LOGIN"วันนี้มีประชุมไหม"
หมอหมอกเอ่ยถามพลางมองคนข้างกายที่กำลังเปิดแฟ้มเอกสารตรวจรายละเอียดระหว่างรอคนขับรถมารับ "มีครับ" แก้วใจเงยหน้าขึ้นตอบ "ประชุมเรื่องปรับปรุงทางเดินบริเวณห้องซักรีดครับ พื้นเดิมเริ่มชำรุดแล้ว ผมเลยให้ฝ่ายวิศวกรรมประเมินงบประมาณ" "อ๋อ...ใช้งบเท่าไหร่" "ถ้าปรับปรุงทั้งหมดให้ได้มาตรฐานก็ประมาณล้านกว่าครับ" หมอหมอกหัวเราะเบา ๆ ก่อนแกล้งแซว "ยอมจ่ายเป็นล้าน เพื่อให้พนักงานเดินได้ปลอดภัยและสบายขึ้น แต่ตัวเองกลับยอมกินมาม่าที่บ้าน" แก้วใจหัวเราะเขิน ๆ ก่อนยักไหล่ "ก็เงินส่วนนั้นเป็นงบของบริษัทนี่ครับ ถ้าทำแล้วทุกคนทำงานได้ปลอดภัยขึ้น ผมว่าคุ้ม" คำตอบเรียบง่ายของแก้วใจทำให้หมอหมอกยิ้มอย่างภูมิใจ เขารู้ดีว่าคนตรงหน้าไม่เคยเสียดายเงิน หากเป็นเรื่องคุณภาพชีวิตของลูกน้อง วันนี้แก้วใจอยู่ในชุดสูทสีเข้มในฐานะผู้บริหารเต็มตัว บุคลิกอ่อนโยนที่เคยมีกลับแฝงด้วยความสุขุมและน่าเชื่อถืออย่างเห็นได้ชัด ส่วนหมอหมอกในชุดกาวน์สีขาวก็ดูสง่างาม สมกับเป็นแพทย์ที่ทุกคนให้ความเคารพ เมื่อทั้งคู่ยืนเคียงกัน ภาพที่เห็นช่างดูเหมาะสมราวกับกิ่งทองใบหยก ไม่ไกลนัก เหล่าพยาบาลที่เดินผ่านต่างแอบมอง ก่อนกระซิบคุยกันด้วยรอยยิ้ม "อาจารย์หมอกับคุณแก้ว...เข้ากันมากเลยนะ" "เหมือนพระเอกกับนายเอกหลุดออกมาจากนิยายเลย" "ดูสิ...ยืนด้วยกันแล้วยังกับถ่ายแบบ" เสียงหัวเราะคิกคักดังเป็นระยะ แต่ทั้งสองคนไม่ได้สนใจสายตารอบข้างแม้แต่น้อย แก้วใจปิดแฟ้มเอกสารก่อนหันมาหาหมอหมอก "อืม...พี่หมอขึ้นเวรตอนไหนครับ" "พอคนขับรถมารับแก้ว พี่ก็เข้าตึกไปทำงานเลย วันนี้มีผ่าตัดช่วงสาย" "งั้นตั้งใจทำงานนะครับ" หมอหมอกยกมือขึ้นลูบศีรษะแก้วใจเบา ๆ พร้อมรอยยิ้มอบอุ่น "เราก็เหมือนกัน อย่าหักโหม ถ้าประชุมเสร็จแล้วก็โทรหาพี่" "ครับ...พี่หมอ" ทั้งคู่ยิ้มให้กันราวกับลืมไปว่ากำลังอยู่ท่ามกลางผู้คน และภาพนั้น...ก็ทำให้เสียงกรี๊ดเบา ๆ จากเหล่าพยาบาลดังขึ้นอีกครั้ง "โอ๊ย...หวานกันตั้งแต่เช้าเลย" รถยนต์สีดำคันหรูแล่นออกจากโรงพยาบาลอย่างนุ่มนวล มุ่งหน้าไปยังสำนักงานใหญ่สำหรับการประชุมในช่วงสาย ภายในรถเงียบสงบ มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศและเสียงพลิกเอกสารเป็นระยะ แก้วใจก้มมองแฟ้มประชุมในมือ อ่านรายละเอียดรอบสุดท้ายอย่างตั้งใจ "คุณแก้วครับ อีกประมาณสี่สิบนาทีก็ถึงแล้วครับ" "ครับ ขอบคุณครับ" ชายหนุ่มยิ้มบาง ๆ ก่อนหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาส่งข้อความถึงหมอหมอก 'ตั้งใจตรวจคนไข้นะครับ เย็นนี้เจอกัน ❤️' ไม่นานก็มีข้อความตอบกลับ 'ครับคนเก่ง บอกคนขับรถขับดี ๆ พี่รออยู่' รอยยิ้มเล็ก ๆ ปรากฏบนใบหน้าหวาน ก่อนเจ้าตัวจะเก็บโทรศัพท์ลง ไม่มีใครรู้เลยว่า... ข้อความนั้น จะเป็นข้อความสุดท้ายที่ทั้งคู่ได้คุยกัน รถแล่นลงเนินยาวก่อนเข้าสี่แยกใหญ่ทันใดนั้น คนขับเหยียบเบรก แต่...แป้นเบรกกลับจมลึกลงไปจนสุดเท้า รถไม่มีทีท่าว่าจะชะลอ "เบรกไม่อยู่!" คนขับตะโกนเสียงหลง มือทั้งสองกำพวงมาลัยแน่น เหงื่อเม็ดโตผุดเต็มหน้าผาก "คุณแก้ว จับไว้ครับ!" แก้วใจรีบเงยหน้าจากเอกสาร ยังไม่ทันตั้งตัวเสียงแตรรถดังระงมไปทั่วถนน ปี๊น! ปี๊น! ปี๊น! รถพุ่งฝ่าสี่แยกด้วยความเร็วสูง "หลบ!" โครม!!! แรงกระแทกสนั่นหวั่นไหว เมื่อรถพุ่งชนรถบรรทุกที่กำลังเลี้ยว ก่อนเสียหลักหมุนหลายตลบ กระจกแตกกระจาย เหล็กบิดงอ เสียงโลหะเสียดสีกับพื้นถนนดังจนน่าสะพรึง รถพลิกคว่ำหลายรอบก่อนนิ่งสนิทกลางถนน ทั่วบริเวณเต็มไปด้วยเศษกระจกและควันสีขาว ผู้คนต่างร้องด้วยความตกใจ "รีบเรียกรถพยาบาล!" "มีคนติดอยู่ในรถ!" "เร็ว!" ไซเรนดังขึ้นจากระยะไกล แต่ภายในรถ...ไม่มีเสียงตอบรับจากแก้วใจอีกเลย ขณะเดียวกัน ที่โรงพยาบาล... หมอหมอกกำลังอธิบายผลการรักษาให้ญาติคนไข้ด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล จู่ ๆ เสียงโทรทัศน์ภายในแผนกก็ดังขึ้น "ข่าวด่วน... เกิดอุบัติเหตุรถยนต์หรูเสียหลักพุ่งชนรถบรรทุก ก่อนพลิกคว่ำหลายตลบบริเวณ..." หมอหมอกไม่ได้สนใจนัก จนกระทั่งภาพจากกล้องหน้ารถปรากฏ... ทะเบียนคันนั้น...คุ้นตาเหลือเกิน หัวใจของเขากระตุกวูบ สายตาจับจ้องไปที่หน้าจออย่างไม่กะพริบ เมื่อกล้องซูมเข้าที่สัญลักษณ์หน้ารถ...หมอหมอกรู้ทันที นั่นคือรถของแก้วใจ แฟ้มคนไข้ในมือร่วงลงกระแทกพื้น "ไม่..." เสียงแผ่วเบาหลุดออกจากริมฝีปาก ใบหน้าที่เคยสุขุมซีดเผือดในพริบตา มือที่เคยมั่นคงสั่นจนควบคุมไม่ได้ "แก้ว..." เขารีบหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโทรหาอีกฝ่าย ครั้งที่หนึ่ง...ไม่มีคนรับ ครั้งที่สอง...ยังไม่มีคนรับ ครั้งที่สาม...โทรศัพท์ของแก้วใจดังอยู่ในรถที่พลิกคว่ำ ท่ามกลางเสียงไซเรนและความโกลาหล แต่เจ้าของโทรศัพท์...ไม่อาจเอื้อมมือไปรับได้อีก เสียงไซเรนรถพยาบาลดังก้องไปทั่วถนน ท่ามกลางสายฝนที่โปรยปรายไม่หยุด หมอกรีบกระโดดลงจากรถพยาบาลพร้อมทีมกู้ชีพ มือคว้ากระเป๋าปฐมพยาบาลวิ่งฝ่าฝนไปยังรถเก๋งสีดำที่พลิกตะแคงอยู่ริมถนน กระจกแตกกระจาย เศษเหล็กบิดเบี้ยวจนแทบมองไม่ออกว่าเคยเป็นรถหรูมาก่อน "คนเจ็บยังมีชีพจร!" หมอกคุกเข่าลงข้างรถ พยายามชะโงกหน้าเข้าไปมอง แต่เพียงเสี้ยววินาที...หัวใจของเขาเหมือนถูกบีบจนหยุดเต้น "...แก้ว" ริมฝีปากสั่นเอ่ยชื่อคนรักออกมาแผ่วเบา ร่างของแก้วใจพาดอยู่กับพวงมาลัย เลือดไหลอาบหน้าผาก เสื้อเชิ้ตสีอ่อนเปลี่ยนเป็นสีแดงจากเลือดที่ซึมออกมาไม่หยุด ดวงตาคู่สวยปิดสนิท ราวกับไร้การตอบสนอง "แก้วใจ..." หมอกกำมือแน่นจนสั่น "คุณหมอ!" เสียงเจ้าหน้าที่เรียกสติ หมอกสูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนบังคับตัวเองให้กลับมาเป็นหมอ แม้หัวใจจะแตกสลายอยู่ตรงหน้าก็ตาม "ตั้งสติ... เราต้องช่วยเขา" เขาเอ่ยกับตัวเองมากกว่าจะบอกใคร "เครื่องตัดถ่างพร้อม! ระวังคอผู้ป่วย! ให้ออกซิเจนเดี๋ยวนี้!" คำสั่งถูกปล่อยออกมารัวเร็ว แต่ดวงตาของหมอกกลับไม่เคยละจากใบหน้าของคนรักเลยแม้แต่วินาทีเดียว "แก้ว... ฟังพี่นะ... อย่าหลับ" ไม่มีเสียงตอบกลับ มีเพียงเสียงเครื่องวัดชีพจรแบบพกพาที่ดังเป็นจังหวะอ่อนแรง หมอกสอดมือเข้าไปจับมือของแก้วใจไว้แน่น มือคู่นั้น...เย็นเฉียบ "แก้ว... นายสัญญากับพี่แล้วว่าจะอยู่ด้วยกัน" น้ำเสียงที่เคยหนักแน่นเริ่มสั่นเครือ "ห้ามผิดสัญญา... ได้ยินไหม" เจ้าหน้าที่ใช้เครื่องตัดถ่างค่อย ๆ ง้างประตูรถ เสียงเหล็กเสียดสีกันดังลั่นจนชวนสะเทือนใจ ทันทีที่เปิดช่องได้ หมอกรีบมุดเข้าไปประคองศีรษะแก้วใจ "ความดันตก!" "ชีพจรอ่อนลงครับ!" หัวใจของหมอกแทบหยุดเต้น "ไม่... แก้ว มองพี่สิ" เขาตบแก้มคนรักเบา ๆ "แก้วใจ! ลืมตา!" เปลือกตาของอีกฝ่ายกระตุกเพียงเล็กน้อย ก่อนจะค่อย ๆ เปิดขึ้นอย่างยากลำบาก ดวงตาพร่ามัวมองมาที่หมอก ริมฝีปากซีดขยับแผ่วเบาแทบไร้เสียง "...หมอก..." คำเรียกเพียงคำเดียว ทำให้น้ำตาของหมอหนุ่มไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว แต่เขารีบเช็ดมันทิ้ง ตอนนี้เขาห้ามอ่อนแอ เขาต้องช่วยชีวิตคนที่รักให้ได้ ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม...น่านฟ้า โอเมก้าหนุ่มผิวขาว สูงราว 175 เซนติเมตร สวมเสื้อยืดธรรมดาราคาหลักร้อย กางเกงยีนส์ตัวเก่าที่ผ่านการใช้งานมาหลายปี และรองเท้าผ้าใบสีขาวคู่เดิม แม้การแต่งกายจะเรียบง่าย แต่รอยยิ้มอบอุ่นและน้ำเสียงนุ่มละมุนของเขากลับสะกดทุกสายตาเสียงดนตรีดังก้องไปทั่วผับเล็ก ๆ แถบชานเมือง น่านฟ้ายืนอยู่บนเวที ร้องเพลงด้วยความตั้งใจ พร้อมส่งยิ้มให้ลูกค้าทั้งผู้หญิง ผู้ชาย และกลุ่มนักท่องราตรีที่ต่างพากันยกแก้วส่งกำลังใจให้ที่แห่งนี้คือโอกาสครั้งสำคัญของนักร้องอิสระอย่างเขา หลังจากต้นกล้า เพื่อนสมัยมหาวิทยาลัย แนะนำให้มาร้องเพลงประจำที่ผับแห่งนี้ รายได้ดีกว่างานเก่าหลายเท่า แถมยังมีงานนอกให้รับโดยไม่ต้องเสียเวลาออกไปหางานเอง02.00 น.เสียงเพลงสุดท้ายจบลง พร้อมกับเวลาปิดร้าน น่านฟ้าเก็บอุปกรณ์ของตัวเอง ก่อนเดินเข้าห้องน้ำเพื่อล้างหน้า หวังให้ความเย็นของสายน้ำช่วยไล่ความมึนจากแอลกอฮอล์ที่ลูกค้าชนแก้วกับเขาบนเวทีตลอดทั้งคืนเมื่อออกมา ต้นกล้าและแก้วใจก็ยืนรออยู่หน้าร้านทั้งสามคนเป็นเพื่อนสนิทตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย ต้นกล้าเป็นโอเมก้าหน้าหวาน ส่วนแก้วใจเป็นเบต้าหนุ่มอารมณ์ดี แม้จะชอบแซวเพื่อนอยู่
"ไอ้แก้ว!" เสียงตะโกนดังลั่นคฤหาสน์ จนแผ่นผนังเหมือนสั่นสะเทือนตามไปด้วย หมอกที่กำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่บนโซฟาถึงกับสะดุ้ง หนังสือในมือแทบหลุดลงพื้น มองไปทางต้นเสียงด้วยสายตาเหนื่อยหน่าย "มีอะไรอีกแล้วนะ" หมอกถอนหายใจยาวราวกับหายใจออกมาทั้งปอด เสือที่ยืนอยู่ข้างประตูห้องเดินเข้ามาพร้อมกับส่ายหน้า "เริ่มอีกแล้ว นี่มันเช้าเลยนะเว้ย" ทั้งสองเดินออกมาที่ห้องนั่งเล่นตรงกลาง ภาพที่เห็นทำเอาทิวทัดที่เพิ่งลงมาจากข้างบนถึงกับยกมือกุมขมับ น่านฟ้ายืนข้างหลังเขา พยายามกลั้นยิ้มอยู่ ตรงกลางห้อง ต้นกล้ากำลังยืนกระแทกเท้าลงพื้น แย่งถุงขนมถุงใหญ่จากมือแก้วใจอยู่ด้วยความพยายามสูงสุด แต่แก้วใจยกถุงขึ้นสูงจนต้นกล้าเอื้อมเท่าไหร่ก็ไม่ถึง หน้าตายิ้มแย้มแจ่มใสจนคนมองเห็นแล้วหมั่นไส้ "คืนมา! นั่นมันของกู!" ต้นกล้าตะโกน มือยื่นสูงจนสุดแต่ก็ยังห่างไปตั้งหลายเซนติเมตร "ไม่คืน! กูหยิบได้กูถือ" แก้วใจตอบกลับทันที เสียงดังพอๆ กัน "กูเห็นก่อนนะ!" "กูหยิบก่อน!" แก้วใจยกถุงขนมขึ้นสูงกว่าเดิมอีกนิด มองลงมาที่หน้าตาตื่นของอีกฝ่ายอย่างขำขัน "เตี้ยก็แพ้ไป ไอ้ต้น" "ไอ้แก้ว!" ต้นกล้าขึงขึงตา กระโดดขึ้นหวังจะคว้
สายฝนเมื่อคืนทิ้งไว้เพียงความชื้นบนพื้นถนน รถสีดำของทิวทัดแล่นเข้าจอดใต้ลานจอดรถของสถานีรถไฟเก่า ตู้ฝากของหมายเลข 27... ตั้งอยู่มุมสุดของอาคาร ผู้คนเดินผ่านไปมาเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ทิวทัดรู้... ตั้งแต่ก้าวลงจากรถ พวกเขาถูกจับตามองแล้ว "น่าน" ทิวทัดเอ่ยเรียกเบา ๆ น่านฟ้าพยักหน้า ก่อนกวาดสายตามองไปรอบ ๆ อย่างแนบเนียน "มีหลายคน แต่ยังไม่รู้ว่าเป็นฝ่ายไหน" หมอกเดินเข้ามาหยุดข้างทิวทัด ส่วนแก้วใจกับต้นกล้าแยกไปอีกฝั่งของโถงสถานีราวกับกำลังเดินเล่น เสือมองภาพนั้นแล้วยิ้ม "สองคนนั้น... แนบเนียนจริง" หมอกอมยิ้ม "อย่าประมาท แก้วน่ะ... บางทีฉันก็เริ่มรู้สึกว่า เขาปิดบังอะไรไว้มากกว่าที่คิด" แก้วใจหันมายิ้มให้หมอกจากระยะไกล พร้อมยกมือโบกเบา ๆ รอยยิ้มหวานเหมือนเดิม จนไม่มีใครเชื่อว่า คนคนนี้กำลังใช้สายตาสังเกตทุกทางเข้าออกของอาคาร ต้นกล้าเดินผ่านชายคนหนึ่ง ก่อนกระซิบเบา ๆ "พี่เสือ ผู้ชายเสื้อเทา... มองเรามาตั้งแต่ลงรถ" เสือไม่หันไปมอง เพียงตอบกลับยิ้ม ๆ "รู้แล้ว ปล่อยเขาไป" ทิวทัดเสียบกุญแจเข้าตู้หมายเลข 27 แกร๊ก... ประตูตู้ค่อย ๆ เปิดออก ภายในมีเพียงแฟ้มเอกสารสีดำ กับนาฬิกาพกเรือนเก่า
เสียงใบพัดเฮลิคอปเตอร์ค่อย ๆ หายลับไปกับสายฝน ไม่มีใครพูดอะไรอยู่พักใหญ่ ทุกคนยังคงมองท้องฟ้าที่ว่างเปล่า ราวกับกำลังคิดเรื่องเดียวกัน ศัตรู... ไม่ได้มีแค่คนเดียว และเกมครั้งนี้ ก็ใหญ่กว่าที่พวกเขาคาดไว้ "กลับกันเถอะ" ทิวทัดเป็นคนแรกที่เอ่ยขึ้น ทุกคนพยักหน้า ก่อนเดินลงจากดาดฟ้าพร้อมกัน ระหว่างทาง... หมอกเดินช้าลง เมื่อรู้สึกว่ามีใครบางคนจับชายเสื้อของเขาไว้ เขาหันกลับมา ก็เห็นแก้วใจกำลังยิ้มแหย ๆ "เหนื่อยแล้วเหรอ" หมอกถามเบา ๆ แก้วใจพยักหน้า "นิดหน่อยครับ" หมอกถอนหายใจอย่างโล่งอก แม้จะเพิ่งเห็นอีกฝ่ายรับมือกับสถานการณ์ได้อย่างน่าทึ่ง แต่สำหรับเขา... แก้วใจก็ยังเป็นคนเดิม คนที่เขาอยากดูแล หมอกยกมือขึ้นลูบศีรษะคนรักเบา ๆ "กลับบ้าน พี่ทำของอร่อยให้กิน" แก้วใจหัวเราะเสียงใส "ตกลงครับ" ภาพนั้นทำให้เสือแอบยิ้ม "เมื่อกี้ยังเท่กันอยู่เลย ตอนนี้กลับมาอ้อนเหมือนเดิมแล้ว" ต้นกล้าหัวเราะพลางเดินไปคล้องแขนเสือ "พี่เสืออิจฉาเหรอ" "ใครอิจฉา" เสือรีบปฏิเสธทันที ต้นกล้าหัวเราะชอบใจ ส่วนทิวทัดเดินเคียงข้างน่านฟ้าอย่างเงียบ ๆ "เมื่อกี้..." ทิวทัดเอ่ยขึ้น "นายตามไม้ไปใช่ไหม" น่านฟ้าพยักหน้า "ผมเห็นเ
เสียงไซเรนจากท่าเรือดังแว่วเข้ามาพร้อมกับสายฝนที่โหมกระหน่ำ ภายในโกดัง... ไม่มีใครกล้าประมาทคนทั้งหกอีกต่อไป หัวหน้ากลุ่มค่อย ๆ ถอยหลัง สีหน้าที่เคยมั่นใจเริ่มมีรอยร้าว "ถ่วงเวลา!" เขาตะโกนลั่น "นายใหญ่กำลังมา!" เพียงประโยคนั้น... ทิวทัดกับหมอกหันมาสบตากัน เสือยกยิ้มมุมปาก "ในที่สุดก็ยอมโผล่หัว" แต่ทิวทัดกลับส่ายหน้า "ไม่... มันฉลาดเกินกว่าจะเดินเข้ามาเอง" ทันทีที่สิ้นเสียง ไฟทั้งโกดังก็ดับลงอีกครั้ง คราวนี้ไม่ใช่แค่ความมืด... แต่ระบบไฟฟ้าของทั้งอาคารถูกตัดจนเหลือเพียงเสียงฝนกับลมหายใจของทุกคน ติ๊ด... เสียงเล็ก ๆ ดังขึ้นจากมุมห้อง หมอกหันไปทันที "ทุกคน! หมอบ!" สิ้นเสียง... แรงสั่นสะเทือนจากอีกฝั่งของโกดังก็ทำให้พื้นสั่นไหว ฝุ่นควันลอยฟุ้งบดบังทัศนวิสัย เสือรีบหันมองต้นกล้า "ต้น!" "ผมอยู่นี่!" ต้นกล้าตะโกนตอบกลับจากอีกด้าน หมอกรีบคว้ามือแก้วใจไว้แน่น "จับมือพี่ไว้" แต่กลับเป็นแก้วใจที่ดึงหมอกหลบเศษลังไม้ที่หล่นลงมาได้ทัน หมอกมองคนรักด้วยความอึ้ง "แก้ว..." แก้วใจยิ้มให้ "ผมบอกแล้ว... ดูแลตัวเองเป็น" อีกด้านหนึ่ง ทิวทัดกำลังมองหาน่านฟ้า แต่กลับไม่เห็นแม้แต่เงา "น่าน!" ไม่มีเสียงตอ
"...ผมจะพูด" เสียงนั้นดังขึ้นเบาหวิว แต่กลับดังก้องไปทั่วโกดัง ชายวัยกลางคนทรุดตัวลงนั่ง ใบหน้าซีดเผือด เหงื่อเม็ดใหญ่ไหลอาบขมับ มือทั้งสองสั่นจนควบคุมไม่อยู่ หัวหน้ากลุ่มหันขวับไปมองลูกน้องทันที "มึงจะพูดอะไร!" ชายคนนั้นไม่กล้าสบตา ได้แต่ก้มหน้ามองพื้น "ผม...ผมไม่อยากตาย" ทิวทัดยกมือขึ้นเพียงเล็กน้อย ทุกคนในโกดังหยุดเคลื่อนไหวทันที เขาเดินเข้าไปหยุดอยู่ตรงหน้าชายคนนั้น "เงยหน้ามองฉัน" น้ำเสียงเรียบจนแทบไม่มีอารมณ์ ชายวัยกลางคนค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น ดวงตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว ทิวทัดไม่ได้ข่มขู่ ไม่ได้ตะโกน กลับถามเพียงสั้น ๆ "คนที่สั่ง...เป็นใคร" ชายคนนั้นเม้มริมฝีปากแน่น ก่อนจะส่ายหน้า "ผม...ไม่เคยเห็นหน้า" เสือเลิกคิ้ว "ไม่เคยเห็น?" "ครับ..." "ทุกครั้งจะมีคนกลางมาติดต่อ เงินก็โอนผ่านหลายบัญชี ไม่มีใครรู้ว่าตัวจริงเป็นใคร" หมอกที่ยืนเงียบมาตลอด เอ่ยขึ้นเป็นครั้งแรก "แต่คุณรู้อะไรบางอย่าง" ชายคนนั้นสะดุ้ง ดวงตาเบิกกว้างราวกับถูกอ่านใจ หมอกหยิบภาพถ่ายหนึ่งใบขึ้นมา วางไว้บนโต๊ะ "คุณมองรูปนี้นานกว่ารูปอื่น" "แสดงว่าคุณรู้จักเขา" ชายวัยกลางคนมองหมอกอย่างตกตะลึง "คุณ..." หมอกพูดต่ออย่าง







