Masuk“ทำไมพิงค์รักป๊าไม่ได้ล่ะคะ” เธอขยับเข้าหาเขา ดวงตาใสบริสุทธิ์ฉายแววดื้อรั้น
“เส้นกั้นระหว่างพ่อกับลูกไม่มีวันข้ามได้แม้แต่ก้าวเดียว พิงค์รู้ไหม ว่าคำว่า ‘ป๊า’ หมายถึงอะไร”
“พิงค์ถึงบอกว่าเสียใจไงคะ”
ดวงตาเขาแข็งกร้าวขึ้นทันที “พอได้แล้ว หยุดพูดเรื่องนี้ซะ แล้วหลังจากนี้ก็ไม่ต้องพูดเรื่องนี้อีก”
“ไม่ค่ะ พิงค์จะพูด”
“ฉันบอกว่าพอ”
“คุณไม่เคยถามพิงค์เลย ว่าพิงค์รู้สึกยังไง”
“ฉันไม่จำเป็นต้องถามเรื่องที่ไม่ควรถาม” ประโยคนั้นเย็นเยียบเหมือนน้ำแข็ง เขาหันหลังเดินจากไปทันที
ตอนนี้เธอเหมือนเปลวไฟ เขาต้องรีบถอยหนีไปให้ไกลที่สุด หนีไปก่อนที่จะโดนไฟนั้น...
ไม่ มันไม่ถูกต้อง
พิงค์ที่ถูกทิ้งให้ยืนอยู่ตรงนั้นตามลำพัง รู้สึกเหมือนถูกควักหัวใจออกมาขยำแล้วโยนทิ้ง เธอเจ็บปวดแต่ไม่มีน้ำตาสักหยด เพราะเธอไม่ได้เพิ่งรักเขา เธอรักเขามานานแล้ว รักเขามาตั้งแต่วันนั้น วันที่โลกทั้งใบของเธอในวัยสิบห้าปีพังลง
ห้าปีก่อน
เสียงโลหะบิดงอ เสียงกระจกแตก และกลิ่นคาวเลือด ทำให้พิงค์ตัวสั่นด้วยความกลัว
รถตระกูลสุรศักดิ์ศิระบำรุงพลิกคว่ำอยู่ข้างทาง ต้นไม้ที่รถพุ่งไปชนแทบจะหักกลาง รอบข้างมีเสียงไซเรนจากรถตำรวจและรถกู้ภัยดังระงม
พ่อกอดเธอไว้ แม่เอาตัวบัง พี่ชายดึงเธอลงต่ำ เพราะแบบนั้นทุกคนถึงได้ตาย เหลือเธอรอดชีวิตมาแค่คนเดียว
ตอนที่ลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง เธอพบว่าตัวเองอยู่ในห้องไอซียูของโรงพยาบาล ตอนนั้นเธอยังไม่ทันจะได้ร้องไห้ ก็มีเสียงคนทะเลาะกันดังขึ้นจากนอกห้อง
ญาติที่ไม่เคยมาเยี่ยมในวันธรรมดา ญาติที่ไม่เคยโทรถามสารทุกข์ ญาติที่ไม่เคยแม้แต่จะจำวันเกิดใครในครอบครัวเธอได้ บรรดาญาติที่เธอไม่รู้จักมักคุ้น วันนี้มากันครบ
“เด็กยังไม่บรรลุนิติภาวะจะดูแลเงินตั้งมากได้ยังไง!”
“ผมดูแลหลานเองครับ”
“แกจะรู้เรื่องอะไร ฉันจะรับเลี้ยงเอง!”
“ผมต่างหาก!”
พวกเขาเถียงกันเรื่องสิทธิ์ เรื่องเงิน เรื่องทรัพย์สิน ไม่มีใครถามสักคำว่าตอนนี้เด็กที่พูดถึงเป็นยังไงบ้าง
วันที่เธอย้ายออกจากห้องไอซียูเข้าห้องพักผู้ป่วย พวกเขาก็กรูกันเข้ามา มือหลายคู่จับแขนเธอ ทั้งฉุด ทั้งดึง ยื้อแย่งกันเหมือนเธอเป็นตุ๊กตา ไม่ใช่มนุษย์
พิงค์ในวัยสิบห้าปีตัวสั่น ตกใจจนพูดไม่ได้ ร้องไห้ไม่ออก
ตอนที่เธอรู้สึกว่าอยากจะหายไปจากตรงนั้น หายไปเหมือนกับพ่อ แม่ และพี่ชาย เสียงที่ทรงอำนาจเสียงหนึ่งก็ดังขึ้น
“หยุด”
ทุกคนชะงักไปทันที
ในชั่วอึดใจนั้น ผู้ชายในสูทสีดำเดินเข้ามาจากหน้าประตู ด้านหลังของเขามีทนายและเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลตามมาด้วยหลายคน
บ้านพักที่พวกเขาเดินทางไปถึง เป็นคฤหาสน์ที่ดูเก่าแก่หลังหนึ่ง ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากความวุ่นวายของเมือง รอบนอกคฤหาสน์มีต้นไม้สูงใหญ่เรียงราย มีรั้วเหล็กขนาดใหญ่ และมีอาณาบริเวณกว้างขวางจนพิงค์มองแล้วรู้สึกเหมือนกำลังเดินเข้าสู่ฉากในภาพยนตร์ฝรั่งย้อนยุคอย่าง เดอะบริดเจอร์ตันพิงค์กาดตามองความอลังการตรงหน้าแล้วอดถามไม่ได้ “นี่บ้านพักเหรอคะ?”“อืม”“ใหญ่เกินไปรึเปล่าคะ”คิมหันต์ยิ้มให้เธออย่างอ่อนโยน “ฉันก็คิดเหมือนกัน แต่คฤหาสน์หลังนี้เป็นสมบัติตกทอดจากปู่”พิงค์หันขวับ“เป็นของคุณปู่ของคุณ?”“ตอนนี้เป็นของฉัน” คิมหันต์ตอบง่ายๆ แล้วจูงมือลูกบุญธรรมที่กลายเป็นภรรยาเดินเข้าไปด้านในเพิ่งจะเดินเข้ามาถึงห้องรับแขก โทรศัพท์ของคิมหันต์ก็ดังขึ้นเธอหันมองทันทีคิมหันต์ชะงักไปเล็กน้อยเมื่อเห็นสายตาเธอพิงค์หรี่ตาถาม “เรื่องงานอีกแล้งเหรอคะ?”“อาจจะ”“คุณคิมหันต์”คิมหันต์แบมือทั้งสองข้างขึ้นชูเหนือหัว เป็นนัยว่ายอมแพ้ “ฉันแค่จะดูว่าใครโทรมา”“แล้วถ้าเป็นเรื่องงานล่ะ?”“ฉันก็จะ...” คิมหันต์เมิมริมฝีปากเข้าหากัน เพราะนึกคำจะพูดไม่ทันพิงค์กอดอกถาม “จะอะไรคะ?”“จะให้มาร์โกรับ”พิงค์ยิ้มอย่างพอใจ “ดีค
เวลาผ่านไปอีกหลายวันนับจากวันนั้น...ในที่สุด คิมหันต์ก็ยอมทำตามคำสั่งของแพทย์อย่างที่พิงค์บังคับเอาไว้ทุกอย่างอย่างน้อย...ก็เกือบทุกอย่าง“คุณคิมหันต์ อย่าขยับค่ะ” เสียงของพิงค์ดังขึ้นภายในห้องพักฟื้น ขณะที่คิมหันต์กำลังพยายามยื่นมือไปหยิบเสื้อสูทที่แขวนอยู่ไม่ไกลชายหนุ่มชะงักทันที เขาหันกลับมามองภรรยาที่กำลังนั่งอยู่บนโซฟา มือข้างหนึ่งวางอยู่บนหน้าท้องที่เริ่มนูนขึ้นเพียงเล็กน้อย ดวงตากลมโตจ้องเขาเขม็ง“ฉันแค่จะหยิบเสื้อ”“พิงค์เห็นค่ะ”“งั้นก็รู้สิว่าฉันไม่ได้ทำอะไรผิด”พิงค์ยกคิ้วขึ้น “คนโดนยิงเพิ่งจะได้ออกจากโรงพยาบาล เขาจะพยายามเอื้อมมือไปหยิบของเองแบบคุณเหรอคะ?”คิมหันต์ตอบเสียงเบา “ฉันแขนเจ็บ ไม่ได้พิการ”“เถียงอีกแล้ว”“ฉันแค่พูดความจริง”“งั้นพิงค์ก็พูดความจริงเหมือนกันค่ะ” พิงค์ลุกขึ้นจากโซฟา เดินไปหยิบเสื้อสูทตัวนั้นมาส่งให้เขา “คุณเป็นคนไข้ที่ดื้อที่สุดเท่าที่พิงค์เคยเจอมา”คิมหันต์รับเสื้อสูทจากมือเธอมาสวม ด้วยใบหน้าอาบรอยยิ้ม “แต่เธอก็ยังรักคนไข้คนนี้อยู่ดี”“...คนหลงตัวเอง...” เธอพึมพำ“ขอบคุณครับ”“พิงค์ไม่ได้ชม!”เสียงหัวเราะเบาๆ ดังขึ้นภายในห้องหลังจากนั้นไม่นาน
ริมฝีปากของคิมหันต์แตะไล้อยู่บนริมฝีปากของพิงค์เพียงชั่วครู่ ก่อนที่เขาจะค่อยๆ ผละออกจากริมฝีปากเนียนนุ่มพิงค์ยังอยู่ในอ้อมแขนของเขา มือเล็กๆ ของเธอโอบอยู่รอบตัวเขาอย่างเป็นธรรมชาติ ทั้งที่ภายในใจเต็มไปด้วยความคิดมากมายอิตาลี…ตระกูลวาเลนเต้...ไคลน์…และคำว่า ‘ดอนน่า’ผ่านไปครู่หนึ่ง พิงค์ถึงสังเกตเห็นว่าคิมหันต์มองเธออยู่“มองอะไรคะ?”เสียงของพิงค์ทำให้คิมหันต์ยิ้มน้อยๆ “มองภรรยา”“พิงค์ถามจริงๆ ค่ะ”“ฉันก็ตอบจริงๆ”พิงค์ขมวดคิ้วใส่ แต่คิมหันต์ยิ้มกว้างขึ้น เขาใช้มือข้างที่ไม่ได้รับบาดเจ็บลูบเส้นผมของเธออย่างแผ่วเบา“เรื่องดอนกับดอนน่า...เธอเข้าใจไหม” เขาถาม“คุณหมายถึงดอนที่เป็นหัวหน้าแก๊งมาเฟีย...พิงค์รู้ค่ะ พิงค์เคยดูหนังมา”“เรื่องจริงก็ไม่ค่อยต่างกันนักหรอก”“เหรอคะ” พิงค์ถามด้วยความแปลกใจมากกว่ากังวล“...เธอกล้ากว่าที่ฉันคิด...” คิมหันต์จูบหน้าผากเธอเบาๆ อย่างห้ามใจไม่อยู่“พิงค์เนี่ยนะคะ?”“อืม...”“ที่จริงแล้วพิงค์กลัวจะตาย”“แต่เธอก็ยังบอกว่าจะไปกับฉัน แถมอารมณ์ยังดูปกติกว่าที่ฉันคิด”พิงค์นิ่งไปเล็กน้อยเมื่อได้ยินใช่...เธอไม่ได้กลัวมากเท่าที่ตัวเองคิด...ตั้งแต่วันที่รู้
ภายในห้องสอบสวน ความเงียบยังคงกดทับอยู่เหนือโต๊ะตัวเดิมธีรภพยังคงนั่งอยู่ตรงข้ามเรวัตร โดยมีออสตินยืนเยื้องไปทางด้านหลังเล็กน้อย แขนทั้งสองข้างของออสตินกอดอก ดวงตาคู่คมของเขาจับจ้องทนายหนุ่มอยู่งียบๆ โดยไม่พูดอะไร“ตอนนี้คุณกำลังกลัวอะไร”คำถามของธีรภพยังคงค้างอยู่กลางห้องเรวัตรนิ่งไปนาน นานจนเสียงเครื่องปรับอากาศที่ทำงานอยู่เหนือศีรษะ กลายเป็นเสียงเดียวที่ทุกคนได้ยิน ในที่สุดเขาก็หัวเราะออกมาเบาๆ “ผู้การคิดว่าผมกลัวอะไรล่ะครับ?”ธีรภพตอบทันที “กลัวตาย”รอยยิ้มของเรวัตรหายไป “ไม่ใช่”ธีรภพเลิกคิ้วเป็นเชิงถามเรวัตรเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ ดวงตาทั้งสองข้างเริ่มแดงขึ้นเล็กน้อย “ถ้าผมแค่กลัวตาย เรื่องมันคงง่ายกว่านี้มาก”ออสตินหรี่ตาลงธีรภพยังคงเลิกคิ้วมองเงียบๆ ปล่อยให้ชายตรงหน้าพูดต่อ“คนอย่างผม...” เรวัตรหัวเราะเยาะตัวเอง “อยู่ในวงการกฎหมายมานานพอที่จะรู้ว่าการติดคุกไม่ใช่จุดจบของชีวิต...ต่อให้โดนโทษเป็นสิบปี ถ้าได้ลดโทษบ่อยๆ แป๊บๆ ก็ได้ออกจากคุก แล้วถ้ามีเงิน...คุณจะซื้อได้แม้กระทั่งคน...คนคุ้มกันในคุกตัวเป้งๆ”“อืม”เรวัตรพึมพำเหมือนหมดอาลัยตายอยาก “ก็ตามนั้น...คนมีเงินมีอำนาจติดคุก
ในเวลาเดียวกันนั้นเอง ภายในอาคารสำนักงานของบริษัทเอเชีย โกลบอล คอนซัลติ้ง ไฟบางส่วนยังคงเปิดสว่างอยู่ทั้งที่เวลาล่วงเลยเข้าสู่กลางดึกชั้นบนสุดของอาคารเงียบสนิท ไม่มีพนักงาน ไม่มีเสียงเครื่องถ่ายเอกสาร ไม่มีเสียงโทรศัพท์สำนักงาน แต่ห้องห้องหนึ่งกลับยังมีคนอยู่ภายในห้องห้องนั้น ชายวัยกลางคนในชุดสูทสีเข้มนั่งนิ่งอยู่หน้าโต๊ะทำงาน เขากำลังมองหน้าจอคอมพิวเตอร์ซึ่งเต็มไปด้วยรายการธุรกรรมทางการเงินจู่ๆ โทรศัพท์มือถือของเขาที่วางอยู่บนโต๊ะก็สั่นขึ้นเมื่อเขาหยิบขึ้นมาดู สีหน้าของชายคนนั้นก็เปลี่ยนไปทันที เพราะข้อความบนหน้าจอโทรศัพท์มีเพียงไม่กี่คำ“ตำรวจรู้เรื่องแล้ว”เขานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนพิมพ์ตอบกลับ“ระดับไหน?”ข้อความถูกอ่านทันที แต่คำตอบที่ได้รับกลับมา ทำให้สีหน้าของเขาซีดขาวลงกว่าเดิม“บุก”ชายคนนั้นเงยหน้าขึ้นทันที “บุก?” เขารีบลุกจากเก้าอี้ แล้วเดินไปยังตู้เอกสารด้านหลังห้อง จากนั้นก็เปิดลิ้นชักอย่างรวดเร็วแฟ้มหลายเล่มถูกหยิบออกมา จากนั้นก็เป็นฮาร์ดดิสก์ แฟลชไดรฟ์ โทรศัพท์สำรอง เอกสารการโอนเงิน และกล่องโลหะขนาดเล็กอีกหนึ่งกล่องเขากำลังจะกวาดทุกอย่างลงกระเป๋า โทรศัพท์มือถือก็สั่น
หลังคำถามของธีรภพ ภายในห้องสอบสวนก็ตกอยู่ในความเงียบงัน“คุณกลัวเขามากขนาดนั้นเลยหรือ?”เรวัตรไม่ได้ตอบ เขาเพียงก้มหน้ามองโต๊ะ ราวกับกำลังชั่งใจว่าควรจะพูดอะไรต่อ และอะไรที่ไม่ควรหลุดปากพูดออกมาอย่างเด็ดขาดแต่ในอีกห้องหนึ่งด้านหลังกระจก เสียงโทรศัพท์ของออสตินกลับสั่นขึ้น เขารีบหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูชื่อที่ปรากฏบนหน้าจอทำให้เขาเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย‘คิมหันต์’ออสตินกดรับสายด้วยความสงสัย “ว่าไง?”เสียงของคิมหันต์ดังมาตามสายทันที “พ่ออยู่กับผู้การธีรภพใช่ไหม?”ออสตินหันไปมองธีรภผ่านกระจก ก่อนตอบน้ำเสียงจริงจัง “ใช่”“เรื่องเรวัตร?”“ลูกรู้แล้ว?”ปลายสายเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบกลับมาเรียบๆ “ผมรู้เรื่องซองแล้ว”ออสตินหรี่ตาลง ก่อนถาม “ใครบอก?”“ไม่สำคัญครับ” คิมหันต์ตอบสั้นๆ ก่อนพูดต่อ “สิ่งสำคัญคือ พ่อเปิดซองหรือยัง?”ออสตินมองผ่านกระจกเข้าไปในห้องสอบสวน พลางพูด “เปิดแล้ว”“ข้างในมีอะไร?”ออสตินกำลังจะบอกปัด แต่ธีรภพที่เดินมาที่ห้องฝั่งทางนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ ยกมือขึ้นโบกมือให้ “บอกไอ้หลานชายไป”ออสตินจึงตอบตามตรง “เอกสารโอนเงินปลอม ที่มีรหัสในระบบของบริษัทเอเชีย โกลบอล คอนซัลติ้ง อ
ห้องประชุมชั้นบนสุดของคิมหันต์คอร์ปอเรชั่นเปิดไฟสว่างตั้งแต่เช้าโต๊ะยาวสีเข้มสะท้อนเงาคนที่นั่งเรียงกันอยู่รอบด้านอย่างชัดเจน หน้าจอขนาดใหญ่ด้านหน้าห้องแสดงกราฟหุ้น และเส้นกราฟบางอย่างที่พุ่งขึ้นเป็นเส้นชันสีแดงสด ตัดกับพื้นหลังสีดำกราฟแสดงยอดการค้นหา ยอดการแชร์ จำนวนบทความข่าว ทุกอย่างพุ่งขึ้นไป
เสียงจากหูฟังขนาดเล็กดังขึ้นในหูคิมหันต์“นายครับ”เป็นเสียงวีกิจคิมหันต์ถอนสายตาจากพิงค์ เดินออกมาจากห้องนิรภัยเมื่อกลับขึ้นไปที่ด้านบน ก็พบว่าวีกิจยืนรออยู่“มีอะไร”“มีความเคลื่อนไหวใหม่ครับ” วีกิจรีบรายงาน “มีคลิปใหม่ถูกปล่อยออกมา...”คิมหันต์ชะงักเมื่อได้ยิน“คลิปอะไร”วีกิจลังเลเล็กน้อย ก่อน
ประตูห้องนิรภัยเปิดออกด้วยเสียงกลไกที่หนักแน่น ชั่วอึดใจนั้น เขาดันเธอให้เดินเข้าไปด้านในพิงค์ทรุดตัวลงนั่งทันทีที่เขาปล่อยมือ น้ำตารินไหลออกมาเงียบๆครั้งนี้เธอไม่ได้พยายามกลั้นเอาไว้อีกแล้ว“ทำไมคุณต้องทำแบบนี้…” เสียงเธอแผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยินคิมหันต์ยังคงยืนมองเธอจากหน้าประตู มือที่วางอยู่บนแผงค
รถบัสปรับอากาศสภาพใหม่เอี่ยมสองคันเลี้ยวออกจากถนนใหญ่เข้าสู่ถนนที่ค่อยๆ แคบลงเรื่อยๆ ตึกปูนห้างร้านค่อยๆ หายไปจากสายตา เหลือเพียงบ้านชั้นเดียวสลับกับร้านก๋วยเตี๋ยวริมทางและแผงขายขนมสายไหมผ่านไปไม่นาน ทิวทัศน์เปลี่ยนเป็นทุ่งนาสีเขียวเข้มที่ทอดยาวสุดสายตา ด้านหน้ารถมีเด็กสองคนปั่นจักรยานคันเล็กจ้อยสว







