LOGINสภาพของผู้บริหารผู้เข้มแข็งแปรเปลี่ยนมาเป็นทศวรรษคนที่ถูกคู่ชีวิตลืมเลือน เมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อนหน้า ที่ตรงนี้ตรงหน้าประตูยังคงมีภาพจำระหว่างพวกเขาสองคนที่กำลังคลอเคลียภาพที่เขากำลังออดอ้อนสืบสาน
ทศวรรษถอดรองเท้าไว้ที่ชั้นวาง สวมรองเท้าภายในบ้านกล่าวประโยคที่ชินปาก
“กลับมาแล้วครับ” แล้วก็จะมีสืบสานคอยลูบหัวอยู่ด้านหลัง
“ยินดีต้อนรับกลับบ้าน” ทศวรรษหันกลับไปมองหน้าประตูมีเพียงแต่ความว่างเปล่า แผ่นหลังงองุ้มค่อย ๆ เดินลากผ่านไปยังแต่ละที่ ใช้ฝ่ามือลูบสัมผัสกับตู้ ชั้นวางต่าง ๆ บนตู้เหล่านั้นต่างก็มีรูปถ่ายของพวกเขาทั้งคู่ ของสะสม ฟิกเกอร์ ผนังข้างโซฟาก็มีรูปถ่ายผืนใหญ่เป็นภาพที่มีความหมายสำหรับทศวรรษมากที่สุด เป็นภาพที่แสดงว่าเราต่างก็เป็นเจ้าของกันและกันอย่างสมบูรณ์
และคอนโดห้องนี้พวกเขาตัดสินใจซื้อและย้ายเข้ามาอยู่หลังจากจดทะเบียนกันได้ไม่นาน ก่อนหน้าที่จะแต่งงานไม่ว่าจะเป็นรถทั้งสองคัน และคันที่สืบสานเกิดอุบัติเหตุทศวรรษเป็นเจ้าของ สืบสานไม่คิดอยากจะครอบครองสินทรัพย์อะไรทั้งนั้น ต่างก็ให้ทศวรรษเป็นเจ้าของแต่เพียงผู้เดียว แต่เพราะห้องนี้คือน้ำพักน้ำแรงของเรา แม้ว่าทางบ้านของสืบสานจะร่ำรวยมากและทศวรรษก็ไม่เคยอยากจะกอบโกยอะไรจากสืบสาน
ห้องหลังนี้จึงเป็นกรรมสิทธิ์ของทั้งสองคน
บัดนี้เสียงหัวเราะ เสียงโวยวาย เสียงเย้าแหย่ บ้านหลังนี้ที่เคยเปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวาตอนนี้กลับกว้างขวางใหญ่โตเสียจนน่าใจหาย
กลิ่นกับข้าว กลิ่นกาแฟก็ไม่ได้ตลบอบอวลไปคับห้องนานแค่ไหนแล้ว ทศวรรษกึ่งนอนกึ่งนั่งแผ่หลาอยู่บนโซฟาในห้องรับแขกด้วยสภาพร่างกายที่เหี่ยวเฉา
บ้านที่ไม่มีสืบสาน…จะเรียกว่าบ้านได้อย่างไร เขายอมรับว่าตัวเองอ่อนแอ ไม่เข้มแข็ง ผูกติดชีวิตกับคนข้าง ๆ มากเกินไป เพื่อนฝูงเคยบอกเขาหลายครั้งหากสืบสานไม่ใช่คนดี เขาคงโดนปอกลอกจนหมดตัว การเงินของบริษัทก็เป็นสืบสานที่ดูแล หากสืบสานไม่ได้ดีเสมอต้นเสมอปลายเขาก็คงไม่รักและไว้ใจอีกฝ่ายมากมายขนาดนี้
การจากลามาเร็วไป เร็วเสียจนทศวรรษไม่ทันได้ตั้งตัว
แม้ว่าสืบสานจะยังคงมีชีวิต ยืนอยู่ตรงหน้าเขา แต่ทว่าแววตา ความรู้สึกกลับเปลี่ยนไป ไม่ต่างอะไรจากคนที่ตายจากไปแล้ว ความเหนื่อยล้าสะสมมาตลอดหลายสัปดาห์พอได้นอนตากแอร์สบาย ๆ แบบนี้สองตาพลันหนักอึ้ง แต่เสียงติ้งต่องของอินเตอร์โฟนที่ดังขึ้นทำให้เขาสะดุ้งตื่น สองมือขยี้ตาก่อนจะลุกไปดูที่หน้าจอ พอเห็นใบหน้าที่คุ้นเคยเท่านั้นแหละ น้ำตาที่เหือดแห้งพลันจะไหลออกมาอีกครา
เสียงเจี๊ยวจ๊าวของบรรดาเพื่อนสาวที่นัดมารวมตัวกันในห้องของทศวรรษ ตั้งแต่ที่มีการรายงานข่าวเรื่องอุบัติเหตุของทายาทเจ้าสัวคนดังอีทศเพื่อนตัวดีก็หายเงียบเข้ากลีบเมฆ ไม่หือไม่อือ ไลน์ไม่ตอบ กลิ่นตุ ๆ โชยออกมาจนบรรดาเพื่อน ๆ อดที่จะเป็นห่วงไม่ได้ ดูจากสภาพเจ้าของห้องแล้วยังไงก็ร้ายกว่าดี แต่ก็ไม่มีใครปริปากถามเรื่องสะเทือนใจออกไปในตอนนี้
อีทศเพื่อนของเขาต้องการกำลังใจเป็นอย่างมาก และพวกเขาก็ยืนอยู่ตรงนี้แล้ว มะเดี่ยว ต้นตาล ปลายฟ้า แม้ยังไม่ครบองค์ประชุมเพราะอายุมากขึ้นทุกคนต่างแยกย้ายไปมีเส้นทางของตัวเอง บ้างมีครอบครัว มีภารกิจติดพันทำให้ห่างหายกันไปตามกาลเวลา แต่ก็มีนัดพบปะกันบ้าง แต่ที่ยังไปมาหาสู่กันหลัก ๆ ก็มีกันแค่นี้ แต่ละคนซื้อของติดไม้ติดมือมาเยี่ยม ดูก็รู้ว่าเพื่อนสาวกำลังมีไข้ใจ บางทีอาการของสืบสานอาจจะโคม่า ไม่ก็นอนเป็นผักอาจกลับมาไม่เหมือนเดิมดูได้จากสภาพรถที่พังยับเยิน แถมยังถูกบีบอัดอย่างน่าสยดสยอง รอดมาได้ก็ถือว่าเก่งแล้ว
“ไงคะหายหน้าหายตาไปนาน หากพวกกูไม่มามึงก็ไม่คิดจะโผล่หัวออกมาเจอเลยงั้นสิ” มะเดี่ยวแวด ๆ ทันทีเมื่อบานประตูเปิดออก วางของลงบนโต๊ะกินข้าวในห้องครัวก่อนจะเดินมานั่งข้าง ๆ ทศวรรษที่นั่งหงอยอยู่ที่โซฟา สามคนมองหน้ากัน พลางถอนหายใจ แต่ละคนก็เลยมะรุมมะตุ้มโอบกอดเพื่อนรัก โยกคลอนไปมาหวังอยากจะปลอบเพื่อนสาวให้หายเศร้า
ต้นตาล : “อยากร้องก็ร้อง ร้องไห้พอนะอีทศ”
ปลายฟ้า : “มามะมาให้เพื่อนสาวกอดปลอบ”
ยิ่งได้ฟังถ้อยคำปลอบประโลมเหล่านั้นทศวรรษยิ่งเศร้าซึมมากกว่าเดิม จากที่กลั้นน้ำตาไว้แต่แรกก็ปล่อยโฮจนร่างกายสะอื้น เสียงร้องของทศวรรษทำเอาสามคนที่เหลือตาแดงก่ำไปตาม ๆ กัน ได้แต่นั่งเป็นเพื่อนให้เจ้าตัวร้องไห้ให้หนำใจจนกว่าจะสงบลงเอง ไม่มีใครถามอะไรเพราะรู้ดีว่าเจ้าตัวไม่พร้อมที่จะพูดมันออกมา เรื่องแบบนี้ต้องใช้เวลา…และพวกเขาเป็นเพียงเพื่อนสนิทที่ไม่อาจเข้าไปตัดสินใจแทนเอง ไม่ว่าทศวรรษจะเลือกเส้นทางไหนพวกเขาก็พร้อมที่จะคอยซัปพอร์ตและเคารพการตัดสินใจนั้น หากบางเรื่องที่ตึงเกินไปก็อาจจะว่ากล่าวตักเตือนกันเล็กน้อย เราต่างก็ไม่ใช่วัยรุ่นที่ไม่ประสีประสา อายุอานามก็เข้าเลข 3 กันทุกคนแล้ว
ส่วนภพพานนั้นยืนตัวลีบอยู่ด้านหลังเสี่ยโต ที่งานนี้แต่งตัวปาดผมมาอย่างหล่อเหลา มีคนเหลียวมองตลอดทางจนทำให้ภพพานรู้สึกประหม่าวางตัวไม่ถูกขึ้นมาเสียดื้อ ๆ แต่พอได้ยินประโยคที่พ่อและแม่ทั้งสองฝั่งกำลังอวยพรคู่แต่งงานเพศเดียวกันบนเวที คนเจ้าน้ำตาอย่างเขาถึงกับน้ำตาซึม“ไง…ซึ้งมากหรือไง” เตวินทร์พูดแหย่ ในขณะที่มือหนึ่งกำลังถือแก้วเหล้าทรงเตี้ยที่สำหรับใส่เหล้าขาว ในงานไม่มีไวน์อย่างที่คิดไว้แฮะ มีแต่เครื่องดื่มในไลน์การผลิตของ KUNA ที่เรียงรายให้แขกเลือกดื่มตามใจชอบ ส่วนเครื่องดื่มหลักที่คู่แต่งงานกำลังรินที่ถูกจัดแต่งแต่ละชั้นอย่างประณีตเป็นเหล้าขาวที่เจือด้วยสีชมพูอ่อนเป็นเหล้าขาวที่ผสมด้วยลำไยเนื้อชมพูที่มาจากจังหวัดลำพูนมาถึงเวลาการโยนช่อดอกไม้ ดอก LIly of the valley ในมือทศวรรษที่เดินถือขึ้นมาบนเวทีถูกมอบให้สืบสาน คนข้างล่างเวทีโห่แซวเพราะความหมายของมันคือ Return to happiness ช่อดอกไม้ที่ทศวรรษเลือกใช้เป็นดอกสแตติส (Statice) ดอกสีม่วงที่กลีบดอกเป็นแฉกเหมือนดวงดาวแถมความหมายของมันเหมาะกับพวกเขาทั้งคู่เป็นอย่างมาก “ความรู้สึกดี ๆ ที่ยังคงอยู่ตลอดไป ความรักที่ยั่งยืน ความทรงจำ และความส
เงินทองส่วนใหญ่เก็บไว้ในธนาคาร แทบไม่เคยเอาออกมาใช้ และส่วนใหญ่ก็เป็นเด็กทั้งสองที่หามาเอง กว่าจะมีวันนี้ไม่ง่าย และเขาก็คิดไม่ผิด ความมุมานะของเด็กทั้งสองคนออกดอกออกผลผลิบานในที่สุด ความสำเร็จของลูกชายและลูกเขยส่วนหนึ่งมาจากแรงสนับสนุนทางบ้านทั้งสองฝั่งที่เห็นพ้องไปในทางเดียวกัน ทำให้เด็กทั้งสองออกวิ่งได้อย่างเต็มที่ไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลังเหมือนอย่างที่แล้วมา พ่อเลี้ยงสมบูรณ์น้ำตาซึม เขาตบหลังโอบกอดลูกชายทั้งสองสักพักก่อนจะถอยกลับไปยังด้านหลัง แม่เลี้ยงจันทร์ทิพย์เองก็ยกผ้าเช็ดหน้ามาเช็ดน้ำตาให้กับสามี“พ่อมึงเนี่ยน้า…” ทั้งสองยิ้มให้กันก่อนจะมองบ่าวสาวตรงหน้าด้วยสีหน้าเปี่ยมสุข มาถึงพรรณพิลัย เสียงสะอื้นดังมาไม่ขาดสายเธอปาดน้ำตาบนใบหน้านั้นป้อย ๆ ก่อนจะฉีกยิ้มให้คนทั้งคู่“กว่าจะมีวันนี้เหนื่อยกันมากเลยสินะ” สืบสานกอบกุมมือบางนั้นแน่นพลางบีบกระชับเป็นระยะ“แต่แม่ก็ดีใจที่ลูกทั้งสองจับมือกันมาถึงวันนี้ แม่ดีใจมากจริง ๆ และจะดีใจมากกว่านี้ถ้าลูกทั้งสองจับมือกันไปตลอด” พรรณพิลัยสะอื้นฮักก่อนจะเอ่ยต่อ“เมื่อก่อนแม่เคยคิดว่าสิ่งที่ทำลงไปดีที่สุดและเหมาะสมที่สุดสำหรับลูก แต่ไม่กลับไม่เคยถ
งานแต่งจัดขึ้นที่โรงแรมระดับห้าดาวใจกลางเมืองกรุงเทพฯ ปิดโรงแรมโดยเฉพาะเพื่อให้เครือญาติทางฝั่งของทศวรรษได้เข้าพัก และอำนวยความสะดวกให้กับเหล่ามิตรสหายของทั้งสองคนที่บ้างเดินทางมาจากต่างจังหวัดเพื่อเข้าร่วมงานเลี้ยงฉลองสมรสครั้งนี้ จะว่าเลี้ยงฉลองก็ไม่ใช่เรียกว่าแต่งงานใหม่อีกครั้งกับคนเดิมจะเหมาะกว่าธีมในงานเป็นสีเอิร์ธโทน เป็นกลุ่มสีธรรมชาติ หรือสีที่เลียนแบบธรรมชาติ เช่นน้ำตาล เทา เบจ เป็นงานแต่งแบบอบอุ่น ไม่ฉูดฉาด ชุดเพื่อนเจ้าสาวต่างก็สวมกระโปรงตีกะบังลมหน้าเพื่องานนี้โดยเฉพาะ โดยเฉพาะสามสาวคนสนิทของทศวรรษที่อยู่ด้วยกันแทบจะทุกช่วงเวลาของช่วงชีวิต ทศวรรษกล้าพูดได้เต็มปากเลยว่า หากขาดคนใดคนหนึ่งในที่แห่งนี้ไป ทศวรรษคนนี้ก็ยังเป็นเพียงทศวรรษเด็กต่างจังหวัดปอน ๆ คนหนึ่งที่เข้ากรุงฯ เพื่อมาหาจุดมุ่งหมายในชีวิต อาจเป็นเพียงอีทศตุ๊ดเด็กคนหนึ่งไม่ใช่ทศวรรษนักธุรกิจหน้าใหม่ไฟแรงที่ถูกจัดอันดับนักธุรกิจหน้าใหม่ไฟแรงในปี 2025 พวกเขาทั้งสี่คนต่างจับจูงมือกันมาไกลกว่าที่คิด กว่าจะมาถึงจุดจุดนี้ได้เรียกว่ารากเลือดกันเลยทีเดียว ทั้งเรื่องธุรกิจ ความรัก ครอบครัว หลายครั้งที่ชีวิตเป๋ไปเป๋มาเหมื
“ใครว่าพี่หยอก พี่เอาจริง”“ว้า…” ทศวรรษทำทีทัดผมที่หลังหู แหวนเพชรที่นิ้วนางด้านซ้ายพอต้องแสงไฟก็ส่องประกายวูบวาบ เม็ดโตเท่าเม็ดถั่วแระญี่ปุ่นไม่เห็นก็ตาบอดเต็มที!“ผมไม่ใช่คนตัวเปล่าเล่าเปลือย คงทำให้พี่โตสมหวังไม่ได้” เตวินทร์ยกบรั่นดีขึ้นมาจิบด้วยมุมปากที่ยกยิ้มพลางโครงศีรษะน้อย ๆ“มาหาพี่ คงไม่ได้ตั้งใจจะมาแจกการ์ดให้พี่เจ็บช้ำน้ำใจซ้ำ ๆ หรอกใช่มะ”“แหมพี่โต ผมมาขอบคุณและอยากจะขอโทษพี่เรื่องนั้นต่างหาก เห็นว่าพี่เองก็เสียหายเยอะเหมือนกัน” เตวินทร์กางขาเปลี่ยนอิริยาบถก่อนจะโน้มตัวเข้ามาหาทศวรรษที่นั่งตรงข้าม“ถ้าทศพอใจ เงินแค่นี้จะนับเป็นอะไรได้” น้ำเสียงแหบพร่าแฝงไปด้วยความเย้าหยอก คารมเสี่ยโตเขาระดับพระกาฬจริง ๆ ทศวรรษปั้นหน้ายิ้ม อีกทั้งเขายังมีประสบการณ์โชกโชนที่ทางบ้านคุณาปกรลากเขาออกงานแทบจะวันเว้นวัน พบปะผู้คนมากมาย และท่านเจ้าสัวก็สั่งสอนการวางตัว การเข้าสังคม และการใส่หน้ากากเพื่อธุรกิจ ‘น้ำขุ่นไว้ใน น้ำใสไว้นอก’ อยู่เสมอ“พี่โตไม่เสียดาย แต่ทศเสียดายนี่ครับ อีกอย่างก็เพราะช่วยสืบเขาด้วย ที่เขาลือกันว่าพี่โตกับพี่สืบไม่ถูกกัน น่าจะข่าวลือใช่ไหมครับ”“เปล่า! เรื่องจริง” เต
เมื่อคำอธิษฐานจิตกรวดน้ำลงดินจบลง กอปรกับกรวดน้ำทองเหลืองที่บรรจุน้ำเปล่าสะอาดเอาไว้หยดลงดินจนถึงหยดสุดท้าย พลันมีสายลมเอื่อย ๆ พัดพาใบไม้แห้งที่อยู่บริเวณนั้นปลิวล่องลอยไปตามลมผ่านร่างทั้งสองไป หลวงพ่อที่ยืนอยู่หน้ากุฏิก็ยืนมองทั้งสองเช่นกัน แต่ภาพที่เห็นตรงหน้ากลับทำให้ร่องรอยความโศกเศร้ายิ่งปรากฏชัดในนัยน์ตา เบื้องหน้าแรกเริ่มก่อตัวเป็นเงาสีขาวค่อย ๆ แจ่มชัด ชายหนุ่มสองคนที่สวมชุดราชปะแตนเต็มยศนั่งยอง ๆ ใช้มือรองรับหยาดน้ำเหล่านั้นด้วยสีหน้ายิ้มแย้มพร้อมทั้งหันหน้ามายิ้มให้กันด้วยสายตาที่หวานเชื่อม ดูก็รู้ว่าไม่ใช่สายสัมพันธ์ฉันเพื่อน ครอบครัว แต่เป็นฉันท์คนรักเพศเดียวกัน ก่อนทั้งสองจะยืนขึ้นประนมมือไหว้มาทางหลวงพ่อที่ยืนอยู่ด้านหลัง ส่วนด้านหลังของสืบสานก็มีคนแก่อีกคนที่สวมชุดเฉกเช่นเดียวกันกับคนทั้งสอง เพียงแต่โจงกระเบนสีเขียวเข้มแตกต่างจากคนหนุ่มทั้งสองที่สวมสีน้ำเงิน แถมในมือยังมือไม้เท้าคอยพยุงตัวถืออยู่ด้านหน้าตัวเองในท่วงท่าที่ก้มมองเด็กทั้งสองด้วยสีหน้าราบเรียบ แต่แววตากลับเจือร่องรอยความอาลัย และความปีติยินดีเอาไว้ ความทุกข์ ความโศก ความเศร้า การรอคอย การยึดติด จบลงเพียงไม
ก่อนหน้าหลายเดือนจะถึงกำหนดการณ์การฉลองงานสมรสที่ยิ่งใหญ่ เกรียงไกรสมกับตำแหน่งสะใภ้คนโตของคุณาปกร ได้ยินว่าแค่แขกเหรื่อในวงการธุรกิจก็ร่วมร้อย ยังไม่รวมวงศาคณาญาติที่แตกสายออกไปเกือบร้อยคน งานนี้แขกในงานหลักพัน ทศวรรษถามย้ำกับแม่สามีย้ำ ๆ“งานไม่ใหญ่แน่นะครับคุณแม่” พรรณพิลัยยิ้มบาง ๆ ก่อนจะหัวเราะน้อย ๆ กับคนใช้คนสนิทอย่างศรีนวล“คุณทศอย่ากังวลไปเลยค่ะ งานเล็ก ๆ คนกันเองทั้งนั้น” ศรีนวลหัวเราะร่วนพลางตอบคำถามนั้น ดูจากสีหน้าของคนทั้งสองแล้ว คงไม่เล็กเท่าไหร่ ขนาดงานเลี้ยงฉลองวันเกิดคุณหญิงพรรณพิลัย คุณหญิง คุณนายต่าง ๆ ตีผมกะบังลมเดินกันให้ควั่ก ไหนจะญาติทั้งสองฝั่งอย่างท่านเจ้าสัว และคุณหญิงพรรณพิลัยเอง แค่บ้านทศวรรษ แม่เลี้ยงจันทร์ทิพย์นับแขกที่จะไปร่วมงานได้สองรถบัสคันใหญ่ จะบ้า! ยังไงก็เห็นชอบจากผู้ใหญ่ทั้งสองฝั่งเขาและสืบสานจะทำอะไรได้ เลือกดูเฉดสีเสื้อผ้าในงานวันแต่งจนหัวหมุนไปหมด พวกสามสาวก็ดีใจมาก อีกทั้งไม่ได้จ้างดีไซเนอร์ค่าตัวแพง ๆ จากที่ไหนไกล เป็นปลายฟ้าที่บรรจงบินไปถึงฝรั่งเศสเพื่อเลือกผ้าโดยเฉพาะ รวมไปถึงพวกมุกและคริสตัลที่ปักมือ แม้จะสวมชุดสูทแต่ทว่าเนื้อผ้าด้านในเป็







