FAZER LOGINปลายฟ้า : “เช็ดน้ำตาแล้วมากินข้าว ผอมกะหร่องขนาดนี้ดีที่ไม่ขาดสารอาหารไปซะก่อน” ทศวรรษเดินตามไปยังห้องครัว เห็นต้นตาลควงสากด้วยท่าทางคล่องแคล่ว
ต้นตาล : “นั่งรอแดกอย่างเดียวเลยค่ะคุณทศ วันนี้แม่ครัวหัวป่ามาเอง…รับรองอร่อยชัวร์”
มะเดี่ยว : “คงไม่ใช่คนกินตาย คนคายรอดนะคะอีต้น”
ต้นตาล : “เดี๋ยวก็ทุบด้วยสากเลยอีนี่”
ภายในห้องครัวก็มีเสียงครกสากกระทบกัน บ้างเสียงจิกกัดของบรรดาเพื่อน ๆ ที่ทำให้ภายในห้องที่ไร้ชีวิตชีวาก่อนหน้ากลับมีเสียงหัวเราะครึกครื้นของคนทั้งสี่ดังลอดออกมาอีกครั้ง
ปลายฟ้า : “แม่งคิดได้ไงวะ ส้มตำกับโรเซ่”
ต้นตาล : “อีห่า! ที่นี่ไม่ใช่ภัตตาคาร 5 ดาว มึงจะแดกวิสกี้ขวดละหมื่นกับจิ้มแจ่วปลาร้ายังไงก็ได้ทั้งนั้น”
ปลายฟ้า : “แต่ก็เข้ากันดี…ใช่มะอีทศ”
ทศวรรษ : “อือ…อยู่ที่ความพอใจ”
ปลายฟ้า : “เห็นมะ”
ปลายฟ้าว่าพลางพยักพเยิดหน้าไปทางทศวรรษที่เห็นด้วยกับความคิดของตัวเอง เมื่อสุรากับแกล้มพร่องไปส่วนหนึ่งก็ถึงเวลาเปิดเปรยความรู้สึก บางครั้งความอัดอั้นตันใจก็ต้องอาศัยเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นตัวกระตุ้น
ต้นตาล : “อย่าว่างั้นว่างี้เลยนะอีทศ เมื่อก่อนที่กูเคยเตือนมึงว่าอย่าเอาชีวิตไปผูกติดกับใครมากเกินไปก็เพราะแบบนี้ ไม่มีใครจะอยู่กับเราไปตลอด…นอกจากตัวเราเอง” อีกสองคนที่เหลือพยักหน้าเห็นด้วย น้ำเสียงและจังหวะจะโคนที่ต้นตาลเอ่ยออกมาทำให้ทศวรรษพยักหน้าคล้อยตามได้ไม่ยาก
ทศวรรษ : “ก็คงจะจริง”
สามคนที่เหลือต่างก็คิดว่าสืบสานคงจะโคม่า โอกาสรอดคงมีน้อยเต็มที
มะเดี่ยว : “แล้วมึงจะทำยังไงต่อไป”
ทศวรรษ : “ไม่รู้สิ กูมืดแปดด้านไปหมด” ทศวรรษจ้องมองของเหลวสีชมพูใสในแก้วไวน์ตรงหน้าด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนักเมื่อเอ่ยถึงเรื่องนี้
ปลายฟ้า : “ชีวิตก็ยังดำเนินต่อไปไม่ใช่เหรอไง คนเรามีพบต้องมีจากเป็นธรรมดา ไม่จากเป็นก็จากตายไปสักวันหนึ่ง” ทศวรรษนั่งเงียบอยู่อย่างนั้นไม่ได้ปริปากพูดอะไรออกไปอีก
ถ้าหากสืบสานตายไปเขาก็คงจะทำใจได้ง่ายกว่านี้ แต่นี่กลับตรงกันข้าม แม้ว่าสืบสานจะยืนต่อหน้าแต่กลับไม่สามารถคว้าอีกฝ่ายมาโอบกอดได้อย่างใจนึก สีหน้าแววตาและท่าทางที่อีกฝ่ายตั้งตัวเป็นอริกับเขาทำให้ทศวรรษตั้งตัวไม่ถูกเหมือนกัน
ถ้อยคำมากมายติดอยู่ในคอ…เอื้อนเอ่ยไม่ออกสักประโยค
แล้วอาการหลงลืมหลังอุบัติเหตุอาจเป็นเพียงอุปสรรคอย่างหนึ่งที่เข้าต้องฝ่ามันไปให้ได้ ทุกสิ่งทุกอย่างมันค้างคาไปหมดในความคิดของทศวรรษ จะถอดใจก็กลัวว่าสืบสานคนเดิมจะกลับมา จะเดินหน้าต่อก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ที่ความทรงจำทั้งหมดจะกลับมาหรืออาจลืมเลือนไปตลอดชีวิต ระหว่างทางอีกฝ่ายไม่ให้ความร่วมมือแม้แต่น้อยจะให้เขาไม่รู้สึกมืดแปดด้านได้ยังไง
ได้แต่ฝืนกลืนความทรมานนั้นลงไป ปกปิดความอ่อนแอนั้นด้วยท่าทีแข็งกร้าวอยากเอาชนะ แต่ความจริงแล้วไม่มีผู้แพ้ผู้ชนะตั้งแต่เริ่ม กลับกลายเป็นว่าใครจดจำได้มากกว่าและไม่ยอมปล่อยวาง คนนั้น ๆ ก็เจ็บปวดที่สุดอย่างช่วยไม่ได้
มะเดี่ยว : “กูละแปลกใจมี 3 ห้องนอน แต่มึงปิดไม่ใช้งานห้องนึงกูงงมากค่ะ”
ทศวรรษ : “เป็นห้องส่วนตัวของสืบเขา เขาขอเอาไว้ห้องนึง”
ต้นตาล : “ยังกะห้องแห่งความลับ…อย่าบอกนะว่ามึงก็ไม่เคยเข้าไปน่ะ”
ทศวรรษพยักหน้าเป็นเชิงยอมรับ
ต้นตาลเอามือทาบอกก่อนจะทำหน้าไม่เชื่อแบบโอเว่อแอคติ้ง “โอ้มายก๊อด แล้วพี่สืบไม่เคยบอกมึงเลยเหรอว่าภายในห้องนั้นเขาเก็บอะไรและทำอะไรไว้”
ทศวรรษ : “ไม่เคยและกูก็ไม่คิดถาม”
มะเดี่ยว : “เอ้า! แต่ก็สมกับเป็นฮีค่ะ”
ทศวรรษ : “ก็คงมีสักวันที่กูมีความกล้ามากพอ…พอที่จะเปิดมัน”
ต้นตาล : “ช่างเถอะ เรื่องอื่นค่อยว่ากัน ว่าแต่พี่สืบ…”
ทศวรรษ : “ไม่ค่อยโอเคเท่าไหร่”
ไม่มีใครกล้าถามต่อว่า “ไม่ค่อยโอเคเท่าไหร่ “ของเพื่อนสาวมีความนัยอะไร คนเราเสียคนรักไปกะทันหันก็คงจะตั้งตัวไม่ทันกันทั้งนั้น และที่มะเดี่ยวเอ่ยถามก็เพราะแปลกใจ ทุกครั้งที่มาปาร์ตี้ที่ห้องของอีทศเพื่อนรัก พวกเขา 3 คนร่างชายฉกรรจ์กลับต้องนอนยัดกันอยู่ภายในห้องนี้จนต้องมีเตียงเสริมเพราะแค่ลำพังอีต้นที่หุ่นเหมือนมีควายก็กินพื้นที่บนเตียงไปเกือบครึ่ง เพราะอีพี่สืบขี้หวงมาก ๆ เวลาไปสังสรรค์ที่คลับบาร์ฮีต้องตามก้นอีทศไปเฝ้าเหมือนยักษ์ปักหลั่น
มีเก้ง กวางที่ไหนบ้างไม่อิจฉาความรักของคนทั้งสอง แต่พอมาตอนนี้การที่ยึดติดและฝากชีวิตอีกครึ่งหนึ่งไว้ในฝ่ามือของอีกคนกลับกลายเป็นดาบสองคม ยามขมขื่นความหวานชื่นก่อนหน้าเทียบไม่ได้สักกระผีกริ้นดังเช่นทศวรรษต้องพบเจอ
ส่วนภพพานนั้นยืนตัวลีบอยู่ด้านหลังเสี่ยโต ที่งานนี้แต่งตัวปาดผมมาอย่างหล่อเหลา มีคนเหลียวมองตลอดทางจนทำให้ภพพานรู้สึกประหม่าวางตัวไม่ถูกขึ้นมาเสียดื้อ ๆ แต่พอได้ยินประโยคที่พ่อและแม่ทั้งสองฝั่งกำลังอวยพรคู่แต่งงานเพศเดียวกันบนเวที คนเจ้าน้ำตาอย่างเขาถึงกับน้ำตาซึม“ไง…ซึ้งมากหรือไง” เตวินทร์พูดแหย่ ในขณะที่มือหนึ่งกำลังถือแก้วเหล้าทรงเตี้ยที่สำหรับใส่เหล้าขาว ในงานไม่มีไวน์อย่างที่คิดไว้แฮะ มีแต่เครื่องดื่มในไลน์การผลิตของ KUNA ที่เรียงรายให้แขกเลือกดื่มตามใจชอบ ส่วนเครื่องดื่มหลักที่คู่แต่งงานกำลังรินที่ถูกจัดแต่งแต่ละชั้นอย่างประณีตเป็นเหล้าขาวที่เจือด้วยสีชมพูอ่อนเป็นเหล้าขาวที่ผสมด้วยลำไยเนื้อชมพูที่มาจากจังหวัดลำพูนมาถึงเวลาการโยนช่อดอกไม้ ดอก LIly of the valley ในมือทศวรรษที่เดินถือขึ้นมาบนเวทีถูกมอบให้สืบสาน คนข้างล่างเวทีโห่แซวเพราะความหมายของมันคือ Return to happiness ช่อดอกไม้ที่ทศวรรษเลือกใช้เป็นดอกสแตติส (Statice) ดอกสีม่วงที่กลีบดอกเป็นแฉกเหมือนดวงดาวแถมความหมายของมันเหมาะกับพวกเขาทั้งคู่เป็นอย่างมาก “ความรู้สึกดี ๆ ที่ยังคงอยู่ตลอดไป ความรักที่ยั่งยืน ความทรงจำ และความส
เงินทองส่วนใหญ่เก็บไว้ในธนาคาร แทบไม่เคยเอาออกมาใช้ และส่วนใหญ่ก็เป็นเด็กทั้งสองที่หามาเอง กว่าจะมีวันนี้ไม่ง่าย และเขาก็คิดไม่ผิด ความมุมานะของเด็กทั้งสองคนออกดอกออกผลผลิบานในที่สุด ความสำเร็จของลูกชายและลูกเขยส่วนหนึ่งมาจากแรงสนับสนุนทางบ้านทั้งสองฝั่งที่เห็นพ้องไปในทางเดียวกัน ทำให้เด็กทั้งสองออกวิ่งได้อย่างเต็มที่ไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลังเหมือนอย่างที่แล้วมา พ่อเลี้ยงสมบูรณ์น้ำตาซึม เขาตบหลังโอบกอดลูกชายทั้งสองสักพักก่อนจะถอยกลับไปยังด้านหลัง แม่เลี้ยงจันทร์ทิพย์เองก็ยกผ้าเช็ดหน้ามาเช็ดน้ำตาให้กับสามี“พ่อมึงเนี่ยน้า…” ทั้งสองยิ้มให้กันก่อนจะมองบ่าวสาวตรงหน้าด้วยสีหน้าเปี่ยมสุข มาถึงพรรณพิลัย เสียงสะอื้นดังมาไม่ขาดสายเธอปาดน้ำตาบนใบหน้านั้นป้อย ๆ ก่อนจะฉีกยิ้มให้คนทั้งคู่“กว่าจะมีวันนี้เหนื่อยกันมากเลยสินะ” สืบสานกอบกุมมือบางนั้นแน่นพลางบีบกระชับเป็นระยะ“แต่แม่ก็ดีใจที่ลูกทั้งสองจับมือกันมาถึงวันนี้ แม่ดีใจมากจริง ๆ และจะดีใจมากกว่านี้ถ้าลูกทั้งสองจับมือกันไปตลอด” พรรณพิลัยสะอื้นฮักก่อนจะเอ่ยต่อ“เมื่อก่อนแม่เคยคิดว่าสิ่งที่ทำลงไปดีที่สุดและเหมาะสมที่สุดสำหรับลูก แต่ไม่กลับไม่เคยถ
งานแต่งจัดขึ้นที่โรงแรมระดับห้าดาวใจกลางเมืองกรุงเทพฯ ปิดโรงแรมโดยเฉพาะเพื่อให้เครือญาติทางฝั่งของทศวรรษได้เข้าพัก และอำนวยความสะดวกให้กับเหล่ามิตรสหายของทั้งสองคนที่บ้างเดินทางมาจากต่างจังหวัดเพื่อเข้าร่วมงานเลี้ยงฉลองสมรสครั้งนี้ จะว่าเลี้ยงฉลองก็ไม่ใช่เรียกว่าแต่งงานใหม่อีกครั้งกับคนเดิมจะเหมาะกว่าธีมในงานเป็นสีเอิร์ธโทน เป็นกลุ่มสีธรรมชาติ หรือสีที่เลียนแบบธรรมชาติ เช่นน้ำตาล เทา เบจ เป็นงานแต่งแบบอบอุ่น ไม่ฉูดฉาด ชุดเพื่อนเจ้าสาวต่างก็สวมกระโปรงตีกะบังลมหน้าเพื่องานนี้โดยเฉพาะ โดยเฉพาะสามสาวคนสนิทของทศวรรษที่อยู่ด้วยกันแทบจะทุกช่วงเวลาของช่วงชีวิต ทศวรรษกล้าพูดได้เต็มปากเลยว่า หากขาดคนใดคนหนึ่งในที่แห่งนี้ไป ทศวรรษคนนี้ก็ยังเป็นเพียงทศวรรษเด็กต่างจังหวัดปอน ๆ คนหนึ่งที่เข้ากรุงฯ เพื่อมาหาจุดมุ่งหมายในชีวิต อาจเป็นเพียงอีทศตุ๊ดเด็กคนหนึ่งไม่ใช่ทศวรรษนักธุรกิจหน้าใหม่ไฟแรงที่ถูกจัดอันดับนักธุรกิจหน้าใหม่ไฟแรงในปี 2025 พวกเขาทั้งสี่คนต่างจับจูงมือกันมาไกลกว่าที่คิด กว่าจะมาถึงจุดจุดนี้ได้เรียกว่ารากเลือดกันเลยทีเดียว ทั้งเรื่องธุรกิจ ความรัก ครอบครัว หลายครั้งที่ชีวิตเป๋ไปเป๋มาเหมื
“ใครว่าพี่หยอก พี่เอาจริง”“ว้า…” ทศวรรษทำทีทัดผมที่หลังหู แหวนเพชรที่นิ้วนางด้านซ้ายพอต้องแสงไฟก็ส่องประกายวูบวาบ เม็ดโตเท่าเม็ดถั่วแระญี่ปุ่นไม่เห็นก็ตาบอดเต็มที!“ผมไม่ใช่คนตัวเปล่าเล่าเปลือย คงทำให้พี่โตสมหวังไม่ได้” เตวินทร์ยกบรั่นดีขึ้นมาจิบด้วยมุมปากที่ยกยิ้มพลางโครงศีรษะน้อย ๆ“มาหาพี่ คงไม่ได้ตั้งใจจะมาแจกการ์ดให้พี่เจ็บช้ำน้ำใจซ้ำ ๆ หรอกใช่มะ”“แหมพี่โต ผมมาขอบคุณและอยากจะขอโทษพี่เรื่องนั้นต่างหาก เห็นว่าพี่เองก็เสียหายเยอะเหมือนกัน” เตวินทร์กางขาเปลี่ยนอิริยาบถก่อนจะโน้มตัวเข้ามาหาทศวรรษที่นั่งตรงข้าม“ถ้าทศพอใจ เงินแค่นี้จะนับเป็นอะไรได้” น้ำเสียงแหบพร่าแฝงไปด้วยความเย้าหยอก คารมเสี่ยโตเขาระดับพระกาฬจริง ๆ ทศวรรษปั้นหน้ายิ้ม อีกทั้งเขายังมีประสบการณ์โชกโชนที่ทางบ้านคุณาปกรลากเขาออกงานแทบจะวันเว้นวัน พบปะผู้คนมากมาย และท่านเจ้าสัวก็สั่งสอนการวางตัว การเข้าสังคม และการใส่หน้ากากเพื่อธุรกิจ ‘น้ำขุ่นไว้ใน น้ำใสไว้นอก’ อยู่เสมอ“พี่โตไม่เสียดาย แต่ทศเสียดายนี่ครับ อีกอย่างก็เพราะช่วยสืบเขาด้วย ที่เขาลือกันว่าพี่โตกับพี่สืบไม่ถูกกัน น่าจะข่าวลือใช่ไหมครับ”“เปล่า! เรื่องจริง” เต
เมื่อคำอธิษฐานจิตกรวดน้ำลงดินจบลง กอปรกับกรวดน้ำทองเหลืองที่บรรจุน้ำเปล่าสะอาดเอาไว้หยดลงดินจนถึงหยดสุดท้าย พลันมีสายลมเอื่อย ๆ พัดพาใบไม้แห้งที่อยู่บริเวณนั้นปลิวล่องลอยไปตามลมผ่านร่างทั้งสองไป หลวงพ่อที่ยืนอยู่หน้ากุฏิก็ยืนมองทั้งสองเช่นกัน แต่ภาพที่เห็นตรงหน้ากลับทำให้ร่องรอยความโศกเศร้ายิ่งปรากฏชัดในนัยน์ตา เบื้องหน้าแรกเริ่มก่อตัวเป็นเงาสีขาวค่อย ๆ แจ่มชัด ชายหนุ่มสองคนที่สวมชุดราชปะแตนเต็มยศนั่งยอง ๆ ใช้มือรองรับหยาดน้ำเหล่านั้นด้วยสีหน้ายิ้มแย้มพร้อมทั้งหันหน้ามายิ้มให้กันด้วยสายตาที่หวานเชื่อม ดูก็รู้ว่าไม่ใช่สายสัมพันธ์ฉันเพื่อน ครอบครัว แต่เป็นฉันท์คนรักเพศเดียวกัน ก่อนทั้งสองจะยืนขึ้นประนมมือไหว้มาทางหลวงพ่อที่ยืนอยู่ด้านหลัง ส่วนด้านหลังของสืบสานก็มีคนแก่อีกคนที่สวมชุดเฉกเช่นเดียวกันกับคนทั้งสอง เพียงแต่โจงกระเบนสีเขียวเข้มแตกต่างจากคนหนุ่มทั้งสองที่สวมสีน้ำเงิน แถมในมือยังมือไม้เท้าคอยพยุงตัวถืออยู่ด้านหน้าตัวเองในท่วงท่าที่ก้มมองเด็กทั้งสองด้วยสีหน้าราบเรียบ แต่แววตากลับเจือร่องรอยความอาลัย และความปีติยินดีเอาไว้ ความทุกข์ ความโศก ความเศร้า การรอคอย การยึดติด จบลงเพียงไม
ก่อนหน้าหลายเดือนจะถึงกำหนดการณ์การฉลองงานสมรสที่ยิ่งใหญ่ เกรียงไกรสมกับตำแหน่งสะใภ้คนโตของคุณาปกร ได้ยินว่าแค่แขกเหรื่อในวงการธุรกิจก็ร่วมร้อย ยังไม่รวมวงศาคณาญาติที่แตกสายออกไปเกือบร้อยคน งานนี้แขกในงานหลักพัน ทศวรรษถามย้ำกับแม่สามีย้ำ ๆ“งานไม่ใหญ่แน่นะครับคุณแม่” พรรณพิลัยยิ้มบาง ๆ ก่อนจะหัวเราะน้อย ๆ กับคนใช้คนสนิทอย่างศรีนวล“คุณทศอย่ากังวลไปเลยค่ะ งานเล็ก ๆ คนกันเองทั้งนั้น” ศรีนวลหัวเราะร่วนพลางตอบคำถามนั้น ดูจากสีหน้าของคนทั้งสองแล้ว คงไม่เล็กเท่าไหร่ ขนาดงานเลี้ยงฉลองวันเกิดคุณหญิงพรรณพิลัย คุณหญิง คุณนายต่าง ๆ ตีผมกะบังลมเดินกันให้ควั่ก ไหนจะญาติทั้งสองฝั่งอย่างท่านเจ้าสัว และคุณหญิงพรรณพิลัยเอง แค่บ้านทศวรรษ แม่เลี้ยงจันทร์ทิพย์นับแขกที่จะไปร่วมงานได้สองรถบัสคันใหญ่ จะบ้า! ยังไงก็เห็นชอบจากผู้ใหญ่ทั้งสองฝั่งเขาและสืบสานจะทำอะไรได้ เลือกดูเฉดสีเสื้อผ้าในงานวันแต่งจนหัวหมุนไปหมด พวกสามสาวก็ดีใจมาก อีกทั้งไม่ได้จ้างดีไซเนอร์ค่าตัวแพง ๆ จากที่ไหนไกล เป็นปลายฟ้าที่บรรจงบินไปถึงฝรั่งเศสเพื่อเลือกผ้าโดยเฉพาะ รวมไปถึงพวกมุกและคริสตัลที่ปักมือ แม้จะสวมชุดสูทแต่ทว่าเนื้อผ้าด้านในเป็







