Masuk“แต่มันเป็นของเรา บ้านของเรา” เด็กหญิงศรัญภัทรายังไม่ยินยอมเห็นด้วย เธอเกลียดผู้หญิงคนนั้นและเกลียด พ่อ ของตน เด็กหญิงมองประตูห้องที่บิดาเดินเข้าไปกับผู้หญิงคนนั้นด้วยความเกลียดชัง
“ศรัญภัทรา ไม่เชื่อฟังคุณแม่แล้วหรือลูก...” เมื่อมารดาเรียกด้วยชื่อเต็มเช่นนี้ศรัญภัทรารู้ดีว่า นั่นคือประกาศิตและคุณแม่ของเธอไม่ต้องการให้ใครขัด...
“คุณแม่ขา น้องแพรกับน้องพราวเห็นด้วย เราไปอยู่ที่อื่นกันนะคะ...” ชนกวนันท์แฝดผู้พี่เอ่ยขึ้นเมือเห็นว่าน้องสาวกำลังจะทำให้มารดาเครียดกว่าเดิม ศจีพรรณพยักหน้าแล้วโอบกออดบุตรสาวทั้งสองแน่น ดวงตาเคยงดงามสดใสบัดนี้แห้งผาก ฉายเพียงแววความร้าวรานตรอมตรมในใจเท่านั้น...
ร่างบอบบางที่กำลังก้มๆ เงยๆ อยู่กับเตาอบขนมนั้นดูเพลิดเพลินกับงานที่ตนเองทำอยู่ มือบางค่อยๆ หยิบถาดขนมปังกรอบสูตรพิเศษที่ลูกค้าติดใจสั่งเป็นของฝากจำนวนมากออกมาพักไว้แล้วค่อยๆ นำกล่องพลาสติกสี่เหลี่ยมน่ารักบรรจุขนมปังกรอบแผ่นบางใส่อย่างระมัดระวังแต่ทุกๆ ท่วงท่าของเธอนั้นเต็มไปด้วยความสุข
“แพร พราวไปทำงานแล้วนะ อย่ามัวแต่ทำขนมเพลินจนลืมกินข้าวล่ะ” พราว หรือ ศรัญภัทรา แฝดผู้น้องเอ่ยกับพี่สาวฝาแฝดของตนด้วยความห่วงใย ใบหน้าที่เหมือนเธอราวกับแกะนั้นหันมายิ้มให้อย่างอ่อนโยนเหมือนทุกๆ วัน แพร หรือ ชนกวนันท์ หญิงสาวที่ชอบทำอาหารเป็นชีวิตจิตใจ
“จ้า แม่ดาราดัง รีบๆ ไปเถอะ เดี๋ยวก็ไปถ่ายแบบสายหรอกมัวมาบ่นเป็นแม่แก่อยู่ได้”
“แพรจ๋า ตัวทำงานหนักมากเกินไปแล้วนะ แล้วนั่นจะก้มหน้าก้มตาเอาขนมใส่กล่องอีกนานมั้ย พราวยังไม่ได้ทานข้าวเลยนะ” แฝดผู้น้องกอดอกยืนอิงกรอบประตูห้องครัวกล่าวน้ำเสียงจริงจังขึ้นมาอีกนิด เมื่อพบว่าอาหารเช้าของพี่สาวยังไม่พร่องไปเลยสักนิดแต่ใบหน้าสวยนั้นก็ยิ้มละไมให้พี่สาวด้วยความรักห่วงใย
ชนกวนันท์เงยหน้าจากขนมปังกรอบแผ่นบางเฉียบหอมกรุ่นด้วยกลิ่นเนยโรยหน้าด้วยอัลมอนด์สไลด์บางๆ ซึ่งเป็นขนมปังกรอบสูตรเฉพาะของเธอ หญิงสาวมองน้องสาวที่ยืนยิ้มหวานอยู่หน้าประตูห้องครัวด้วยความรัก ศรัญภัทราน้องสาวฝาแฝดของตนนั้นงดงามอยู่ในชุดเดรสสั้นเข้ารูปสีม่วงอ่อนใสโชว์ไหล่ขาวนวล ใบหน้ารูปไข่นั้นนวลใสไร้เครื่องสำอางแต่ก็ดูเปล่งปลั่งอมชมพู ดวงตากลมโตดำขลับนั้นพราวระยับดูร่าเริงมีเสน่ห์น่ารัก จมูกโด่งเป็นสันงดงามโดยไม่ต้องศัลยกรรมรับกับเรียวปากอวบอิ่มระเรื่อด้วยวัยสาว เรือนผมดำขลับเงาระยับนั้นยาวสยายเต็มแผ่นหลังบางทุกอย่างที่เป็นศรัญภัทราเสมือนกระจกที่ส่องเงาของเธอไม่ผิดเพี้ยน...
แต่หากใครช่างสังเกตจะพบว่า ระหว่างเธอกับศรัญภัทรานั้นจะมีสีตาต่างกัน ชนักวนันท์นั้นมีดวงตากลมโตสีน้ำตาลเข้มเจิดจ้าต่างจากน้องสาวที่มีดวงตาดำสนิทในขณะที่ศรัญภัทราไว้ผมยาวสยายถึงกลางหลัง แต่ชนกวนันท์เลือกที่จะไว้ผมบ๊อบสั้นสวมแว่นตากรอบหนาเตอะเพื่อให้แตกต่างจากน้องสาวและศรัญภัทราจะสูงกว่าเธอราวสามเซนติเมตร ที่สำคัญศรัญภัทราก็เป็นดารานางแบบดาวรุ่งที่ฮอตที่สุดในขณะนี้ ไม่มีใครไม่รู้จัก น้องพราว ศรัญภัทรา ดารานางแบบสาวสวยวัย ยี่สิบเอ็ดปีคนนี้ ชนกวนันท์ชอบชีวิตเรียบง่ายและไม่ค่อยมั่นใจในตนเองแต่ศรัญภัทรานั้นชอบชีวิตที่ท้าท้าย ได้ท่องไปในโลกกว้างและมีความมั่นใจในตนเองสูง แต่สิ่งที่เธอทั้งคนมีและชอบเหมือนกัน คือชีวิตสงบสุขพอเพียง ซึ่งหากใครรู้จักเธอทั้งสองจะพบว่าสองสาวฝาแฝดนี้เป็นคนที่มัธยัสถ์ประหยัดอดออมเลยทีเดียว...
“โอเค แพรทานข้าวก่อนก็ได้ ไปๆ รีบไป เดี๋ยวก็โดนพี่หนูนาบ่นหูชาอีกหรอก”
“ทานข้าวจริงๆ นะ”
“จ้า ทานจริงๆ นี่เห็นมั้ยแพรตักข้าวใส่ปากแล้ว” ชนกวนันท์ตักข้าวใส่ปากเคี้ยวตุ้ยๆ เพื่อให้เห็นว่าเธอกำลังรับประทานอาหารมื้อเช้าอย่างเอร็ดอร่อยซึ่งสร้างความพอใจให้ศรัญภัทราเป็นอย่างมาก
“ดีมาก ถ้าอย่างนั้นพราวไปทำงานก่อนนะ”
“พราว...” ชนกวนันท์เรียกน้องสาวเบาๆ ก่อนที่ร่างระหงจะเดินออกไป
“อะไรหรือ”
“เมื่อวาน... เอ่อ แพร เจอ... พ่อ” ผู้เป็นพี่สาวอ้อมแอ้มบอก ทั้งรู้ว่าต้องสร้างความไม่พอใจให้กับศรัญภัทรา
“ใครคือพ่อเราล่ะแพร ตัวคิดว่าผู้ชายคนนั้นคือพ่อเราหรืออย่างไร”
“แต่เราก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเราไม่ใช่ลูกของเขานะพราว”
“ไม่รู้หรอก พราวมีพ่อ มีแม่ ก็คือพ่อจักร ส่วนแม่ก็คือแม่ศจีกับแม่อุ่นเรือน..” ศรัญภัทรากล่าวถึงบิดามารดาของ พี่หนูนา หรืออานนท์ สาวประเภทสองคนสวยผู้จัดการส่วนตัวของตน ผู้ซึ่งอุปการะพวกเธอมาตั้งแต่ระหกระเหินออกจากบ้านหลังงามของตนพร้อมกับอัฐิของมารดา แม้แต่วันที่มารดาจมน้ำเพราะช่วยเธอจากการตกเรือที่นั่งมาเพื่อพาพวกเธอออกจากบ้านไปหาที่อยู่ใหม่ บิดาของเธอก็ยืนมองดูมารดาค่อยๆ จมน้ำไปต่อหน้าต่อตาอย่างเย็นชาพร้อมกับสายตาสะใจของผู้หญิงใจร้ายคนนั้น
ให้ตายสิ เขารู้สึกตื่นเต้นร้อนผ่าวไปทั้งกายได้อย่างไรเพียงแค่มองเธอ ผู้หญิงมากมายผ่านเข้ามาในชีวิตนั้นใช่จะสวยน้อยกว่าหญิงสาวตรงหน้าแต่ไม่ได้ทำให้เขาใจเต้นแบบนี้ เบนจิมินคิดอย่างขุ่นเคืองตัวเองและพาลโทษหญิงสาวผู้เป็นต้นเหตุเสียเลย...“พี่พราวขา นี่ค่ะน้องแองจี้ตั้งใจวาดให้พี่พราวเลยนะคะ” เด็กหญิงวิ่งไปหาหญิงสาวแล้วยื่นภาพวาดให้พี่เลี้ยงสาวคนสวยด้วยความตื่นเต้น “สวัสดีตอนเย็นจ้ะ น้องแองจี้ให้พี่แพร เอ้ยพี่พราวหรือคะ สวยมากเลยค่ะ เก่งที่สุดเลย” ชนกวนันท์เอ่ยชมจากใจจริงเมื่อมองภาพในมือ “ขอบคุณค่ะ น้องแองจี้ดีใจที่พี่พราวชอบ” “เอาเป็นว่าน้องแองจี้อยู่กับพี่พราวก่อนนะคะ คุณลุงเบนจะต้องไปดูคนงานที่ผาดาหวัน... ฝากด้วยนะคุณพราว ขอบคุณมากที่มาเป็นพี่เลี้ยงให้แองจี้” ชายหนุ่มกล่าว มองใบหน้าหวานละมุนในกรอบเรือนผมบ๊อบหน้าม้านิ่งจนหญิงสาวรู้สึกหวิวๆ ชอบกลในใจ “เอ่อ ค่ะ คุณเบนจามินไม่ต้องห่วงนะคะ” ชนกวนันท์ตอบรับด้วยรอยยิ้มจริงใจ ซึ่งรอยยิ้มของเธอทำให้ใจแกร่งกระด้างไหววูบโดยไม่ตั้งใจ ชายหนุ่มเดินตึงๆ จากไปเหมือนโกรธเธอ ซึ่งมันทำให้ชนกวนันท์ขมวดคิ้วอย่
“แล้วใครที่สำคัญกับเธอมากจนต้องพยายามจะติดต่อเขา หรือว่าเธอคิดไม่ซื่อจะโทร. หาตำรวจ” เขาพาลหาเรื่องด้วยความรู้สึกขุ่นเคืองอย่างบอกไม่ถูก“ฉันไม่มีแฟนค่ะ” เธอตอบเสียงหนักแน่น ดวงตาสีน้ำตาลกลมโตไร้กรอบแว่นหนาวาววับ“นึกว่าดาราดังอย่างเธอจะมีแฟนเยอะ หรือเปลี่ยนบ่อยๆ จนจำไม่ได้ว่าใครเป็นแฟนเสียอีก”“นั่นมันคนอื่นค่ะไม่ใช่ฉัน..” หญิงสาวพยายามปกป้องชื่อเสียงของน้องสาวเมื่อชายหนุ่มทำเสียงเหยียดหยัน“เอาเป็นว่าเธออยากติดต่อใครเรื่องอะไรก็บอกฉันเดี๋ยวฉันจัดการเอง เอาล่ะในเมื่อเธอตกลงจะอยู่ที่นี่ก็ไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วไปหาน้องแองจี้ที่ห้อง เดี๋ยวฉันจะให้คนพาไปส่วนของใช้ทุกอย่างของเธอฉันเตรียมไว้ให้แล้วแบบที่เธอใช้ประจำไม่ต้องห่วงว่าทำงานกับฉันแล้วจะซอมซ่อหรอก”เขาพูดเองเออเองเสร็จสรรพโดยที่ชนกวนันท์ไม่มีโอกาสแย้ง หรือถ้าแย้งเธอคิดว่ามันก็เหมือนพูดกับลม ไม่มีประโยชน์ที่จะพูดกับเขาสิ่งที่เธอควรทำตอนนี้คือ อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าและหาอะไรรับประทานดีกว่าเป็นไหนๆ เพราะตอนนี้เธอหิวเหลือเกิน กองทัพต้องเดินด้วยท้องชนกวนันท์คิดอย่างมีสติ...ชนกวนันท์เดินตามคนของเขาซึ่งเป็นหญิงวัยกลางคนผิวดำคล้ำเข้าม
“แต่มันไม่ใช่ทั้งหมดแน่นอน ไม่อย่างนั้นคุณไม่ให้คนลักพาตัวฉันมาแบบนี้แน่ เพราะอะไรการมาเป็นพี่เลี้ยงน้องแองจี้ถึงได้สำคัญมากจนต้องลักพาดาราดังมาเป็นพี่เลี้ยงหลานของคุณ หากคุณไม่ให้เหตุผลที่แท้จริงฉันจะบอกน้องแองจี้ว่าคุณลักพาตัวฉันมาโดยที่ฉันไม่เต็มใจมา” มันเป็นคำพูดที่ยาวที่สุด เท่าที่ชนกวนันท์เคยพูดกับคนอื่นนอกจากน้องสาวฝาแฝด หญิงสาวสูดหายใจเข้าลึกๆ อย่างรู้สึกหวาดหวั่นขึ้นมาเมื่อเขาหันมามองเธอเขม็งและนึกแปลกใจตัวเองที่สามารถพูดออกไปได้แบบนั้น“ถ้าเธอบอกน้องแองจี้แบบนั้น เธอตายแน่ศรัญภัทรา”“ถ้าฉันตาย หลานสาวคุณแย่แน่ ดูก็รู้ว่าเธอป่วย คุณให้คนลักพาตัวฉันมาเพื่ออะไร ทำไมคุณไม่เจรจาดีๆ กับฉัน” ชนกวนันท์สวมรอยเป็นน้องสาวทันที ถึงเธอจะเป็นคนไม่ค่อยมั่นใจในตนเอง แต่ก็ไม่โง่จนมองสถานการณ์ตรงหน้าไม่ออก เพียงแต่อยากรู้ความจริงเท่านั้น เธออยากรู้ว่าน้องแองจี้เป็นอะไรและเธอสามารถช่วยได้มากน้อยแค่ไหนสำหรับเธอแล้วการได้ช่วยเหลือคนอื่นมันเป็นสิ่งที่เธอจะไม่ลังเลเลยหากทำได้“โอเค.. เธอฉลาดมากศรัญภัทรา แต่ถ้าเธอไม่ได้ความจำเสื่อมคงจำได้ว่าก่อนหน้านี้ไม่กี่วันฉันให้คนไปเสนองานนี้ให้เธอด้วยค่าจ้างท
“ได้เลยค่ะ น้องแองจี้ยินดีค่ะ” เด็กหญิงกล่าวอย่างยินดีและชี้นิ้วมาที่ตัวพร้อมกับบอกพี่สาวคนสวยที่เธอใฝ่ฝันอยากพบอย่างน่ารักจนคนที่คิดหวาดหวั่นนั้นคลายความกลัวลงแล้วรับแก้วน้ำขึ้นดื่มคลายความกระหาย หญิงสาวหันมามองเด็กหญิงแองจี้อย่างพินิจพิจารณา แล้วเธอก็พบว่า หนูน้อยสวมหมวกไหมพรมสีสดใสและสวมเครื่องช่วยฟังแบบแขวนหลังหูขนาดเล็กบางแนบไปกับใบหูเล็กๆ นั้น(เครื่องช่วยฟัง คือ อุปกรณ์สำหรับผู้ที่มีความผิดปรกติทางการได้ยินตั้งแต่หูตึงจนถึงหูหนวก เครื่องช่วยฟังเป็นเครื่องขยายเสียงให้ดังขึ้น ประกอบด้วย ไมโครโฟนเป็นตัวรับเสียง ตัวขยายเสียงให้ดังขึ้นคือเอมปริไฟร์มีทั้งแบบแบบดิจิทอลล์ แบบอนาลอกซึ่งมีอยู่สามแบบคือ แบบกล่องแบบแขวนหลังหูแบบใส่ในช่องหู)ซึ่งมันบ่งบอกว่าเด็กหญิงมีความพกพร่องทางการได้ยิน ใบหน้าที่ดูซีดเซียวของเด็กน้อยทำให้ชนกวนันท์มีความรู้สึกว่าน้องแองจี้ป่วยและอาจจะป่วยมากด้วย หญิงสาวยิ้มให้เด็กหญิงบางๆ ด้วยความรู้สึกที่เป็นมิตรมากขึ้น“ทีนี้จะตอบพี่พราวได้รึยังคะ ว่าพี่พราวอยู่ที่ไหน” เธอตัดสินใจเป็นศรัญภัทราด้วยความรู้สึกสงสารน้องแองจี้อย่างบอกไม่ถูก“ที่นี่คือเกาะดาหวันค่ะพี่พราวขา
ชนกวนันท์ขับรถออกมาจากคฤหาสน์หลังงามก็แวะซื้อแป้งและส่วนผสมอื่นๆ ที่เธอจะใช้ทำขนมเย็นนี้ด้วยความสุข เพราะตอนนี้เท่ากับว่าเธอมีออเดอร์ขนมเพิ่มขึ้น โดยไม่ต้องออกไปติดต่อร้านค้าเพื่อส่งขนมแล้ว แต่เธอไม่มีโอกาสรู้เลยว่าบัดนี้เธอจะไม่มีโอกาสได้ทำขนมที่เธอรักอีกแล้ว เพราะใครบางคนกำลังจะพาเธอไปยังที่ไกลแสนไกล และที่นั่นจะทำให้ชีวิตอันสงบสุขของเธอเปลี่ยนไปตลอดกาล...ร่างบางเดินถือข้าวของพะรุงพะรังมายังรถยนต์คันเล็กโดยไม่สังเกตว่ามีใครอีกคนเดินตามเธอมาตั้งแต่เธอออกมาจากบ้านทวีวัฒน์ภิรมย์ด้วยความหมายมาด หญิงสาวถอนหายใจเมื่อข้าวของทุกอย่างไปนอนอยู่ในเบาหลังรถยนต์คันเล็ก แล้วทันใดนั้นเองก็มีรถยนต์คันหรูติดฟิล์มหนามาจอดเทียบข้างๆ รถของเธอและผู้ชายในชุดดำ สวมแว่นสีดำก็เข้ามาประชิดตัวเธออย่างรวดเร็วหลังจากนั้นเธอก็ได้กลิ่นฉุนๆ ของอะไรสักอย่างและความรู้สึกสุดท้ายของเธอก็คือ ความมืดมิด...แสงศรมองร่างบางของหญิงสาวที่ไม่ได้สติอยู่เบาะหลังอย่างโล่งใจที่การปฏิบัติการในครั้งนี้ผ่านไปด้วยดีเพราะหญิงสาวมาทำธุระในห้างสรรพสินค้าของเจ้านายของเขาเองการลักพาตัวหญิงสาวจึงเป็นเรื่องง่าย กล้องวงจรปิดไม่ทำงานในขณะที
“อะไรกันทำไมต้องเสียงดังเหมือนตะคอกเลย แพรแค่จะไปส่งขนมนะ ไม่ได้ไปรบที่ชายแดนใต้ ตัวก็ทำเสียงดัง ไปได้ แพรตกใจนะ”“ก็จะไม่ให้เสียงดังได้ไง นั่นมันไม่ใช่ตลาดหรือร้านค้าที่ตัวเคยไปส่งขนมนะแพร นั่นมันคฤหาสน์เลยนะ บ้านคนดังระเบิดเลยนะ แล้วคนดังขนาดนั้นเขาจะมาสั่งขนมของตัวทำไม อีกอย่างเราก็ไม่ได้เปิดหน้าร้านเสียหรูหราชื่อเสียงก็ไม่มี”ศรัญภัทราโวยมาตามสายเมื่อเธอพักระหว่างถ่ายแบบ ซึ่งยกกองมาทำงานกันที่หัวหิน หญิงสาวในชุดไทยสมัยรัชการที่เจ็ดหน้ามุ่ย ในขณะที่คนกำลังจะไปส่งขนมยิ้มร่าเพราะคราวนี้เธอได้เงินเกือบๆ หลักหมื่นเลยทีเดียว“ไม่เอาแล้วคุยกับพราวแล้วปวดหัวเสียงแหลมๆ แบบนี้หากแฟนละครได้ยินคงคิดว่าเป็นเสียงนางร้ายไม่ใช่นางเอกแน่ๆ เลย แค่นี้นะถึงบ้านลูกค้าแล้ว” ชนกวนันท์วางสายจากน้องสาวเมื่อขับรถยนต์คันเล็กของศรัญภัทราซึ่งเอามาให้เธอไว้ใช้ระหว่างที่ตนเองไปถ่ายแบบที่หัวหินมาถึงหน้าคฤหาสน์ทวีวัฒน์ภิรมย์พอดีประตูอัลลอยด์ลวดลางดงามก็เปิดออกช้าๆ พร้อมกับมีคนมาโบกรถให้เธอเข้าไปจอดในโรงรถกว้างใหญ่ซึ่งมีรถหรูหลายสัญชาติจอดเรียงกันราวกับโชว์รูมรถหรูราคาแพง“เชิญด้านนี้เลยค่ะคุณแพร คุณท่านรออยู่” หญิ







