Se connecterรถซีดานสีดำเงาวับแล่นออกจากหน้าคฤหาสน์ตระกูล วาเลนเต้ วรศักดิ์ไชยบำรุง อย่างเงียบเชียบ ประตูที่ปิดสนิทช่วยตัดเสียงรบกวนจากโลกภายนอก เหลือเพียงความเงียบเชียบจนน่าอึดอัดในห้องโดยสารตอนหลัง
คิมหันต์นั่งหลังตรง ดวงตาจับอยู่ที่หน้าต่าง แต่ไม่ได้มองวิวเมืองยามเช้าเลยแม้แต่น้อย
นิ้วเขายกขึ้นจัดปมเน็กไทอีกครั้ง
ครั้งนี้เบี้ยว
เขาปลดมันออก ผูกใหม่อีกครั้งก็ยังไม่สวย
เส้นผ้าสีกรมท่าถูกดึงตึงจนรอยพับแข็งกระด้าง ต่างจากปมเรียบคมที่เคยถูกจัดให้ทุกเช้าโดยมือเล็ก ๆ คู่หนึ่ง
กรามเขาเกร็ง เส้นเลือดที่หลังมือปูดขึ้นเมื่อกำปมเน็กไทแน่นกว่าเดิม
“เวรเอ๊ย…”
เสียงสบถเบาจนแทบไม่ได้ยิน
คนขับรถเหลือบมองกระจกหลังอย่างระวัง ก่อนรีบเบนสายตากลับไปที่ถนน
บอดี้การ์ดที่นั่งเบาะหน้าแลกสายตากับเลขาคนสนิทเงียบๆ
นี่เป็นสัญญาณเตือนภัยระดับสูงสุดของบริษัท
‘เจ้านายอารมณ์ไม่ปกติ’
และต้นเหตุเกือบร้อยทั้งร้อยมีชื่อเดียว
คุณหนูพิงค์
ปกติแค่พูดถึงชื่อเธอ คิมหันต์จะผ่อนคลายลงอย่างเห็นได้ชัด ต่อให้ก่อนหน้านั้นเพิ่งประชุมดุเดือดกับคู่ค้าหรือเพิ่งเชือดดีลระดับพันล้านมา สีหน้าก็จะอ่อนลงทันที
แต่เช้านี้…บรรยากาศต่างออกไป
“เอ่อ…นายครับ” เลขาคนสนิทเริ่มต้นด้วยน้ำเสียงระวังชีวิต “วันนี้คุณหนู...”
“ไม่ต้องรายงาน” คิมหันต์ตัดบท
ห้องโดยสารกลับเข้าสู่ความเงียบ
เลขากับบอดี้การ์ดต่างทำตัวไม่ถูก เพราะนี่ไม่ใช่แพตเทิร์นปกติ ที่ปกติก็คือ ทุกวันต้องมีรายงานความเคลื่อนไหวของคุณหนูพิงค์อย่างน้อยก็สองรอบ
เลขาวีกลืนน้ำลายลงคอ แล้วลองใหม่
“คือ… เมื่อเช้าคุณหนูตื่นสายกว่าปกติสิบนาทีครับ แต่ยังไปมหา...”
“ฉันบอกว่าไม่ต้อง” เสียงคิมหันต์ไม่ได้ดัง แต่ฟังดูเด็ดขาด
ในรถเงียบกริบจนได้ยินเสียงแอร์
คิมหันต์ปล่อยเน็กไทลงในที่สุด ปล่อยให้มันคาอยู่แบบไม่สมบูรณ์แบบนั่นแหละ
สายตาเขาเย็นชา แต่ความคิดกลับวุ่นวาย เพราะภาพเมื่อคืนยังคงเด่นชัดในห้วงความคิด
“พิงค์รักป๊า”
คำพูดนั้นเหมือนถูกตอกซ้ำๆ เข้าไปในสมอง ดังก้องสะท้อนไปมาไม่หยุด
เด็กบ้า…
เขาพยายามสรุปเหตุผลให้ตัวเอง
ก็แค่ความผูกพัน เป็นแค่การยึดติด แค่เพราะภาพลักษณ์ของเขาที่มีต่อเธอเหมือนฮีโร่ที่เข้าไปช่วยชีวิต
มันต้องเป็นแบบนั้น
มัน ต้อง เป็นแค่นั้น
ระหว่างเขากับเธอ มันมีระยะต้องห้าม มีเส้นที่ไม่ควรก้าวข้ามไปอยู่
แต่สายตาที่เธอมองเขาเมื่อคืน ไม่ใช่สายตาเด็กมองผู้ปกครอง
มันเป็นสายตาของผู้หญิงที่เลือกแล้ว และนั่นแหละ ที่น่ากลัวที่สุดเขาไม่อยากให้พิงค์ต้องมาเสียเวลากับคนที่อายุมากกว่าตั้งสิบห้าปีแบบเขา เหนือสิ่งอื่นใด เธอคือลูก
สามวันหลังคืนวันเกิดพิงค์ยืนหมุนตัวอยู่หน้ากระจกบานใหญ่ในห้องแต่งตัว ภาพในกระจกสะท้อนให้เห็นสาวสวยผิวขาวจัดในชุดเดรสสีครีมเรียบๆ เธอเลือกต่างหูมุกเม็ดเล็กแทนเพชรเม็ดโต ขับให้ลุคนี้ยิ่งดูเป็นธรรมชาติ น่ารัก และเข้าถึงง่ายนี่เป็นภาพลักษณ์ที่เหมาะที่สุดสำหรับเดทแรกตอนนั้นเอง โทรศัพท์บนโต๊ะก็สั่น พร้อมๆ กับที่มีป๊อบอัพข้อความเด้งขึ้นพี่ถึงแล้วครับ รออยู่หน้าร้าน 🙂เป็นข้อความจากก้องไกร รุ่นพี่มหาวิทยาลัยที่เป็นคู่เดทของเธอในวันนี้พิงค์ซ้อมยิ้มให้กระจก ยิ้มแบบสวยหวาน ยิ้มแบบน่ารัก แบบที่ใครได้มองต้องเผลอใจ แต่ดวงตานิ่งสนิท“อืม...สมบูรณ์แบบ” เธอพึมพำเบาๆร้านอาหารที่พิงค์เลือกอยู่ชั้นล่างของตึกสำนักงานใหญ่บริษัทคิมหันต์คอร์เปอเรชั่น มีโลโก้ตัว K สีเงินติดเด่นหราอยู่หน้าร้าน ร้านนี้เองก็เป็นหนึ่งในร้านอาหารภายใต้เครือ คิมหันต์ คอร์เปอเรชั่นเห็นพิงค์เดินเข้ามาพร้อมรอยยิ้มสดใส รุ่นพี่ก้องไกรลุกขึ้นยืนทันที“วันนี้น่ารักมากเลยครับ” เขายิ้ม นัยน์ตาเป็นประกาย“แค่วันนี้เหรอคะ” เธอเอียงคอถามเสียงอ้อน “ปกติพิงค์ไม่น่ารักเหรอคะ”อีกฝ่ายรีบโบกมือร้อนรน “ไม่ใช่ๆ น่ารักทุกวันครับ แต่วันนี้น่ารั
คิมหันต์ไพล่นึกไปถึงเรื่องราวในอดีตในห้องพักผู้ป่วยที่ควรเงียบสงบ กลับไม่ได้มีแค่กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อ แต่เต็มไปด้วยเสียงตะโกนและเสียงถกเถียง“ฉันเป็นอาแท้ๆ!”“ฉันเป็นป้า หลานสาวต้องอยู่กับป้าสิ!”“ฉันเป็นลุง เป็นพี่ชายคนโต ฉันจะดูแลหลานเอง!”“ใช่ค่ะ ให้ลุงกับป้าสะใภ้ดูแลดีที่สุด ป้าสะใภ้จะช่วยดูแลหนูเอง!”“คนนอกอย่างเธอไม่มีสิทธิ์พูด พิงค์ มานี่!ร่างเล็กบนเตียงโรงพยาบาลถูกดึงแขนไปทางซ้ายที ขวาที จนเข็มน้ำเกลือหลุดเลือดไหล แต่ไม่มีใครสนใจ ไม่มีใครสังเกตเห็นพิงค์ที่ถูกยื้อยุดดูหน้าซีด สายตาว่างเปล่า เหมือนจิตวิญญาณหลุดออกจากร่างไปแล้วตอนนั้นคิมหันต์คิดเพียงอย่างเดียวต้องพาเด็กคนนี้ออกไปไม่ใช่เพราะมรดก ไม่ใช่เพราะผลประโยชน์ ไม่ใช่แค่เพราะคำสัญญาที่เขาเคยมอบให้เพื่อนรุ่นพี่ที่เป็นพ่อแท้ๆ ของพิงค์ แต่เพราะถ้าเขาไม่ทำ ก็ไม่มีใครทำเขาจำได้ว่ามือเธอเย็นแค่ไหนตอนจับมือเขาครั้งแรก จำได้ว่าเธอสั่นเทิ้มไปทั้งตัว นัยน์ตาแดงก่ำ จำได้ว่าพอเขาพูดว่า “ฉันอยู่ตรงนี้” เธอก็ร้องไห้เหมือนเด็กที่เพิ่งได้รับอนุญาตให้เจ็บปวดสำหรับเขาเธอคือเด็กสาวที่อยากปกป้อง ใครจะคิดว่าเด็กคนนั้นจะโตเร็วขนาดนี้ โตจนกล
รถซีดานสีดำเงาวับแล่นออกจากหน้าคฤหาสน์ตระกูล วาเลนเต้ วรศักดิ์ไชยบำรุง อย่างเงียบเชียบ ประตูที่ปิดสนิทช่วยตัดเสียงรบกวนจากโลกภายนอก เหลือเพียงความเงียบเชียบจนน่าอึดอัดในห้องโดยสารตอนหลังคิมหันต์นั่งหลังตรง ดวงตาจับอยู่ที่หน้าต่าง แต่ไม่ได้มองวิวเมืองยามเช้าเลยแม้แต่น้อยนิ้วเขายกขึ้นจัดปมเน็กไทอีกครั้งครั้งนี้เบี้ยวเขาปลดมันออก ผูกใหม่อีกครั้งก็ยังไม่สวยเส้นผ้าสีกรมท่าถูกดึงตึงจนรอยพับแข็งกระด้าง ต่างจากปมเรียบคมที่เคยถูกจัดให้ทุกเช้าโดยมือเล็ก ๆ คู่หนึ่งกรามเขาเกร็ง เส้นเลือดที่หลังมือปูดขึ้นเมื่อกำปมเน็กไทแน่นกว่าเดิม“เวรเอ๊ย…”เสียงสบถเบาจนแทบไม่ได้ยินคนขับรถเหลือบมองกระจกหลังอย่างระวัง ก่อนรีบเบนสายตากลับไปที่ถนนบอดี้การ์ดที่นั่งเบาะหน้าแลกสายตากับเลขาคนสนิทเงียบๆนี่เป็นสัญญาณเตือนภัยระดับสูงสุดของบริษัท‘เจ้านายอารมณ์ไม่ปกติ’และต้นเหตุเกือบร้อยทั้งร้อยมีชื่อเดียวคุณหนูพิงค์ปกติแค่พูดถึงชื่อเธอ คิมหันต์จะผ่อนคลายลงอย่างเห็นได้ชัด ต่อให้ก่อนหน้านั้นเพิ่งประชุมดุเดือดกับคู่ค้าหรือเพิ่งเชือดดีลระดับพันล้านมา สีหน้าก็จะอ่อนลงทันทีแต่เช้านี้…บรรยากาศต่างออกไป“เอ่อ…นายครับ
เขายื่นเอกสาร “นี่คือจดหมายฝากฝังผู้ปกครองตามกฎหมาย ลงนามโดยพ่อของเด็กก่อนเสียชีวิต มีคนลงนามเป็นพยานด้วยอีกสองราย นับได้ว่าเป็นพินัยกรรมที่ชัดแจ้งของผู้ตาย เพราะฉะนั้น นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ผม คิมหันต์ วาเลนเต้ วรศักดิ์ไชยบำรุง จะรับหน้าที่ดูแลชมพู และรับเธอเป็นลูกบุญธรรม”คิมหันต์ วาเลนเต้ วรศักดิ์ไชยบำรุง?นั่นมันประธานบริษัทยักษ์ใหญ่ที่ว่ากันว่ามีเบื้องหลังเป็นมาเฟียยุโรปนี่!ได้ข่าวว่าเย็นชาโหดเหี้ยมมาก!ได้ยินมาว่าเขาเคยยิงคนตาย!แค่ขัดใจก็ล้มละลายกันทั้งบ้าน!ยมทูตของวงการธุรกิจ!ปีศาจ!ฆาตกร!คนทั้งห้องพลันแตกฮือเหมือนผึ้งแตกรังคิมหันต์ไม่ได้ขึ้นเสียง ไม่ได้โวยวาย เขาแค่ใช้กฎหมายและอำนาจปิดปากทุกคนไม่ถึงสิบนาทีต่อมา ห้องพักผู้ป่วยก็เหลือแค่เขากับเธอเขานั่งลงข้างเตียง พูดเพียงแค่ประโยคเดียว“ไม่เป็นไรแล้ว” มือใหญ่วางลงบนศีรษะเธอเบาๆ “ฉันอยู่ตรงนี้”กำแพงที่เธอพยายามฝืนตั้งไว้พังลงทันที เธอร้องไห้โฮเป็นครั้งแรกแล้วหลังจากนั้น เขาก็พาเธอกลับบ้าน จัดการเรื่องเอกสารทุกอย่าง และกันคนเจตนาไม่ดีทุกคนออกไปจากชีวิตเธอเขาบอกเธอว่า “เอกสารรับลูกบุญธรรมเรียบร้อยแล้ว ต่อไปนี้เรียกฉ
“ทำไมหนูรักป๊าไม่ได้ล่ะคะ” เธอขยับเข้าหาเขา ดวงตาใสบริสุทธิ์ฉายแววดื้อรั้น“เส้นกั้นระหว่างพ่อกับลูกไม่มีวันข้ามได้แม้แต่ก้าวเดียว พิงค์รู้ไหม ว่าคำว่า ‘ป๊า’ หมายถึงอะไร”“พิงค์ถึงบอกว่าเสียใจไงคะ”ดวงตาเขาแข็งกร้าวขึ้นทันที “พอได้แล้ว หยุดพูดเรื่องนี้ซะ แล้วหลังจากนี้ก็ไม่ต้องพูดเรื่องนี้อีก”“ไม่ค่ะ พิงค์จะพูด”“ฉันบอกว่าพอ”“คุณไม่เคยถามพิงค์เลย ว่าพิงค์รู้สึกยังไง”“ฉันไม่จำเป็นต้องถามเรื่องที่ไม่ควรถาม” ประโยคนั้นเย็นเยียบเหมือนน้ำแข็ง เขาหันหลังเดินจากไปทันทีตอนนี้เธอเหมือนเปลวไฟ เขาต้องรีบถอยหนีไปให้ไกลที่สุด หนีไปก่อนที่จะโดนไฟนั้น...ไม่ มันไม่ถูกต้องพิงค์ที่ถูกทิ้งให้ยืนอยู่ตรงนั้นตามลำพัง รู้สึกเหมือนถูกควักหัวใจออกมาขยำเล่นแล้วโยนทิ้ง เธอเจ็บปวดแต่ไม่มีน้ำตาสักหยด เพราะเธอไม่ได้เพิ่งรักเขา เธอรักเขามานานแล้ว รักเขามาตั้งแต่วันนั้น วันที่โลกทั้งใบของเธอในวัยสิบห้าปีพังลง ห้าปีก่อนเสียงโลหะบิดงอ เสียงกระจกแตก และกลิ่นคาวเลือด ทำให้พิงค์ตัวสั่นด้วยความกลัวรถตระกูลสุรศักดิ์ศิระบำรุงพลิกคว่ำอยู่ข้างทาง ต้นไม้ที่รถพุ่งไปชนแทบจะหักกลาง รอบข้างมีเสียงไซเรนจากรถตำรวจและรถกู้
ภายใต้โคมไฟแชนเดอเลียร์ในห้องบอลรูมของโรงแรมห้าดาวชื่อดัง เดรสสีขาวปักเพชรทั่วทั้งตัวที่พิงค์ หรือชื่อจริง ‘ชมพู วาเลนเต้ วรศักดิ์ไชยบำรุง’ สวมใส่ ส่องประกายระยิบระดับ เจิดจรัส ดูโดดเด่นเสียงหัวเราะ เสียงแก้วกระทบกัน คำชื่นชมและคำอวยพรวันเกิดดังขึ้นไม่ขาดสาย แขกเหรื่อระดับผู้บริหาร นักธุรกิจ และเหล่าลูกหลานคนใหญ่คนโต ล้วนมาร่วมงานครบถ้วนงานเลี้ยงฉลองวันเกิดวันนี้ไม่ใช่เพียงงานเลี้ยงวันเกิดธรรมดาๆ แต่มันคืองานเลี้ยงฉลองวันครบรอบวันเกิดอายุครบยี่สิบปี เป็นปีที่เธอบรรลุนิติภาวะโดยสมบูรณ์ค่ำคืนนี้เป็นค่ำคืนที่สว่างไสวสวยงามที่สุดในชีวิตเธอ แต่หัวใจพิงค์กลับหนักอึ้งสายตาของพิงค์เฝ้ามองคนเพียงคนเดียวตั้งแต่หัวค่ำ ชายในสูทสีดำเรียบกริบคนนั้นยืนอยู่ห่างออกไปไม่กี่ก้าว ท่าทางสุขุมของเขามองแล้วชวนให้นึกถึงราชสีห์ที่ต่อให้ไม่ขู่คำรามก็น่าเกรงขามยำเกรงเขาคนนั้นไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็น คิมหันต์ วาเลนเต้ วรศักดิ์ไชยบำรุง ผู้ปกครองตามกฎหมาย ผู้ชายที่เธอเรียก “ป๊า” มาห้าปี และเป็นคนที่เธอรักสุดหัวใจพิงค์กำก้านแก้วในมือแน่น ก่อนจะตัดสินใจวางมันลง แล้วเดินตรงไปหาเขา“ขอคุยด้วยหน่อยค่ะ” เสียงเธอเบา แ







