Masukบทที่ 1
หลานสาวตัวแสบกับคุณปู่เจ้าเล่ห์
“คุณปู่คะ หมอนี่...” ปิ่นอนงค์พูดพลางหยิบรูปถ่ายของผู้ชายหนึ่งในบรรดาที่คุณปู่ของหญิงสาวคัดสรรมาให้แล้วจึงพูดขึ้นต่อ “เมื่อสามวันก่อนปิ่นเพิ่งเห็นหมอนี่พาผู้หญิงคนอื่นเข้าโรงแรมของเราไปทำเรื่องอย่างว่า โยนทิ้งได้เลยคะคนนี้”
“คนนี้ก็ได้ ดูสมาร์ตมีการศึกษาไม่วอกแวกเรื่องผู้หญิงแน่นอน” ธรรมรงณ์ท่านประธานบริหารวรรณวิภากิจอสังหาริมทรัพย์เลื่อนสายตาไปขวาทีซ้ายทีก่อนจะหยิบรูปถ่ายของหลานชายเพื่อนสนิทแทนลูกหลานนักธุรกิจคนอื่นขึ้นมาระดับสายตาของหลานสาวสุดที่รัก
“เมื่อคืนเวลาตีหนึ่งสามสิบห้านาทีข่าวสดล่าหัวปล่อยข่าวมาว่าเขาซุกเมียซุกลูกชายถึงสองคนบวกกับแชทไลน์กลุ่มของปิ่นที่แชร์รูปครอบครัวของเขาที่กำลังไปเที่ยวดิสนี่ย์แลนด์ที่ฮ่องกง คุณปู่จะไปแยกผัวเมียแย่งพ่อเขามาเหรอคะ ผิดศีลนะคะคุณปู่” ปิ่นอนงค์มองรูปถ่ายในมือของผู้เป็นปู่แล้วยิ้มกว้างออกมาจนตาหยี่ก่อนจะหุบยิ้มแล้วพูดออกไปพร้อมกับยื่นหลักฐานให้ดูประกอบ
“โธ่...ยายหนู อายุสามสิบห้าแล้วนะ มีครอบครัวให้ปู่ได้สบายใจเถอะ พี่ชายเราก็มีใจรักชอบผู้ชายด้วยกัน แล้วจะให้ปู่ไปบังคับขู่ให้หันมาแต่งงานกับผู้หญิงมันก็ไม่ถูก” คนเป็นปู่โอดครวญราวกับเด็กที่ไม่ได้ดั่งใจแต่พยายามหว่านล้อมคนตรงหน้า
“คุณปู่ขา ไม่ใช่ปิ่นไม่อยากแต่งงานมีครอบครัวเสียหน่อย แต่ปิ่นไม่อยากถูกคุณปู่คลุมถุงชนหรอกนะคะ อีกอย่างปิ่นก็มีคนถูกใจแล้วด้วย” ปิ่นอนงค์เริ่มอ่อนใจกับผู้เป็นปู่ก่อนจะเผลอหลุดปากพูดออกไป
“ใคร ถ้าเป็นเพื่อนสมัยเด็กของเราปู่ไม่เห็นด้วย หมอนั้นกับปิ่นอยู่คนละโลกกันและให้ความมั่นคงกับปิ่นไม่ได้” ธรรมรงค์ถามก่อนจะฉุกคิดไปถึงเพื่อนผู้ชายสมัยเด็กของหลานสาวจึงรีบโพล่งออกไปทันที
“ไม่ใช่ค่ะคุณปู่ เขาคนนั้นน่ะได้ฉายาคุณชายน้ำแข็งแถมคุณปู่ก็รู้จักดีด้วยค่ะ” ปิ่นอนงค์มีสายตาที่เจ้าเล่ห์และนึกสนุกราวกับเด็กได้ของเล่นใหม่ เพราะรู้ดีว่าหากพูดออกไปเช่นนี้คนเป็นปู่ก็คงหยุดแค่ตรงนี้ หากทว่าไม่เป็นอย่างที่คิด
“ใครรีบบอกปู่มาเลยยายหนู” คนเป็นปู่เร่งเร้าหลานสาวด้วยความอยากรู้เต็มแก่
“ก็...”
เขาว่ากันว่าสมัยนี้มันก้าวหน้าไปไกลแค่ไหนแล้วเป็นยุคที่มีรถไฟเร็วข้ามประเทศ สื่อสารทางไกลเห็นหน้าได้ไม่ว่าจะอยู่คนละซีกโลก จะยังมีการจับคลุมถุงชนกันอีกหรือ
แน่นอน...ตระกูลเก่าแก่อย่างวรรณวิภากิจที่มีรากเหง้ามาจากผู้ดีเก่าของคนจีนที่ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ยุคกี่สมัย การคลุมถุงชนก็มีมาทุกรุ่นของบรรพบุรุษของตระกูลหญิงสาว มีทั้งไม่เต็มใจและมีทั้งเต็มใจจนไปถึงมีใจให้กันแม้แต่บิดามารดาของเธอก็เช่นกันที่พวกท่านอยู่ในกลุ่มที่มีใจต่อกัน
ยกเว้นเธอกับพี่ชาย!
และดูท่าแล้วคนเป็นปู่คงไม่ยอมลามือง่ายๆ เธอจึงตัดสินใจไล่สายตาไปตามรูปถ่ายที่อยู่บนโต๊ะก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบเพราะเห็นว่าหน้าตามีเอกลักษณ์แม้หญิงสาวจะไม่รู้จักแต่ในบรรดาทั้งหมดเขาคงดีกว่าเป็นแน่
“คนนี้คะ คนที่หนูชอบ” เธอยื่นรูปถ่ายไปให้ปู่แล้วตอบออกไปด้วยรอยยิ้มหวาน
“ตกลง คนนี้ปู่ชอบ ปู่จะจัดงานแต่งงานให้หลานกับเตโซ” ธรรมรงค์คลี่ยิ้มพึงใจเพราะถ้าหลานสาวคนนี้ไม่ถูกใจใครเลยก็คิดว่าจะจับให้แต่งงานกับเตโซแทน
แม้ตอนนี้เตโซจะลงจากตำแหน่งประธานบริษัทแล้วก็ตามแต่ก็ยังเป็นที่ปรึกษาในฐานะผู้ถือหุ้นเท่ากับน้องชายอย่างเตชิน มีหน้าที่การงานประวัติดีเหมาะสมกับหลานสาวของเขาที่สุด
“งั้นไม่มีมาให้เลือกอีกแล้วนะคะคุณปู่ ปิ่นขอตัวไปเตรียมตัวบินไปภูเก็ตพรุ่งนี้นะคะ” ปิ่นอนงค์ยิ้มร่าพลางลุกขึ้นยืนอย่างดีใจเมื่อปู่ยอมลามือในที่สุด
ทว่า…
“ปู่ส่งคณาไปแทนแล้ว เราค่อยตามไปทีหลัง พรุ่งนี้ปู่จะนัดให้ปิ่นกับเตโซไปเดทเพื่อทำความรู้จักกัน แต่ถ้าปิ่นรู้จักเขาแล้วงั้นก็ไปแค่เดทก็พอ” คนเป็นปู่รู้ทันหลานสาวเพราะรู้ดีว่าปิ่นอนงค์ที่หวงแหนพื้นที่ส่วนตัวของตัวเองมากขนาดไหน
ไม่มีทางที่จะไปรู้จักเตโซที่อยู่คนละวงการธุรกิจ แต่ที่มีรูปของเตโซติดมาก็เพราะคณาผู้ช่วยเผลอหยิบติดมือมาด้วยจากลูกสาวที่กำลังกรี๊ดกราดชายหนุ่มเท่านั้น จึงรู้ว่าหลานสาวกำลังโกหกเพื่อให้ตนลามือในการจับคู่ให้หลานสาวตัวแสบก่อนจะรีบเดินทางไปภูเก็ตเพื่อหนี
ไม่มีทาง!
คนอย่างธรรมรงค์ที่หมายตาเรื่องอะไรไว้แล้วจะไม่มีคำว่าพลาดเด็ดขาด คนเป็นปู่จึงดักทางหลานสาวก่อนที่จะมาหาในวันนี้ด้วยการส่งคณาไปจัดการปัญหาที่ภูเก็ต แน่นอนว่าตนรู้ดีกว่าพี่ชายที่แทบจะไม่ใส่ใจน้องสาวในเรื่องของความรักสักนิดจนน้องสาวจะย่างเข้าอายุสามสิบหกปีแล้ว
“ปู่คะ ปู่คิดจะทำอะไร ปิ่นก็บอกไปแล้วว่าปิ่นมีคนนั้นเป็นคนในใจ” ปิ่นอนงค์กลับมานั่งลงตามเดิมตามกลับไปอย่างไม่ไว้ใจ
“ปู่ไม่ได้จะทำอะไร ปู่แค่อยากให้คนที่บอกข่าวดีกับเขาเป็นหลานก็เท่านั้น” ธรรมรงค์พูดพลางเอนหลังพิงผนักโซฟาด้วยท่าทางสบายๆ จนดูน่าหมั่นไส้แก่สายตาหลานสาว
หากแต่ภายในใจของปิ่นอนงค์กำลังร้อนรุ่มก็เพราะว่าหญิงสาวไม่รู้จักชายหนุ่มแม้แต่ชื่อ จะให้เธอเดินเข้าไปบอกเขาได้อย่างไรว่าเธอกับเขาจะแต่งงานกัน จะกลายเป็นหญิงประหลาดสติไม่ดีต่อสายตาเขามากกว่า
เรื่องอะไรกันที่เธอจะยอมทำตามที่ปู่บอกกันเล่า!
“วันหลังดีกว่าคะ ปิ่นก็แค่แอบชอบเขาส่วนเขาไม่ได้ชอบปิ่น ขืนปิ่นเข้าไปบอกเขานะกลายเป็นหญิงบ้ารีบโทร. เรียกเจ้าหน้าที่มารับปิ่นไปรักษาอาการบ้าแน่ๆ คะคุณปู่” ปิ่นอนงค์แก้ตัวออกไปอย่างหวุดหวิด
แต่ดูเหมือนคนที่ดื้อไม่ต่างจากหลานสาวจะไม่ยอมหยุดแค่เพียงคำแก้ตัวของปิ่นอนงค์จึงตัดสินใจที่จะแกล้งยอมไปก่อนแต่ตนนี่แหละที่จะเป็นคนจัดการเอง
“ก็ได้ ปู่ยอมแล้ว งั้นคืนนี้หลานก็พักผ่อนเยอะๆ เตรียมตัวก็พอ เรื่องนั้นเอาไว้ทีหลังก็ได้”
“ขอบคุณนะคะคุณปู่ ปิ่นรักปู่ที่สุดเลย”
ปิ่นอนงค์คลี่ยิ้มกว้างเมื่อเห็นสีหน้ายอมแพ้ของปู่พลางโน้มตัวมาเก็บรูปถ่ายเหล่านั้นกลับลงซองเอกสารสีน้ำตาล ซึ่งบ่งบอกได้ว่าปู่ของเธอยอมแล้วจริงๆ แต่เธอไม่รู้เลยว่ากำลังถูกปู่ของตัวเองกำลังเล่นละครใส่อย่างที่เธอมักทำเป็นประจำยามที่จะปฏิเสธการบังคับจากปู่
เมื่อคนรู้ทันกันมาเจอกันมีหรือจะยอมโดนหลอกได้ง่ายๆ น่ะ
น่ารักสดใสและใจดีแบบนี้สิน่า คนอย่างเตโซถึงตัดใจไม่ได้แบบนี้ มิหนำซ้ำยังอ่อนน้อมถ่อมตนต่อผู้ใหญ่โดยไม่ถือตัวที่ตัวเองมีฐานะที่สูงกว่า แค่เธอสัมผัสในระยะสั้นๆ ยังรู้สึกเอ็นดูดาริกาเสียไม่ได้เลย“โธ่ น้องดาคะ ทำไมถ่อมตนอีกแล้ว คุณเตคุณโซได้กินหัวพี่กันพอดีสิคะ” สาลียิ้มพลางห่อไหล่ลงอย่างอ่อนใจใส่เจ้านายสาวผู้แสนดี“ไม่หรอกค่ะ มีดาอยู่” ดาริกาพูดพลางหัวเราะออกมาตามปกติที่แอบแซวเจ้านายหนุ่มกับพนักงานก่อนจะเดินตามสาลีออกไปเมื่ออีกฝ่ายยอมที่จะเดินออกก่อนปิ่นอนงค์เผยอยิ้มเอ็ดูต่อดาริกาออกมาก่อนจะก้าวเดินออกจากลิฟต์ตามคนทั้งสองที่ยังมีบทสนทนาหยอกเย้าราวกับไม่ใช่ลูกน้องเจ้านายแต่เป็นเหมือนพี่น้องกันมากกว่า ก่อนจะหยุดเดินตามเมื่อทั้งสองหยุดเดินทั้งที่ยังสนทนากันอยู่“แน่ใจนะคะว่าจะไม่เจอคุณเตคุณโซ” สาลีถามอีกครั้งพลางสอดสายตามองไปรอบๆ บริเวณอย่างระแวดระวัง“ค่ะ พี่เตเดินไปหาพี่โซที่ด้านหลัง รายนั้นชอบเข้าทางด้านหลังบริษัทตรงเข้าห้องประชุมสะดวก รับรองว่าไม่เจอแน่นอนค่ะ” ดาริกายังยืนยันคำเดิม“โอเคค่ะ ฝากด้วยนะคะน้องดา” สาบียิ้มกว้างอย่างโล่งใจ“ยินดีค่ะ เดี๋ยวรออยู่ที่โต๊ะพี่สาลีก่อนนะคะ ดาคิดว
เมื่อเดินออกมาจากโรงแรมปิ่นอนงค์และเตโซก็ขึ้นรถขับออกตรงไปยังวราไดมอนด์ทันทีโดยเป็นรถของชายหนุ่มและสารถีก็คือเจ้าของรถ หญิงสาวเพิ่งสัมผัสได้ว่าเขามีฐานะชื่อเสียงแต่ใช้ชีวิตธรรมดาพึ่งตัวเอง แตกต่างจากคนวรรณวิภากิจที่น้อยนักจะได้ทำอะไรด้วยตัวเอง เธอจึงฉุกคิดได้ว่าการที่ย้ายไปอยู่บ้านของเขาคงจะทำให้เธอโตขึ้นมากกว่านี้ คงได้เรียนรู้สิ่งที่แตกต่างจากเดิมไม่น้อยจากเขาก็เป็นได้ใช้เวลาไม่นานทั้งสองก็มาถึงวราไดมอนด์ เตโซเลือกที่จะเข้าเข้ามาจอดรถที่ลานจอดใต้ตึกตามคำขอของปิ่นอนงค์ที่นึกสนุกอยากแอบเข้าไปโดยไม่ให้ใครรู้ว่าหญิงสาวเป็นใครก็เพื่อประเมินดาริกาตามความตั้งใจ แต่ทว่าไม่คิดเลยว่าทันทีที่ก้าวเท้าเข้ามาทางด้านหน้าบริษัทแทนการเข้าที่ลิฟต์ส่วนตัวผู้บริหารกับเตโซ“น้อง! น้องใช่ไหมที่เป็นพนักงานใหม่ ทำไมมาสายขนาดนี้ ทุกคนกำลังยุ่งๆ กันเลย วันนี้คุณเตโซจะเข้าบริษัท เดี๋ยว ทำไมแต่งตัวแบบนี้ ตายๆ เอชอาร์รับมาได้ยังไง ทำยังไงดีๆ คุณเตโซเป็นคนเนี้ยบซะด้วยสิ”ปิ่นอนงค์มองพนักงานหญิงที่สวมแว่นตาหนาอยู่ในชุดสูทเนี้ยบที่บ่นไปดึงแขนพาหญิงสาวเดินไปก่อนจะชะงักมองเธออีกครั้งอย่างพิจารณา และยิ่งพบความไม่เรี
“จริงสิคะ ที่คุณบอกว่าจะเรียกคนที่ดูกระเป๋าเป็นมา คุณมีคนรู้จักแบบนั้นด้วยเหรอคะ” ปิ่นอนงค์ได้ยินเสียงหัวเราะในลำคอของเตโซก็ยิ่งดขินอายมากกว่าเดิมจึงตัดสินใจหันกลับไปเปลี่ยนเรื่องทันที“รู้จักน่ะมี แต่เขาอยู่กรุงเทพฯ ผมก็แค่พูดแก้ไขสถานการณ์ไปน่ะ” เตโซตอบตามตรง“คุณเองก็ร้ายค่ะ” เธอขำออกมากับคำตอบของเขาก่อนจะแกล้งว่ากลับไป“ทำไงได้ เจอคนกำลังเอาเปรียบก็ต้องเปิดโปง แล้วคุณดูไม่ออกจริงๆ เหรอเรื่องกระเป๋า” เตโซยักหัวไหล่อย่างไม่ยี่หระก่อนจะถามกลับ“ดูไม่ออกค่ะ ฉันไม่ค่อยใช้ของแบรนด์เนม มีไม่กี่อย่างเองและที่มีก็ได้มาจากของขวัญที่คนอื่นให้มา” ปิ่นอนงค์ส่ายหัวพรืดตอบกลับไป“ไม่เอามาใช้แล้วคุณเก็บไว้ไหน” ถามกลับด้วยความสงสัย“ห้องเก็บของที่บ้านเล็กที่กรุงเทพฯ ค่ะ” ตอบด้วยท่าทางสบายๆ“ไม่แปลกใจแล้ว อีกเรื่อง ทำไมคนที่นี่ถึงไม่เรียกคุณว่าคุณหนึ่งเหมือนคนที่กรุงเทพฯ แต่เรียกคุณว่าคุณปิ่น” เตโซเอ่ยถามในสิ่งที่สงสัยมานานเมื่ออยู่ที่นี่นานจนจับสังเกตได้ว่าคนทั้งโรงแรมและรีสอร์ตต่างเรียกปิ่นอนงค์ด้วยชื่อมากกว่า ‘คุณหนึ่ง’ ซึ่งบ่งบอกตำแหน่งหลานสาวคนโตของวรรณวิภากิจ“ฉันสั่งเองค่ะ สำหรับ ‘คุณหนึ่ง’
“โชคดีนะคะที่ไม่แตกจนต้องเย็บ คุณนะคุณ ทำไมทำตัวเหมือนตัวเองเป็นเหล็กทั้งตัวด้วยคะ”ปิ่นอนงค์บ่นพลางช่วยปิดพลาสเตอร์ที่แผลหลังล้างแผลพและใส่ยาเป็นที่เรียบร้อย หญิงสาวเปลี่ยนใจให้สายพิณออกไปจัดการกับลูกค้ารายนั้นแทนด้วยคำสั่งใหม่เมื่อคำสั่งแรกทุกคนไม่ยอมทำตามและเป็นเธอเองที่พาเตโซมาห้องพยาบาลของรีสอร์ตโดยมีรุจีรากับภานพตามมาด้วย“เท้ามันไปเอง” เตโซตามเสียงปกติด้วยสีหน้านิ่งเฉยราวกับว่าเป็นเรื่องปกติธรรมดา“เท้าไปเอง!? นี่คุณกวนประสาทฉันอยู่ใช่ไหมคะคุณโซ” ปิ่นอนงค์เอ็ดเล็กน้อยพลางถลึงตาใส่ด้วยความโมโหเตโซเพราะคำตอบ“ขอโทษครับ” เตโซตอบกลับด้วยคำขอโทษเสียงนุ่ม ทว่าทำคนฟังอย่าปิ่นอนงค์ไปต่อไม่ถูกเมื่อจริงๆ แล้วเขาไม่ได้เป็นคนผิด“คุณ…” หญิงสาวได้แต่มองชายหนุ่มอย่างอ่อนใจ“…ทำไมถึงยอมง่ายๆ แบบนี้ ผมพูดไปขนาดนั้นแล้ว” เขาเลือกที่จะส่งยิ้มไปให้เธอเพื่อให้สบายใจก่อนจะเอ่ยถามออกไปอย่างไม่เข้าใจว่าเพราะเหตุผลอะไรสาวเจ้าถึงยอมง่ายๆ เช่นนั้น“ใครว่าฉันยอมล่ะคะ” ปิ่นอนงค์ตอบกลับพลางนั่งลงบนเตียงคนไข้เตียงข้างๆ หลังจากยืนทำแผลให้กับเขา“ไม่ยอมยังไงถึงปล่อยไป” เตโซถามกลับทันที เพราะสำหรับเขาไม่ควรปล่
ปิ่นอนงค์หันขวับมามองเตโซด้วยความตกใจกับสิ่งที่เขาทำอยู่แม้จะแอบไม่พอใจเขาในตอนแรก แต่ไม่คิดเลยว่าเขากำลังช่วยไม่ให้เธอถูกลูกค้าหัวหมอเอารัดเอาเปรียบสร้างความเสียหายให้กับทางรีสอร์ต และไม่คิดเลยว่าเขาจะช่วยเธอมากมายขนาดนี้ จนเริ่มไม่มั่นใจแล้วว่าถึงเวลาที่จะค้องปล่อยเขาไปเธอจะปล่อยเขาไปได้จริงๆ หรือ…“แก! แกพูดอะไร ฉันชื่อมาเป็นแสนนะยะ พูดมานี่ดูกระเป๋าเป็นหรือเปล่ายะ” ลูกค้ายังคงโวยวายกลับมาแต่เริ่มมีท่าทีลุกลี้ลุกลนขึ้นมาเล็กน้อย“เป็นไม่เป็น ผมรู้จักคนที่ดูกระเป๋าเป็น ผมสามารถเรียกเขามาได้นะครับ” เตโซพูดอย่างกดดันและข่มอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงทุ้มเข้ม“แก! แกเป็นใคร มายุ่งอะไรด้วยยะ ไม่รู้ล่ะ ถ้าเธอไม่ชดใช้ รีสอร์ตได้เสียชื่อเสียงแน่” เจ้าหล่อนยังคงโวยวายกลบเกลื่อนไม่หยุด“ยินดีครับ ผมเองก็จะฟ้องกลับเรื่องหมิ่นประมาทซึ่งหน้าและทำให้เสียชื่อเสียง และยังมีการฉ้อโกง ยังทำให้ผู้อื่นบาดเจ็บทางกายและใจ” เตโซตอบโต้กลับไม่วายชี้ไปทางพนักงานชงเครื่องดื่มในท้ายประโยค ซึ่งชายหนุ่มเห็นว่าพรักงานชายคนนี้ถูกทำร้ายร่างกายเมื่อเห็นรอยนิ้วมือและเล็บที่ข่วนแก้ม“แก! นี่หล่อน! มันเป็นใคร คนวรรณวิภากิจบริ
“ภรรยาท่านทูตที่ประจำอยู่สวิตเซอร์แลนด์ค่ะ เวลาคุณหญิงกลับมาพักผ่อนที่ไทยจะเลือกพักโรงแรมวรรณวิภากิจเป็นประจำ อีกอย่างเมื่อปีก่อนฉันไปเรียนที่สวิตซ์ระยะสั้นก็ได้ท่านช่วยหาบ้านพักและดูแลตลอดนี่แหละ คุณปู่เลยจะเลี้ยงข้าวท่านทุกครั้งที่มาไทยค่ะ” ปิ่นอนงค์อธิบายให้เตโซได้ฟังระหว่างเดินไปที่รีสอร์ต“โอเค หลังจากนั้นเราจะอยู่ที่กรุงเทพฯ ต่ออีกสองเดือน เจ้าสัวอยากจัดงานวันเกิดให้คุณที่กรุงเทพฯ อ้อ ของของคุณถูกย้ายไปไว้ที่บ้านผมแล้วนะ” เตโซพยักหน้าเข้าใจก่อนจะยื่นมือไปดันต้นแขนของปิ่นอนงค์เบาๆ ให้เปลี่ยนมาเดินทางซ้ายของเขาเมื่อมีกลุ่มแขกของรีสอร์ตกำลังเดินลากกระเป๋าออกมาพอดี“คุณปู่อีกตามเคย จริงสิ ก่อนจะเข้าบ้านคุณ ฉันมีโอกาสเจอน้องสะใภ้คุณหรือเปล่า” ปิ่นอนงค์บ่นอุบก่อนจะถามถึงดาริกาตามปกติ“…ไม่ จนกว่าจะเข้าบ้าน” เตโซชำเลืองมองปิ่นอนงค์อย่างไม่ชอบใจเล็กน้อยที่เธอคลายจะเร่งรัดข้อตกลงแต่ก็ยอมตอบออกไป“งั้นฉันขอแวะไปที่วราไดมอนด์ก่อนเข้าบ้านคุณนะคะ อยากจะเห็นหน้าชัดๆ อีกที ตั้งแต่งานแต่งจนตอนนี้ก็ยังไม่เห็นหน้าเธอชัดๆ สักที อย่าบอกใครล่ะว่าฉันเป็นใคร” ปิ่นอนงค์พยักหน้าก่อนจะพูดให้เตโซได้รับรู้







