LOGINเมื่อเอ่ยถึงหมู่บ้านเล็กๆ ในพื้นที่ห่างไกลจากเมืองหลวงอย่างหมู่บ้านนาทองคำแล้ว ที่นั่นคือแหล่งผลิตและส่งออกข้าวหอมมะลิคุณภาพดีของประเทศ มีประชากรอาศัยอยู่ไม่กี่ร้อยหลังคาเท่านั้น แต่นาข้าวที่อยู่ล้อมรอบหมู่บ้านกลับมีพื้นที่นับพันไร่ เกินกว่าครึ่งของที่นาเหล่านั้นเป็นของ คุณย่าคำหอม ทรัพย์มหาศาล เศรษฐินีใหญ่ของหมู่บ้าน
คุณย่าคำหอมมีนาข้าวนับไม่ถ้วน แต่กลับมีทายาทน้อย ตอนมีลูกท่านก็มีคนเดียว พอมีหลานยังมีหลานชายคนเดียวอีก ดังนั้นพอหลานชายหัวแก้วแหวนอยู่ในวัยสร้างครอบครัว ท่านจึงสรรหาสาวๆ มาให้เขาได้พิจารณา เลือกเอาสะโพกใหญ่ๆ หน่อย จะได้คลอดเหลนให้ท่านได้หลายๆ คน แต่แดนดินกลับไม่เคยเห็นผู้หญิงพวกนั้นอยู่ในสายตา หนึ่งเดือนที่ผ่านมานี้ ชายหนุ่มผลักไสพวกเธอออกไปจากชีวิตด้วยวิธีการต่างๆ นานา ก็เหมือนสาวเสื้อส้มที่ต้องกลับไปแบบไม่ได้เห็นแม้เพียงเส้นผมของเขา
หลังจากส่งคนกลับไปแล้ว หญิงชราก็มานั่งคัดเมล็ดถั่วไว้ทำขนมรอหลานอยู่ที่หอนั่งกลางเรือนไทยประยุกต์แบบอีสาน สร้างจากไม้สักทองทั้งหลัง ซึ่งสร้างขึ้นในตอนที่ท่านย้ายตามสามีมาอยู่ที่นี่ พอลูกชายคนเดียวแต่งงานมีครอบครัวก็ปลูกเรือนไทยอีกหลังขึ้นด้านข้าง โดยทำระเบียงทางเดินเชื่อมเข้ากับเรือนใหญ่ เพื่อให้เขากับภรรยาได้ใกล้ชิดกับบิดามารดาเหมือนอยู่เรือนเดียวกัน แต่ตอนนี้ลูกชายคนดีได้พาภรรยากลับไปอยู่ที่บ้านเกิดเมืองนอนของอีกฝ่ายแล้วละนะ
คล้อยหลังสาวเสื้อส้มจากไปไม่นาน คนที่คำหอมรออยู่ก็มาถึง
“คุณย้าาา”
คนสูงวัยได้ยินเสียงสิบแปดหลอดของหลานชายแล้วถึงกับขมวดคิ้ว พอร่างสูงในเสื้อยืดกับกางเกงเลเดินตึงตังขึ้นมาบนเรือนด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์จึงชิงทำหน้าดุก่อน
“ทำเสียงดังอะไรกันเจ้าดิน”
แดนดินที่ลืมตัวไปหน่อยรีบนั่งลงยิ้มประจบหญิงชรา “ขอโทษที่เสียงดังนะจ๊ะ ดินแค่อยากเจอย่าเร็วๆ น่ะ”
“เชอะ” คนถูกประจบมองค้อน “มีอะไรก็ว่ามา”
“ย่าเลิกหาผู้หญิงมาให้ดินดูตัวเถอะนะ” อ้อนวอนด้วยสีหน้าที่เริ่มจะบูดขึ้นมาอีกแล้ว หนึ่งเดือนที่ผ่านมานี้ เขาต้องคอยคิดหาวิธีเลี่ยงการเผชิญหน้าผู้หญิงพวกนั้นจนปวดหัวไปหมดแล้ว
ผู้เป็นย่ากลับบอกว่า “ดินมีเมียเมื่อไหร่ ย่าก็หยุดเมื่อนั้นแหละ”
“แต่ดินยังไม่อยากมีเมียนี่”
“แล้วทำไมไม่อยากมี” อันนี้คนแก่สงสัยจริงๆ คนรุ่นเดียวกับแดนดินมีลูกสองลูกสามกันไปแล้วทั้งนั้น แต่คนหน้าตาดีที่สุด รวยที่สุด เสน่ห์ล้นเหลือที่สุดของรุ่นอย่างแดนดินกลับยังไม่มีอะไรกับใคร หลานท่านมันมีปัญหาอะไร?
“มีเมียแล้วไม่ค่อยดีนี่จ๊ะ จะทำอะไร จะไปไหนมาไหนก็ยาก”
“เคยมีรึไง ถึงได้รู้น่ะ”
“โอ๊ย ผู้หญิงที่ดินเคยเจอ ไม่มีว่าง่ายๆ สักคน คอยแต่จะเจ้ากี้เจ้าการ สั่งโน่นนี่ ห้ามโน่นนั่น น่าปวดหัวจะตายไปจ้ะ”
“น่าปวดหัวแล้วไปยุ่งด้วยทำไม ผู้หญิงดีๆ อย่างเช่น...”
“ไม่เช่นแล้วจ้ะ ไม่เอาแล้วด้วย ดินไม่รีบ เกิดเป็นชายจะรีบไปทำไม ยิ่งแก่ยิ่งแซ่บนะจ๊ะย่า”
“เออ! แซ่บของแกคนเดียวสิ ไม่รีบหาตอนนี้แล้วเมื่อไหร่ย่าจะได้อุ้มเหลน เรี่ยวแรงย่าก็หายไปทุกวันๆ นะ หรือย่าคนนี้จะไม่มีวาสนาได้อุ้มหลานกับเขาแล้ว” หญิงชราวัยเจ็ดสิบที่ยังหน้าตาอิ่มเอิบและสุขภาพแข็งแรงดี แกล้งบีบน้ำตา แต่หลานชายดันรู้ทันกันดี
“พอจ้ะ มุขนี้ย่าเล่นบ่อยแล้ว”
คนถูกขัดมองค้อนหน้าคว่ำ ก่อนจะประกาศอย่างไม่ยอมแพ้ง่ายๆ “ไม่รู้แล้ว ย่าอยากอุ้มเหลน ดินต้องรีบหาเมียมาทำเหลนให้ย่า”
แดนดินตวัดสายตามองค้อนคืนทันที “นั่นเมียหรือเครื่องผลิตเหลนกันแน่”
“ไม่รู้ไม่ชี้”
“เอาเป็นว่าดินจะหาเมียเอง รับรองว่าถึงตอนนั้นเมื่อไหร่ ดินจะขยันผลิตเหลนให้ย่านะครับ”
“อีกไม่กี่วันที่จะถึง ย่าแพงจะพาหลานสาวของท่านชายใหญ่มาอยู่ที่นี่ ชาติตระกูลดีเลยเชียว ทำไมดินไม่ลองเปิดใจจีบเอามาเป็นคนของเราล่ะ” คำหอมบอกด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้น เมื่อนึกขึ้นได้ว่าน้องสาวจะพาใครมาด้วย
“มาอยู่ที่นี่?” แดนดินหรี่ตาถามในจุดสำคัญ
“ช่าย”
“ไม่ได้นะ ดินไม่ให้เขามาอยู่ที่เรือนนี้ด้วยหรอก” ชายหนุ่มเอ่ยค้านทันที มาวันเว้นวันก็แทบแย่ ถ้ามาอยู่ด้วยกันเลยก็ตายห่าพอดีสิ!
“ไม่ให้อยู่ก็เรื่องของดินสิ ย่าจะให้พวกเขามาอยู่กับย่าที่เรือนนี้”
เรือนทั้งสองเชื่อมกันก็จริง แต่แยกส่วนกันชัดเจน แดนดินกับลูกน้องคนสนิทอาศัยอยู่ที่เรือนเล็ก ส่วนคำหอมกับคนสนิทก็อาศัยอยู่ที่เรือนใหญ่ ใครจะมาอยู่กับท่านก็ไม่เกี่ยวกับเรือนเล็กอยู่แล้ว
“ดินไม่สงสารย่าแพงก็เรื่องของดิน แต่ถ้าพวกเขามาแล้วก็ช่วยทำตัวดีๆ หน่อยแล้วกัน ย่าให้เขาว่าเอาได้ว่าหลานย่าไม่ดี”
แดนดินพูดไม่ออก ได้แต่นิ่วหน้าถาม “ทำไมย่าแพงถึงจะมาอยู่ที่บ้านเราล่ะจ๊ะ”
“ย่ายังไม่ได้ถามเรื่องถามราวอะไรกันหรอก” ต้นสายปลายเหตุจริงๆ คำหอมก็ยังไม่รู้เหมือนกัน พอน้องสาววัยห่างกันครึ่งรอบโทรมาขอความช่วยเหลือ ท่านก็รับปากไปอย่างไม่คิดอะไร “เราไม่ได้เจอกันนานแล้ว เขาจะมาหาย่าก็ไม่แปลก”
“แต่ทำไมต้องเอาคนอื่นมาด้วยล่ะ ผู้รากมากดีเขาถือตัวกันจะตายไป บางคนก็เรื่องมาก ไม่รู้ว่ามาแล้วจะปลื้มบ้านเราหรือเปล่า ดินเปิดใจไม่ยากหรอก แต่ฝ่ายนั้นเขาจะชอบคนบ้านนอกคอกนาอย่างดินหรือเปล่าล่ะจ๊ะ”
“ไม่รู้ ก็ดูกันเอาเองสิ เนื้อคู่กระดูกคู่จะมาพบบรรจบกันได้ล้วนขึ้นอยู่ที่โชคชะตา ที่ดินไม่สนใจใครเลยสักคน อาจเป็นเพราะว่ารอคนนี้อยู่ก็ได้ ใครจะไปรู้ ดูอย่างย่าสิ อยู่ไกลแค่ไหนก็ยังมาพบรักกับปู่ของแกถึงที่นาทองคำ แล้วก็ต้องมานั่งปวดหัวเรื่องแกอยู่นี่ไง!”
แดนดินหัวเราะเบาๆ บอก “ยังไงดินก็ยืนยันว่าจะหาเมียเอง”
“หาเมียเองได้ แต่ย่าขอให้ดินลองพิจารณาคนนี้ดูก่อน ถ้าดินไม่ถูกใจจริงๆ ย่าจะเลิกยุ่งกับเรื่องเมียรักของดินเลย”
หลานรักพยักหน้าให้ย่าเหมือนเหนื่อยจะขัดใจแล้ว “เอาเป็นว่าดินจะลองๆ พิจารณาเขาดูก็แล้วกันจ้ะ”
“ได้สิจ๊ะ ย่าน่ะตามใจหลานอยู่แล้ว”
“...” แดนดิน
ในที่สุดแขกพิเศษก็เดินทางมาถึงเรือนคำหอม
“กราบย่าจ้ะ”
คำแพง หญิงสูงวัยในชุดกระโปรงผ้าเนื้อดีที่นั่งอยู่บนแคร่ไม้กลางหอนั่งบนเรือนใหญ่อมยิ้มลูบศีรษะชายหนุ่มที่กราบลงแทบตักตนอย่างเอ็นดู “ไม่เจอกันตั้งนาน ยังหล่อเหมือนเดิมเลยหลานย่า”
พอถูกชมเจ้าตัวก็ไม่มีเขินอาย ตอบด้วยสีหน้าระรื่น “แดนดินก็คือแดนดิน หล่อลั่นทุ่งเสมอจ้ะย่า”
คนเป็นย่าตัวจริงอย่างคำหอมที่นั่งอยู่ข้างๆ ถึงกับส่ายหน้า ขณะที่คำแพงแนะนำหญิงสาวร่างเล็กที่มาด้วยกันยิ้มๆ
“นี่ฤทัยรักษ์หรือหนูอุ่นค่ะ เด็กที่น้องฟูมฟักมาเองตั้งแต่อ้อนแต่ออกเลยค่ะ”
“สวัสดีค่ะ” ฤทัยรักษ์ยกมือขึ้นไหว้อย่างอ่อนน้อม แม้ในใจจะแอบหัวเราะกับฉายา ‘หล่อลั่นทุ่ง’ ของแดนดิน
“สวัสดีจ้ะ ย่าชื่อคำหอมนะ ส่วนคนนี้ก็พี่ดิน” ย่าคำหอมรับไหว้ด้วยสีหน้าใจดี ก่อนแนะนำแดนดินให้รู้จักเสร็จสรรพ สายตาประเมินใบหน้าสวยพลางๆ นางเห็นคนสวยมามาก แต่ที่สวยหวานละมุนตานั้นน้อย ฤทัยรักษ์คนนี้มีใบหน้ารูปไข่ คิ้วเรียวสวย ตาสีน้ำตาลเชื่อม จมูกรั้นเชิดนิดๆ ริมฝีปากอวบอิ่ม รูปร่างกำลังดี เบื้องต้นสำหรับนางถือว่าผ่านเลย
ในทางกลับกัน แดนดินกำลังมองฤทัยรักษ์ด้วยสายตาครุ่นคิด
วันนี้เขาลงทุนสลัดเสื้อยืดเกงเลมาสวมเสื้อเชิ้ตเกงยีนให้หล่อเนี้ยบ เพื่อดูว่าสาวผู้ดีของย่าจะมีท่าทีอย่างไร จะชม้อยชม้ายชายตาหรือทอดสะพานให้เขาเหมือนสาวๆ คนอื่นหรือเปล่า
ผลที่ได้คือฤทัยรักษ์ไม่สนใจเขาเลย...
เวลานับเดือนล่วงเลยผ่านไปคนขอเว้นระยะห่างเพื่อทบทวนตัวเองถึงปรากฏตัวขึ้นหน้าเรือนคำหอมวันเวลาที่วังท่านลุงนั้นผ่านไปอย่างเงียบเหงาเหลือเกิน เหงาจนคิดถึงคนที่นี่จับใจ“โฮ่งๆ โฮ่ง!”แก๊งหลังอานส่งเสียงเห่ามาแต่ไกล เมื่อเห็นคนบุกรุกเข้ามาในพื้นที่ แต่พอได้กลิ่นที่คุ้นเคยของฤทัยรักษ์ พวกมันกระดิกหางล้อมหน้าล้อมหลังเธออย่างตื่นเต้น“ไผมานั่น เซาเห่าก่อนแน่” (ใครมานั่น เลิกเห่าก่อนสิ) ยายบัวตะโกนถามมาจากระเบียงเรือน พอมองเห็นว่าใครมาก็ทำตาโต ผลุบหายไปแล้วกลับมาใหม่พร้อมเจ้าของเรือน“หนูอุ่นจริงๆ ด้วย!” หญิงชราร้องทักด้วยน้ำเสียงดีใจ ก่อนจะทำหน้าตกใจตามเมื่อนึกอะไรขึ้นมาได้“หนูอุ่นเองค่ะ” ฤทัยรักษ์ยกมือไหว้พลางมองท่าทีแปลกๆ ของหญิงชราอย่างสงสัย ทำไมดูตกใจมากกว่าดีใจที่เห็นเธอล่ะ“ย่านึกว่าใคร หนูอุ่นมาแล้วก็ขึ้นมาบนเรือนสิจ๊ะ ขึ้นมาๆ”หญิงสาวยิ้มกว้างปัดความสงสัยทิ้ง ไล่พวกหลังอานให้ไปเล่นที่อื่นก่อน แล้วเดินขึ้นเรือนพร้อมกระเป๋าลากใบใหญ่ด้วยความตื่นเต้น“เพิ่งมาเหนื่อยๆ เข้าไปพักก่อนไหมลูก”“ไม่เหนื่อยเลยค่ะ นี่คนอื่นไปไหนกันหมดคะ” ถามพลางชะเง้อมองหาคนที่เหลือ ตอนนี้ใกล้ค่ำแล้ว ทุกคนน่าจ
แม้ว่าผลจะออกมาเป็นที่น่าพอใจในระดับหนึ่ง แต่แดนดินไม่คิดจะปล่อยพวกมันไปง่ายๆ พอผู้จัดการใหญ่ที่กลายมาเป็นผู้ช่วยมือทองโทรมารายงานผลวันนี้ เขาจึงกำชับไปอีกว่า “ติดตามผลต่อไปให้ผมด้วย อย่าให้เรื่องเงียบเด็ดขาด ยิ่งทำให้มันตกต่ำมากกว่านี้ยิ่งดี ถ้าพวกคุณทำได้ สิ้นปีผมจะให้โบนัสพิเศษ”("วางใจได้เลยครับ พวกเราจะทำให้เต็มที่")"ฝากด้วยแล้วกัน"("ครับ ขอบคุณล่วงหน้าสำหรับโบนัสนะครับเจ้านาย")แดนดินสั่งงานอีกเล็กน้อยค่อยวางสาย ดวงตาสีดำขลับทอดมองแม่น้ำเจ้าพระยาที่อยู่ด้านหลังวังอย่างพอใจ ในยุคสมัยที่ทั่วโลกกำลังพัฒนาไปข้างหน้าเช่นนี้ อิทธิพลของ ‘สื่อนิ้วมือ’ ค่อนข้างเร็วและรุนแรง หลายคนดังได้เพราะสื่อในชั่วข้ามคืน บางคนก็พังในชั่วข้ามคืนเหมือนดนัยภพกับพ่อขณะกำลังยืนทอดอารมณ์อย่างสบายใจอยู่นี่เอง หางตาพลันเหลือเห็นร่างสูงของเจ้าของวังเดินมาหา แดนดินเก็บยิ้มร้ายๆ หันไปหาอีกฝ่าย “คุณชาย”“ทำอะไรอยู่ครับ ผมมารบกวนหรือเปล่า พอดีมีเรื่องอยากจะขอคุยด้วยหน่อย เรื่องหนูอุ่น”“ไม่รบกวนเลยครับ มีอะไรพูดมาได้เลย” เขาบอกยิ้มๆ ทันทีที่ได้ยินว่าอีกฝ่ายต้องการจะพูดเรื่องอะไร“คุณดินคิดยังไงกับหนูอุ่นครับ”
ฝ่ายคุณชายหนุ่มไม่ได้สบถออกมา เพียงกัดฟันกรอดๆ อย่างแค้นใจ เขามอบมิตรภาพให้ มันกลับตอบแทนเขาด้วยการทำมิดีมิร้ายน้องสาวเขา เดิมทีเขาก็ไม่ชอบหน้าคนขี้เบ่งอย่างดนัยภพ แต่จำใจคบไว้เพื่อใช้งานในบางครั้ง“พี่ขอโทษนะหนูอุ่น” เขาบอกอย่างเสียใจจริงๆ “ไม่คิดเลยว่ามันจะเป็นคนแบบนี้ไปได้”ฤทัยรักษ์รีบส่ายหน้าบอก “เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับพี่ชายเลยค่ะ เขาบอกว่าเป็นเกมที่เล่นกับเพื่อนๆ ที่อยู่คนละกลุ่มกับพี่ชาย เห็นว่ากำลังเก็บแต้มล่าพรหมจรรย์อะไรสักอย่างนี่แหละค่ะ”“แล้วยังไงต่อ เรากับเพื่อนได้ไปแจ้งความอะไรบ้างไหม”“ก็อย่างที่บอกค่ะ เขาขู่ว่าถ้าเอาเรื่องนี้ไปแจ้งตำรวจหรือบอกให้คนอื่นรู้ เขาจะให้คนมาทำร้ายหนูอุ่นกับเพื่อนๆ และคนในครอบครัวของพวกเราจนอยู่ไม่ได้ จะยัดข้อหาให้ด้วย หนูอุ่นไม่อยากให้ทุกคนเดือดร้อนไปด้วย ยังไงหนูอุ่นก็ยังปลอดภัย ยังไม่ถูกเขาทำร้ายจริงๆ ก็เลยไม่ได้บอกใครว่าเกิดอะไรขึ้นในวันนั้นค่ะ” บอกด้วยสีหน้าไม่สู้ดี“ฉันไม่รู้จะด่ายังไง ไม่ด่าก็แล้วกัน” แดนดินว่าเสียงเย็นฝ่ายพี่ชายถอนใจถาม “แล้วตอนนี้ดนัยภพอยู่ที่ไหน”“ในคุกค่ะ” ฤทัยรักษ์ตอบพลางเหลือบมองคนช่วยจัดการให้“พูดจริง?!” “ผมให
“ฉันขอโทษ” ฤทัยรักษ์ก้มหน้าสะอื้นไห้อย่างสุดจะกลั้น“เฮ้อ ไม่ต้องร้องๆ มันผ่านไปแล้ว และฉันก็จัดการมันแทนเธอไปแล้วด้วย” คนทนเห็นน้ำตาเธอไม่ได้ ก้าวขึ้นไปนั่งบนเตียง โอบกอดร่างบางไว้ด้วยท่าทางปลอบประโลม“จัดการ?” เสียงแหบเครือถามออกมางงๆ “จัดการยังไงคะ”“ฉันเอามันเข้าคุกไปแล้ว”ฤทัยรักษ์ได้ยินแล้วเงยหน้าถามเขาอย่างตกใจ “เขาไม่ได้บอกคุณเหรอ ว่าเขาเป็นใคร”แดนดินยักไหล่ “ก็พูดทำนองว่าพ่อมันใหญ่ แล้วไงล่ะ พ่อมันใหญ่คับฟ้ามากไง?”“ระดับนายตำรวจใหญ่ของนครบาลเลยแหละค่ะ” คนรู้ดีบอกด้วยสีหน้ากังวล“แล้วไง” เขาถามด้วยสีหน้าไม่เข้าใจ“เราคงทำอะไรเขาไม่ได้เลยไงคะ แถมพ่อเขาอาจจะยัดข้อหาเพิ่มให้อีกก็ได้”“แต่เมื่อคืนฉันทำอะไรๆ กับมันไปแล้ว ตอนนี้มันคงนอนอยู่ในคุก... ทำไมมองหน้าฉันแบบนั้น ไม่เชื่อ?” ถามเมื่อเห็นสายตาตะลึงของเธอ“ฉันกลัวคุณจะเดือดร้อนเพราะฉันต่างหาก”เขาแค่นหัวเราะบอก “มันทำอะไรฉันไม่ได้หรอก”“เราไม่รู้ว่าเขาทำอะไรได้บ้าง อย่าไปยุ่งกับพวกเขาเลยค่ะ” เธอขอร้องอย่างร้อนใจ ถ้าจัดการดนัยภพได้โดยไม่มีปัญหาตามมา เธอคงบอกเรื่องที่เกิดขึ้นกับพี่ๆ แล้ว จะทนเก็บเอาไว้ทำไม“เอ๊ะ!” เขาตีคิ้วดุ “ท
ภาสกรรีบให้รปภ. ดึงดนัยภพออกจากห้องทันที แต่ ‘ไอ้ห่านี่’ ของท่านรองดันสะบัดตัวหนีไม่ยอมให้จับ“อย่าเอามือของพวกแกมาจับตัวฉัน! ฉันเป็นใคร พวกแกเป็นใคร กล้าทำแบบนี้กับฉันก็คอยดูผลของมันได้เลย ฉันจะฟ้องให้ฉิบหายทั้งคนทั้งโรงแรมนี้ให้ดู อ้อ พวกแกคงไม่รู้สินะ ว่าพ่อฉันเป็นใคร ไปค้นดูนามสกุลของฉันไป๊!” ดนัยภพร้องขู่ลั่นอย่างที่เคยทำมาหลายต่อหลายครั้ง และมันก็สำเร็จทุกครั้งด้วยแดนดินแค่นยิ้มบอก “กูไม่ค้นให้เป็นเสนียดตัวกูหรอก! เชิญมึงขี่ม้าสามศอกไปฟ้องพ่อได้เลย แล้วเตรียมตัวรับทราบข้อหาทำร้ายร่างกายและกักขังหน่วงเหนี่ยวด้วยนะ นามกุลเลวๆ ของมึงน่ะ เดี๋ยวกูจะทำให้ฉิบหายวายวอดเอง ไอ้หน้าวอก!”“มึง!”“สั่งให้โรงแรมในเครือของเราทั้งหมด จากนี้เราจะไม่ให้บริการกับลูกค้าที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับวงศ์ตระกูลไอ้ห่านี่”“จะจัดการให้ทันทีครับ” ภาสกรตอบรับอย่างขันแข็งดนัยภพนั้นโกรธจนตัวสั่น “พวกมึงคงไม่รู้จริงๆ ว่าพ่อกูเป็นตำรวจยศใหญ่ ถ้าไม่อยากมีปัญหาก็กราบขอโทษกูมาเดี๋ยวนี้”“กูว่ามึงกราบขอขมาแฟนกูก่อนเป็นไง” แดนดินบอกเสียงต่ำ“แฟนมึง” ดนัยภพมองฤทัยรักษ์แล้วหัวเราะร่า “แฟนมึงแล้วไง น้องเขาเคยเป็นเมียกูมาก
โรงแรมเมืองวิมาน...แดนดินเงยหน้ามองป้ายชื่อโรงแรมที่มันพารถเลี้ยวเข้าไปแล้วยิ้มเหี้ยม จัดการเลี้ยวรถตามทันที เขาจอดรถทิ้งไว้หน้าโรงแรมอย่างรีบร้อน ก่อนก้าวดุ่มๆ ตรงไปหาลิฟต์ด้วยอารมณ์เดือดเต็มที่ แต่เขากลับไม่สามารถผ่านเข้าข้างในได้ ทั้งที่เห็นหลังไอ้เลวนั่นอยู่ไหวๆ“โว้ย!”พนักงานที่ดูแลส่วนนี้รีบก้าวเข้ามาแนะนำด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม“ด้านนี้เป็นส่วนของห้องพัก ท่านต้องใช้คีย์การ์ดสแกนเข้าไปด้านในครับ หากท่านยังไม่มี กรุณาติดต่อที่ด้านหน้าเพื่อเปิดห้องพักก่อนนะครับ”“เปิดให้ฉันเข้าไป!” แดนดินหันไปสั่งเสียงเข้ม จะให้ไปติดต่อห่าเหวอะไรอีก แค่นี้เขาก็ช้ามากอยู่แล้ว!“ไม่ได้ครับ เชิญติดต่อที่ด้านหน้าด้วยครับ”“ไม่ได้ใช่ไหม!”เท้าใหญ่ของแดนดินยันโครมเข้าที่แท่นของช่องผ่านเข้า-ออกอย่างแรง ก่อนร่างสูงจะหมุนตัวเดินไปที่รีเซฟชั่นด้วยสีหน้าตึงสนิท ทิ้งให้พนักงานคนนั้นยืนอึ้งอยู่ตรงนั้น“สวัสดีค่ะ ต้องการห้องพักแบบไหนคะท่าน”พนักงานสาวรีบยิ้มหวานเอ่ยต้อนรับ เมื่อเห็นใบหน้าหล่อเหลาของลูกค้าหนุ่ม แต่เขากลับจิกตาบอกเธอเสียงเข้ม“ต้องการหมายเลขห้องของลูกค้าที่เพิ่งขึ้นลิฟต์ไปเมื่อกี้ ด่วน!”“ต้องขอโทษด







