เข้าสู่ระบบมือเรียวบางที่ยังคงเย็นเฉียบเล็กน้อยเอื้อมไปสัมผัสลูกบิดประตูโลหะขัดเงา อัยยาหายใจเข้าปอดลึกพยายาม รวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มี
เธอสัมผัสได้ถึงพลังงานที่หนักอึ้งและไม่เป็นมิตรแผ่ออกมาจากด้านในอย่างชัดเจน แต่มันกลับไม่มีความเคลื่อนไหวใด ๆ ราวกับเป็นเพียงพลังงานตกค้างที่รอวันจางหายหรืออาจจะแค่ซ่อนตัวรอเหยื่อรายต่อไป
ลูกบิดประตูไม่ได้ล็อกไว้ เธอบิดมันเบา ๆ เสียงกลไกดัง "คลิก" แผ่วเบาในความเงียบ ก่อนที่หญิงสาวจะผลักบานประตู ไม้สักหนักอึ้งนั้นให้เปิดออก
แสงสลัวจากทางเดินสาดส่องเข้าไปด้านในเผยให้เห็นห้องนอนขนาดใหญ่ที่ตกแต่งอย่างหรูหราสมฐานะ เตียงนอนสี่เสาขนาดคิงไซส์ตั้งตระหง่านอยู่กลางห้อง ผ้าปูที่นอนสีเข้มถูกจัดไว้อย่างตึงเรียบ
โต๊ะทำงานไม้เนื้อดีริมหน้าต่าง โซฟาบุหนังมุมห้อง ตู้เสื้อผ้าบานใหญ่ และชั้นวางของทุกอย่างอยู่ในตำแหน่งที่ควรจะเป็น สะอาดสะอ้านเป็นระเบียบเรียบร้อย... และเงียบสงัด
ไม่มีร่องรอยของความเสียหาย ไม่มีเศษกระจก ไม่มีตู้ล้ม ไม่มีอะไรบ่งบอกว่าเคยเกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหวอย่างที่เธอได้ยินเมื่อครู่เลยแม้แต่น้อย!
อัยยาก้าวเข้าไปในห้องอย่างระมัดระวัง ขนุนลอยตามเข้ามาติด ๆ แต่ก็รักษาระยะห่างจากเตียงนอนหลังนั้นเป็นพิเศษ
"พี่อัยย์... ไม่มีอะไรเลยนี่นา" ขนุนกระซิบเสียงเบาน้ำเสียงยังเจือความไม่แน่ใจ "แต่หนูได้ยินเสียงดังจริง ๆ นะจ๊ะ" เจ้าตัวเล็กยืนยัน
หญิงสาวพยักหน้าลงอย่างเห็นพ้องความสับสนฉายชัดในแววตา หรือว่าเธอจะหูฝาดไปเอง? หรือเสียงนั้นดังมาจากที่อื่น? แต่สัญชาตญาณและสัมผัสพิเศษของเธอยังคงร่ำร้องว่าห้องนี้... ห้องนี้มีบางอย่างผิดปกติอย่างร้ายแรง พลังงานที่เธอสัมผัสได้ไม่ใช่แค่ความเศร้าโศกของคนตาย แต่มันมีความมืดดำและความอาฆาตแฝงอยู่
อัยยาลองเดินสำรวจไปรอบห้องอย่างเงียบเชียบ ใช้ทั้งสายตาและสัมผัสพิเศษควบคู่กันไป แต่ก็ไม่พบสิ่งใดที่ผิดสังเกต ทุกอย่างดูปกติ... ปกติจนน่าขนลุก
"สงสัยเราจะคิดมากไปเองมั้งขนุน" อัยยาพูดกับวิญญาณของเด็กชายตัวเล็กที่อาจจะดูว่าขี้ขลาดแต่ไม่มีใครรู้ดีมากกว่าตัวเธอถึงตัวตนอันแท้จริงของขนุน
และในขณะที่เธอตัดสินใจว่าควรจะกลับไปตั้งหลักที่ห้องพักก่อน บางทีเธออาจจะเหนื่อยและเครียดเกินไป
หญิงสาวถอนหายใจเดินกลับไปที่ประตูเตรียมจะเอื้อมมือไปปิดไฟที่สวิตช์ข้างผนังและหมุนตัวเพื่อก้าวออกจากห้อง...
แต่ทันทีที่แผ่นหลังของเธอหันให้กับเตียงนอนกลางห้องนั้นเอง! สายลมหอบใหญ่ราวกับกระชากร่างของเธอเข้าสู่อีกมิติ
ภาพห้องนอนอันเป็นระเบียบตรงหน้าพลันบิดเบี้ยวและสลายไปในพริบตา ถูกแทนที่ด้วยภาพเหตุการณ์อันน่าสยดสยองที่ถาโถมเข้าใส่ทุกโสตประสาทอย่างรุนแรงและไม่ทันให้ตั้งตัว!
เสียงกรีดร้องไร้สำเนียง! ภาพร่างชายชราดิ้นรนบนเตียง ร่างของเขาเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อเพื่อจะให้ตัวเองหนีจากผีพรายที่นั่งทับอยู่บนอก ความเย็นยะเยียบจับขั้วหัวใจ ข้าวของในห้องลอยคว้างและแตกกระจาย
อัยยาสะดุ้งเฮือก! ลมหายใจสะดุดกึกร่างกายเซถอยหลังไปก้าวหนึ่งตามสัญชาตญาณ แต่ก็รีบยั้งตัวเองไว้ได้ทัน มือข้างหนึ่งยกขึ้นกุมหน้าอกที่หัวใจเต้นรัวแรงราวกับจะหลุดออกมา
ขณะที่อีกข้างกำกระเป๋าผ้าใส่เครื่องรางไว้แน่น ดวงตายังคงเบิกกว้างจับจ้องภาพนิมิตอันน่าสยดสยองนั้นอย่างตื่นตะลึงระคนหวาดหวั่น
ไม่มีเสียงกรีดร้องเล็ดลอดออกมาจากริมฝีปากที่เม้มแน่น มีเพียงเสียงหอบหายใจถี่กระชั้นที่บ่งบอกถึงความตื่นกลัวสุดขีดที่เธอกำลังพยายามกดข่มเอาไว้ ประสบการณ์สอนเธอว่าความกลัวคือบ่อเกิดของความผิดพลาด เธอต้องตั้งสติ ต้องจดจำทุกรายละเอียดที่เห็นในตอนนี้ให้ได้มากที่สุด
"พี่อัยย์!!! มันน่ากลัว!!!" เสียงขนุนหวีดร้องอยู่ในห้วงจิต
"ขนุน! ตั้งสติ! อย่ากลัว!" อัยยาตอบกลับไปทันควัน พยายามถ่ายทอดความเข้มแข็งที่ตัวเองก็แทบจะไม่มีเหลือไปให้กุมารทองคู่ใจ
แม้ว่าภาพผีพรายที่กำลังสูบพลังชีวิตของชายชราตรงหน้าจะทำให้เธออยากจะหลับตาหนีหรือวิ่งออกไปให้ไกลมากที่สุดก็ตาม
หญิงสาวบังคับตัวเองให้มองภาพนั้นต่อไป สมองพยายามประมวลผลสิ่งที่เห็น... ผีพราย... มันถูกส่งมาหรือมัน สิงอยู่ที่นี่? ทำไมต้องเป็นชายชราคนนี้?
อำนาจของมันร้ายกาจถึงขนาดทำให้ทุกอย่างกลับสู่สภาพเดิมได้... นี่ไม่ใช่แค่วิญญาณธรรมดา มันคืออสูรร้าย หรือไม่ก็เป็นวิชาอาคมขั้นสูง!
ภาพนิมิตยังคงฉายชัด ความทรมานของชายชรา ความเหี้ยมโหดของผีพราย เสียงข้าวของแตกกระจาย... ทุกอย่างประทับลงในความทรงจำของหญิงสาวอย่างชัดเจน ก่อนที่ภาพทั้งหมดจะเริ่มจางหายไปพร้อมกับร่างของผีพรายสลายตัว
และห้องทั้งห้องกลับคืนสู่สภาพปกติ... เรียบร้อยและเงียบสงัดดังเดิม อัยยายังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิม ร่างกายสั่นเทิ้มเล็กน้อยจากความเย็นยะเยียบและความตึงเครียด
แต่เธอก็ยังคงยืนหยัดอยู่ได้ ลมหายใจยังคงหอบถี่แต่แววตาที่เคยตื่นตระหนกบัดนี้กลับฉายแววครุ่นคิดและมีความมุ่งมั่นบางอย่างเข้ามาแทนที่
ความกลัวยังคงอยู่... แต่ความอยากรู้และความรู้สึกถึงอันตรายที่มากกว่าแค่เรื่องผีหลอกวิญญาณหลอนมันกำลังกระตุ้นให้เธอต้องทำอะไรบางอย่าง
"นี่จะต้องไม่ใช่การตายธรรมดาแน่" เสียงของอัยยาดังขึ้นแผ่วเบาในความเงียบแต่ก็แฝงความแน่วแน่ แววตาที่เคยตื่นตระหนกเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความครุ่นคิดและมุ่งมั่นที่จะค้นหาความจริง
ความกลัวของขนุนดูเหมือนจะมลายหายไปแล้วหลังถูกแทนที่ด้วยความอยากรู้อยากเห็นตามประสาเด็ก กุมารทองตัวน้อยลอยเข้าไปวนเวียนอยู่เหนือเตียงนอนสี่เสาขนาดใหญ่ ดวงตาเล็กกวาดมองไปมาอย่างละเอียดถี่ถ้วนราวกับกำลังสำรวจหาอะไรบางอย่างที่อาจหลงเหลืออยู่
“พี่อัยย์! ตรงนี้! ตรงนี้มันมีอะไรแปลก ๆ ด้วยจ้ะ" จู่ ๆ ขนุนก็ร้องเรียกพร้อมกับชี้นิ้วกลมป้อมไปยังจุดหนึ่งบนผ้าปูที่นอนสีเข้มเกือบดำสนิท
อัยยาขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะเดินเข้าไปใกล้เตียงนั้นอย่างระมัดระวัง แม้ภาพสยดสยองจะยังติดตาแต่ความต้องการที่จะหาหลักฐานมายืนยันสิ่งที่เธอเห็นนั้นมีมากกว่า เธอก้มลงมองตามจุดที่ขนุนชี้
บนผืนผ้าสีเข้มนั้น หากมองผิวเผินแทบจะไม่เห็นความผิดปกติใดแต่เมื่อเพ่งมองใกล้ ๆ และอาศัยแสงจันทร์สลัวที่ลอดเข้ามา อัยยาก็สังเกตเห็นร่องรอยบางอย่าง... คราบจาง ๆ ที่ดูเหมือนจะมีความมันวาวเล็กน้อยเกาะติดอยู่บนเนื้อผ้า มันไม่ใช่คราบน้ำธรรมดาแต่ดูมีลักษณะคล้ายน้ำมันหรือของเหลวข้นหนืดที่ซึมลงไป
“เหมือนน้ำมันเหนียว ๆ เลยพี่อัยย์ กลิ่นแปลก ๆ ด้วย ขนุนไม่ชอบกลิ่นนี้เลย" ขนุนทำจมูกฟุดฟิดอยู่ใกล้คราบนั้น
อัยยาค่อย ๆ ยื่นหน้าเข้าไปใกล้สูดกลิ่นนั้นขึ้นมาเล็กน้อย จริงอย่างที่ขนุนว่า มีกลิ่นบางอย่างที่อธิบายได้ยากลอยอวลอยู่บริเวณนั้น
มันไม่ใช่กลิ่นอับหรือกลิ่นน้ำหอม แต่เป็นกลิ่นสาบอ่อน ๆ ที่คล้ายกับของเน่าเสียผสมกับกลิ่นหวานเลี่ยนจนน่าคลื่นเหียน กลิ่นที่ปลุกสัญชาตญาณดิบให้ร้องเตือนถึงอันตรายและความไม่บริสุทธิ์
ภาพของผีพรายในนิมิตผุดขึ้นมาในหัวอีกครั้ง... ร่างผอมแห้ง ผมเผ้ารุงรังปิดหน้าจนมองไม่ออกว่าเป็นหญิงหรือชาย กลิ่นสาบสางและพลังงานมืดมิด... และแล้ว ความคิดหนึ่งก็แล่นเข้ามาในหัวของอัยยาจนทำให้เธอรู้สึกเย็นวาบไปทั้งตัว
น้ำมัน... กลิ่นแปลก ๆ... ผีพราย...
"หรือว่านี่จะเป็น..." อัยยาพึมพำเสียงแผ่วแทบไม่เชื่อความคิดของตัวเอง "น้ำมันพราย?"
คำว่าน้ำมันพรายหลุดออกจากปากพร้อมกับความรู้สึกขยะแขยงและหวาดกลัวที่ตีตื้นขึ้นมาอีกระลอก มันคือเครื่องมือทางไสยศาสตร์มนต์ดำที่เกี่ยวข้องกับภูตผีและการนำซากศพมาใช้ประโยชน์
หากสิ่งที่เธอคิดเป็นความจริงมันก็หมายความว่าการตายของคุณท่านอัครเดชไม่ได้เกิดจากผีพรายอาละวาดโดยบังเอิญ แต่เป็นการจงใจใช้ไสยศาสตร์มนต์ดำ... เป็นฆาตกรรมที่วางแผนมาอย่างดีโดยใช้พลังเหนือธรรมชาติ!
หลักฐานชิ้นนี้... แม้จะดูเลือนรางและยากจะพิสูจน์ในทางวิทยาศาสตร์ แต่มันคือข้อพิสูจน์ชิ้นสำคัญที่ยืนยันนิมิตของเธอ และบ่งชี้ถึงความชั่วร้ายเบื้องหลังความตายของชายชราในครั้งนี้
อัยยาได้นำโทรศัพท์มือถือของตนมาถ่ายรูปคราบน้ำมันที่เห็นเอาไว้ อีกทั้งยังไม่ลืมนำกระดาษเช็ดหน้ามาซับร่องรอยของคราบน้ำมันเอาไว้ด้วยเพื่อจะนำไปถามหลวงตาเพื่อยืนยันความคิดของตน
ย้อนกลับไปในคืนจู่โจมบนดาดฟ้าเรือยอชต์ปลายฟ้า "คิดว่าจะหนีไปง่าย ๆ เหรอ เมฆา!" รามิลตะโกนขึ้น "อย่างน้อย...มึงก็ต้องอยู่คุยกับกูก่อน!" เมฆาที่ยืนอยู่บนราวกันตกหันกลับมามองภาพความโกลาหลเบื้องหลัง...ไม่ว่าจะตำรวจที่กำลังคุมเชิง แสงไฟวับวาบจากเรือที่ล้อมอยู่ และเสียงคลื่นลมที่บ้าคลั่ง...เขารู้ดีว่าเกมของตัวเองจบลงแล้วและเขาก็ไม่คิดจะหลบหนีอย่างที่นายตำรวจหนุ่มเข้าใจ... ในขณะนั้นเมฆาได้ทอดสายตามองเลยผ่านทุกคนไป... ไปยังพื้นที่ว่างเปล่าข้างเสากระโดงเรือ...ที่ซึ่งมีเพียงเขาเท่านั้นที่มองเห็น...ร่างโปร่งแสงของปลายฟ้า ม่านมุก พี่สาวสุดที่รักของเขากำลังยืนอยู่ตรงนั้น... ดวงตาของเธอไม่ได้มีความพึงพอใจในชัยชนะของเกมการแก้แค้น แต่กลับเต็มไปด้วยความเจ็บปวด ความเหนื่อยล้าและความสงสาร...และเธอยังคงถูกจองจำอยู่ซึ่งมาจากบ่วงที่เธอไม่คิดจะปล่อย&
นับตั้งแต่วันที่อริสาฟื้นคืนสติราวปาฏิหาริย์...โลกที่เคยหม่นหมองของวาโยก็ค่อย ๆ ถูกเยียวยา ชายหนุ่มรู้สึกว่าความสุขของตนเองได้กลับคืนมาแล้วอย่างแท้จริงและดูเหมือนว่าจะมากขึ้นเมื่อมีใครอีกคนเข้ามาในชีวิต ภายในเย็นวันหนึ่ง กลางสวนสวยในบ้านของอัยยา...อริสาซึ่งตอนนี้อาการดีขึ้นมากจนสามารถออกจากโรงพยาบาลมาพักฟื้นที่บ้านได้แล้ว กำลังนั่งอยู่บนรถเข็นที่ระเบียงโดยมีณัฐฌาคอยเล่าข่าวสารต่าง ๆ ในสังคมให้ฟังอย่างสนุกสนาน ส่วนที่สนามหญ้าใต้ต้นไม้ใหญ่...วาโยและอัยยากำลังนั่งอยู่บนชิงช้าไม้ด้วยกันตามลำพัง วันนี้เป็นวันที่หญิงวัยกลางคนสั่งให้วาโยพาเธอมาเลี้ยงขอบคุณอัยยาอย่างเป็นทางการที่บ้านของหญิงสาวเอง บรรยากาศระหว่างคนทั้งสองไม่ได้น่าอึดอัดเหมือนเช่นเคยอีกต่อไปแล้ว แต่เป็นความเงียบที่เต็มไปด้วยความรู้สึกสบายใจ&
หลายสัปดาห์ผ่านไปหลังจากมรสุมลูกใหญ่พัดผ่าน...เรื่องราวของบ้านเบญจรงค์และโศกนาฏกรรมทั้งหมดก็ได้ถูกเปิดโปงสู่สังคม ซึ่งเรื่องนี้ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วทุกวงการ และคดีความยังคงอยู่ในกระบวนการทางกฎหมาย แม้ว่าผู้กระทำผิดและผู้เกี่ยวข้องหลักจะไม่อยู่แล้วก็ตาม แต่สำหรับทีมเฉพาะกิจแล้ว ภารกิจที่หนักหน่วงนี้ในที่สุดก็ได้สิ้นสุดลงเสียที ชีวิตของทุกคนเริ่มกลับคืนสู่ความปกติ...หรืออย่างน้อยก็เป็นความปกติในรูปแบบใหม่ บ่ายวันหนึ่งในขณะที่อากาศแจ่มใส อัยยาได้เดินทางมายังโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยเอส อีกครั้ง มันกลายเป็นกิจวัตรใหม่ของเธอไปแล้วที่จะต้องแวะเวียนมาเยี่ยมเยียนร่างที่ยังคงหลับใหลของอริสา เธอไม่ได้มาเพื่อหาเบาะแสอะไรเพิ่มเติม...แต่มาเพื่ออยู่เป็นเพื่อนดวงวิญญาณที่แสนดี ที่คอยช่วยเหลือเธอมาโดยตลอด
ในเวลานี้พิพิธภัณฑ์สายลมแห่งอิสระที่เคยดูสว่างและเต็มไปด้วยแรงบันดาลใจ ได้ถูกปิดลงชั่วคราวและตกอยู่ในความเงียบภายใต้การดูแลของเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยที่ทีมเฉพาะกิจทั้งสี่คนกำลังเดินอยู่ท่ามกลางผลงานศิลปะที่บัดนี้ดูหม่นหมองลงไปถนัดตา พวกเขาตรงไปยังห้องทำงานส่วนตัวของเมฆาบนชั้นบนสุด มันเป็นห้องที่ตกแต่งอย่างเรียบง่ายแต่หรูหรา ทุกอย่างดูขาวสะอาดและเป็นระเบียบเรียบร้อย...สะอาดเกินไปจนน่าผิดสังเกต "ไม่มีอะไรเลย..." รามิลพึมพำอย่างหัวเสียหลังจากที่ทีมของเขาค้นหาอยู่พักใหญ่ "ไม่มีเอกสารส่วนตัว ไม่มีคอมพิวเตอร์ ไม่มีอะไรที่จะบ่งบอกถึงตัวตนของเขาได้เลย" ในขณะที่ทุกคนกำลังจะหมดหวัง...อัยยาที่เดินสำรวจไปรอบ ๆ ห้อง ก็รู้สึกได้ถึงไอเย็นที่เล็ดลอดออกมาจากผนังห้องด้านหนึ่ง...ผนังที่ดูเรียบสนิทและไม่มีอะไรผิดปกติ 'พี่อ
ทางด้านรามิลและทีมของเขา เมื่อพวกเขาขึ้นมาถึงดาดฟ้าเรือก็ได้พบกับภาพที่น่าประหลาดใจ...เมฆา เมฆินทร์ กำลังยืนพิงราวกันตกอยู่ โดยที่เขาได้ยืนหันหน้าชมท้องทะเลในยามค่ำคืนอย่างไม่ทุกข์ร้อนแม้จะรู้ดีว่าเรือทั้งลำได้ถูกตำรวจล้อมไว้หมดแล้วก็ตาม โดยด้านข้างของชายหนุ่มคือหญิงวัยกลางคนที่กำลังยืนตัวสั่น...และเมื่อรามิลเห็นใบหน้าของเธออย่างชัดเจน เจ้าตัวก็จำได้ทันทีว่าเธอคือแม่บ้านของตระกูลกิตติไพศาลสกุล "เมฆา เมฆินทร์!" รามิลตะโกนขึ้น เสียงของเขาดังก้องไปทั่วดาดฟ้าเรือที่เงียบสงัด "เกมจบแล้ว! ยอมมอบตัวซะดี ๆ!" เมฆาค่อย ๆ หันกลับมามอง เขาไม่ได้มีท่าทีตื่นตระหนกแต่อย่างใด แต่กลับหัวเราะออกมาในลำคอ "ฮะ ๆ ๆ... จบแล้วเหรอครับสารวัตร?" เขายิ้มอย่างเหนือกว่า "ผมว่า...มันยังเหลืออีกนิดหน่อยนะครับ"
ท่ามกลางการต่อสู้...ของทั้งสองฝ่ายที่อีกฝ่ายกำลังจู่โจมกับศัตรูกับอีกฝ่ายคือการต่อสู้เพื่อยื้อชีวิต "กลับมาสิอัยยา! ได้ยินไหม! กลับมา!" เสียงตะโกนที่สิ้นหวังของวาโยดังก้องอยู่ท่ามกลางเสียงคลื่นและลมทะเล เขาทำการกดหน้าอกและผายปอดให้อัยยาอย่างไม่คิดชีวิต ทุกวินาทีที่ผ่านไปยาวนานเป็นอย่างมาก...แต่ร่างของหญิงสาวก็ยังคงนิ่งสนิทและเย็นเฉียบ... ซึ่งในเวลาเดียวกันนั้นเอง...ในห้วงมโนสำนึกของอัยยาความรู้สึกเจ็บปวด.. ความหนาวเย็น...และความหวาดกลัว...ได้หายไปหมดแล้ว... เธอรู้สึกว่าตัวเองกำลังยืนอยู่ท่ามกลางทุ่งดอกไม้สีขาวที่กว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา ท้องฟ้าเป็นสีทองอร่าม บรรยากาศรอบตัวเต็มไปด้วยความอบอุ่นและความสงบอย่างที่เธอไม่เคยรู้สึกมาก่อนในชีวิต&n







