Masukเสียงคลื่นยกระทบฝั่งพร้อมสายลมหอบใหญ่ที่พัดเข้าฝั่งปะทะผิวกายของปิ่นอนงค์ที่เดินออกมาจากตัวพลูวิลลาส่วนตัวของตัวเองภายในรีสอร์ตสาขาป่าตอง หญิงสาวยิ้มกว้างออกมาอย่างมีความสุขเมื่อได้กลับมาอยู่ในพื้นที่ส่วนตัวจึงรู้สึกสบายใจขึ้นมาฉับพลันจนลืมไปว่าภายในพลูวิลลามีเตโซนั่งไขว่ห้างอยู่ที่โซฟาชุดภายในห้องนั่งเล่นซึ่งติดกับระเบียงทางออกเดินลงไปยังชายหาดซึ่งหญิงสาวกำลังยืนรับลมอยู่ สายตาของเขามองเธออย่างลุ่มลึกอย่างไม่รู้ตัวเมื่อได้เห็นรอยยิ้มกว้างจนไปถึงดวงตาอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อนตั้งแต่เมื่อวานจนตอนนี้
ช่างเป็นรอยยิ้มที่สดใสอย่างที่เจ้าสัวบอกเสียจริง
“ลมเย็นแบบนี้อีกสองสามวันมีฝนแน่ๆ เลย ฮ่า กลิ่นทะเลที่รักของฉัน” ปิ่นอนงค์สูดลมหายใจเข้าเต็มปอดเพื่อรับบรรยากาศที่เธอชอบเข้าร่างกายเพื่อผ่อนคลายก่อนจะเปรยขึ้นมากับตัวเองอย่างไม่รู้ตัวเสียที
จนกระทั่ง...
“ลุงสี่ตาเป็นใคร เข้ามาได้ไงครับมามี้” เจ้านายยืนกอดอดหน้าบึ้งใส่เตโซที่หันมามองเมื่อเด็กชายตัวน้อยวิ่งเข้ามาภายในพลูวิลลาด้วยสีหน้ายิ้มแย้มก่อนจะหุบยิ้มเมื่อเจอกับเตโซที่นั่งมองปิ่นอนงค์อย่างไม่วางตา ความหวงปิ่นอนงค์จึงปะทุขึ้นภายในใจของเด็กชายตัวน้อยจนต้องวางท่า
“น้องนาย!” ปิ่นอนงค์หมุนตัวกลับไปมองทันทีอย่างรู้ตัวด้วยความตกใจแกมดีใจที่ได้เจอกับเจ้านายหลังไม่ได้เจอกันมาครึ่งปี
“เอ่อ ขอโทษนะคะคุณปิ่น สายคว้าตัวน้องนายไม่ทันน่ะคะ ขอโทษนะคะ ขอโทษค่ะ” สายพิณที่วิ่งตามเข้ามารีบขอโทษขอโพยจากเจ้านายสาวและสามีของเจ้านายทันที
“ไม่เป็นไรคะพี่สาย เอ่อ น้องนายครับ มาหามามี้ก่อน เดี๋ยวมามี้แนะนำให้รู้จักนะครับ” ปิ่นอนงค์ซึ่งเดินกลับเข้ามาก็ยื่นมือออกไปเชิงเรียกเจ้านายให้เดินมาหา
“คิดถึงมามี้” เจ้านายรีบวิ่งไปสวมกอดปิ่นอนงค์ที่ย่อตัวลงรอรับกอดลูกชายตัวน้อย
“มามี้ก็คิดถึงน้องนายครับ คิดถึงมากๆ มากที่สุด ขอมามี้หอมให้ชื่นใจหน่อยนะครับ” ปิ่นอนงค์สวมกอดเจ้านายเอาไว้แน่นโยกตัวไปโยกตัวมาก่อนจะผละออกแล้วพูดกับเด็กชายตัวน้อยเสียงนุ่ม
“ครับ หอมเยอะๆ นะครับมามี้” เด็กชายตัวน้อยยิ้มร่า
“จัดให้เลยครับ” พูดจบ ริมฝีปากอิ่มก็จรดลงที่แก้มตุ้ยนุ้ยของเจ้านายข้างละสองทีก่อนจะดันตัวเด็กชายให้หันกลับไปทางเตโซ
ชายหนุ่มมองหญิงสาวและเด็กชายตัวน้อยด้วยสีหน้าและท่าทางปกติเพื่อริการแนะนำตัวอย่างเป็นทางการ ทว่าการมองมาที่เขาทำให้เธอชะงักเล็กน้อยเมื่อได้สบสายตาจังๆ ของเขาภายใต้กรอบแว่นสายตาที่ยิ่งมองเขาก็ยิ่งดูมีเสน่ห์ยามที่สวมแว่นตา ยิ่งไม่ใช่แว่นตากรอบหนาเตอะด้วยแล้วทำให้เขาดูร้ายกาจอย่างไรบอกไม่ถูก สาวเจ้ากระแอมหลังชะงักไปเสี้ยววินาทีก่อนจะเริ่มแนะนำตัวให้เขาได้รู้จักกับเจ้านาย
“เอ่อ นี่พี่สายพิณคะ พี่เลี้ยงของเจ้านายหรือน้องนาย ลูกชายของฉันคะ…น้อง” ปิ่นอนงค์กำลังจะแนะนำเจ้านายให้รู้จักกับเตโซทว่าถูกเด็กชายตัวเล็กร้องทักท้วงเสียก่อน
“มามี้พูดไม่ครบ พูดใหม่ นายจะโกรธ” เด็กชายตัวน้อยมองคนเป็นแม่
“โอเคครับๆ ลูกชายสุดที่รัก น้องนายครับ นี่คุณเตโซ เอ่อ เขาคือ…” ปิ่นอนงค์อึกอักเมื่อไม่รู้จะแนะนำเตโซในฐานะอะไรให้กับเจ้านายได้รู้จัก
กระทั่ง…
“แฟนของมามี้ใช่ไหมครับ คุณตาโทร. มาบอกนายว่ามามี้จะพาปาป๋ามาหานาย…ปาป๋า” เด็กชายตัวน้อยพูดขึ้นพลางมองสบสายตาปิ่นอนงค์ก่อนจะหันขวับไปมองเตโซที่ยังคงนั่งที่เดิมด้วยท่าเดิมแล้วเรียกเขาในคำที่ทำให้ผู้ใหญ่ทั้งสามคนที่ได้ยินต่างตกใจ หากแต่คนถูกเรียกเพียงยกยิ้มมุมปากยากที่จะสังเกตเห็น
“น้อง เอ่อ น้องนายครับ คือว่า…” ปิ่นอนงค์ทำตัวไม่ถูกจนอึกอักไม่รู้จะพูดออกมาเช่นไรดีจนเป็นคนที่ถูกเรียกว่า ‘ปาป๋า’ ต้องเป็นฝ่ายพูดขึ้นมาเอง
“เรียกกันแล้วต้องทำยังไงครับ” เตโซพูดพลางยิ้มบางแล้วยื่นมือออกไปทั้งที่ยังนั่งไขว้ห่าง
“ปาป๋า…นายจะมีพ่อแล้วพี่สาย” เด็กชายตัวน้อยเรียกเตโซเสียงใสลากยาวำลางวิ่งเข้าไปกอดเตโซแล้วพูดในสิ่งที่ทำให้ชายหนุ่มต้องเงยหน้าไปมองปิ่นอนงค์
“ยินดีด้วยนะคะน้องนาย งั้นเย็นนี้พาคุณพ่อคุณแม่ไปดินเนอร์ที่ริมหาดกันดีไหมครับ” สายพิณยิ้มกว้างตอบรับคำพูดของเจ้านายก่อนจะดึงสายตาไปมองปิ่นอนงค์เมื่อสาวเจ้าเอ่ยถามขึ้นด้วยความสงสัย
“ดินเนอร์? ดินเนอร์อะไรกันคะ ปิ่นกับคุณโซตกลงกันแล้วว่าจะสั่งอาหารที่ห้องอาหารจามจุรีมาทานที่นี่นะคะ ปิ่นบอกพี่สายก่อนมาที่นี่แล้วไม่ใช่เหรอคะ” หญิงสาวมองสายพิณอย่างต้องการคำตอบ
“ขอโทษนะคะคุณปิ่น เจ้าสัวสั่งให้จัดดินเนอร์ให้คุณปิ่นกับคุณเตโซค่ะ” สายพิณตอบออกไปตามตรง
“คุณตาบอกว่ามามี้กับปาป๋าจะมาฮันนีมูนกัน ขอให้น้องนายช่วย” เจ้านายสำทับพี่เลี้ยงทั้งที่ยังนั่งอยู่บนตักของเตโซไม่ยอมลึกกลับไปหาปิ่นอนงค์
“น้องนายครับ รู้ด้วยเหรอครับว่าฮันนีมูนหมายถึงอะไร…คุณปู่นะคุณปู่” ปิ่นอนงค์พรูลมหายใจออกมาเล็กน้อยก่อนจะเดินเข้าไปนั่งลงข้างเตโซและเจ้านายพลางพูดออกมา ไม่วายบ่นคนเป็นปู่ในตอนท้ายประโยคเสียงรอดไรฟังอย่างไม่จริงจัง
“คุณตาบอกว่ามามี้กับปาป๋าจะมามีน้องให้น้องนายที่นี่ครับ น้องนายอยากมีน้อง ขอน้องสาวนะครับ นายอยากมีน้องสาว” เด็กชายตัวนายวัยกำลังเรียนรู้โชว์ความเก่งกาจของตัวเองออกไปพร้อมรอยยิ้มอย่างภาคภูมิใจจนคนมองอย่างปิ่นอนงค์อดที่จะมันเขี้ยวไม่ได้
“เก่งจังเลยนะครับเรื่องทำตามใจคุณตาทวดเนี่ย” ปิ่นอนงค์พูดพลางยื่นมือไปบีบแกมตุ้นนุ้ยเบาๆ อย่างเอ็ดดูพร้อมรอยยิ้มกว้างก่อนจะหุบยิ้มเหลือเพียงยิ้มบางหากแต่รอยยิ้มส่งไปถึงตาของเธออย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนเมื่ เผลอช้อนสายตาไปประสานเจ้ากับนัยน์ตาสีหม่นน้ำตาลเข้มของเตโซ
“นายอยากมีน้อง นายจะได้ไม่เหงา มีปาป๋าแล้วก็ต้องมีน้องสาว พี่สายก็อยากให้มามี้มีน้องสาว” เจ้านายพูดเสียงมสอย่างมีความสุขตามประสาเด็ก
“เปล่านะคะ โธ่ คุณปิ่น พี่ก็ต้องพูดเอาใจน้องนายสิคะ” คำพูดของเจ้านายทำให้ปิ่นอนงค์หันขวับมามองจนต้องรีบยกมือขึ้นมาทั้งสองข้างโบกไปมาเร็วๆ เชิงปฏิเสธพลางแสดงสีหน้าแบ่งรับแบ่งสู้
“ช่างเถอะคะ…ดินเนอร์ก็ดินเนอร์คะ” ปิ่นอนงค์บอกปัดอย่างไม่ใส่ใจก่อนจะพรูลมหายใจออกมาแล้วดึงสายตากลับไปมองเตโซแล้วพูดขึ้นอีกครั้งเมื่อเธอรู้ตัวแล้วว่าทำไมคนเป็นปู่ถึงยอมได้ง่ายเช่นนี้
หากไม่ใช่เพราะมีแผนกำราบเธอที่ภูเก็ตแทนที่ฮ่องกง
ตอนนี้ปิ่นอนงค์ฉุกคิดหาวิธีรับมือกับวิธีของเจ้าสัวธรรมรงค์ที่จะส่งคนรอบข้างมาขีดเส้นให้หญิงสาวได้ฮันนีมูนกับเตโซตามที่คนเป็นปู่ต้องการ เพราะเธอรู้ดีว่าปู่สุดแสนที่รักของเธอเอาแต่ใจมากแค่ไหน หากต้องการอะไรแล้วก็ต้องได้ตามใจอยาก เธอไม่แปลกใจเลยว่าการดินเนอร์เย็นนี้จะต้องเกิดขึ้นทั้งที่เธอต่สายตรงมาย้ำแล้วว่าจะสั่งอาหารจากห้องอาหารจามจุรีมาทางที่พลูวิลลาส่วนตัว แต่ใช่ว่าที่ฮ่องกงจะไม่มีคนของเจ้าสัวธรรมรงค์คอยตามไปกำกับทุกอย่างใช่ว่าเธอจะไม่รู้
ร้ายเกินไปแล้วนะคุณปู่!
น่ารักสดใสและใจดีแบบนี้สิน่า คนอย่างเตโซถึงตัดใจไม่ได้แบบนี้ มิหนำซ้ำยังอ่อนน้อมถ่อมตนต่อผู้ใหญ่โดยไม่ถือตัวที่ตัวเองมีฐานะที่สูงกว่า แค่เธอสัมผัสในระยะสั้นๆ ยังรู้สึกเอ็นดูดาริกาเสียไม่ได้เลย“โธ่ น้องดาคะ ทำไมถ่อมตนอีกแล้ว คุณเตคุณโซได้กินหัวพี่กันพอดีสิคะ” สาลียิ้มพลางห่อไหล่ลงอย่างอ่อนใจใส่เจ้านายสาวผู้แสนดี“ไม่หรอกค่ะ มีดาอยู่” ดาริกาพูดพลางหัวเราะออกมาตามปกติที่แอบแซวเจ้านายหนุ่มกับพนักงานก่อนจะเดินตามสาลีออกไปเมื่ออีกฝ่ายยอมที่จะเดินออกก่อนปิ่นอนงค์เผยอยิ้มเอ็ดูต่อดาริกาออกมาก่อนจะก้าวเดินออกจากลิฟต์ตามคนทั้งสองที่ยังมีบทสนทนาหยอกเย้าราวกับไม่ใช่ลูกน้องเจ้านายแต่เป็นเหมือนพี่น้องกันมากกว่า ก่อนจะหยุดเดินตามเมื่อทั้งสองหยุดเดินทั้งที่ยังสนทนากันอยู่“แน่ใจนะคะว่าจะไม่เจอคุณเตคุณโซ” สาลีถามอีกครั้งพลางสอดสายตามองไปรอบๆ บริเวณอย่างระแวดระวัง“ค่ะ พี่เตเดินไปหาพี่โซที่ด้านหลัง รายนั้นชอบเข้าทางด้านหลังบริษัทตรงเข้าห้องประชุมสะดวก รับรองว่าไม่เจอแน่นอนค่ะ” ดาริกายังยืนยันคำเดิม“โอเคค่ะ ฝากด้วยนะคะน้องดา” สาบียิ้มกว้างอย่างโล่งใจ“ยินดีค่ะ เดี๋ยวรออยู่ที่โต๊ะพี่สาลีก่อนนะคะ ดาคิดว
เมื่อเดินออกมาจากโรงแรมปิ่นอนงค์และเตโซก็ขึ้นรถขับออกตรงไปยังวราไดมอนด์ทันทีโดยเป็นรถของชายหนุ่มและสารถีก็คือเจ้าของรถ หญิงสาวเพิ่งสัมผัสได้ว่าเขามีฐานะชื่อเสียงแต่ใช้ชีวิตธรรมดาพึ่งตัวเอง แตกต่างจากคนวรรณวิภากิจที่น้อยนักจะได้ทำอะไรด้วยตัวเอง เธอจึงฉุกคิดได้ว่าการที่ย้ายไปอยู่บ้านของเขาคงจะทำให้เธอโตขึ้นมากกว่านี้ คงได้เรียนรู้สิ่งที่แตกต่างจากเดิมไม่น้อยจากเขาก็เป็นได้ใช้เวลาไม่นานทั้งสองก็มาถึงวราไดมอนด์ เตโซเลือกที่จะเข้าเข้ามาจอดรถที่ลานจอดใต้ตึกตามคำขอของปิ่นอนงค์ที่นึกสนุกอยากแอบเข้าไปโดยไม่ให้ใครรู้ว่าหญิงสาวเป็นใครก็เพื่อประเมินดาริกาตามความตั้งใจ แต่ทว่าไม่คิดเลยว่าทันทีที่ก้าวเท้าเข้ามาทางด้านหน้าบริษัทแทนการเข้าที่ลิฟต์ส่วนตัวผู้บริหารกับเตโซ“น้อง! น้องใช่ไหมที่เป็นพนักงานใหม่ ทำไมมาสายขนาดนี้ ทุกคนกำลังยุ่งๆ กันเลย วันนี้คุณเตโซจะเข้าบริษัท เดี๋ยว ทำไมแต่งตัวแบบนี้ ตายๆ เอชอาร์รับมาได้ยังไง ทำยังไงดีๆ คุณเตโซเป็นคนเนี้ยบซะด้วยสิ”ปิ่นอนงค์มองพนักงานหญิงที่สวมแว่นตาหนาอยู่ในชุดสูทเนี้ยบที่บ่นไปดึงแขนพาหญิงสาวเดินไปก่อนจะชะงักมองเธออีกครั้งอย่างพิจารณา และยิ่งพบความไม่เรี
“จริงสิคะ ที่คุณบอกว่าจะเรียกคนที่ดูกระเป๋าเป็นมา คุณมีคนรู้จักแบบนั้นด้วยเหรอคะ” ปิ่นอนงค์ได้ยินเสียงหัวเราะในลำคอของเตโซก็ยิ่งดขินอายมากกว่าเดิมจึงตัดสินใจหันกลับไปเปลี่ยนเรื่องทันที“รู้จักน่ะมี แต่เขาอยู่กรุงเทพฯ ผมก็แค่พูดแก้ไขสถานการณ์ไปน่ะ” เตโซตอบตามตรง“คุณเองก็ร้ายค่ะ” เธอขำออกมากับคำตอบของเขาก่อนจะแกล้งว่ากลับไป“ทำไงได้ เจอคนกำลังเอาเปรียบก็ต้องเปิดโปง แล้วคุณดูไม่ออกจริงๆ เหรอเรื่องกระเป๋า” เตโซยักหัวไหล่อย่างไม่ยี่หระก่อนจะถามกลับ“ดูไม่ออกค่ะ ฉันไม่ค่อยใช้ของแบรนด์เนม มีไม่กี่อย่างเองและที่มีก็ได้มาจากของขวัญที่คนอื่นให้มา” ปิ่นอนงค์ส่ายหัวพรืดตอบกลับไป“ไม่เอามาใช้แล้วคุณเก็บไว้ไหน” ถามกลับด้วยความสงสัย“ห้องเก็บของที่บ้านเล็กที่กรุงเทพฯ ค่ะ” ตอบด้วยท่าทางสบายๆ“ไม่แปลกใจแล้ว อีกเรื่อง ทำไมคนที่นี่ถึงไม่เรียกคุณว่าคุณหนึ่งเหมือนคนที่กรุงเทพฯ แต่เรียกคุณว่าคุณปิ่น” เตโซเอ่ยถามในสิ่งที่สงสัยมานานเมื่ออยู่ที่นี่นานจนจับสังเกตได้ว่าคนทั้งโรงแรมและรีสอร์ตต่างเรียกปิ่นอนงค์ด้วยชื่อมากกว่า ‘คุณหนึ่ง’ ซึ่งบ่งบอกตำแหน่งหลานสาวคนโตของวรรณวิภากิจ“ฉันสั่งเองค่ะ สำหรับ ‘คุณหนึ่ง’
“โชคดีนะคะที่ไม่แตกจนต้องเย็บ คุณนะคุณ ทำไมทำตัวเหมือนตัวเองเป็นเหล็กทั้งตัวด้วยคะ”ปิ่นอนงค์บ่นพลางช่วยปิดพลาสเตอร์ที่แผลหลังล้างแผลพและใส่ยาเป็นที่เรียบร้อย หญิงสาวเปลี่ยนใจให้สายพิณออกไปจัดการกับลูกค้ารายนั้นแทนด้วยคำสั่งใหม่เมื่อคำสั่งแรกทุกคนไม่ยอมทำตามและเป็นเธอเองที่พาเตโซมาห้องพยาบาลของรีสอร์ตโดยมีรุจีรากับภานพตามมาด้วย“เท้ามันไปเอง” เตโซตามเสียงปกติด้วยสีหน้านิ่งเฉยราวกับว่าเป็นเรื่องปกติธรรมดา“เท้าไปเอง!? นี่คุณกวนประสาทฉันอยู่ใช่ไหมคะคุณโซ” ปิ่นอนงค์เอ็ดเล็กน้อยพลางถลึงตาใส่ด้วยความโมโหเตโซเพราะคำตอบ“ขอโทษครับ” เตโซตอบกลับด้วยคำขอโทษเสียงนุ่ม ทว่าทำคนฟังอย่าปิ่นอนงค์ไปต่อไม่ถูกเมื่อจริงๆ แล้วเขาไม่ได้เป็นคนผิด“คุณ…” หญิงสาวได้แต่มองชายหนุ่มอย่างอ่อนใจ“…ทำไมถึงยอมง่ายๆ แบบนี้ ผมพูดไปขนาดนั้นแล้ว” เขาเลือกที่จะส่งยิ้มไปให้เธอเพื่อให้สบายใจก่อนจะเอ่ยถามออกไปอย่างไม่เข้าใจว่าเพราะเหตุผลอะไรสาวเจ้าถึงยอมง่ายๆ เช่นนั้น“ใครว่าฉันยอมล่ะคะ” ปิ่นอนงค์ตอบกลับพลางนั่งลงบนเตียงคนไข้เตียงข้างๆ หลังจากยืนทำแผลให้กับเขา“ไม่ยอมยังไงถึงปล่อยไป” เตโซถามกลับทันที เพราะสำหรับเขาไม่ควรปล่
ปิ่นอนงค์หันขวับมามองเตโซด้วยความตกใจกับสิ่งที่เขาทำอยู่แม้จะแอบไม่พอใจเขาในตอนแรก แต่ไม่คิดเลยว่าเขากำลังช่วยไม่ให้เธอถูกลูกค้าหัวหมอเอารัดเอาเปรียบสร้างความเสียหายให้กับทางรีสอร์ต และไม่คิดเลยว่าเขาจะช่วยเธอมากมายขนาดนี้ จนเริ่มไม่มั่นใจแล้วว่าถึงเวลาที่จะค้องปล่อยเขาไปเธอจะปล่อยเขาไปได้จริงๆ หรือ…“แก! แกพูดอะไร ฉันชื่อมาเป็นแสนนะยะ พูดมานี่ดูกระเป๋าเป็นหรือเปล่ายะ” ลูกค้ายังคงโวยวายกลับมาแต่เริ่มมีท่าทีลุกลี้ลุกลนขึ้นมาเล็กน้อย“เป็นไม่เป็น ผมรู้จักคนที่ดูกระเป๋าเป็น ผมสามารถเรียกเขามาได้นะครับ” เตโซพูดอย่างกดดันและข่มอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงทุ้มเข้ม“แก! แกเป็นใคร มายุ่งอะไรด้วยยะ ไม่รู้ล่ะ ถ้าเธอไม่ชดใช้ รีสอร์ตได้เสียชื่อเสียงแน่” เจ้าหล่อนยังคงโวยวายกลบเกลื่อนไม่หยุด“ยินดีครับ ผมเองก็จะฟ้องกลับเรื่องหมิ่นประมาทซึ่งหน้าและทำให้เสียชื่อเสียง และยังมีการฉ้อโกง ยังทำให้ผู้อื่นบาดเจ็บทางกายและใจ” เตโซตอบโต้กลับไม่วายชี้ไปทางพนักงานชงเครื่องดื่มในท้ายประโยค ซึ่งชายหนุ่มเห็นว่าพรักงานชายคนนี้ถูกทำร้ายร่างกายเมื่อเห็นรอยนิ้วมือและเล็บที่ข่วนแก้ม“แก! นี่หล่อน! มันเป็นใคร คนวรรณวิภากิจบริ
“ภรรยาท่านทูตที่ประจำอยู่สวิตเซอร์แลนด์ค่ะ เวลาคุณหญิงกลับมาพักผ่อนที่ไทยจะเลือกพักโรงแรมวรรณวิภากิจเป็นประจำ อีกอย่างเมื่อปีก่อนฉันไปเรียนที่สวิตซ์ระยะสั้นก็ได้ท่านช่วยหาบ้านพักและดูแลตลอดนี่แหละ คุณปู่เลยจะเลี้ยงข้าวท่านทุกครั้งที่มาไทยค่ะ” ปิ่นอนงค์อธิบายให้เตโซได้ฟังระหว่างเดินไปที่รีสอร์ต“โอเค หลังจากนั้นเราจะอยู่ที่กรุงเทพฯ ต่ออีกสองเดือน เจ้าสัวอยากจัดงานวันเกิดให้คุณที่กรุงเทพฯ อ้อ ของของคุณถูกย้ายไปไว้ที่บ้านผมแล้วนะ” เตโซพยักหน้าเข้าใจก่อนจะยื่นมือไปดันต้นแขนของปิ่นอนงค์เบาๆ ให้เปลี่ยนมาเดินทางซ้ายของเขาเมื่อมีกลุ่มแขกของรีสอร์ตกำลังเดินลากกระเป๋าออกมาพอดี“คุณปู่อีกตามเคย จริงสิ ก่อนจะเข้าบ้านคุณ ฉันมีโอกาสเจอน้องสะใภ้คุณหรือเปล่า” ปิ่นอนงค์บ่นอุบก่อนจะถามถึงดาริกาตามปกติ“…ไม่ จนกว่าจะเข้าบ้าน” เตโซชำเลืองมองปิ่นอนงค์อย่างไม่ชอบใจเล็กน้อยที่เธอคลายจะเร่งรัดข้อตกลงแต่ก็ยอมตอบออกไป“งั้นฉันขอแวะไปที่วราไดมอนด์ก่อนเข้าบ้านคุณนะคะ อยากจะเห็นหน้าชัดๆ อีกที ตั้งแต่งานแต่งจนตอนนี้ก็ยังไม่เห็นหน้าเธอชัดๆ สักที อย่าบอกใครล่ะว่าฉันเป็นใคร” ปิ่นอนงค์พยักหน้าก่อนจะพูดให้เตโซได้รับรู้







