Masukสานฝัน : “มื้อนี้หนูเลี้ยงเองค่ะ” สานฝันเอ่ยจากใจจริง
ต้นตาล : “ได้ไง เป็นน้องเป็นนุ่ง อีทศมึงสิต้องจ่าย”
สานฝัน : “ไม่เป็นไรค่ะ ฝันรู้สึกละอายใจ”
ทศวรรษ : “คนละคน ไม่เกี่ยวกันหรอก ฝันไม่ได้ทำอะไรผิดนี่นา”
สานฝัน : “แต่…”
ทศวรรษ : “พี่รู้ว่าฝันละอายใจแต่เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่เราจะมาชดใช้ในสิ่งที่เราไม่ได้ก่อ แค่รู้สึกผิดก็ถือว่าทุกข์มากพอแล้ว…จริงไหม” สานฝันพยักหน้าน้อย ๆ พร้อมกัดริมฝีปากแน่น
“ว่าแต่เราเถอะจะเอายังไงต่อไป”
“นั่นสิ” สานฝันตอบเสียงเบาหวิว ตอนนี้เธอไม่อยากกลับไปที่บ้านหลังนั้น ไม่รู้ว่าจะถามคำถามนี้กับใคร แล้วทำไปเพื่ออะไร แล้วเขาคนนั้นจะรู้สึกรู้สากับการกระทำของตัวเองหรือเปล่า สานฝันรู้สึกสับสนและคิดไม่ตกความกังวลทุกอย่างฉายชัดอยู่บนใบหน้าแม้แต่สามคนที่เหลือก็ยังดูออก
ทศวรรษเต็มใจที่จะเลี้ยงอาหารมื้อนี้ต่อให้จะแพงมากกว่านี้อีกสิบเท่าเขาก็เต็มใจจ่าย เพื่อนทุกคนสละเวลามาช่วยเหลือเขาอย่างจริงใจ อย่างน้อยเขาก็โชคดีมีกัลยาณมิตรคอยให้ความช่วยเหลือ พวกเราต่างก็เกื้อกูลกันมาตลอดตั้งแต่มหา’ ลัยปีหนึ่ง แล้วทศวรรษก็เชื่อว่าทุกคนที่นั่งอยู่ในที่นี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญเหมือนอย่างที่หลวงพ่อท่านว่าเอาไว้
กงล้อแห่งโชคชะตาต่างก็ลิขิตขีดเขียนเส้นเรื่องของทุกคนเอาไว้ตั้งแต่ต้นจนจบ มีบางจังหวะของชีวิตที่ไม่เป็นดั่งใจ ดังเช่นเรื่องของเขากับสืบสานก็เช่นกัน ทำวันนี้ให้ดีที่สุดเมื่อวันสุดท้ายมาถึงจะได้ไม่มีอะไรติดค้างหรือเสียใจ
เป้าหมายของทศวรรษเปลี่ยนไปไม่ใช่ทำทุกอย่างเพื่อให้ได้สืบสานกลับคืนมา แต่ทำทุกอย่างเพื่อส่งสืบสานจนถึงฝั่งฝันที่ตัวเองเห็นว่าสืบสานจะมีความสุขและเริ่มต้นชีวิตใหม่ได้จริง ๆ วันนั้นเขาก็คงปล่อยวางได้อย่างสบายใจ
สืบสานที่นั่งอยู่ในห้องทำงานปกติเขาแทบไม่มีเรื่องราวอะไรในชีวิตให้ขบคิดมากมายดังเฉกเช่นวันนี้มาก่อน กดโทรออกหาน้องสาวอีกฝ่ายก็ไม่รับสาย เลื่อนลงไปยังรายชื่อคนอื่น ๆ “ทศวรรษ” ที่สานฝันคะยั้นคะยอให้เขาเมมเบอร์อีกฝ่ายเอาไว้ ตอนนั้นเขาตอบรับเป็นพิธีแต่สานฝันดึงดันที่จะยื้อโทรศัพท์เขาเอาไปเมมชื่อและเบอร์โทรเองก่อนจะส่งคืนให้ด้วยรอยยิ้มพิมพ์ใจตามแบบฉบับของเจ้าตัว
ฟังจากที่แม่บ้านเล่าตอนเช้าสานฝันก็แปลกไปจริง ๆ แล้วทั้งสองเกิดเรื่องอะไรจนต้องรีบร้อนแม้แต่รองเท้าในบ้านก็ไม่ได้สวมลงมา ทศวรรษเองปกติจะจัดแจงเก็บเสื้อผ้าลงในกระเป๋าเดินทางใบเล็กอย่างเรียบร้อย วันนี้กลับม้วนเสื้อผ้าที่ใส่แล้วกองบนกระเป๋าเดินทางลวก ๆ สองคนนั้นกำลังทำอะไรอยู่กันแน่ เหลือบไปมองแฟ้มเอกสารที่กองบนโต๊ะยิ่งพานทำให้หมดอารมณ์ในการทำงานเสียดื้อ ๆ
การบริหารบริษัทขนาดใหญ่กว่าจะผ่านการเห็นชอบจากบอร์ดที่ประชุม การยกมือในที่ประชุมของผู้ถือหุ้น และการเลื่อยขาเก้าอี้อย่างลับ ๆ ระหว่างเครือญาติ สืบสานเท้าแขนกับโต๊ะพิงศีรษะที่อ่อนล้ากับหลังมือ มือข้างขวาที่กดค้างอยู่หน้าจอก็กดโทรออกทันที
เสียงพูดคุยแตกฟองระหว่างสานฝันกับต้นตาลก็หยุดลงกะทันหันเนื่องจากเสียงเรียกเข้าโทรศัพท์ของทศวรรษ
“สวัสดีครับ” เนื่องจากเป็นเบอร์แปลกที่เขาไม่ได้เมมเอาไว้จึงกล่าวทักทายแบบเบ่งรับเบ่งสู้ เมื่อเห็นปลายสายไม่ตอบอะไร คล้ายได้ยินเสียงติ๊ด… ต้นตาลที่เบนสายตาจากท้องถนนข้างหน้ามามองเพื่อนรักที่หน้านิ่วคิ้วขมวด
“แก๊งคอลเซนเตอร์หรือเปล่ามึง รีบวาง ๆ เลยอีทศ” ทศวรรษรีบกดวางตามคำแนะนำของต้นตาล
“มึงอย่าลืมบล็อกเบอร์ด้วย”
สานฝัน : “พี่ทศไหนฝันขอดูหน่อยค่ะเบอร์ที่ว่าเผื่อจะได้บล็อกด้วย” ทศวรรษยื่นโทรศัพท์ให้สานฝันที่อยู่เบาะด้านหลังโดยไม่คิดอะไร แต่เบอร์ที่ปรากฏอยู่ในหน้าจอทำเอาสานฝันที่กำลังกดเบอร์ตามนั้นตาค้าง…มันเป็นเบอร์ใหม่ของพี่สืบ หุหุ สานฝันยิ้มร่าว่าแล้วพี่ชายเธอไม่มีทางที่จะลืมพี่ทศไปได้ง่าย ๆ หรอก ต่อให้ลืมยังไงก็คงยังเหลือสายใยเอาไว้บ้างละน่า ในเมื่อพี่ชายเธอทรมานจิตใจคนอื่นเก่ง เธอก็จะช่วยผสมโรงด้วยอีกโรงละกัน
“ขอบคุณค่ะพี่ทศ ฝันบล็อกเบอร์แล้ว” ก่อนจะส่งโทรศัพท์คืนให้ทศวรรษที่นั่งอยู่ตรงเบาะหน้า
ต้นตาล : “นี่หนูรถเบนซ์นี่นิ่มดีเนาะ”
สานฝัน : “ถ้าพี่ชอบก็ขับไปยาว ๆ เลยค่ะ” แล้วทั้งสองคนก็หัวเราะร่าไปตลอดทาง
พรรณพิลัยที่รู้เรื่องราวก็โทรมาติดกันหลายสาย สานฝันที่โกรธเลือดขึ้นหน้าก็กดปิดเครื่องทันที นิสัยลูกคนเล็กหัวขบถก็แผลงฤทธิ์ขึ้นมาทันทีที่รถเริ่มเคลื่อนเข้าสู่ตัวเมืองกรุงเทพมหานคร
สานฝัน : “คืนนี้พวกพี่มีธุระที่ไหนไหมคะ” ทศวรรษกับต้นตาลมองหน้ากัน ต้นตาลที่เหลือบมองกระจกหลังก็เห็นสาวเจ้าฉีกยิ้มให้อย่างเจ้าเล่ห์
“ยัยคุณหนูนี่คนจริงว่ะ” มะเดี่ยวกระซิบกระซาบกับปลายฟ้า วลีที่ว่าเงินซื้อความสุขไม่ได้ที่คนรวยพร่ำบอกอย่างน้อยพวกเขาก็นั่งร้องไห้บนรถเบนซ์ ส่วนยัยคุณหนูทายาทบริษัทเบียร์ยักษ์ใหญ่นั้นกำลังนั่งร้องไห้บนเครื่องบินชั้นเฟิร์สคลาส
ไม่ผิด! ตอนนี้พวกเรากำลังมุ่งหน้าไปยังฮ่องกง โดยสายการบินอาหรับแห่งหนึ่ง ทศวรรษเองด้วยความเป็นห่วงสานฝันจึงจำใจต้องติดตามห้อยท้ายมาอย่างช่วยไม่ได้
ส่วนภพพานนั้นยืนตัวลีบอยู่ด้านหลังเสี่ยโต ที่งานนี้แต่งตัวปาดผมมาอย่างหล่อเหลา มีคนเหลียวมองตลอดทางจนทำให้ภพพานรู้สึกประหม่าวางตัวไม่ถูกขึ้นมาเสียดื้อ ๆ แต่พอได้ยินประโยคที่พ่อและแม่ทั้งสองฝั่งกำลังอวยพรคู่แต่งงานเพศเดียวกันบนเวที คนเจ้าน้ำตาอย่างเขาถึงกับน้ำตาซึม“ไง…ซึ้งมากหรือไง” เตวินทร์พูดแหย่ ในขณะที่มือหนึ่งกำลังถือแก้วเหล้าทรงเตี้ยที่สำหรับใส่เหล้าขาว ในงานไม่มีไวน์อย่างที่คิดไว้แฮะ มีแต่เครื่องดื่มในไลน์การผลิตของ KUNA ที่เรียงรายให้แขกเลือกดื่มตามใจชอบ ส่วนเครื่องดื่มหลักที่คู่แต่งงานกำลังรินที่ถูกจัดแต่งแต่ละชั้นอย่างประณีตเป็นเหล้าขาวที่เจือด้วยสีชมพูอ่อนเป็นเหล้าขาวที่ผสมด้วยลำไยเนื้อชมพูที่มาจากจังหวัดลำพูนมาถึงเวลาการโยนช่อดอกไม้ ดอก LIly of the valley ในมือทศวรรษที่เดินถือขึ้นมาบนเวทีถูกมอบให้สืบสาน คนข้างล่างเวทีโห่แซวเพราะความหมายของมันคือ Return to happiness ช่อดอกไม้ที่ทศวรรษเลือกใช้เป็นดอกสแตติส (Statice) ดอกสีม่วงที่กลีบดอกเป็นแฉกเหมือนดวงดาวแถมความหมายของมันเหมาะกับพวกเขาทั้งคู่เป็นอย่างมาก “ความรู้สึกดี ๆ ที่ยังคงอยู่ตลอดไป ความรักที่ยั่งยืน ความทรงจำ และความส
เงินทองส่วนใหญ่เก็บไว้ในธนาคาร แทบไม่เคยเอาออกมาใช้ และส่วนใหญ่ก็เป็นเด็กทั้งสองที่หามาเอง กว่าจะมีวันนี้ไม่ง่าย และเขาก็คิดไม่ผิด ความมุมานะของเด็กทั้งสองคนออกดอกออกผลผลิบานในที่สุด ความสำเร็จของลูกชายและลูกเขยส่วนหนึ่งมาจากแรงสนับสนุนทางบ้านทั้งสองฝั่งที่เห็นพ้องไปในทางเดียวกัน ทำให้เด็กทั้งสองออกวิ่งได้อย่างเต็มที่ไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลังเหมือนอย่างที่แล้วมา พ่อเลี้ยงสมบูรณ์น้ำตาซึม เขาตบหลังโอบกอดลูกชายทั้งสองสักพักก่อนจะถอยกลับไปยังด้านหลัง แม่เลี้ยงจันทร์ทิพย์เองก็ยกผ้าเช็ดหน้ามาเช็ดน้ำตาให้กับสามี“พ่อมึงเนี่ยน้า…” ทั้งสองยิ้มให้กันก่อนจะมองบ่าวสาวตรงหน้าด้วยสีหน้าเปี่ยมสุข มาถึงพรรณพิลัย เสียงสะอื้นดังมาไม่ขาดสายเธอปาดน้ำตาบนใบหน้านั้นป้อย ๆ ก่อนจะฉีกยิ้มให้คนทั้งคู่“กว่าจะมีวันนี้เหนื่อยกันมากเลยสินะ” สืบสานกอบกุมมือบางนั้นแน่นพลางบีบกระชับเป็นระยะ“แต่แม่ก็ดีใจที่ลูกทั้งสองจับมือกันมาถึงวันนี้ แม่ดีใจมากจริง ๆ และจะดีใจมากกว่านี้ถ้าลูกทั้งสองจับมือกันไปตลอด” พรรณพิลัยสะอื้นฮักก่อนจะเอ่ยต่อ“เมื่อก่อนแม่เคยคิดว่าสิ่งที่ทำลงไปดีที่สุดและเหมาะสมที่สุดสำหรับลูก แต่ไม่กลับไม่เคยถ
งานแต่งจัดขึ้นที่โรงแรมระดับห้าดาวใจกลางเมืองกรุงเทพฯ ปิดโรงแรมโดยเฉพาะเพื่อให้เครือญาติทางฝั่งของทศวรรษได้เข้าพัก และอำนวยความสะดวกให้กับเหล่ามิตรสหายของทั้งสองคนที่บ้างเดินทางมาจากต่างจังหวัดเพื่อเข้าร่วมงานเลี้ยงฉลองสมรสครั้งนี้ จะว่าเลี้ยงฉลองก็ไม่ใช่เรียกว่าแต่งงานใหม่อีกครั้งกับคนเดิมจะเหมาะกว่าธีมในงานเป็นสีเอิร์ธโทน เป็นกลุ่มสีธรรมชาติ หรือสีที่เลียนแบบธรรมชาติ เช่นน้ำตาล เทา เบจ เป็นงานแต่งแบบอบอุ่น ไม่ฉูดฉาด ชุดเพื่อนเจ้าสาวต่างก็สวมกระโปรงตีกะบังลมหน้าเพื่องานนี้โดยเฉพาะ โดยเฉพาะสามสาวคนสนิทของทศวรรษที่อยู่ด้วยกันแทบจะทุกช่วงเวลาของช่วงชีวิต ทศวรรษกล้าพูดได้เต็มปากเลยว่า หากขาดคนใดคนหนึ่งในที่แห่งนี้ไป ทศวรรษคนนี้ก็ยังเป็นเพียงทศวรรษเด็กต่างจังหวัดปอน ๆ คนหนึ่งที่เข้ากรุงฯ เพื่อมาหาจุดมุ่งหมายในชีวิต อาจเป็นเพียงอีทศตุ๊ดเด็กคนหนึ่งไม่ใช่ทศวรรษนักธุรกิจหน้าใหม่ไฟแรงที่ถูกจัดอันดับนักธุรกิจหน้าใหม่ไฟแรงในปี 2025 พวกเขาทั้งสี่คนต่างจับจูงมือกันมาไกลกว่าที่คิด กว่าจะมาถึงจุดจุดนี้ได้เรียกว่ารากเลือดกันเลยทีเดียว ทั้งเรื่องธุรกิจ ความรัก ครอบครัว หลายครั้งที่ชีวิตเป๋ไปเป๋มาเหมื
“ใครว่าพี่หยอก พี่เอาจริง”“ว้า…” ทศวรรษทำทีทัดผมที่หลังหู แหวนเพชรที่นิ้วนางด้านซ้ายพอต้องแสงไฟก็ส่องประกายวูบวาบ เม็ดโตเท่าเม็ดถั่วแระญี่ปุ่นไม่เห็นก็ตาบอดเต็มที!“ผมไม่ใช่คนตัวเปล่าเล่าเปลือย คงทำให้พี่โตสมหวังไม่ได้” เตวินทร์ยกบรั่นดีขึ้นมาจิบด้วยมุมปากที่ยกยิ้มพลางโครงศีรษะน้อย ๆ“มาหาพี่ คงไม่ได้ตั้งใจจะมาแจกการ์ดให้พี่เจ็บช้ำน้ำใจซ้ำ ๆ หรอกใช่มะ”“แหมพี่โต ผมมาขอบคุณและอยากจะขอโทษพี่เรื่องนั้นต่างหาก เห็นว่าพี่เองก็เสียหายเยอะเหมือนกัน” เตวินทร์กางขาเปลี่ยนอิริยาบถก่อนจะโน้มตัวเข้ามาหาทศวรรษที่นั่งตรงข้าม“ถ้าทศพอใจ เงินแค่นี้จะนับเป็นอะไรได้” น้ำเสียงแหบพร่าแฝงไปด้วยความเย้าหยอก คารมเสี่ยโตเขาระดับพระกาฬจริง ๆ ทศวรรษปั้นหน้ายิ้ม อีกทั้งเขายังมีประสบการณ์โชกโชนที่ทางบ้านคุณาปกรลากเขาออกงานแทบจะวันเว้นวัน พบปะผู้คนมากมาย และท่านเจ้าสัวก็สั่งสอนการวางตัว การเข้าสังคม และการใส่หน้ากากเพื่อธุรกิจ ‘น้ำขุ่นไว้ใน น้ำใสไว้นอก’ อยู่เสมอ“พี่โตไม่เสียดาย แต่ทศเสียดายนี่ครับ อีกอย่างก็เพราะช่วยสืบเขาด้วย ที่เขาลือกันว่าพี่โตกับพี่สืบไม่ถูกกัน น่าจะข่าวลือใช่ไหมครับ”“เปล่า! เรื่องจริง” เต
เมื่อคำอธิษฐานจิตกรวดน้ำลงดินจบลง กอปรกับกรวดน้ำทองเหลืองที่บรรจุน้ำเปล่าสะอาดเอาไว้หยดลงดินจนถึงหยดสุดท้าย พลันมีสายลมเอื่อย ๆ พัดพาใบไม้แห้งที่อยู่บริเวณนั้นปลิวล่องลอยไปตามลมผ่านร่างทั้งสองไป หลวงพ่อที่ยืนอยู่หน้ากุฏิก็ยืนมองทั้งสองเช่นกัน แต่ภาพที่เห็นตรงหน้ากลับทำให้ร่องรอยความโศกเศร้ายิ่งปรากฏชัดในนัยน์ตา เบื้องหน้าแรกเริ่มก่อตัวเป็นเงาสีขาวค่อย ๆ แจ่มชัด ชายหนุ่มสองคนที่สวมชุดราชปะแตนเต็มยศนั่งยอง ๆ ใช้มือรองรับหยาดน้ำเหล่านั้นด้วยสีหน้ายิ้มแย้มพร้อมทั้งหันหน้ามายิ้มให้กันด้วยสายตาที่หวานเชื่อม ดูก็รู้ว่าไม่ใช่สายสัมพันธ์ฉันเพื่อน ครอบครัว แต่เป็นฉันท์คนรักเพศเดียวกัน ก่อนทั้งสองจะยืนขึ้นประนมมือไหว้มาทางหลวงพ่อที่ยืนอยู่ด้านหลัง ส่วนด้านหลังของสืบสานก็มีคนแก่อีกคนที่สวมชุดเฉกเช่นเดียวกันกับคนทั้งสอง เพียงแต่โจงกระเบนสีเขียวเข้มแตกต่างจากคนหนุ่มทั้งสองที่สวมสีน้ำเงิน แถมในมือยังมือไม้เท้าคอยพยุงตัวถืออยู่ด้านหน้าตัวเองในท่วงท่าที่ก้มมองเด็กทั้งสองด้วยสีหน้าราบเรียบ แต่แววตากลับเจือร่องรอยความอาลัย และความปีติยินดีเอาไว้ ความทุกข์ ความโศก ความเศร้า การรอคอย การยึดติด จบลงเพียงไม
ก่อนหน้าหลายเดือนจะถึงกำหนดการณ์การฉลองงานสมรสที่ยิ่งใหญ่ เกรียงไกรสมกับตำแหน่งสะใภ้คนโตของคุณาปกร ได้ยินว่าแค่แขกเหรื่อในวงการธุรกิจก็ร่วมร้อย ยังไม่รวมวงศาคณาญาติที่แตกสายออกไปเกือบร้อยคน งานนี้แขกในงานหลักพัน ทศวรรษถามย้ำกับแม่สามีย้ำ ๆ“งานไม่ใหญ่แน่นะครับคุณแม่” พรรณพิลัยยิ้มบาง ๆ ก่อนจะหัวเราะน้อย ๆ กับคนใช้คนสนิทอย่างศรีนวล“คุณทศอย่ากังวลไปเลยค่ะ งานเล็ก ๆ คนกันเองทั้งนั้น” ศรีนวลหัวเราะร่วนพลางตอบคำถามนั้น ดูจากสีหน้าของคนทั้งสองแล้ว คงไม่เล็กเท่าไหร่ ขนาดงานเลี้ยงฉลองวันเกิดคุณหญิงพรรณพิลัย คุณหญิง คุณนายต่าง ๆ ตีผมกะบังลมเดินกันให้ควั่ก ไหนจะญาติทั้งสองฝั่งอย่างท่านเจ้าสัว และคุณหญิงพรรณพิลัยเอง แค่บ้านทศวรรษ แม่เลี้ยงจันทร์ทิพย์นับแขกที่จะไปร่วมงานได้สองรถบัสคันใหญ่ จะบ้า! ยังไงก็เห็นชอบจากผู้ใหญ่ทั้งสองฝั่งเขาและสืบสานจะทำอะไรได้ เลือกดูเฉดสีเสื้อผ้าในงานวันแต่งจนหัวหมุนไปหมด พวกสามสาวก็ดีใจมาก อีกทั้งไม่ได้จ้างดีไซเนอร์ค่าตัวแพง ๆ จากที่ไหนไกล เป็นปลายฟ้าที่บรรจงบินไปถึงฝรั่งเศสเพื่อเลือกผ้าโดยเฉพาะ รวมไปถึงพวกมุกและคริสตัลที่ปักมือ แม้จะสวมชุดสูทแต่ทว่าเนื้อผ้าด้านในเป็







