공유

รักคนละตอน
รักคนละตอน
작가: เจ้าหมูสีน้ำเงิน

CHAPTER 1

last update 게시일: 2025-07-09 11:26:21

“วันนี้ไม่ต้องรอทานข้าวนะคะ ภัคมีนัดอาจจะกลับดึก”

“นัดกับใครอีกล่ะคราวนี้”

“เพื่อนค่ะ” ตอบเสียงเรียบ

“รู้สึกว่าเพื่อนคนนี้จะสำคัญเป็นพิเศษนะ นัดกันแทบทุกสัปดาห์ แล้วนี่ใจคอไม่คิดจะไม่อยู่บ้านกับแม่บ้างหรือไง” คุณหญิงรุจิราเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเชิงประชดประชัด

เพราะไม่ว่าจะวันไหน ๆ ลูกคนนี้ก็มักจะมีนัดอยู่ร่ำไป ถามทุกครั้งก็มักจะไม่ว่างไปเสียทุกครั้ง

“คุณแม่ก็มีป้าน้อยเป็นเพื่อนแล้วไงคะ”

“มันไม่เหมือนกัน”

“ไว้เดี๋ยววันหลังก็แล้วกันนะคะ ภัคสัญญาว่าจะอยู่กับคุณแม่ทั้งวันเลย”

“ก็พูดแบบนี้ตลอด ทำอะไรอย่าคิดว่าแม่ไม่รู้” คุณหญิงรุจิราพูดออกมาอย่างรู้ทัน วางหนังสือพิมพ์ในมือลง ก่อนจะยื่นซองกระดาษสีน้ำตาลซองหนึ่งส่งให้กับลูกสาว

“อะไรคะ” ขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนยื่นมือรับซองกระดาษมาด้วยอาด้วยอาการงุนงง

“เปิดดูสิ”

ปภาวีเงยหน้าขึ้นมองมารดาด้วยสีหน้าที่ยังสงสัยแฝงความไม่พอใจไว้เล็กน้อยๅ ก่อนจะค่อย ๆ ใช้ปลายนิ้วแตะลงบนขอบซองและแกะออกตามคำสั่ง

ทันทีที่ดวงตาทั้งสองสบกับสิ่งที่อยู่ภายใน ความเคลือบแคลงใจที่มีในตอนแรกพลันสลายหายไปในพริบตา

“คุณแม่ไปเอารูปพวกมาจากไหน?” ภัคเอ่ยถามเสียงเบาลง ขณะปลายนิ้วเรียวค่อย ๆ พลิกดูภาพถ่ายสองสามใบอย่างไม่รีบร้อน

ทันทีที่ภาพกระทบสายก็ถูกวางลงบนโต๊ะไม้ขัดเงาตรงหน้าอย่างเก่า คิ้วเข้มยกขึ้นเล็กน้อยราวกับเรื่องตรงหน้านั้นไม่ได้มีน้ำหนักมากพอจะทำให้เธอหวั่นไหว

“เอามาจากไหนมันไม่สำคัญหรอกภัค มันสำคัญก็ตรงที่ว่าเมื่อไหร่แกจะเลิกทำตัวอย่างนี้สักทีแค่นั้นแหละ”

“แบบนี้คือแบบไหนคะ”คำถามของเธอฟังดูธรรมดา แต่ยิ่งทำให้บรรยากาศในห้องหนักอึ้งขึ้นไปอีกเท่าตัว

“อย่าทำเป็นไม่รู้” คุณหญิงสวนกลับทันที สายตาคมจับจ้องลูกสาวแน่น “แม่ไม่ได้พูดเล่นนะภัค ภัครู้ใช่ไหมว่าสิ่งที่ทำอยู่มันไม่ถูกต้อง”

ความผิดหวังค่อย ๆ ชัดขึ้นในน้ำเสียงของผู้เป็นแม่ เธอมองคนตรงหน้าอย่างพยายามทำความเข้าใจว่าเด็กที่เคยเชื่อฟังและอ่อนโยน เติบโตมาเป็นคนที่เฉยชาได้อย่างไร

ภัคนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบออกมาเรียบ ๆ

“อะไรคือไม่ถูกต้องคะ ผู้หญิงพวกนั้นเขาขายบริการ ภัคก็แค่จ่ายเงินซื้อบริการ มันเป็นความพอใจของทั้งสองฝ่าย ไม่เห็นว่ามันจะผิดตรงไหน”

“ภัค!”

เสียงเรียกดังขึ้นอย่างเหลืออด คุณหญิงจ้องลูกสาวเขม็ง ความโกรธปะปนกับความเสียใจอย่างปิดไม่มิด

เธอไม่เข้าใจว่าทำไมลูกถึงยังเถียง ทั้งที่รู้อยู่เต็มอกว่าสิ่งที่ทำมันไม่เหมาะสม แต่เจ้าตัวกลับพยายามหาคำอธิบายมารองรับราวกับมันเป็นเรื่องปกติ

“ก็มันจริงนี่คะ แล้วอีกอย่างภัคก็จ่ายเงินครบทุกบาททุกสตางค์แล้วก็ทุกครั้งที่ใช้บริการด้วย อ้อ! หรือบางทีภัคก็ให้เพิ่มนะคะคุณแม่ ถ้าพวกเธอบริการถูกใจ”

“หยุดพูดอะไรน่าเกลียด ๆ เดี๋ยวนี้เลยนะรู้ตัวไหมว่าพูดอะไรออกมา!”

“รู้ค่ะ แต่สิ่งที่ภัคทำมันก็ไม่ได้ไปทำร้ายใครนี่คะ ใคร ๆ ก็ทำกันทั้งนั้น แล้วอีกอย่างภัคเองก็ไม่ได้มีใคร ผู้หญิงพวกนั้นต่างก็เข้าหาภัคเพราะเงิน ต่างคนต่างได้ในสิ่งที่ต้องการ เสร็จกิจก็แยกย้าย”

ปภาวีพูดจบก็เอนหลังพิงเก้าอี้ด้วยท่าทีผ่อนคลายราวกับกำลังอธิบายเรื่องธุรกิจทั่วไปมากกว่าจะเป็นประเด็นศีลธรรม

การจ่ายเงินแลกกับความพอใจไม่ใช่เรื่องผิด ในเมื่อเธอเองไม่ได้มีพันธะผูกพันกับใครและไม่ได้หลอกลวงใครให้คาดหวังเกินจริง

ตลอดเวลาที่ผ่านมาเธอไม่เคยเจอใครที่เข้ามาเพราะตัวตนของเธอจริง ๆ เลยสักคน ส่วนใหญ่ล้วนเข้ามาพร้อมสายตาที่จับจ้องทรัพย์สิน ชื่อเสียงมากกว่าหัวใจและความรู้สึก

เพราะแบบนั้นการมีข้อตกลงที่ชัดเจน การแลกเปลี่ยนที่ตรงไปตรงมาจึงดูยุติธรรมที่สุดในสายตาของเธอ

“ก็อาจไม่ใช่ทุกคนที่เป็นแบบนั้นก็ได้นะ ลองปรับมุมมองของตัวเองใหม่บ้าง แม่เชื่อว่าสักวันภัคจะเจอคนที่รักเราจริง ๆ ไม่ใช่รักเพราะเงิน”

น้ำเสียงของคุณหญิงรุจิราอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัดแม้ลึก ๆ เธอจะรู้ว่าสิ่งที่ลูกพูดมาก็มีส่วนจริงอยู่ไม่น้อย แต่ก็ใช่ว่าผู้หญิงทุกคนจะเป็นเหมือนกันไปหมด คนดี ๆ ยังมีอยู่ เพียงแต่ยังไม่เดินเข้ามาในชีวิตลูกสาวของเธอเท่านั้นเอง

และในฐานะแม่ เธอยังอยากเชื่อว่าสักวันหนึ่ง ใครสักคนจะเข้ามาเติมเต็มช่องว่างในใจของลูกได้

“คุณแม่ยังเชื่ออีกเหรอคะว่าผู้หญิงดี ๆ แบบนั้นมีอยู่จริง” ยกยิ้มบาง ๆ คล้ายไม่เชื่อในสิ่งที่ได้ยิน

“ก็เพราะภัคคิดแบบนี้ไง” คุณหญิงถอนหายใจ “หัดมองโลกในแง่ดีบ้าง ไม่ใช่ตั้งกำแพงใส่ทุกคนแบบนี้”

“ก็มันจริงนี่คะ”

“แม่ละเหนื่อยใจจริง ๆ เลย” คำตอบสั้น ๆ ของภัคทำให้คุณหญิงเงียบไปพักหนึ่ง ก่อนจะส่ายหน้าเบา ๆ

“แม่ละเหนื่อยใจจริง ๆ เลย”

คราวนี้ไม่มีความโกรธหลงเหลืออยู่ในน้ำเสียง มีเพียงความอ่อนแรงจากการพยายามอธิบายในสิ่งที่ลูกสาวไม่เคยเปิดใจรับฟัง คำสอนทุกคำเหมือนลอยผ่านไปโดยไม่เคยถูกเก็บไว้คิดทบทวนเลยสักครั้ง

บรรยากาศในห้องกำลังตึงเครียด จู่ ๆ ก็มีเสียงหนึ่งดังแทรกขึ้นมาจากทางหน้าประตู

“ขออนุญาตค่ะคุณหญิง คุณหนู”

ทั้งสองหันไปพร้อมกัน ร่างเล็กของน้อยยืนอยู่ตรงธรณีประตู สีหน้าลังเลคล้ายไม่แน่ใจว่าควรเข้ามาในจังหวะนี้หรือไม่

“มีอะไรหรือเปล่าน้อย?” คุณหญิงถาม น้ำเสียงกลับมาอ่อนโยนขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

สายตาที่มองไปยังแม่บ้านเก่าแก่ของบ้านเต็มไปด้วยความเอ็นดู น้อยทำงานอยู่ที่นี่มาหลายสิบปี ผ่านทั้งช่วงเวลาสุขและทุกข์ของครอบครัวธาดาวรโชติมาด้วยกัน ความซื่อสัตย์และความทุ่มเทของเธอทำให้ทุกคนในบ้านให้ความเคารพ ไม่ใช่แค่ในฐานะลูกจ้าง แต่เหมือนคนในครอบครัวคนหนึ่ง

น้อยเม้มริมฝีปากเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยเสียงเบา

“เอ่อ คือว่า ... คือว่าน้อยอยากจะมาขอความกรุณาจากคุณหญิง สักเรื่องหนึ่งน่ะค่ะ”

“น้อยบอกฉันมาได้เลยว่าน้อยจะให้ฉันช่วยเรื่องอะไร ไม่ต้องเกรงใจ”

“คือว่าหลานสาวของน้อยเพิ่งมาจากต่างจังหวัดค่ะ ตอนนี้ยังไม่มีที่พัก น้อยเลยอยากจะขออนุญาตให้เขาพักกับน้อยที่นี่สักคืน พรุ่งนี้เช้าน้อยจะรีบพาเขาไปหาห้องเช่าเองค่ะ”

คำพูดสุดท้ายออกมาเร็วเล็กน้อย คล้ายกลัวว่าจะถูกปฏิเสธ คุณหญิงนิ่งไปเพียงครู่ ก่อนจะยิ้มบาง ๆ

“ฉันก็นึกว่าเรื่องอะไร ได้สิ จะพักกี่วันก็ได้ ไม่ต้องรีบร้อนขนาดนั้นหรอก”

น้อยเงยหน้าขึ้นทันที สีหน้าที่เคยกังวลคลายลงอย่างเห็นได้ชัด “ขอบคุณนะคะคุณหญิง ขอบคุณจริง ๆ ค่ะ”

น้ำเสียงของเธอสั่นเครือด้วยความซาบซึ้ง ความหนักอึ้งที่แบกไว้ตั้งแต่เดินเข้ามาเหมือนถูกยกออกไปในพริบตา

“เรื่องแค่นี้เอง” คุณหญิงโบกมือเบา ๆ “แล้วไหนล่ะหลานสาว ไม่เข้ามาด้วยเหรอ?” ถามเสียงอ่อนขณะกวาดสายตามองรอบห้องเล็กน้อย เมื่อไม่เห็นใครยืนอยู่ใกล้ ๆ

“รออยู่ด้านนอกค่ะคุณหญิง”

“งั้นไปพาเข้ามาสิ ฉันอยากทำความรู้จักสักหน่อย”

“ได้ค่ะ สักครู่นะคะ”

น้อยรีบเดินออกไปด้วยฝีเท้าที่เบากว่าตอนเข้ามาเมื่อประตูปิดลง ความเงียบก็กลับมาอีกครั้ง

คุณหญิงหันกลับมาและเพิ่งสังเกตเห็นว่าปภาวียังคงนั่งนิ่งอยู่ที่เดิม ทว่าคราวนี้ใบหน้าของลูกสาวไม่ได้เรียบเฉยเหมือนก่อนหน้านี้ คิ้วเข้มขมวดเล็กน้อย ริมฝีปากเม้มตึงคล้ายกำลังไม่พอใจกับบางอย่างที่เพิ่งได้ยิน

“ดูทำหน้าเข้าสิ แล้วนี่ไม่รีบไปคุยงานแล้วหรือไง?”

“ไปค่ะ”

“ไปแล้วทำไมยังนั่งอยู่อีกล่ะ รีบไปสิเดี๋ยวลูกค้าคนสำคัญจะรอนาน”

“คุณแม่ประชด?”

ปภาวีหันหน้าสบตาผู้เป็นแม่ยกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ก่อนเอ่ยถามตรง ๆ เพราะก่อนหน้านี้ตอนเธอจะไปกลับเป็นฝ่ายรั้งเอาไว้เอง แต่พอตอนนี้เธอยังนั่งอยู่กลับพูดเหมือนไล่ให้ไปเสียอย่างนั้น

“แม่ไม่ได้ประชด ก็ตอนแรกภัคบอกแม่เองไม่ใช่หรือไงว่ากำลังว่ารีบ แม่ก็เลยกลัวว่าภัคจะไปคุยงานกับลูกค้าไม่ทันแค่นั้นเอง”

“ภัคไม่รีบแล้วค่ะ!”

“ทำไมล่ะ หรือว่าจะรอเจอหลานสาวป้าน้อย?”

คุณหญิงรุจิราแกล้งถามหยั่งเชิงลูกสาว เพราะเห็นว่าอีกคนนั้นดูไม่รีบร้อนที่จะออกไปข้างนอกเหมือนในตอนแรก หลังจากที่รู้ว่าหลานสาวของน้อยจะเข้ามาพักค้างคืนที่นี่

และเธอก็รู้ดีว่าคนอย่างปภาวีที่ได้ชื่อว่าเป็นเสือผู้หญิง คงจะไม่พลาดที่จะเจอยู่รอเจอเด็กสาวคนนั้นอย่างแน่นอน

“เปล่าค่ะ ใครจะอยากเจอกัน ก็แค่หลานสาวคนใช้”

“หัดพูดจาให้เกียรติคนอื่นบ้างก็ดีนะภัค” เธอเอ็ดเสียงเข้ม ดวงตาคมตวัดมองลูกสาวอย่างตำหนิ

แต่ทว่าทางด้านของคนเป็นลูกไม่ได้มีทีท่าที่จะสะทกสะท้านเลยสักนิด หยักไหล่เอนกายพิงพนักโซฟายกขานั่งไขว่ห้างอย่างสบายใจ บางครั้งเธอก็ไม่แน่ใจว่าลูกสาวคนนี้กำลังปกป้องตัวเองด้วยความเย็นชาหรือเพียงแค่ไม่เห็นคุณค่าของความรู้สึกคนอื่นจริง ๆ กันแน่

จังหวะนั้นเอง เสียงคุ้นหูก็ดังขึ้นจากหน้าประตู

“ขออนุญาตค่ะคุณหญิง”

น้อยก้าวเข้ามาอีกครั้ง และคราวนี้มีหญิงสาวคนหนึ่งเดินตามหลังเข้ามาด้วย ท่าทางสำรวม เรียบร้อย มือทั้งสองประสานกันแน่นเล็กน้อยอย่างคนที่ยังไม่คุ้นชินกับสถานที่

“หนูพรีน ไหว้คุณหญิงกับคุณหนูก่อนสิลูก” น้อยกระซิบเบา ๆ พลางแตะข้อศอกหลานสาวอย่างให้กำลังใจ เธอพอจะเข้าใจดีว่าเด็กที่เติบโตอยู่บนดอยมาตลอด คงตื่นเต้นไม่น้อยที่ต้องเข้ามาอยู่ในบ้านหลังใหญ่แบบนี้

หญิงสาวเงยหน้าขึ้นช้า ๆ ใบหน้าหวานละมุนปรากฏชัดในแสงไฟอุ่น ก่อนเอ่ยคำทักทายผู้ใหญ่ด้วยความนอบน้อม

แล้วหลังจากนั้นเธอจึงค่อย ๆ หันไปอีกฝั่งเพื่อที่จะทักทายอีกหนึ่งบุคคลซึ่งนั่งไขว้ห้าวอยู่บนโซฟาข้าง ๆ

“สะ สวัสดีค่ะคุณ ...”

ทว่าไม่ทันได้เอ่ยจบ ทุกคำพูดชะงักกลางคันทันทีที่สบตากับผู้หญิงตรงหน้าทุกอย่างรอบตัวราวหยุดนิ่งไปชั่วขณะนั้น

ดวงตากลมไล่มองหญิงสาวอีกคนที่อายุมากกว่านั่งเอนกายอยู่บนโซฟาในท่าทีสบาย ๆ เสื้อเชิ้ตสีเรียบพับแขนถึงข้อศอกเผยให้เห็นข้อมือที่สวมเรือนนาฬิกาหรู สายตาคมเฉียบจับจ้องกลับมาอย่างไม่ปิดบัง โครงหน้าคมชัด ผิวเนียนเรียบ และท่าทางนิ่งสงบที่แฝงความมั่นใจโดยไม่ต้องพยายาม

มันไม่ใช่ความสวยหวาน แต่เป็นความดึงดูดที่ทำให้คนถูกมองรู้สึกเหมือนถูกอ่านออกหมด

หัวใจของพรีนเต้นแรงอย่างไม่ทันตั้งตัว คำทักทายที่ควรเอ่ยต่อหายไปจากปลายลิ้น เหลือเพียงความประหม่าและความร้อนวูบวาบที่ไล่ขึ้นมาถึงใบหน้า

ยังไม่ทันที่เธอจะรวบรวมสติ เสียงเรียบเย็นก็ดังขึ้นตัดบรรยากาศ

“กองไว้ตรงนั้นแหละ!”

เพียงแค่ไม่รับไหว้ ปภาวียังปรายตามองชนากานต์ด้วยสายตาที่แฝงความดูแคลน ก่อนจะสะบัดหน้าหันไปอีกทางอย่างไม่ไยดี ราวกับการมีอยู่ของอีกฝ่ายไม่คู่ควรแก่การใส่ใจ

“ภัค! เดี๋ยวเถอะ” คุณหญิงหันเอ็ดเสียงเข้มเมื่อเห็นกิริยาที่ไม่เหมาะสมของลูกสาว “ฉันต้องขอโทษแทนลูกสาวฉันด้วยนะจ๊ะ”

“แม่จะไปขอโทษยัยเด็กนี่ทำไมกันคะ”

“ยังอีก แม่ไม่เคยสอนให้ภัคเสียมารยาทแบบนี้เลยนะลูก ขอโทษน้องเดี๋ยวนี้!”

“ไม่ค่ะ! ภัคไม่ขอโทษ ภัคไม่ได้ทำอะไรผิด”

“ยัยภัค!!”

บรรยากาศในห้องตึงเครียดขึ้นทันตาเห็น ก่อนที่เสียงหนึ่งจะเอ่ยแทรกขึ้นอย่างระมัดระวัง

“ไม่เป็นอะไรหรอกค่ะคุณหญิง คุณหญิงอย่าดุให้คุณหนูเลยนะคะ คุณหนูเธอยังไม่ได้ทำอะไรผิดจริง ๆ” น้อยเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นว่าสถานการณ์เริ่มจะตึงเครียดจนเกินไป อีกอย่างเธอไม่อยากเป็นต้นเหตุที่ทำให้คนทั้งสองต้องมีปัญหากัน

“ไม่ผิดยังไงน้อย หลานสาวน้อยยกมือไหว้ก็แทนที่จะรับไหว้น้องดี ๆ ไม่ใช่พูดจาไร้มารยาทแบบนี้ทำผิดไม่ยอมรับผิด มีที่ไหนกัน”

หญิงสูงวัยพูดเสียงเข้ม ดวงตาคมกริบตวัดมองไปยังลูกสาวเชิงตำหนิ เธอบอกตามตรงเลยว่าเธอรู้สึกไม่ชอบใจกับพฤติกรรมของลูกคนนี้เลยจริง ๆ

“คุณแม่!!”

“หนูชื่อพรีนใช่ไหมลูก” คุณหญิงรุจิราถาม

“ชะ ใช่ค่ะ”

“รูปก็งาม นามก็เพราะแถมกิริยามารยาทยังดีเสียกว่าใครบางคนแถวนี้ซะอีก” คุณหญิงรุจิราพูดเหน็บแนมลูกสาวของตัวเองที่ตอนนี้นั่งวางสีหน้าเรียบเฉยไม่สนใจกับคำตำหนิหรือคำต่อว่าของเธอที่เป็นแม่เลยสักนิด

“น้อยบอกว่าหนูพรีนยังไม่มีที่พักงั้นใช่ไหม?”

“ค่ะคุณหญิง”

“ถ้างั้นก็ให้หนูพรีนมาอยู่กับน้อยที่นี่กับน้อยเลยก็แล้วกัน เป็นผู้หญิงคนเดียวออกไปอยู่หอพักอย่างนั้นมันไม่ปลอดภัย” พูดพร้อมระบายยิ้มออกมาเมื่อเห็นใบหน้าที่ใสสื่อของเด็กสาว

“ไม่ได้นะคะ!”

ปภาวีที่นั่งเงียบอยู่นานก็ค้านขึ้นเสียงแข็ง เธอไม่เห็นด้วยกับผู้เป็นแม่ที่จะให้คนแปลกหน้าเข้ามาอยู่ในบริเวณบ้านของตัวเองทั้งที่เพิ่งจะเห็นหน้าคร่าตากันอย่างนี้

“ทำไมจะไม่ได้!”

“ก็ภัคไม่ชอบยัยเด็กนี่ แล้วนี่ก็เป็นบ้านของภัค ภัคไม่อนุญาต!” ค้านคอขึ้นเอ็น แม้ว่าคำค้านนั้นจะฟังดูไม่สมเหตุสมผลเลยก็ตาม มีอย่างที่ไหนจะให้ใครก็ไม่รู้ ไม่รู้จักหัวนอนปลายเท้าเข้ามาอยู่มากินในบ้านเดียวกัน แม่เธอไว้ใจคนมากเกินไป

“แต่แม่อนุญาต แล้วภัคก็ไม่มีสิทธิ์ค้านอะไรแม่ทั้งสิ้น!”

“แต่คุณแม่-”

“อย่าทำนิสัยไม่ดีต่อหน้าคนอื่น หนูพรีนเป็นแขก เราเป็นเจ้าบ้าน ต้องต้อนรับไม่ใช่ขับไล่ อย่าให้แม่ได้ยินอีกนะภัค”

“ก็ภัคไม่ชอบยัยนี่นี่คะ แล้วอีกอย่างยัยเด็กนี่ก็ไม่ใช่น้องของภัคด้วย!”

ปภาวีพูดด้วยน้ำเสียงที่แข็งกร้าวและยืนกรานว่าตัวเธอไม่อนุญาตให้ผู้หญิงคนนี้เข้ามาอยู่ร่วมชายคาเดียวกันนั่นก็เป็นเพราะว่าเธอนั้นรู้สึกไม่ถูกชะตากับผู้หญิงคนนี้เอาเสียเลย เพียงแค่ได้เห็นหน้ากลับทำให้เธอรู้สึกหงุดหงิดใจขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก

ขืนถ้าต้องมาอยู่ร่วมชายคาเดียวกันอย่างนี้ มีหวังเธอได้อกแตกตายก่อนอย่างแน่นอน

“นั่งลง! อย่าให้แม่ต้องพูดซ้ำ!”

“แต่คุณแม่-”

“แม่บอกว่าให้นั่งลง! แล้วอย่าให้แม่ได้ยินอีกว่าภัคเรียกน้องแบบนั้น เข้าใจไหม”

“ไม่เข้าใจค่ะ ภัคไม่จำเป็นที่จะต้องให้เกียรติคนแบบนี้ ขอตัว!”

ปภาวีลุกขึ้นจากโซฟาด้วยทีท่าที่ฉุนเฉียว สายตาจ้องเขม็งไปที่ชนากานต์ด้วยแววตาที่รังเกียจ ก่อนจะเดินกระทืบเท้าออกไปด้วยความไม่พอใจ

“เดี๋ยวสิภัค ภัค!!”

“คุณหญิงปล่อยคุณหนูเธอไปเถอะนะคะ อย่าไปกดดันเธอเลย แล้วน้อยก็ต้องขอโทษคุณหญิงด้วย ที่เป็นต้นเหตุทำให้คุณหญิงกับคุณหนูต้องทะเลาะกัน”

“ไม่ใช่เพราะน้อยเลย มันเป็นเพราะนิสัยของยัยภัคต่างหาก แล้วอีกอย่างน้อยก็ไม่ต้องเข้าข้างยัยภัคมากนักหรอกนะ อะไรที่ผิด อะไรที่ไม่ควรก็ต้องเตือน ต้องบอกต้องสอนกันบ้าง เพราะไม่อย่างนั้นยัยภัคก็จะยิ่งได้ใจอยู่แบบนี้”

น้อยเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้ารับ เธอเองก็รู้ว่าสิ่งที่ปภาวีแสดงออกมานั้นมันผิด แต่ในฐานะที่เธอเป็นคนที่เลี้ยงดูปภาวี เธอก็อดไม่ได้ที่จะเผลอเข้าข้างไปบ้างในครั้ง

“น้อยพาหนูพรีนไปพักได้แล้วไป แล้วหนูพรีนก็ไม่ต้องเก็บคำพูดของพี่เขาไปคิดมากหรอกนะลูก เพราะฉันเชื่อว่าสักวันยัยภัคจะเห็นถึงความน่ารักของหนูเอง ให้เวลาพี่เขาสักหน่อยนะลูกนะ”

คุณหญิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน แววตาจ้องมองไปที่ชนากานต์ด้วยความรู้สึกรักและเอ็นดู ถึงแม้จะเพิ่งเจอแต่เธอรับรู้ได้ทันทีว่าเด็กคนนี้เป็นคนดี

...แล้วสักเด็กคนนี้แหละที่จะเข้ามาทำให้พฤติกรรมของปภาวีลูกสาวของเธอนั้นเปลี่ยนไปในทางที่ดี

“ค่ะคุณหญิง”

“ไป ๆ น้อยพาหลานไปพักผ่อนเถอะ เดินทางมาไกลคงจะเหนื่อยแย่”

“ถ้างั้นเดี๋ยวน้อยพาหนูพรีนไปที่ห้องก่อนก็แล้วกันนะคะคุณหญิง เดี๋ยวน้อยจะรีบกลับมา”

คุณหญิงพยักหน้ารับ พร้อมกับส่งยิ้มให้ทั้งสองอย่างอ่อนโยน ส่วนทางด้านของน้อยเมื่อพูดจบ ก็รีบพาชนากานต์หลานสาวเดินไปยังห้องพักที่อยู่แยกออกไปจากคฤหาสน์หลังนี้โดยทันที

***

“พรีนพอจะอยู่ได้ไหมลูก?”

น้อยเอ่ยถามชนากานต์หลานสาวของตัวเองทันทีที่ได้เข้ามาอยู่ภายในห้องพัก เพราะด้วยความที่ห้องของแม่บ้านโดยปกติแล้วก็ไม่ได้ใหญ่อะไรมากมาย จะมีก็เพียงเตียงนอนที่ขนาดกลางห้องน้ำและพื้นที่ใช้ส้อยอีกเล็กน้อยเท่านั้น

“อยู่ได้ค่ะ พรีนขอบคุณป้าน้อยอีกครั้งนะคะที่ให้พรีนมาอยู่ด้วย”

“ไม่ต้องขอบคุณป้าหรอกลูก พรีนเป็นหลานป้า ไม่ให้ป้าช่วยพรีนแล้วจะให้ป้าไปช่วยแมวที่ไหนล่ะฮึ?”

“แมวน้อยตัวนี้สัญญาเลยค่ะ ว่าจะตั้งใจเรียน แล้วก็จะเป็นเด็กดีของพ่อกับแม่แล้วก็ป้าน้อย พรีนรักป้าน้อยนะ”

พูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ก่อนจะก้าวเข้าไปโอบกอดป้าน้อยเอาไว้ด้วยความรัก ความรู้สึกอุ่นใจและซาบซึ้งเอ่อล้นขึ้นมาจนเต็มหัวใจ

เพราะทุกคำถ้อยคำที่พูดออกไปล้วนแล้วแต่เป็นความรู้สึกที่ออกมาจากก้นบึ้งหัวใจของเธอจริงๆ ถึงแม้จะไม่ได้เติบโตมาด้วยกัน แต่ในห้วงความทรงจำป้าน้อยก็เป็นอีกหนึ่งคนที่รักและดูแลเธอมาตลอด

แล้วไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานสักแค่ไหน ความรักความห่วงใยที่ผู้เป็นป้ามีให้แก่เธอก็ไม่เคยเปลี่ยนแปลงหรือลดน้อยลงไปเลย

“ป้าก็รักพรีนนะลูก เอ้อ! ว่าแต่หนูโทรบอกพ่อกับแม่หรือยังลูกว่ามาถึงแล้ว เดี๋ยวเขาจะเป็นห่วงเอานะ”

“พรีนโทรบอกพ่อกับแม่เรียบร้อยแล้วค่ะ”

“ดีแล้วลูก ถ้างั้นพรีนก็ดูเก็บข้าวของให้เรียบร้อยก็แล้วกันนะ เดี๋ยวป้าไปดูแลคุณหญิงท่านก่อน”

น้อยพูดจบก็หมุนตัว เตรียมก้าวออกจากห้องเพื่อกลับไปยังบ้านหลังใหญ่ แต่ทว่าเมื่อมือแตะที่ลูกบิดประตูพร้อมจะเปิดออกไป เสียงของชนากานต์ก็ดังขึ้นจากทางด้านหลังเสียก่อน

“ป้าน้อยคะ”

“ฮึ?” ปล่อยมือจากลูกบิดประตู ก่อนจะหันกลับมามองหลานสาวด้วยความประหลาดใจ เรียกแล้วไมม่พูดยืนอ้ำ ๆ อึ้ง ๆ อยู่อย่างนั้น

“คือพรีน”

“ขาดเหลืออะไรก็บอกป้าได้เลย ไม่ต้องเกรงใจ”

“ที่คุณหญิงกับคุณหนูต้องทะเลาะกัน เป็นเพราะพรีนรึเปล่าคะ?”

“ทำไมพรีนถึงคิดแบบนั้นล่ะลูก”

“ก็คุณหนูเธอดูไม่ชอบพรีน แล้วคุณหญิงก็ยังอนุญาตให้พรีนเข้ามาอยู่ที่นี่อีก พรีนเลยคิดว่าต้นเหตุน่าจะมาจากพรีนค่ะป้าน้อย”

“ไม่ใช่เพราะเรื่องนั้นหรอกอย่าคิดมากไปเลยนะ” น้อยเอ่ยเสียงอ่อนโยน ฝ่ามืออุ่นแตะลงบนแผ่นหลังของหลานสาวเบา ๆ อย่างเอ็นดู เพราะเจ้าตัวคงกำลังรู้สึกผิดและคิดว่าตัวเองนั้นเป็นต้นเหตุที่ทำให้คุณหญิงรุจิรากับปภาวีต้องมีปัญหากัน

“ถ้าไม่ใช่เพราะพรีน แล้วเป็นเพราะอะไรเหรอคะ ทำไมคุณหนูถึง”

“พรีนกำลังคิดว่าคุณหนูเธอดูเป็นคนใจร้ายอย่างงั้นใช่ไหม?”

“ชะ ใช่ค่ะ”

“ป้าว่าแล้วเชียว”

“...” เลิกคิ้วสงสัย

“เมื่อก่อนคุณหนูเธอไม่ได้เป็นแบบนั้นหรอกนะ”

“ไม่ได้เป็นแบบนั้น หมายความว่ายังไงเหรอคะ?” ชะงักไปเล็กน้อย เธอขมวดคิ้วอย่างสงสัยก่อนจะทวนคำของผู้เป็นป้าอีกครั้ง

“เรื่องมันซับซ้อน เอาเป็นว่าพรีนไม่ต้องรู้เรื่องของคุณหนูเธอจะดีกว่านะลูก”

“แต่พรีนอยากรู้นี่คะ ป้าน้อยเล่าให้พรีนฟังนะคะ นะคะป้าน้อย”

“ถ้าป้าเล่าให้ฟังแล้ว พรีนห้ามนำเรื่องนี้ไปพูดให้คุณหนูเธอได้ยินเด็ดขาดเข้าใจไหม?” มองเด็กสาวตรงหน้าก่อนจะถอนหายใจเฮือกหนึ่ง และพูดถามออกไปด้วยน้ำเสียง สีหน้าที่จริงจัง

“ค่ะป้า พรีนสัญญาค่ะ” พยักหน้ารับ ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่นเพื่อเป็นการยืนยันว่าเธอจะทำอย่างที่รับปากออกไปจริง ๆ

“เมื่อก่อนคุณหนูเธอเป็นคนน่ารัก สดใส จิตใจดีไม่ต่างจากคุณหญิงเลยสักนิด แต่ที่เธอเปลี่ยนไปเป็นคนละคนแบบนี้ก็เพราะว่าเธอได้สูญเสียคนที่เธอรักที่สุดในชีวิตไป”

น้อยเริ่มเล่าถึงสาเหตุที่ทำให้นิสัยของปภาวีเปลี่ยนไป และย้อนนึกถึงเหตุการณ์สูญเสียในครั้งนั้น ซึ่งชนากานต์ก็ตั้งใจฟังเป็นอย่างดีและพยายามคิดตามคำบอกเล่าของผู้เป็นป้า

“...”

“ตอนที่เกิดเรื่องป้าไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ ป้าลาคุณหญิงท่านกลับไปที่เชียงใหม่ ตอนนั้นยัยนิลมันคลอดพรีนพอดี แล้วพ่อของพรีนก็ขึ้นมาทำงานที่กรุงเทพ ป้าก็เลยต้องกลับไปอยู่เป็นเพื่อนพรรณเพื่อรอพ่อของพรีนกลับขึ้นไป”

“แล้วป้าน้อยรู้เรื่องนี้ได้ยังไงเหรอคะ?”

“คุณหญิงท่านเล่าให้ป้าฟัง เพราะวันนั้นคุณหญิงได้ขึ้นรถไปกับคุณท่านด้วย”

“ถ้างั้นก็แสดงว่า”

เธอพอจะจับต้นชนปลายได้แล้วสิ่งที่ป้าของเธอพูดมานั้นหมายถึงอะไร ป้าเธอบอกว่าคุณหญิงอยู่บนรถคันเดียวกันกับคุณท่านงั้นก็แสดงว่ารอยแผลเป็นที่แขนซ้ายของคุณหญิงก็ต้องเกิดขึ้นมาจากอุบัติเหตุในครั้งนั้น

“ใช่ คุณหญิงท่านรอดชีวิตจากอุบัติเหตุในตอนนั้น พรีนยังอยากฟังต่อหรือเปล่าลูก?”

น้อยเอ่ยถามหลานสาวที่นั่งฟังด้วยสีหน้าที่ไม่สู้ดีเท่าไหร่นัก ส่วนทางด้านชนากานต์ก็พยักหน้ารับอย่างไม่ลังเลเพราะเธออยากรู้เรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นว่าเป็นมายังไง

แล้วอะไรที่ทำให้คุณหนูของบ้านนี้มีนิสัยที่เปลี่ยนไป

“เช้าวันเกิดเหตุ คุณท่านกับคุณหญิงออกจากบ้านไปตามปกติ แต่ในระหว่างทางฝนก็ดันตกหนักทำให้ทัศนวิสัยการมองเห็นเปลี่ยนไปกะทันหัน แล้วที่เลวร้ายไปมากกว่านั้นก็คือรถของคุณท่านเกิดดับกลางคันซะดื้อ ๆ นั่นเลยทำให้คุณท่านต้องจอดรถหลบอยู่ริมถนน”

หญิงสูงวัยหยุดเล่าชั่วขณะ พักสูดลมหายใจ ขณะทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่าง

“ถนนหนทางในสมัยนั้นเนี่ยนะป้าอยากจะบอกเลยว่าไม่ได้เป็นทางลาดยางเหมือนในยุคสมัยนี้ ไหล่ทางก็ไม่ได้กว้างอะไรมากมาย ซ้ำยังเป็นแค่ถนนสองเลนส์อีกต่างหาก

คุณท่านจอดรอจนแล้วจนเล่าฝนก็ยังไม่หยุดตกคุณหญิงท่านบอกว่าคุณท่านกลัวว่าจะเลยเวลานัดกับลูกค้าคนสำคัญไว้เลยตัดสินใจลงจากรถเพื่อไปเช็คดูว่าเครื่องยนต์มีปัญหาตรงไหน ส่วนคุณหญิงท่านก็กำลังโทรศัพท์ขอความช่วยเหลืออยู่ในรถ

แต่ตอนนั้นเองสิ่งที่เลวร้ายที่สุดก็ได้เกิดขึ้นกับคุณทั้งสอง จู่ ๆ ก็มีรถกระบะคันหนึ่งขับมาด้วยความเร็วสูงพยายามเบี่ยงหลบรถคันข้างหน้า แต่ตอนนั้นน่ะฝนมันตกหนัก ถนนลื่นรถกระบะคันนั้นเลยเสียหลักพุ่งข้ามเลนส์มาชนรถของคุณท่านกับคุณหญิงที่จอดอยู่ข้างทางเข้าอย่างจัง

แรงปะทะทำให้คุณท่านที่ยืนอยู่ตรงหน้ารถถูกอัดเข้ากับตัวรถเสียชีวิตทันทีในที่เกิดเหตุ ส่วนคุณหญิงท่านก็ได้รับบาดเจ็บสาหัสจากแรงกระแทกด้วยเหมือนกัน”

น้อยเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งน้ำตา เธอเสียใจกับเหตุการณ์ในครั้งนั้นและเสียใจกับการจากไปของคุณท่านผู้มีพระคุณ

ส่วนทางด้านของชนากานต์ที่ฟังเรื่องราวทั้งหมดตั้งแต่ต้นจนจบก็นิ่งไปชั่วครู่ ดวงตาทั้งสองข้างร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างไม่อาจห้ามได้ เธอรู้เพียงแค่ว่ามันรู้สึกจุกอยู่ในอกจนพูดอะไรแทบไม่ออก

ขนาดเธอที่เป็นเพียงแค่ผู้ฟังยังรู้สึกเจ็บปวดกับการสูญเสียได้มากขนาดนี้ แล้วปภาวีกับคุณหญิงรุจิราจะรู้สึกเจ็บปวดมากขนาดไหนที่ต้องมาสูญเสียสามีอันเป็นที่รักกับบิดาผู้ให้กำเนิดไปอย่างไม่มีวันกลับ

“คุณหนูเธอเสียใจมากที่คุณท่านจากไปอย่างกะทันหัน หลังเสร็จจากงานศพของคุณท่านคุณหนูเธอก็เอาแต่เก็บตัวอยู่ในห้องข้าวปลาไม่ยอมทาน ส่วนนิสัยนี่ก็ตามที่พรีนได้เห็นนั่นแหละลูก”

“คุณหนูเธอน่าสงสารนะคะป้า ต้องมาสูญเสียคุณพ่อไปเพราะความประมาทของคนคนหนึ่ง”

“นั่นสิ คุณท่านไม่ควรมาตายเพราะความประมาทของคนพวกนี้ แต่ก็ช่างเถอะ ป้าเชื่อว่าสักวันเวรกรรมจะตามสนองคนที่ทำเองนั่นแหละ”

“พรีนสงสารคุณหญิงกับคุณหนูจังเลยค่ะป้า แล้วคนก่อเหตุละคะเขารับผิดชอบกับเรื่องนี้ยังไง”

“ตำรวจไปถึงที่เกิดเหตุก็ไม่เห็นตัวคนขับรถกระบะคันนั้นแล้ว กล้องวงจรปิดแถวนั้นก็ไม่มี แต่ถึงมีก็อยู่ไกล เห็นภาพเหตุกาณ์แต่ไม่เห็นหน้าคนขับ ส่วนรถเองก็ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน ตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ก็ยังตามตัวคนก่อเหตุไม่ได้สักทีแล้วก็ไม่มีใครรู้เลยว่าคนที่ชนจะยังมีชีวิตอยู่อีกหรือเปล่า”

“ไร้ความรับผิดชอบที่สุด” สบถออกมาด้วยความโมโห เธอรับไม่ได้กับการกระทำของคนผู้นี้เลยจริง ๆ ขับรถประมาทจนทำให้คนอื่นต้องตายแล้วยังมีหน้าหนีความผิดไม่อยู่รับผิดชอบกับสิ่งที่ตัวเองทำ

นี่ถ้าเรื่องนี้เกิดขึ้นกับคนในครอบครัวของเธอ เธอรับรองได้เลยว่าต่อให้คนคนนั้นมันจะเป็นใครหรืออยู่ที่ไหนบนโลกใบนี้ เธอก็จะตามตัวมันมารับโทษที่มันได้ก่อไว้อย่างแน่นอน

“เออ! แต่จะว่าไปก็เร็วเหมือนกันนะ เพราะอีกไม่กี่วันก็จะครบรอบยี่สิบปีแล้วที่คุณท่านจากไปแล้ว นี่ถ้าพรีนไม่ถามป้าเรื่องนี้ป้าก็ลืมไปเสียสนิทเลย”

“ครบรอบยี่สิบปีเหรอคะป้าน้อย ว่าแต่วันที่คุณท่านเสียคือวันที่เท่าไหร่เหรอคะ”

“วันที่ 16 เดือนสิงหาคม ปี 2540 จริงสิ วันนั้นเป็นวันเดียวกันกับวันเกิดของพรีนนี่ลูก”

“จริงด้วยค่ะป้า วันที่คุณท่านเสียตรงกับวันเกิดพรีนพอดีเลยค่ะ บังเอิญจริง ๆ นะคะ”

“นั่นน่ะสิ”

“เอ่อป้าคะ พรีนอยากรู้ว่าตอนที่เกิดเรื่องตอนนั้นคุณหนูเธออายุเท่าไหร่เหรอคะ” ถามต่อเพราะนี่คือสิ่งที่เธออยากรู้มากที่สุดว่าตอนที่เกิดเรื่องปภาวีนั้นอายุเท่าไหร่กัน แล้วรู้เรื่องราวมากน้อยแค่ไหน

“11 ปี”

“ถ้าตอนนั้นคุณหนูอายุ 11 ปี ก็แสดงว่าตอนนี้คุณหนูเธออายุ 31 ปีแล้วน่ะสิคะป้า”

“ใช่จ้ะ”

“นี่ถ้าไม่บอกพรีนคิดว่าคุณหนูเธออายุห่างกับพรีนไม่กี่ปีเองนะคะเนี่ย หน้ายังเด็กอยู่เลย” ไม่อยากจะเชื่อก็ต้องเชื่อว่าผู้หญิงหน้าคม สวยเฟียสคนนั้นจะอายุมากกว่าเธอเป็นรอบ ๆ

ใบหน้าที่อ่อนเยาว์กว่าวัย สวย เท่ มีเสน่ห์ในแบบที่ผู้หญิงด้วยกันยังหลงใหล

“คุณหนูเธอน่ะสวย เก่ง ฉลาด แต่จะติดก็ตรงที่ว่า”

Next...

“เข้ามาทำไม!!”

“คุณหญิงให้พรีนมาตามคุณหนูลงไปทานข้าวค่ะ”

“อย่ามายุ่งกับฉัน!”

“แต่ว่า ...”

“ออกไป!!”

이 작품을 무료로 읽으실 수 있습니다
QR 코드를 스캔하여 앱을 다운로드하세요

최신 챕터

  • รักคนละตอน   CHAPTER 12

    อีกฝ่ายโน้มตัวเข้ามาใกล้เล็กน้อย พยายามเพ่งตาม ก่อนเอ่ยขึ้นเพื่อยืนยันในสิ่งที่เห็นตรงกัน“ใช่ ฉันก็อ่านได้ว่า ฐิติปกรณ์”“แกได้มาจากไหน?”“ลุงคนเดิมนั่นแหละ แกว่าเก็บมาจากที่เดียวกันกับสร้อยจี้ที่ฉันบอกไปตอนแรก”เมื่อได้รับคำตอบเธอจึงพลิกบัตรอีกครั้ง ช้า ๆ พิจารณารอยขีดข่วนตามขอบ คิ้วข้างหนึ่งยกขึ้นเล็กน้อยขณะเอ่ยถึงจี้เส้นนั้น“แล้วตอนนี้สร้อยเส้นนั้นอยู่ที่ไหน แกเอามาด้วยหรือเปล่า”“เปล่าอ่ะ ไม่ได้เอามา พอดีว่าฉันเอาไปให้พ่อดูแล้วลืมหยิบมาด้วยอะดิ”“อืม ไม่เป็นไร เดี๋ยวไว้ค่อยดูก็ได้ ส่วนบัตรนี่มันพอจะมีวิธีไหนที่ทำให้เห็นข้อความทั้งหมดไหม” “จะว่ามีมันก็มีนั่นแหละ ฉันว่าจะลองเอาไปให้เพื่อนฉันที่เป็นช่างโลหะช่วยทำความสะอาด เผื่อบางทีเราอาจจะมองเห็นข้อความบนนั้นทั้งหมด”ภาสกรพูดพลางยื่นมือออกไปรับบัตรนั้นคืนมา นิ้วมือประคองขอบไว้ด้วยท่าทีระมัดระวัง เขาก้มหน้าลงมองมันครู่หนึ่ง ก่อนจะวางลงบนโต๊ะตรงหน้าด้วยน้ำหนักเบามือ“ดีเหมือนกัน ถ้างั้นฉันฝากด้วยนะ”“ด้วยความยินดี แล้วนี่เป็นอะไรอ่ะ หน้าตาดูไม่สบอารมณ์เลย”ภาสกรเลิกคิ้วขณะพูด เสียงฟังดูเหมือนแซว แต่ทว่าแววตากลับจริงจังขึ้นนิดหน่อย

  • รักคนละตอน   CHAPTER 11

    บริษัทแอคซิสไพรม์ เรียลเอสเตท จำกัด ตึกสูงทันสมัยใจกลางย่านธุรกิจ ถูกประดับด้วยแผ่นกระจกสะท้อนเงาแสงแดดยามสาย พนักงานในชุดยูนิฟอร์มเรียบร้อยเดินสวนกันขวักไขว่บริเวณล็อบบี้ด้านหน้า ทว่าเมื่อเสียงส้นสูงคู่หรูของปภาวีดังกระทบพื้นหินอ่อนเป็นจังหวะมั่นคง ทุกสายตาก็อดเหลียวมองตามไม่ได้ เธอก้าวเดินผ่านไปโดยไม่เอ่ยทักทายใครสักคน ใบหน้าสวยคมยังคงเรียบสนิท ทว่าแววตาคู่นั้นกลับแข็งกร้าวและวาววับด้วยความไม่พอใจที่ยังคั่งค้างอยู่ในอก ภายใต้ท่วงท่าที่ดูสงบนิ่งในสายตาคนอื่น คืออารมณ์กรุ่นเดือดที่ยังไม่จางหลังจากบทสนทนากับมารดาเมื่อเช้า และภาพที่ไม่อยากเห็นซ้ำ ๆ ยังคงวนเวียนอยู่ในหัวอย่างไม่มีทีท่าว่าจะจางหาย จนกระทั่งเธอเดินมาหยุดอยู่หน้าห้องทำงานของตัวเอง… เมื่อประตูห้องทำงานปิดลง ปภาวีก็ถอนหายใจเบา ๆ พร้อมวางกระเป๋าลงบนโต๊ะ ก่อนจะทรุดตัวลงบนเก้าอี้หนังตัวใหญ่ ปล่อยหลังพิงพนักอย่างหมดแรง เธอพยายามรวบรวมสมาธิ ตั้งใจจะเปิดแฟ้มเอกสารตรงหน้า แต่จิตใจกลับล่องลอยไปไกลกว่านั้น ภาพชนากานต์ยิ้มให้แทนคุณยังตามหลอกหลอน แม้จะพยายามบอกตัวเองว่าไม่สำคัญ แต่ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกหน่วงในอก ยิ่งนึกถึงคำว่า “พี

  • รักคนละตอน   CHAPTER 10

    นับจากวันนั้น ก็ผ่านมาราวกว่าสองสัปดาห์บรรยากาศในบ้านหลังเดิมยังคงเงียบสงบ หากไม่นับความรู้สึกอึดอัดบางอย่างที่ยังคงคลุ้งอยู่ในอากาศหลังจากเหตุการณ์คืนนั้น ชนากานต์พยายามทำตัวให้ยุ่งที่สุดเท่าที่จะทำได้ และโชคดีที่ช่วงเวลานั้นตรงกับการเปิดเทอมพอดี เธอจึงเลือกที่จะออกจากบ้านแต่เช้าตรู่และเร็วกว่าปกติ ด้วยเหตุผลเดียวคือไม่ต้องการเจอหน้าผู้หญิงใจร้ายคนนั้นอีก“อ้าวหนูพรีน วันนี้มีเรียนแต่เช้าเลยเหรอลูก”คุณหญิงรุจิราเอ่ยทักทันที่เห็นชนากานต์ในชุดนักศึกษาเรียบร้อยเดินผ่านมา“เปล่าค่ะคุณหญิง วันนี้พรีนไม่มีเรียนตอนเช้า...แต่ที่คณะมีกิจกรรมรับน้องใหม่ พรีนเลยไม่อยากไปสายค่ะ”คุณหญิงพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ ก่อนถามต่อ...“แล้วนี่จะไปยังไงล่ะ ให้ลุงชัยไปส่งไหม”“ไม่เป็นไรคุณหญิง เดี๋ยวพรีนนั่งรถโดยสารไปดีกว่าค่ะ”“ไปกับพี่ก็ได้นะครับน้องพรีน พี่ผ่านทางมหาลัยพอดี”ไม่ทันที่คุณหญิงจะตอบกลับ เสียงชายหนุ่มคนหนึ่งก็ดังแทรกขึ้นมาจากทางเข้าบ้าน พร้อมกับรอยยิ้มอบอุ่นที่ดูเหมือนจะเป็นเจ้าของจังหวะเวลาที่เหมาะเจาะพอดิบพอดี“พี่แทนคุณ / อ้าว แทนคุณ!”เสียงของชนากานต์กับคุณหญิงรุจิราดังขึ้นพร้อมกันด้วยควา

  • รักคนละตอน   CHAPTER 9

    มื้อเย็นถูกจัดวางอย่างเรียบร้อยบนโต๊ะยาวไม้สัก อาหารหลากหลายชนิดถูกจัดจานอย่างสวยงาม กลิ่นหอมลอยฟุ้งอบอวลไปทั่วห้องโถงใหญ่ แสงไฟสีอุ่นสาดส่องลงมาจากโคมระย้าเหนือหัว ให้ความรู้สึกอบอุ่นแต่แฝงไปด้วยบรรยากาศเคร่งขรึมบางอย่างคุณหญิงรุจิรานั่งเป็นประมุข ณ หัวโต๊ะ ฝั่งซ้ายของเธอคือ แทนคุณ ชายหนุ่มหน้าตาดีวัยยี่สิบปลาย ๆ ที่ได้รับเชิญมาร่วมโต๊ะในค่ำคืนนี้ขณะที่บรรยากาศดำเนินไปอย่างราบรื่น เสียงฝีเท้าคู่หนึ่งดังขึ้นจากบันได ปภาวีเดินลงมาด้วยท่าทีสงบ แต่ทันทีที่สายตาของเธอสบกับใบหน้าของแทนคุณ ชายหนุ่มรุ่นน้องที่นั่งบนโต๊ะร่วมกับมารดา สีหน้าของนางพญาเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน ดวงตาคมเต็มไปด้วยความสงสัย เพราะไม่เข้าใจว่าทำไมชายหนุ่มถึงได้มาปรากฏตัวที่นี่“อ้าวภัค มาทานข้าวด้วยกันสิ”คุณหญิงหันไปเรียกลูกสาวด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ หญิงสาวเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย สีหน้าไม่สบอารมณ์ชัดเจน เธอเดินตรงไปนั่งที่ฝั่งขวาของมารดาอย่างเงียบเชียบโดยไม่ได้ตอบโต้ใด “สวัสดีครับพี่ภัค ไม่ได้เจอกันนานเลยนะครับ”ณิชคุณหันมายิ้มพร้อมเอ่ยทักทายให้ด้วยท่าทีที่เป็นมิตร ทว่ารอยยิ้มจริงใจบนใบหน้าของเขา ช่างตัดกับสายตาเย็นชาของปภาวี

  • รักคนละตอน   CHAPTER 8

    รถยนต์หรูแล่นฝ่าการจราจรอันหนาแน่นของตัวเมืองเป็นเวลานานกว่าสองชั่วโมง ก่อนจะเคลื่อนตัวผ่านประตูเหล็กบานใหญ่เข้าสู่บริเวณคฤหาสน์ธาดาวรโชติ แสงแดดยามเย็นสีส้มทองส่องลอดผ่านแนวต้นไทรสูงตระหง่าน ทอดเงายาวพาดผ่านสนามหญ้าเขียวขจีที่ได้รับการตัดแต่งอย่างประณีตคุณหญิงรุจิราเป็นคนแรกที่เปิดประตูรถลงมา ก่อนจะหันกลับไปยังหญิงสาวที่ยังนั่งนิ่งอยู่ด้านหลัง พร้อมกับเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน“วันนี้รถติดนานเลย เหนื่อยกันทั้งวันแล้ว หนูพรีนขึ้นไปอาบน้ำอาบท่า พักผ่อนก่อนก็ได้ลูก ช่วงเย็นค่อยลงมาทานข้าวพร้อมกันนะ”ชนากานต์ยิ้มบาง ๆ อย่างรู้สึกอบอุ่นในหัวใจ ก่อนพยักหน้ารับเบา ๆ“ขอบคุณค่ะคุณหญิง”เธอก้าวลงจากรถอย่างเรียบร้อย พยายามไม่หันไปมองอีกคนที่ยังนั่งเงียบเชียบอยู่ข้างกัน และในจังหวะที่กำลังจะก้าวขาออกไป เสียงถอนหายใจลากยาวก็ดังขึ้น...ปภาวีก้าวลงตาม สีหน้าบูดบึ้ง มือหนึ่งตวัดกระเป๋าหรูสีน้ำตาลขึ้นบ่า นัยน์ตาคมเหลือบมองใบหน้าชนากานต์เพียงครู่ ก่อนจะเชิดหน้าเดินเข้าบ้านไปโดยไม่พูดอะไรสักคำคุณหญิงรุจิราหันกลับมามองชนากานต์ที่ยังยืนเก้ออยู่ตรงข้างรถ ดวงตานุ่มละมุนเปี่ยมความเข้าใจ ก่อนจะเอ่ยขึ้นเบา ๆ

  • รักคนละตอน   CHAPTER 7

    หนึ่งชั่วโมงต่อมา ณ ห้างสรรพสินค้าใหญ่ใจกลางเมือง เสียงเปียโนบรรเลงคลอเบา ๆ ลอยแว่วมาจากลำโพงเหนือศีรษะ แสงไฟสีอุ่นสะท้อนพื้นกระเบื้องมันวาวตลอดโถงทางเดินห้างอันหรูหรา กลิ่นหอมของน้ำหอมเคาน์เตอร์แบรนด์ลอยแตะจมูกตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้าไปด้านใน ชนากานต์ก้าวเดินเคียงข้างคุณหญิงรุจิราอย่างเงียบ ๆ สองมืพลางลูบต้นแขนของตัวเองบริเวณที่ยังมีรอยจางของแรงบีบเมื่อชั่วโมงก่อนอย่างประหม่า แม้จะพยายามฝืนยิ้มตอบคำพูดของคุณหญิงผู้มีเมตตา แต่แววตาของเธอกลับหลบเลี่ยงไม่กล้าสบใครตรง ๆ ในตอนนี้ “อยากกินอะไรเป็นพิเศษไหมลูก หรือว่าอยากได้อะไรไหม ฉันซื้อให้ได้นะ”เสียงของคุณหญิงรุจิราเอ่ยเบา ๆ แฝงความอ่อนโยน ปลายนิ้วแตะลงบนหลังมือของชนากานต์ราวกับจะปลอบใจ ชนากานต์ส่ายหน้าเบา ๆ ก่อนเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงและท่าทีที่สุภาพ “ไม่เป็นไรค่ะคุณหญิง พรีนแค่เดินเฉย ๆ ก็พอแล้วค่ะ” คุณหญิงมองเสี้ยวหน้าหวานที่ดูซีดเซียวไปถนัดตา หัวใจก็พลันปวดหนึบขึ้นมาโดยไร้สาเหตุ ก่อนจะเอื้อมโอบไหล่หญิงสาวเบา ๆ แล้วดึงร่างนั้นให้เบียดแนบชิดมากขึ้นขณะเดินผ่านหน้าร้านเครื่องสำอางแบรนด์หรู “บางทีฉันก็สงสัยว่าทำไมเด็กดี ๆ แบบหนูพรีน ถึงได

  • รักคนละตอน   CHAPTER 3

    “พรีน หนูเป็นอะไรหรือเปล่าลูก ทำไมวิ่งหน้าตาตื่นลงมาแบบนี้” “ปะ เปล่าค่ะ” “เป็นเด็กริอาจโกหกผู้ใหญ่มันไม่ดีรู้หรือเปล่า” คุณหญิงรุจิราวางหนังสือพิมพ์ในมือลงก่อนเอ่ยถามอย่างใจเย็น เธอไม่ใช่คนไร้เดียงสาที่จะดูไม่ออกว่าเกิดอะไรขึ้น ที่ถามออกไปก็เพียงแค่ต้องการฟังจากปากของเด็กสาวตรงหน้าให้แน่ใจว่าสิ่ง

  • รักคนละตอน   CHAPTER 2

    ไม่เพียงแต่ไม่รับไหว้ ปภาวียังคงมองหน้าของชนากานต์ด้วยสายตาที่ดูถูกเหยียดหยาม ก่อนจะสะบัดหน้าหันมองไปทางอื่น “ภัค! เดี๋ยวเถอะลูก” คุณหญิงรุจิราเอ็ดเสียงเข้มเมื่อเห็นกิริยาที่ไม่เหมาะสมของปภาวีลูกสาวตัวเอง” ฉันต้องขอโทษแทนลูกสาวฉันด้วยนะจ๊ะ” “นี่คุณแม่จะไปขอโทษยัยเด็กนี่ทำไมกันคะ” “ยังอีกภัค แม่ไม

  • รักคนละตอน   CHAPTER 6

    “คะ?” ขานรับอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ ขณะยกมือข้างหนึ่งขึ้นซับเหงื่อเม็ดเล็กที่เริ่มผุดขึ้นตามกรอบหน้า เมื่อสายตาของผู้เป็นป้าเพ่งมองบริเวณลำคออย่างสงสัย “รอยอะไรที่คอ?” ถามพร้อมเอื้อมมือปัดผมที่ปรกอยู่ให้พ้นทาง “เอ่อ มะ ... มดกัดค่ะ พรีนคันเลยเกาแรงไปหน่อย” “แน่ใจเหรอพรีน แต่ป้าว่ามันไม่ใช่รอยมดกัดเลย

  • รักคนละตอน   CHAPTER 5

    “กรี๊ดด!! จะ ... เจ็บ ฮึก ๆ คุณหนูพรีนเจ็บ” นิ้วเรียวนั้นก็หายเข้าไปภายในทีเดียวจนสุดข้อ ทำให้คนใต้ร่างที่กำลังสะท้านกรีดร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดเมื่อของที่มีค่าได้ขาดพึ่งลงไปพร้อมเลือดสีแดงสดค่อย ๆ ไหลรินออกมาตามร่องนิ้ว เสียงร้องของชนากานต์ ดึงสติของปภาวีที่เคยขาดหายไปเพราะความมึนเมาให้กลับมาแม

더보기
좋은 소설을 무료로 찾아 읽어보세요
GoodNovel 앱에서 수많은 인기 소설을 무료로 즐기세요! 마음에 드는 작품을 다운로드하고, 언제 어디서나 편하게 읽을 수 있습니다
앱에서 작품을 무료로 읽어보세요
앱에서 읽으려면 QR 코드를 스캔하세요.
DMCA.com Protection Status