เข้าสู่ระบบกลางดึกคืนนั้น...ภายในห้องพักหรูหราแต่เย็นเยียบของปีกตะวันออกในคฤหาสน์กิตติไพศาลสกุล ร่างบางของอัยยานั่งขัดสมาธิอยู่บนพรมผืนหนาข้างเตียงนอนขนาดใหญ่
เปลือกตาของเธอปิดสนิทสองมือวางประสานกันบนหน้าตัก ท่วงท่าสงบนิ่งเหมือนเช่นทุกค่ำคืนที่เธอปฏิบัติกิจวัตรเพื่อฝึกฝนสมาธิและควบคุมจิตใจ ภายนอกหน้าต่างความมืดสนิทของรัตติกาลแผ่ปกคลุมไปทั่ว
มีเพียงแสงจันทร์ซีดเซียวที่ลอดผ่านม่านหนาทึบเข้ามาได้เพียงรำไร ความเงียบสงัดเข้าครอบงำทุกอณู เงียบ... จนน่าหวาดหวั่น ผิดกับความเงียบสงบที่เธอคุ้นเคยจากการปฏิบัติธรรมที่วัดของหลวงตา
อัยยาพยายามอย่างยิ่งที่จะจดจ่ออยู่กับลมหายใจเข้าออก ปัดเป่าความกังวลและความรู้สึกไม่สบายใจที่รบกวนจิตใจมาตลอดทั้งวันตั้งแต่ก้าวเข้ามาในคฤหาสน์หลังนี้
เธอพยายามสร้างเกราะป้องกันทางใจ ไม่ต้องการให้ ความสามารถพิเศษที่เธอหวาดกลัวและไม่เคยต้องการมันตื่นขึ้นมาในสถานที่แห่งนี้... สถานที่ ที่อวลไปด้วยพลังงานบางอย่างที่หนักอึ้งและไม่เป็นมิตร
แต่แล้ว... ราวกับความพยายามทั้งหมดจะไร้ผลเมื่ออุณหภูมิภายในห้องลดฮวบลงอย่างรวดเร็วจนผิดสังเกต ความเย็นยะเยียบที่ไม่ใช่ไอเย็นจากเครื่องปรับอากาศค่อย ๆ คืบคลานเข้ามาเกาะกินผิวเนื้อจนขนลุกซู่ไปทั้งร่าง
มันเป็นความเย็นที่มาจากแก่นลึกแล่นผ่านกระดูกสันหลัง ทำให้ฟันของเธอเริ่มกระทบกันเบา ๆ ทั้งที่พยายามบังคับตัวเองให้นิ่งที่สุดเปลือกตาที่ปิดสนิทเริ่มสั่นระริก
ภาพเงาดำวูบวาบเริ่มก่อตัวขึ้นที่หางตา แม้จะพยายามปัดเป่ามันออกไปแต่เงามืดเหล่านั้นกลับยิ่งเด่นชัดขึ้นหมุนวนราวกับกลุ่มควันดำทมิฬ เสียงลมหายใจของเธอเริ่มติดขัด หัวใจเต้นรัวแรงอยู่ในอกเหมือนจะทะลุออกมา
"ช่วย... ด้วย..."
เสียงกระซิบแผ่วเบาดังแทรกเข้ามาในโสตประสาท มันไม่ใช่เสียงจากโลกภายนอกแต่ดังก้องมาจากภายใน เป็นเสียงแหบโหยเต็มไปด้วยความเจ็บปวดและหวาดกลัวสุดชีวิต
"หนาว... ทรมาน..."
อัยยาเม้มปากแน่น พยายามตั้งสติกำหนดลมหายใจ ท่องบทสวดที่หลวงตาสอนซ้ำไปซ้ำมาในใจ เธอไม่อยากรับรู้ ไม่อยากเห็น ไม่อยากได้ยิน ความสามารถที่เธอไม่อยากให้ตื่น... มันกำลังอาละวาดอย่างเกรี้ยวกราดตอบสนองต่อพลังงานมืดรอบตัวอย่างรุนแรง
ความรู้สึกกดทับถาโถมเข้ามาหนักหน่วงขึ้นเรื่อย ๆ ราวกับมีมือที่มองไม่เห็นบีบรัดรอบลำคอ อากาศรอบตัวหนักอึ้งจนหายใจแทบไม่ออก ความเย็นยะเยียบเสียดแทงเข้าสู่กลางใจ
"พี่อัยย์! มันมาจากทางนั้น! ทางห้องนั้น!" เสียงร้อนรนของขนุนดังขึ้นในห้วงจิตบ่งบอกถึงความตื่นตระหนกของเจ้าตัวน้อย และทันใดนั้นเอง!!!
เพล้ง!!! โครม!!!
เสียงดังสนั่นหวั่นไหวราวกับมีของหนักตกแตกกระจาย หรือตู้ขนาดใหญ่ล้มกระแทกพื้นดังลั่นมาจากทิศทางของปีกตะวันตก... จากบริเวณชั้นสาม... จากทิศที่ตั้งของห้องนอนใหญ่ ห้องที่ท่านประธานอาวุโสอัครเดช กิตติไพศาลสกุล สิ้นใจ!
เสียงนั้นดังชัดเจนจนทะลุทะลวงความเงียบงันของค่ำคืนกระแทกโสตประสาทของอัยยาเข้าอย่างจัง หญิงสาวสะดุ้งสุดตัว ลืมตาโพลงทันที สมาธิแตกกระเจิง
ความสงบนิ่งมลายหายไปสิ้น เหลือเพียงหัวใจที่เต้นระรัวด้วยความตกใจและความหวาดกลัวที่ถาโถมเข้ามาจับขั้วหัวใจ ขนทั่วกายลุกชัน ความเย็นยะเยียบเมื่อครู่ดูเหมือนจะยิ่งทวีความรุนแรง
เกิดอะไรขึ้น? เสียงนั่นมันอะไรกัน? เธอเฝ้าถามตัวเองก่อนที่จะตัดสินใจลุกขึ้นและเปิดประตูเดินออกไปเผชิญหน้ากับเสียงที่ได้ยิน
โดยที่อัยยาไม่ลืมหยิบกระเป๋าผ้าใบใหญ่ติดกายไปด้วย ซึ่งเธอหวังว่าของขลังที่ตัวเองมีหากว่าต้องเจอเข้ากับสิ่งที่ไม่น่าพึงประสงค์จะสามารถเอาชนะได้
ถึงแม้ภายในใจจะยังคงเต้นระรัวด้วยความตกใจระคนหวาดหวั่น แต่อัยยาก็ค่อย ๆ บังคับลมหายใจให้กลับมาเป็นปกติ ประสบการณ์ที่เคยเผชิญหน้ากับเรื่องราวลี้ลับมานับครั้งไม่ถ้วน สอนให้เธอรู้ว่าสติคือสิ่งสำคัญที่สุดในสถานการณ์เช่นนี้
หญิงสาวกระชับกระเป๋าผ้าใบใหญ่ที่บรรจุเครื่องรางของขลังสารพัดชนิดไว้ในมือมั่น ก่อนจะก้าวเท้าออกจากห้องพักในปีกตะวันออกของตนสู่ทางเดินอันเงียบสงัดและมืดสลัวของคฤหาสน์ยามวิกาลที่จะพาเธอไปสู่ต้นเสียงที่ได้ยิน
"พี่อัยย์จะไปจริง ๆ เหรอจ๊ะ ตรงนั้นมันน่ากลัวมากเลยนะ" เสียงเล็กใสแจ๋วของขนุนดังขึ้นข้างกายลอยตามติดเธอมาอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ น้ำเสียงเจือความกังวล
"ไม่เป็นไรน่าขนุน พี่แค่อยากไปดูให้แน่ใจว่าเสียงเมื่อกี้มันคืออะไรกันแน่" อัยยากระซิบตอบเสียงเบา สายตายังกวาดมองไปรอบตัวอย่างระแวดระวัง
"ถ้ามีอะไรไม่ดี เราก็แค่ถอยเท่านั้นเอง" เธอพูดติดตลก
เท้าของอัยยาก้าวย่างไปบนพื้นพรมหนานุ่มอย่างมั่นคง เธอพยายามควบคุมจังหวะการเดินให้สม่ำเสมอไม่แสดงอาการลุกลี้ลุกลนออกมา
ทางเดินของปีกตะวันออกซึ่งเป็นส่วนพักผ่อนค่อนข้างสว่างกว่าด้วยโคมไฟติดผนังที่เปิดทิ้งไว้ แต่ถึงกระนั้นบรรยากาศโดยรวมก็ยังคงวังเวงและหนักอึ้งอย่างน่าประหลาด
แสงจันทร์ที่สาดส่องผ่านหน้าต่างกระจกบานสูงทอดเงาประหลาดลงบนพื้นและผนัง ภาพวาดทิวทัศน์และบุคคลในกรอบหรูที่เรียงรายอยู่ตามทางเดินดูราวกับมีดวงตาจับจ้องตามทุกฝีก้าวของเธอ
ท่ามกลางความเงียบสงัดมีเพียงเสียงลมหายใจของอัยยาและเสียงนาฬิกาเรือนใหญ่ที่ตั้งอยู่ในโถงทางเดินตีบอกเวลาเป็นระยะ ๆ ซึ่งในยามนี้กลับฟังดูดังก้องและน่าขนลุก
เมื่อเดินมาถึงโถงกลางที่เชื่อมระหว่างปีกอาคาร ความรู้สึกเย็นเยียบที่เคยสัมผัสได้เจือจางก่อนหน้านี้ดูเหมือนจะชัดเจนขึ้นอีกระดับ
อัยยาสัมผัสได้ถึงพลังงานบางอย่างที่แตกต่างออกไป ลอยมาจากทางปีกตะวันตก... ทิศทางที่ตั้งของห้องนอนเจ้าปัญหา
"ทางนั้นเลยพี่อัยย์ ขนุนรู้สึกไม่ค่อยดีเลย" ขนุนกระซิบเตือนอีกครั้ง ร่างโปร่งแสงขยับเข้ามาใกล้ร่างของหญิงสาวมากขึ้น
อัยยาพยักหน้ารับ มือข้างหนึ่งยกขึ้นกุมสร้อยพระที่คอโดยไม่รู้ตัว เธอมองไปยังบันไดวนหินอ่อนขนาดใหญ่ที่ทอดตัวขึ้นสู่ชั้นบน ก่อนจะตัดสินใจก้าวเท้าขึ้นไปอย่างช้า ๆ แต่ละย่างก้าวดูหนักอึ้งราวกับมีแรงต้านที่มองไม่เห็น
อากาศรอบตัวดูเหมือนจะหนาแน่นและเย็นลง ยิ่งเธอเข้าใกล้ชั้นสามของปีกตะวันตกมากเท่าไหร่ สัมผัสพิเศษก็ยิ่งกรีดร้องเตือนภัยดังขึ้นมากเท่านั้น
ในที่สุดเธอก็มาหยุดยืนอยู่ที่ทางเดินชั้นสามของปีกตะวันตกนี้ได้สำเร็จ โถงทางเดินทอดยาวสู่ความมืดสลัวมีเพียงแสงไฟจากโคมผนังดวงเล็กส่องสว่างเพียงรำไร
ประตูห้องพักบานอื่นปิดสนิท แต่มีเพียงบานเดียวที่อยู่เกือบสุดทางเดินซึ่งเป็นห้องนอนใหญ่ของท่านประธานอาวุโส... ที่บัดนี้กลับดูมืดมนและแผ่รังสีแสนน่าสะพรึงกลัวออกมาอย่างชัดเจน แม้จะมองไม่เห็นด้วยตาเปล่าก็ตาม
อัยยาสูดลมหายใจเข้าปอดลึกพยายามรวบรวมความกล้าเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะก้าวเท้าเดินตรงไปยังห้องนั้น ชะตากรรมใดรอเธออยู่หลังบานประตูนั้น... เธอยังไม่อาจรู้ได้ ถึงเธอจะไม่ได้ห้าวหาญมากนัก ทว่าด้วยความที่เธอเคยผ่านเรื่องแบบนี้มานับครั้งไม่ถ้วนก็ทำให้พอจะมีภูมิต้านทานอยู่บ้าง
ย้อนกลับไปในคืนจู่โจมบนดาดฟ้าเรือยอชต์ปลายฟ้า "คิดว่าจะหนีไปง่าย ๆ เหรอ เมฆา!" รามิลตะโกนขึ้น "อย่างน้อย...มึงก็ต้องอยู่คุยกับกูก่อน!" เมฆาที่ยืนอยู่บนราวกันตกหันกลับมามองภาพความโกลาหลเบื้องหลัง...ไม่ว่าจะตำรวจที่กำลังคุมเชิง แสงไฟวับวาบจากเรือที่ล้อมอยู่ และเสียงคลื่นลมที่บ้าคลั่ง...เขารู้ดีว่าเกมของตัวเองจบลงแล้วและเขาก็ไม่คิดจะหลบหนีอย่างที่นายตำรวจหนุ่มเข้าใจ... ในขณะนั้นเมฆาได้ทอดสายตามองเลยผ่านทุกคนไป... ไปยังพื้นที่ว่างเปล่าข้างเสากระโดงเรือ...ที่ซึ่งมีเพียงเขาเท่านั้นที่มองเห็น...ร่างโปร่งแสงของปลายฟ้า ม่านมุก พี่สาวสุดที่รักของเขากำลังยืนอยู่ตรงนั้น... ดวงตาของเธอไม่ได้มีความพึงพอใจในชัยชนะของเกมการแก้แค้น แต่กลับเต็มไปด้วยความเจ็บปวด ความเหนื่อยล้าและความสงสาร...และเธอยังคงถูกจองจำอยู่ซึ่งมาจากบ่วงที่เธอไม่คิดจะปล่อย&
นับตั้งแต่วันที่อริสาฟื้นคืนสติราวปาฏิหาริย์...โลกที่เคยหม่นหมองของวาโยก็ค่อย ๆ ถูกเยียวยา ชายหนุ่มรู้สึกว่าความสุขของตนเองได้กลับคืนมาแล้วอย่างแท้จริงและดูเหมือนว่าจะมากขึ้นเมื่อมีใครอีกคนเข้ามาในชีวิต ภายในเย็นวันหนึ่ง กลางสวนสวยในบ้านของอัยยา...อริสาซึ่งตอนนี้อาการดีขึ้นมากจนสามารถออกจากโรงพยาบาลมาพักฟื้นที่บ้านได้แล้ว กำลังนั่งอยู่บนรถเข็นที่ระเบียงโดยมีณัฐฌาคอยเล่าข่าวสารต่าง ๆ ในสังคมให้ฟังอย่างสนุกสนาน ส่วนที่สนามหญ้าใต้ต้นไม้ใหญ่...วาโยและอัยยากำลังนั่งอยู่บนชิงช้าไม้ด้วยกันตามลำพัง วันนี้เป็นวันที่หญิงวัยกลางคนสั่งให้วาโยพาเธอมาเลี้ยงขอบคุณอัยยาอย่างเป็นทางการที่บ้านของหญิงสาวเอง บรรยากาศระหว่างคนทั้งสองไม่ได้น่าอึดอัดเหมือนเช่นเคยอีกต่อไปแล้ว แต่เป็นความเงียบที่เต็มไปด้วยความรู้สึกสบายใจ&
หลายสัปดาห์ผ่านไปหลังจากมรสุมลูกใหญ่พัดผ่าน...เรื่องราวของบ้านเบญจรงค์และโศกนาฏกรรมทั้งหมดก็ได้ถูกเปิดโปงสู่สังคม ซึ่งเรื่องนี้ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วทุกวงการ และคดีความยังคงอยู่ในกระบวนการทางกฎหมาย แม้ว่าผู้กระทำผิดและผู้เกี่ยวข้องหลักจะไม่อยู่แล้วก็ตาม แต่สำหรับทีมเฉพาะกิจแล้ว ภารกิจที่หนักหน่วงนี้ในที่สุดก็ได้สิ้นสุดลงเสียที ชีวิตของทุกคนเริ่มกลับคืนสู่ความปกติ...หรืออย่างน้อยก็เป็นความปกติในรูปแบบใหม่ บ่ายวันหนึ่งในขณะที่อากาศแจ่มใส อัยยาได้เดินทางมายังโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยเอส อีกครั้ง มันกลายเป็นกิจวัตรใหม่ของเธอไปแล้วที่จะต้องแวะเวียนมาเยี่ยมเยียนร่างที่ยังคงหลับใหลของอริสา เธอไม่ได้มาเพื่อหาเบาะแสอะไรเพิ่มเติม...แต่มาเพื่ออยู่เป็นเพื่อนดวงวิญญาณที่แสนดี ที่คอยช่วยเหลือเธอมาโดยตลอด
ในเวลานี้พิพิธภัณฑ์สายลมแห่งอิสระที่เคยดูสว่างและเต็มไปด้วยแรงบันดาลใจ ได้ถูกปิดลงชั่วคราวและตกอยู่ในความเงียบภายใต้การดูแลของเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยที่ทีมเฉพาะกิจทั้งสี่คนกำลังเดินอยู่ท่ามกลางผลงานศิลปะที่บัดนี้ดูหม่นหมองลงไปถนัดตา พวกเขาตรงไปยังห้องทำงานส่วนตัวของเมฆาบนชั้นบนสุด มันเป็นห้องที่ตกแต่งอย่างเรียบง่ายแต่หรูหรา ทุกอย่างดูขาวสะอาดและเป็นระเบียบเรียบร้อย...สะอาดเกินไปจนน่าผิดสังเกต "ไม่มีอะไรเลย..." รามิลพึมพำอย่างหัวเสียหลังจากที่ทีมของเขาค้นหาอยู่พักใหญ่ "ไม่มีเอกสารส่วนตัว ไม่มีคอมพิวเตอร์ ไม่มีอะไรที่จะบ่งบอกถึงตัวตนของเขาได้เลย" ในขณะที่ทุกคนกำลังจะหมดหวัง...อัยยาที่เดินสำรวจไปรอบ ๆ ห้อง ก็รู้สึกได้ถึงไอเย็นที่เล็ดลอดออกมาจากผนังห้องด้านหนึ่ง...ผนังที่ดูเรียบสนิทและไม่มีอะไรผิดปกติ 'พี่อ
ทางด้านรามิลและทีมของเขา เมื่อพวกเขาขึ้นมาถึงดาดฟ้าเรือก็ได้พบกับภาพที่น่าประหลาดใจ...เมฆา เมฆินทร์ กำลังยืนพิงราวกันตกอยู่ โดยที่เขาได้ยืนหันหน้าชมท้องทะเลในยามค่ำคืนอย่างไม่ทุกข์ร้อนแม้จะรู้ดีว่าเรือทั้งลำได้ถูกตำรวจล้อมไว้หมดแล้วก็ตาม โดยด้านข้างของชายหนุ่มคือหญิงวัยกลางคนที่กำลังยืนตัวสั่น...และเมื่อรามิลเห็นใบหน้าของเธออย่างชัดเจน เจ้าตัวก็จำได้ทันทีว่าเธอคือแม่บ้านของตระกูลกิตติไพศาลสกุล "เมฆา เมฆินทร์!" รามิลตะโกนขึ้น เสียงของเขาดังก้องไปทั่วดาดฟ้าเรือที่เงียบสงัด "เกมจบแล้ว! ยอมมอบตัวซะดี ๆ!" เมฆาค่อย ๆ หันกลับมามอง เขาไม่ได้มีท่าทีตื่นตระหนกแต่อย่างใด แต่กลับหัวเราะออกมาในลำคอ "ฮะ ๆ ๆ... จบแล้วเหรอครับสารวัตร?" เขายิ้มอย่างเหนือกว่า "ผมว่า...มันยังเหลืออีกนิดหน่อยนะครับ"
ท่ามกลางการต่อสู้...ของทั้งสองฝ่ายที่อีกฝ่ายกำลังจู่โจมกับศัตรูกับอีกฝ่ายคือการต่อสู้เพื่อยื้อชีวิต "กลับมาสิอัยยา! ได้ยินไหม! กลับมา!" เสียงตะโกนที่สิ้นหวังของวาโยดังก้องอยู่ท่ามกลางเสียงคลื่นและลมทะเล เขาทำการกดหน้าอกและผายปอดให้อัยยาอย่างไม่คิดชีวิต ทุกวินาทีที่ผ่านไปยาวนานเป็นอย่างมาก...แต่ร่างของหญิงสาวก็ยังคงนิ่งสนิทและเย็นเฉียบ... ซึ่งในเวลาเดียวกันนั้นเอง...ในห้วงมโนสำนึกของอัยยาความรู้สึกเจ็บปวด.. ความหนาวเย็น...และความหวาดกลัว...ได้หายไปหมดแล้ว... เธอรู้สึกว่าตัวเองกำลังยืนอยู่ท่ามกลางทุ่งดอกไม้สีขาวที่กว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา ท้องฟ้าเป็นสีทองอร่าม บรรยากาศรอบตัวเต็มไปด้วยความอบอุ่นและความสงบอย่างที่เธอไม่เคยรู้สึกมาก่อนในชีวิต&n




![I'll follow Apollo [Mpreg]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)


