท่าที่ผมจำได้ ตอนประชุมบอร์ดผู้บริหารเมื่อเดือนก่อน คุณรินลดาก็ใส่ชุดแบรนด์นี้มา คุณวินน์ไม่เห็นปรายตาพิจารณาเนื้อผ้าละเอียดขนาดนี้เลยนะครับ” “อาคิ ถ้านายยังไม่อยากไปตรวจไซต์งานที่แม่ฮ่องสอนตอนหน้าฝน ก็หุบปากของนายซะ” อนาวินสะบัดเสียงใส่เลขาคนสนิท
ตอนที่5หน้ากากที่เริ่มปริร้าวแสงแดดยามเช้าสาดส่องผ่านผ้าม่านโปร่งแสงเข้ามาในห้องโถงกว้างของบ้านพักส่วนตัว อนาวินในชุดลำลองกางเกงสแล็คสีดำและเสื้อเชิ้ตสีขาวที่พับแขนเสื้อขึ้นอย่างลวกๆ นั่งจิบกาแฟดำอยู่ที่โต๊ะอาหาร สายตาของเขาไม่ได้จดจ้องอยู่ที่ไอแพดซึ่งแสดงกราฟหุ้นหรือข่าวเศรษฐกิจเหมือนทุกวัน แต่เขากลับคอยปรายมองร่างบางที่เดินวุ่นอยู่ในห้องครัวณิชาภาในชุดเสื้อเชิ้ตสีซีดจนแทบจะกลายเป็นสีขาวขุ่นและกางเกงผ้าเนื้อหยาบที่ผ่านการซักมานับครั้งไม่ถ้วนกำลังขะมักเขม้นกับการเตรียมมื้อเช้า แม้เสื้อผ้าจะสะอาดสะอ้านและถูกรีดจนเรียบกริบ แต่มันก็ไม่อาจปกปิดความเก่าซ่อมซ่อและความหมองหม่นของเนื้อผ้าที่ดูผิดแผกกับความหรูหราของบ้านหลังนี้ได้อย่างสิ้นเชิงกึก...อนาวินวางแก้วกาแฟลงบนโต๊ะหินอ่อนเสียงดังพอที่จะทำให้คนที่กำลังจัดจานชะงัก“คุณวินน์จะรับอะไรเพิ่มไหมคะ” ณิชาภาหันมาถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ“รำคาญตา” เขาพึมพำลอดไรฟัน สายตาคมกริบจ้องเขม็งไปที่รอยปะเล็กๆ ตรงตะเข็บไหล่ของเสื้อเธอ“คะ กาแฟไม่อร่อยเหรอคะ”“เสื้อผ้าเธอน่ะ” อนาวินลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เดินเข้ามาหาเธอช้าๆ จนณิชาภาต้องก้าวถอยหลังไปติดกั







