Masukทุกแพลตฟอร์มตัดต่อการสัมภาษณ์สดของลูกชายท่านเจ้าสัวสืบศักดิ์ยกใหญ่ บ้างก็มีคนที่รู้จักมักจี่พวกเขาทั้งคู่เข้าไปผสมโรง บ้างแชร์ บ้างแท็กทศวรรษและสืบสาน แต่พวกเขาทั้งสองต่างเงียบสงบไม่เคลื่อนไหวหรือตอบกลับใดใดทั้งสิ้น มะเดี่ยวที่ทำหน้าที่เป็นสารถีขับรถรับเพื่อนรักจากบ้านผัว ตอนนี้กำลังมุ่งหน้าไปยังจังหวัดกาฬสินธุ์บ้านเกิดของมะเดี่ยวเพราะโปรเจกต์ที่ล้านแปดของอีทศเพื่อนสาว อีกทั้งบ้านมะเดี่ยวก็มีอาชีพทำไร่ทำนากันมาหลายชั่วคน ลูกหลานส่วนใหญ่ก็ไม่มีใครสานต่อยกเว้นคนเฒ่าคนแก่ ภูมิปัญญาดั้งเดิมกำลังจะตายไปกับกาลเวลา ตอนที่พวกเขาไปเที่ยวญี่ปุ่นจึงเห็นพ้องต้องกันเล็งเห็นความสำคัญของอาชีพของชาวนา แต่ว่าราคาพืชผลการเกษตรกลับไม่เป็นใจให้อยู่ต่อ
ต้นตาลที่นั่งอยู่ข้างคนขับกำลังดูไลฟ์สดย้อนหลังพลางเม้ามอยอย่างออกรส
“เอ้าอีทศทำหน้าเหม็นเบื่ออะไรอีกล่ะ”
ทศวรรษ : “ไม่รู้กูเป็นตัวซวยหรือเปล่า ไม่ว่าพ่อแม่เขา ลุงเขาต่างก็ต้องมีเหตุให้แตกแยกกัน”
ปลายฟ้า : “ไม่มีมึงเรื่องก็เกิดขึ้นอยู่ดี เงินมันคม มึงไม่เคยได้ยินเหรอ ฮ่องเต้ไม่มีบิดาบุตร แพ้เป็นพระ ชนะเป็นโจร มึง…แล้วมูลค่าบริษัทในตลาดหลักทรัพย์แสนล้านนะคะ ไม่ใช่แสนบาท”
ทศวรรษ : “แต่กูก็อดคิดไม่ได้อยู่ดี”
ต้นตาล : “แล้วสภาพมึงอ่อนเปลี้ยเพลียแรงขนาดนี้ผัวคงจัดเต็มสิท่า”
ทศวรรษ : “เกี่ยวอะไรกัน”
ต้นตาล : “แล้วมึงไม่ดีใจเหรอคะ พ่อผัวเปิดทางให้ขนาดนี้”
ทศวรรษ : “ไม่อะ ตอนนี้กูคิดเรื่องบริษัทก็เหนื่อยเต็มที ไม่รู้ว่าจะไปรอดได้สักกี่น้ำ คนในโลกออนไลน์ก็ไหลกันไปตามกระแส กูกลัวว่ากูจะทำมันพัง” นอกเหนือจากกระแสด้านลบที่มีอินฟลูบางคนเต้าข่าวลือปลอม ๆ เรื่องรสชาติแล้ว บางคนยังโจมตีและคอมเมนท์เรื่องที่เขาคบกับลูกชายท่านเจ้าสัวเพราะอยากเป็นหนูตกถังข้าวสาร แต่ทศวรรษเลือกที่จะไม่ตอบโต้ออกไป อีกทั้งไม่อยากให้บรรยากาศในรถมันแย่ อีกอย่างมันก็เป็นปัญหาของตัวเขา และไม่อยากให้เพื่อน ๆ ต้องมาคอยช่วยเหลือ พลอยหนักใจไปด้วย
ต้นตาล : “มึงก็พยายามแก้ไขอยู่นี่ไง มึงไม่ใช่ซูเปอร์แมนที่จะกอบกู้ทุกอย่างตามที่ใจปรารถนา ใครทำธุรกิจแล้วไม่ผิดพลาดบ้าง” ทศวรรษน้ำตาซึม
ทศวรรษ : “ไม่มีสืบกูก็เหมือนคนบ้าใบ้จริง ๆ”
มะเดี่ยว : “แล้วที่มึงนั่งอยู่ตรงนี้ก็เพื่อบริษัทไม่ใช่เหรออีทศ วัตถุดิบ หัวเชื้อ มึงวิ่งวุ่นต่อสายหาคนนั้นคนนี้ไปทั่ว มึงคิดว่ามึงยังไม่ได้ทำอะไรอีกเหรอ” ทศวรรษไม่ตอบ หากไม่มีเพื่อน ๆ คอยอยู่ข้าง ๆ ทุกจังหวะชีวิตแบบนี้เขาก็ไม่รู้ว่าจะผ่านวันเวลาที่ยากลำบากแบบนั้นมาได้ยังไงเหมือนกัน ทศวรรษสูดน้ำมูกเสียงดังก่อนจะร้องไห้โฮ
“พวกมึงอยู่ทุกจังหวะชีวิตของกูเลย”
ต้นตาล : “เล็กน้อยน่า ตอนนั้นที่กูเสียศูนย์เพราะไอ้โจก็มีมึงคอยเตือนสติเหมือนกัน ความรักก็แบบนี้แหละ สุข เศร้า เคล้ากันไป ไม่มีใครสุขตลอด และทุกข์ตลอดไปเช่นกัน”
มะเดี่ยว ปลายฟ้า : “สาธุ” ออกมาพร้อมกัน ปลายฟ้าอดที่จะซักไซ้เพื่อนสาวอย่างต้นตาลไม่ได้ ปกติด่าอีทศหูฉีก วันนี้มาแปลก…
มะเดี่ยว : “อีต้นมึงมีพิรุธ” สองตาหรี่มองเพื่อนที่เลิ่กลั่กก้มเก็บโทรศัพท์มือใส่กระเป๋าอย่างรวดเร็ว
ต้นตาล : “อะไร”
มะเดี่ยว : “ถ้าเวลาปกติมึงด่าอีทศฉิบหายวายป่วงไปแล้ว”
ต้นตาล : “เอ้าอีนี่ ด่าก็ว่า ปลอบก็ว่า มึงขับรถไปเลย”
ปลายฟ้า : “ที่มึงหน้าบานเหมือนกระด้งไม่ใช่เพราะมีความรักหรอกเหรอ”
ต้นตาล : “อะไร”
ปลายฟ้า : “แสร้งไขสือทำควายอะไรคะอีต้น อายุปูนนี้แล้ว จะคบใคร คั่วใครก็ไม่ใช่เรื่องแปลก กลัวอย่างเดียว…”
ต้นตาล : “อะไร”
ปลายฟ้า : “ตายเพราะถูกชิงทรัพย์ ไม่ก็ฆ่าหมกห้อง ศพขึ้นอืดสยองมากแน่ ๆ น้ำหนักตัวมึงยิ่งเยอะอยู่ แบบว่าน้ำเหลืองทะลุฝ้าลงมาชั้นล่าง” พลางยื่นหน้าแทรกตรงที่ว่างกึ่งกลางระหว่างเบาะทำท่าปาดคอไปทางต้นตาล
มะเดี่ยว : “คบเด็กสร้างบ้านไหมล่ะ”
ต้นตาล : “เด็กเหี้ยชอบผลาญสิไม่ว่า”
ทศวรรษ : “คนนี้มึงจริงจัง?” ทศวรรษเองก็อดที่จะร่วมผสมโรงด้วยคนไม่ได้ เพราะอกหักจากครั้งนั้นไม่ใช่เหรอไง ต้นตาลถึงเป็นคนรักสนุกไม่คิดผูกมัดอีกทั้งยังชอบกิจกรรมเข้าจังหวะแบบหมู่ เขารีบปาดน้ำตาบนหน้าลวก ๆ เพื่อเข้าร่วมวงสนทนาทันที
ส่วนภพพานนั้นยืนตัวลีบอยู่ด้านหลังเสี่ยโต ที่งานนี้แต่งตัวปาดผมมาอย่างหล่อเหลา มีคนเหลียวมองตลอดทางจนทำให้ภพพานรู้สึกประหม่าวางตัวไม่ถูกขึ้นมาเสียดื้อ ๆ แต่พอได้ยินประโยคที่พ่อและแม่ทั้งสองฝั่งกำลังอวยพรคู่แต่งงานเพศเดียวกันบนเวที คนเจ้าน้ำตาอย่างเขาถึงกับน้ำตาซึม“ไง…ซึ้งมากหรือไง” เตวินทร์พูดแหย่ ในขณะที่มือหนึ่งกำลังถือแก้วเหล้าทรงเตี้ยที่สำหรับใส่เหล้าขาว ในงานไม่มีไวน์อย่างที่คิดไว้แฮะ มีแต่เครื่องดื่มในไลน์การผลิตของ KUNA ที่เรียงรายให้แขกเลือกดื่มตามใจชอบ ส่วนเครื่องดื่มหลักที่คู่แต่งงานกำลังรินที่ถูกจัดแต่งแต่ละชั้นอย่างประณีตเป็นเหล้าขาวที่เจือด้วยสีชมพูอ่อนเป็นเหล้าขาวที่ผสมด้วยลำไยเนื้อชมพูที่มาจากจังหวัดลำพูนมาถึงเวลาการโยนช่อดอกไม้ ดอก LIly of the valley ในมือทศวรรษที่เดินถือขึ้นมาบนเวทีถูกมอบให้สืบสาน คนข้างล่างเวทีโห่แซวเพราะความหมายของมันคือ Return to happiness ช่อดอกไม้ที่ทศวรรษเลือกใช้เป็นดอกสแตติส (Statice) ดอกสีม่วงที่กลีบดอกเป็นแฉกเหมือนดวงดาวแถมความหมายของมันเหมาะกับพวกเขาทั้งคู่เป็นอย่างมาก “ความรู้สึกดี ๆ ที่ยังคงอยู่ตลอดไป ความรักที่ยั่งยืน ความทรงจำ และความส
เงินทองส่วนใหญ่เก็บไว้ในธนาคาร แทบไม่เคยเอาออกมาใช้ และส่วนใหญ่ก็เป็นเด็กทั้งสองที่หามาเอง กว่าจะมีวันนี้ไม่ง่าย และเขาก็คิดไม่ผิด ความมุมานะของเด็กทั้งสองคนออกดอกออกผลผลิบานในที่สุด ความสำเร็จของลูกชายและลูกเขยส่วนหนึ่งมาจากแรงสนับสนุนทางบ้านทั้งสองฝั่งที่เห็นพ้องไปในทางเดียวกัน ทำให้เด็กทั้งสองออกวิ่งได้อย่างเต็มที่ไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลังเหมือนอย่างที่แล้วมา พ่อเลี้ยงสมบูรณ์น้ำตาซึม เขาตบหลังโอบกอดลูกชายทั้งสองสักพักก่อนจะถอยกลับไปยังด้านหลัง แม่เลี้ยงจันทร์ทิพย์เองก็ยกผ้าเช็ดหน้ามาเช็ดน้ำตาให้กับสามี“พ่อมึงเนี่ยน้า…” ทั้งสองยิ้มให้กันก่อนจะมองบ่าวสาวตรงหน้าด้วยสีหน้าเปี่ยมสุข มาถึงพรรณพิลัย เสียงสะอื้นดังมาไม่ขาดสายเธอปาดน้ำตาบนใบหน้านั้นป้อย ๆ ก่อนจะฉีกยิ้มให้คนทั้งคู่“กว่าจะมีวันนี้เหนื่อยกันมากเลยสินะ” สืบสานกอบกุมมือบางนั้นแน่นพลางบีบกระชับเป็นระยะ“แต่แม่ก็ดีใจที่ลูกทั้งสองจับมือกันมาถึงวันนี้ แม่ดีใจมากจริง ๆ และจะดีใจมากกว่านี้ถ้าลูกทั้งสองจับมือกันไปตลอด” พรรณพิลัยสะอื้นฮักก่อนจะเอ่ยต่อ“เมื่อก่อนแม่เคยคิดว่าสิ่งที่ทำลงไปดีที่สุดและเหมาะสมที่สุดสำหรับลูก แต่ไม่กลับไม่เคยถ
งานแต่งจัดขึ้นที่โรงแรมระดับห้าดาวใจกลางเมืองกรุงเทพฯ ปิดโรงแรมโดยเฉพาะเพื่อให้เครือญาติทางฝั่งของทศวรรษได้เข้าพัก และอำนวยความสะดวกให้กับเหล่ามิตรสหายของทั้งสองคนที่บ้างเดินทางมาจากต่างจังหวัดเพื่อเข้าร่วมงานเลี้ยงฉลองสมรสครั้งนี้ จะว่าเลี้ยงฉลองก็ไม่ใช่เรียกว่าแต่งงานใหม่อีกครั้งกับคนเดิมจะเหมาะกว่าธีมในงานเป็นสีเอิร์ธโทน เป็นกลุ่มสีธรรมชาติ หรือสีที่เลียนแบบธรรมชาติ เช่นน้ำตาล เทา เบจ เป็นงานแต่งแบบอบอุ่น ไม่ฉูดฉาด ชุดเพื่อนเจ้าสาวต่างก็สวมกระโปรงตีกะบังลมหน้าเพื่องานนี้โดยเฉพาะ โดยเฉพาะสามสาวคนสนิทของทศวรรษที่อยู่ด้วยกันแทบจะทุกช่วงเวลาของช่วงชีวิต ทศวรรษกล้าพูดได้เต็มปากเลยว่า หากขาดคนใดคนหนึ่งในที่แห่งนี้ไป ทศวรรษคนนี้ก็ยังเป็นเพียงทศวรรษเด็กต่างจังหวัดปอน ๆ คนหนึ่งที่เข้ากรุงฯ เพื่อมาหาจุดมุ่งหมายในชีวิต อาจเป็นเพียงอีทศตุ๊ดเด็กคนหนึ่งไม่ใช่ทศวรรษนักธุรกิจหน้าใหม่ไฟแรงที่ถูกจัดอันดับนักธุรกิจหน้าใหม่ไฟแรงในปี 2025 พวกเขาทั้งสี่คนต่างจับจูงมือกันมาไกลกว่าที่คิด กว่าจะมาถึงจุดจุดนี้ได้เรียกว่ารากเลือดกันเลยทีเดียว ทั้งเรื่องธุรกิจ ความรัก ครอบครัว หลายครั้งที่ชีวิตเป๋ไปเป๋มาเหมื
“ใครว่าพี่หยอก พี่เอาจริง”“ว้า…” ทศวรรษทำทีทัดผมที่หลังหู แหวนเพชรที่นิ้วนางด้านซ้ายพอต้องแสงไฟก็ส่องประกายวูบวาบ เม็ดโตเท่าเม็ดถั่วแระญี่ปุ่นไม่เห็นก็ตาบอดเต็มที!“ผมไม่ใช่คนตัวเปล่าเล่าเปลือย คงทำให้พี่โตสมหวังไม่ได้” เตวินทร์ยกบรั่นดีขึ้นมาจิบด้วยมุมปากที่ยกยิ้มพลางโครงศีรษะน้อย ๆ“มาหาพี่ คงไม่ได้ตั้งใจจะมาแจกการ์ดให้พี่เจ็บช้ำน้ำใจซ้ำ ๆ หรอกใช่มะ”“แหมพี่โต ผมมาขอบคุณและอยากจะขอโทษพี่เรื่องนั้นต่างหาก เห็นว่าพี่เองก็เสียหายเยอะเหมือนกัน” เตวินทร์กางขาเปลี่ยนอิริยาบถก่อนจะโน้มตัวเข้ามาหาทศวรรษที่นั่งตรงข้าม“ถ้าทศพอใจ เงินแค่นี้จะนับเป็นอะไรได้” น้ำเสียงแหบพร่าแฝงไปด้วยความเย้าหยอก คารมเสี่ยโตเขาระดับพระกาฬจริง ๆ ทศวรรษปั้นหน้ายิ้ม อีกทั้งเขายังมีประสบการณ์โชกโชนที่ทางบ้านคุณาปกรลากเขาออกงานแทบจะวันเว้นวัน พบปะผู้คนมากมาย และท่านเจ้าสัวก็สั่งสอนการวางตัว การเข้าสังคม และการใส่หน้ากากเพื่อธุรกิจ ‘น้ำขุ่นไว้ใน น้ำใสไว้นอก’ อยู่เสมอ“พี่โตไม่เสียดาย แต่ทศเสียดายนี่ครับ อีกอย่างก็เพราะช่วยสืบเขาด้วย ที่เขาลือกันว่าพี่โตกับพี่สืบไม่ถูกกัน น่าจะข่าวลือใช่ไหมครับ”“เปล่า! เรื่องจริง” เต
เมื่อคำอธิษฐานจิตกรวดน้ำลงดินจบลง กอปรกับกรวดน้ำทองเหลืองที่บรรจุน้ำเปล่าสะอาดเอาไว้หยดลงดินจนถึงหยดสุดท้าย พลันมีสายลมเอื่อย ๆ พัดพาใบไม้แห้งที่อยู่บริเวณนั้นปลิวล่องลอยไปตามลมผ่านร่างทั้งสองไป หลวงพ่อที่ยืนอยู่หน้ากุฏิก็ยืนมองทั้งสองเช่นกัน แต่ภาพที่เห็นตรงหน้ากลับทำให้ร่องรอยความโศกเศร้ายิ่งปรากฏชัดในนัยน์ตา เบื้องหน้าแรกเริ่มก่อตัวเป็นเงาสีขาวค่อย ๆ แจ่มชัด ชายหนุ่มสองคนที่สวมชุดราชปะแตนเต็มยศนั่งยอง ๆ ใช้มือรองรับหยาดน้ำเหล่านั้นด้วยสีหน้ายิ้มแย้มพร้อมทั้งหันหน้ามายิ้มให้กันด้วยสายตาที่หวานเชื่อม ดูก็รู้ว่าไม่ใช่สายสัมพันธ์ฉันเพื่อน ครอบครัว แต่เป็นฉันท์คนรักเพศเดียวกัน ก่อนทั้งสองจะยืนขึ้นประนมมือไหว้มาทางหลวงพ่อที่ยืนอยู่ด้านหลัง ส่วนด้านหลังของสืบสานก็มีคนแก่อีกคนที่สวมชุดเฉกเช่นเดียวกันกับคนทั้งสอง เพียงแต่โจงกระเบนสีเขียวเข้มแตกต่างจากคนหนุ่มทั้งสองที่สวมสีน้ำเงิน แถมในมือยังมือไม้เท้าคอยพยุงตัวถืออยู่ด้านหน้าตัวเองในท่วงท่าที่ก้มมองเด็กทั้งสองด้วยสีหน้าราบเรียบ แต่แววตากลับเจือร่องรอยความอาลัย และความปีติยินดีเอาไว้ ความทุกข์ ความโศก ความเศร้า การรอคอย การยึดติด จบลงเพียงไม
ก่อนหน้าหลายเดือนจะถึงกำหนดการณ์การฉลองงานสมรสที่ยิ่งใหญ่ เกรียงไกรสมกับตำแหน่งสะใภ้คนโตของคุณาปกร ได้ยินว่าแค่แขกเหรื่อในวงการธุรกิจก็ร่วมร้อย ยังไม่รวมวงศาคณาญาติที่แตกสายออกไปเกือบร้อยคน งานนี้แขกในงานหลักพัน ทศวรรษถามย้ำกับแม่สามีย้ำ ๆ“งานไม่ใหญ่แน่นะครับคุณแม่” พรรณพิลัยยิ้มบาง ๆ ก่อนจะหัวเราะน้อย ๆ กับคนใช้คนสนิทอย่างศรีนวล“คุณทศอย่ากังวลไปเลยค่ะ งานเล็ก ๆ คนกันเองทั้งนั้น” ศรีนวลหัวเราะร่วนพลางตอบคำถามนั้น ดูจากสีหน้าของคนทั้งสองแล้ว คงไม่เล็กเท่าไหร่ ขนาดงานเลี้ยงฉลองวันเกิดคุณหญิงพรรณพิลัย คุณหญิง คุณนายต่าง ๆ ตีผมกะบังลมเดินกันให้ควั่ก ไหนจะญาติทั้งสองฝั่งอย่างท่านเจ้าสัว และคุณหญิงพรรณพิลัยเอง แค่บ้านทศวรรษ แม่เลี้ยงจันทร์ทิพย์นับแขกที่จะไปร่วมงานได้สองรถบัสคันใหญ่ จะบ้า! ยังไงก็เห็นชอบจากผู้ใหญ่ทั้งสองฝั่งเขาและสืบสานจะทำอะไรได้ เลือกดูเฉดสีเสื้อผ้าในงานวันแต่งจนหัวหมุนไปหมด พวกสามสาวก็ดีใจมาก อีกทั้งไม่ได้จ้างดีไซเนอร์ค่าตัวแพง ๆ จากที่ไหนไกล เป็นปลายฟ้าที่บรรจงบินไปถึงฝรั่งเศสเพื่อเลือกผ้าโดยเฉพาะ รวมไปถึงพวกมุกและคริสตัลที่ปักมือ แม้จะสวมชุดสูทแต่ทว่าเนื้อผ้าด้านในเป็







