Masukเตโซยืนมองตามหลังปิ่นอนงค์ที่รีบจ้ำอ้าวไปที่เตียงนอนก่อนจะล้มตัวลงนอนที่เตียงแล้วดึงผ้าห่มนวมขึ้นมาคลุมจนถึงศีรษะ ชายหนุ่มยิ้มขบขันก่อนจะดึงมือจากกระเป๋ากางเกงขึ้นมากอดที่อกพลางยืนพิงขอบประตูห้องน้ำแทนที่จะเดินเข้าห้องน้ำอย่างที่บอกหญิงสาว
“ลุกเถอะครับ เดี๋ยวผมจะลงไปรอข้างล่างนะ” เตโซตัดสินใจพูดออกไปพลางยืดตัวตรงแล้วเดินออกห่างจากห้องน้ำ
“นี่คุณแกล้งฉันเหรอ โรคจิตปะเนี่ย” ปิ่นอนงค์ลุกพรวดมานั่งแล้วหันไปมองเขาพลางต่อว่าออกไปอย่างไม่จริงจัง
“เปล่า ผมลืมไปว่าข้างล่างก็มีห้องน้ำ ลุกได้แล้วครับ ผมให้เคนจองตั๋วไว้รอบสิบโมง” เตโซพูดทั้งที่ยิ้มซึ่งทำให้ปิ่นอนงค์ต้องชักสีหน้าเพราะคิดว่าเขากำลังแกล้ง
“แกล้งกันชัดๆ แบบนี้ นี่ จริงๆ แล้วคุณเป็นคนแบบนี้หรือไงคะ” ปิ่นอนงค์แหวใส่พลางลุกลงจากเตียงเดินเข้าไปหาชายหนุ่มที่ยั่งยืนยิ้มอยู่อย่างขบขันเธอ
“คงงั้นมั้ง...ผมก็ไม่เข้าใจตัวเอง” เตโซตอบปิ่นอนงค์ก่อนจะเงียบแล้วพึมพำกับตัวเองขึ้นมาใหม่
“คุณพูดอะไรนะคะตอนท้ายประโยค” หญิงสาวถามกลับเมื่อได้ยินไม่ชัด
“ผมจะลงไปรอข้างล่าง จะได้คุยกับเจ้าสัวเรื่องที่จะไปภูเก็ตแทนฮ่องกงด้วย อาบน้ำเตรียมตัวไปนะครับ” เตโซยิ้มบางให้เธอก่อนจะก้าวเดินตรงไปยังประตูห้องนอนทิ้งให้สาวเจ้าขมุบขมิบปากบ่นชายหนุ่มอย่างไม่เข้าใจกับท่าทางของเขาที่เหมือนจะมีเรื่องบางอย่างที่ไม่ยอมพูดออกมาตามตรง
ชายหนุ่มเดินลงบันไดมาด้วยรอยยิ้มกรุ้มกริ่มในหน้าให้กับหญิงสาว ลึกๆ แล้วเขาก็ไม่เข้าใจว่าทำไมตัวเองถึงรู้สึกอยากแกล้งเย้าสาวเจ้ากันเมื่อครู่นี้ เพียงแค่นึกอยากแกล้งก็ทำเลยทั้งที่ไม่เคยเป็นเช่นนี้มาก่อนแม้แต่กับดาริกา
เขาก็ไม่เคยรู้สึกเช่นนี้มาก่อน...
“คุณโซยิ้มอะไรครับ” พฤกษ์เอ่ยถามเจ้านายหนุ่มซึ่งกำลังเดินลงมาจากด้านบน
“พฤกษ์? นายมาที่นี่ได้ยังไง ไม่ได้บินไปไต้หวันหรือไง” เตโซเอ่ยถามด้วยความสงสัยที่ลูกน้องของตัวเองที่ยอมยกให้เป็นสายตำรวจอย่างเต็มตัวหลังจบเรื่องของดาริกามาได้หนึ่งปีเต็มกำลังยืนอยู่ภายในบ้านของเจ้าสัวธรรมรงค์พลางมองหาเคน
“ถึงผมจะเป็นสายให้ตำรวจแต่หน้าที่หลักของผมคือดูแลคุณโซนะครับ ส่วนเคนบินไปภูเก็ตก่อนแล้วครับ คือเจ้าสัวทราบเรื่องแล้วที่คุณโซให้เคนจองตั๋วเครื่องบินไปภูเก็ตแทนฮ่องกงเพราะคุณเจ้านาย” พฤกษ์ให้คำตอบอย่างชัดเจนให้เจ้านายเข้าใจทันที
“เจ้านาย? ลูกชายของคุณปิ่นน่ะเหรอ” เตโซเอ่ยถามอย่างไม่ต้องการคำตอบเสียเท่าไร เพราะรู้ว่าเป็นเรื่องส่วนตัวของหญิงสาว
อย่างไรแล้วเขาก็ยังเป็นคนนอกสำหรับเธอ
“เอ่อ เรื่องนั้น...” พฤกษ์กำลังจะให้คำตอบเรื่องของเด็กชายที่ชื่อ ‘เจ้านาย’ ให้เตดซได้ทราบ ทว่าก็ถูกเจ้าสัวธรรมรงค์เอ่ยแทรกเสียก่อนพลางเดินออกมาจากห้องทานอาหารตรงมาหาเตโซ
“เจ้านายเป็นลูกพี่สาวของปิ่น หลังปิ่นฉัตรคลอดน้องนายได้สามเดือนก็เกิดอุบัติเหตุรถตกเขาที่ภูเก็ตพร้อมสามี หลังจากนั้นปิ่นก็รับหน้าที่เป็นคนดูแลและจดทะเบียนรับน้องนายมาเป็นลูก อย่าได้คิดมากล่ะ ปิ่นยังโสดบริสุทธิ์เหมาะสมกับเธอแน่นอนเตโซ ฝากหลานทั้งสองคนของฉันด้วยนะ” เจ้าสัวธรรมรงค์ยิ้มอย่างมีเลศนัยก่อนจะตบบ่าแล้วเดินขึ้นบันไดไป
“ผมไม่...” เตโซคิดจะปฏิเสธไปตามตรงด้วยความรู้สึกของตัวเองว่าเขาไม่ได้คิดมากใดๆ ทั้งสิ้น ทว่าก็ถูกคนที่เดินขึ้นบันไดไปหยุดเดินแล้วหันกลับมาพูดแทรก
“ปิ่นผ่านเรื่องราวมาเยอะ เยอะกว่าเรื่องของคุณกับครอบครัวของดาริกา ทั้งชีวิตนี้ฉันไม่ห่วงอะไรเลยนอกจากปิ่นและน้องนาย เมื่อก่อนปิ่นเป็นคนสดใสร่าเริงยิ้มง่าย ตั้งแต่เสียพ่อแม่และพี่สาวไปด้วยอุบัติเหตุรถยนต์ตกเขาที่ภูเก็ตก็กลายเป็นคนเก็บตัวมีโลกส่วนตัวสูง ฉันหวังว่าเธอจะช่วยให้ปิ่นกลับมาเป็นคนที่ร่าเริงสดใสได้นะเตโซ” เจ้าสัวธรรมรงค์ตัดสินใจที่จะพูดในสิ่งที่รู้กันภายในให้กับเตโซ
เพราะรู้ว่าชายหนุ่มเป็นคนที่ไว้ใจได้และเชื่อว่าจะทำให้หลานสาวสุดหวงคนนี้ของตนกลับมาเป็นคนเดิมเหมือนเมื่อก่อน เหมือนเมื่อห้าปีก่อนที่มีแต่รอยยิ้มของหลานสาว ถึงแม้ว่าปิ่นอนงค์จะเหลือปาริฉัตรพี่ชายคนเดียวก้ยังทดแทนกับบุคคลที่สูญเสียไปไม่ได้เพราะปาริฉัตรเองก็กลายเป็นคนที่นิ่งเงียบมากกว่าเดิม ย้ายออกไปอยู่ข้างนอกไม่พอยังตัดตัวเองจากกิจการภายในครอบครัวไปเปิดไนต์บาร์เกย์แทน
ฉะนั้น การที่ปิ่นอนงค์ได้มีเตโซเข้ามาชีวิตในครั้งนี้ เจ้าสัวธรรมรงค์เชื่อว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ตลอดห้าปีที่ผ่านมาเสียงหัวเราะจากปิ่นอนงค์ที่ออกมาจากใจไม่มีเลยสักนิด
“เจ้าสัวทราบ?” เตดซเอ่ยถาม
“การที่ฉันจะวางใจให้ใครมาแต่งงานกับปิ่น ฉันก็ต้องสืบประวัติคนนั้นก่อนให้ละเอียดสิ แน่นอนต้องให้คนจับตาดูการเคลื่อนไหวด้วย ถึงเธอจะเป็นคนดีแต่หลานสาวฉันทั้งคนนะ แล้วก็ขอบคุณที่ยอมให้ปิ่นได้ไปภูเก็ตแทนฮ่องกง ฉันดูคนไม่ผิดจริงๆ สินะ” เจ้าสัวธรรมรงค์ยอมรับออกไปตามตรง
“ครับ” เตโซได้แต่รับคำตอบกลับไป
“ฝากปิ่นกับน้องนายด้วยนะ ถึงฉันจะไม่รู้ว่าพวกเธอตกลงอะไรกันหรือเปล่า แต่ฉันหวังว่าเธอจะไม่ทำให้ปิ่นเสียใจก็พอ” เจ้าสัวธรรมรงค์ยังคงพูดพร้อมรอยยิ้มผู้ใหญ่ใจดีหากแต่ทั้งคำพูดและรอยยิ้มกำลังบีบบังคับให้เขาทำตามในสิ่งที่อีกฝ่ายคาดหวัง
“เจ้าสัวดูออก?” หากแต่เตโซก็พอจะมองออกว่าอีกฝ่ายกำลังพูดถึงเรื่องอะไรและมองเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างเขากับสาวเจ้าออกอย่างทะลุปุโปร่ง
“ตอนที่ฉันพูดกับปิ่นและเธอ ฉันก็ดูออกแล้วแต่ไม่คิดว่าพวกเธอจะยืนยันออกมาว่ารักกัน ถึงจะไม่รู้ว่าโกหกไปทำไมแต่ตอนนี้เธอกับปิ่นได้ขึ้นชื่อว่าเป็นสามีภรรยากันถูกต้องตามกฎหมายแล้ว ก็ช่วยรักษาเกียรติหลานสาวฉันด้วยนะ” เจ้าสัวธรรมรงค์พูดออกมาให้ชายหนุ่มได้รู้ว่าเขาและเธอโป้ปดใส่คนแก่อย่างเจ้าสัวธรรมรงค์ไม่ได้
“ครับ ผมจะไม่ทำให้เธอเสียชื่อเสียงหรือเสียเกียรติ” เตโซตอบรับกลับไปตามตรงเมื่อตอนนี้อีกฝ่ายก็มองออกแล้ว
“คุยอะไรกันคะปู่ ดุอะไรคุณสาของปิ่นล่ะ เขาดีเว่อร์ยังจะไปดุเขาอีกเหรอคะ” ปิ่นอนงค์พูดขึ้นเมื่อเดินมาที่บันไดแล้วเห็นคนเป็นปู่และหลานเขยสนทนากันจึงทักทายกลับไป
“ไม่มีอะไรหรอก ฮันนีมูนกันให้สนุกล่ะ ปู่รอเหลนอีกคนนะ” เจ้าสัวหันไปส่งยิ้มหลานสาวที่เดินลงมาจากบันไดไม่วายแซวปิ่นอนงค์ให้เธอต้องหน้ายู่ใส่
“มีแค่น้องนายก็พอแล้วค่ะ” ปิ่นอนงค์ตอบกลับพลางยิ้ม
“น้องนายไม่เหมือนกัน เอาล่ะ ไปทานมื้อเช้าก่อนไปสนามบินเถอะ เดี๋ยวตกเครื่อง” เจ้าสัวธรรมรงค์ยิ้มให้หลานสาวพลางดันหลังของปิ่นอนงค์ไปหาเตโซอย่างไม่ให้ตั้งตัว
ปิ่นอนงค์ที่ถูกดันหลังกะทันหันทำให้ถลาไปหาเตโซจนชายหนุ่มต้องรีบอ้าแจนรวบเอวไม่ให้หญิงสาวล้มลงไปก้นจ้ำเบ้าที่พื้น ทว่าหน้าผากของเธอกลับไปกระแทกที่คางของเขาแทนจนต้องผละออกเล็กน้อยแล้วยกมือขึ้นมาลูบที่ศีรษะซึ่งทำให้เขารีบก้มดูด้วยความตกใจพลางยกมืออีกข้างขึ้นมาลูบที่หน้าผากช่วยสาวเจ้า เพราะเสียงกระแทกที่หน้าผากกับคางดังจนรู้ได้เลยว่าเธอคงเจ็บไม่ใช่น้อย
“เจ็บมากหรือเปล่า” เขาถามเสียงนุ่มอย่างเป็นห่วงพลางมองที่หน้าผากมนด้วยสายตากังวลเล็กน้อยเมื่อเห็นรอยแดงจางๆ ที่หน้าผากของเธอ
“นิด นิดหน่อยคะ” สาวเจ้าที่ช้อนสายตาขึ้นมองเขาก็ต้องตะกุกตะกักพูดออกไปเมื่อเห็นสายตาที่เป็นห่วงจากเขาจนมีผลกระทบต่อหัวใจที่เต้นปกติให้สั่นระรัวขึ้นมาฉับพลันจนสัมผัสได้ว่าสองแก้มร้อนผ่าวเมื่อลมหายใจอุ่นของเขารินรดที่หน้าผาก
ปิ่นอนงค์รู้สึกได้เลยว่าร่างกายของเธอกำลังรู้สึกแปลกๆ อย่างไม่เข้าเมื่อได้ใกล้ชิดกับเตโซมากขึ้นจนกลายเป็นคนที่ทำตัวไม่ถูกและพูดเหมือนคนติดอ่างไปเสียได้ โดยเฉพาะหัวใจของเธอที่มันสั่นไหวราวกับเกิดแผ่นดินไหวด้วยความแรงที่เก้าริกเตอร์เสียอย่างนั้น มันสั่นไหวรุนแรงมากราวกับต้องการล้างผลาญทุกสิ่งทุกอย่างในรัศมีเป็นพันกิโลเมตร
เขาช่างอันตรายสำหรับเธอเสียจริง
น่ารักสดใสและใจดีแบบนี้สิน่า คนอย่างเตโซถึงตัดใจไม่ได้แบบนี้ มิหนำซ้ำยังอ่อนน้อมถ่อมตนต่อผู้ใหญ่โดยไม่ถือตัวที่ตัวเองมีฐานะที่สูงกว่า แค่เธอสัมผัสในระยะสั้นๆ ยังรู้สึกเอ็นดูดาริกาเสียไม่ได้เลย“โธ่ น้องดาคะ ทำไมถ่อมตนอีกแล้ว คุณเตคุณโซได้กินหัวพี่กันพอดีสิคะ” สาลียิ้มพลางห่อไหล่ลงอย่างอ่อนใจใส่เจ้านายสาวผู้แสนดี“ไม่หรอกค่ะ มีดาอยู่” ดาริกาพูดพลางหัวเราะออกมาตามปกติที่แอบแซวเจ้านายหนุ่มกับพนักงานก่อนจะเดินตามสาลีออกไปเมื่ออีกฝ่ายยอมที่จะเดินออกก่อนปิ่นอนงค์เผยอยิ้มเอ็ดูต่อดาริกาออกมาก่อนจะก้าวเดินออกจากลิฟต์ตามคนทั้งสองที่ยังมีบทสนทนาหยอกเย้าราวกับไม่ใช่ลูกน้องเจ้านายแต่เป็นเหมือนพี่น้องกันมากกว่า ก่อนจะหยุดเดินตามเมื่อทั้งสองหยุดเดินทั้งที่ยังสนทนากันอยู่“แน่ใจนะคะว่าจะไม่เจอคุณเตคุณโซ” สาลีถามอีกครั้งพลางสอดสายตามองไปรอบๆ บริเวณอย่างระแวดระวัง“ค่ะ พี่เตเดินไปหาพี่โซที่ด้านหลัง รายนั้นชอบเข้าทางด้านหลังบริษัทตรงเข้าห้องประชุมสะดวก รับรองว่าไม่เจอแน่นอนค่ะ” ดาริกายังยืนยันคำเดิม“โอเคค่ะ ฝากด้วยนะคะน้องดา” สาบียิ้มกว้างอย่างโล่งใจ“ยินดีค่ะ เดี๋ยวรออยู่ที่โต๊ะพี่สาลีก่อนนะคะ ดาคิดว
เมื่อเดินออกมาจากโรงแรมปิ่นอนงค์และเตโซก็ขึ้นรถขับออกตรงไปยังวราไดมอนด์ทันทีโดยเป็นรถของชายหนุ่มและสารถีก็คือเจ้าของรถ หญิงสาวเพิ่งสัมผัสได้ว่าเขามีฐานะชื่อเสียงแต่ใช้ชีวิตธรรมดาพึ่งตัวเอง แตกต่างจากคนวรรณวิภากิจที่น้อยนักจะได้ทำอะไรด้วยตัวเอง เธอจึงฉุกคิดได้ว่าการที่ย้ายไปอยู่บ้านของเขาคงจะทำให้เธอโตขึ้นมากกว่านี้ คงได้เรียนรู้สิ่งที่แตกต่างจากเดิมไม่น้อยจากเขาก็เป็นได้ใช้เวลาไม่นานทั้งสองก็มาถึงวราไดมอนด์ เตโซเลือกที่จะเข้าเข้ามาจอดรถที่ลานจอดใต้ตึกตามคำขอของปิ่นอนงค์ที่นึกสนุกอยากแอบเข้าไปโดยไม่ให้ใครรู้ว่าหญิงสาวเป็นใครก็เพื่อประเมินดาริกาตามความตั้งใจ แต่ทว่าไม่คิดเลยว่าทันทีที่ก้าวเท้าเข้ามาทางด้านหน้าบริษัทแทนการเข้าที่ลิฟต์ส่วนตัวผู้บริหารกับเตโซ“น้อง! น้องใช่ไหมที่เป็นพนักงานใหม่ ทำไมมาสายขนาดนี้ ทุกคนกำลังยุ่งๆ กันเลย วันนี้คุณเตโซจะเข้าบริษัท เดี๋ยว ทำไมแต่งตัวแบบนี้ ตายๆ เอชอาร์รับมาได้ยังไง ทำยังไงดีๆ คุณเตโซเป็นคนเนี้ยบซะด้วยสิ”ปิ่นอนงค์มองพนักงานหญิงที่สวมแว่นตาหนาอยู่ในชุดสูทเนี้ยบที่บ่นไปดึงแขนพาหญิงสาวเดินไปก่อนจะชะงักมองเธออีกครั้งอย่างพิจารณา และยิ่งพบความไม่เรี
“จริงสิคะ ที่คุณบอกว่าจะเรียกคนที่ดูกระเป๋าเป็นมา คุณมีคนรู้จักแบบนั้นด้วยเหรอคะ” ปิ่นอนงค์ได้ยินเสียงหัวเราะในลำคอของเตโซก็ยิ่งดขินอายมากกว่าเดิมจึงตัดสินใจหันกลับไปเปลี่ยนเรื่องทันที“รู้จักน่ะมี แต่เขาอยู่กรุงเทพฯ ผมก็แค่พูดแก้ไขสถานการณ์ไปน่ะ” เตโซตอบตามตรง“คุณเองก็ร้ายค่ะ” เธอขำออกมากับคำตอบของเขาก่อนจะแกล้งว่ากลับไป“ทำไงได้ เจอคนกำลังเอาเปรียบก็ต้องเปิดโปง แล้วคุณดูไม่ออกจริงๆ เหรอเรื่องกระเป๋า” เตโซยักหัวไหล่อย่างไม่ยี่หระก่อนจะถามกลับ“ดูไม่ออกค่ะ ฉันไม่ค่อยใช้ของแบรนด์เนม มีไม่กี่อย่างเองและที่มีก็ได้มาจากของขวัญที่คนอื่นให้มา” ปิ่นอนงค์ส่ายหัวพรืดตอบกลับไป“ไม่เอามาใช้แล้วคุณเก็บไว้ไหน” ถามกลับด้วยความสงสัย“ห้องเก็บของที่บ้านเล็กที่กรุงเทพฯ ค่ะ” ตอบด้วยท่าทางสบายๆ“ไม่แปลกใจแล้ว อีกเรื่อง ทำไมคนที่นี่ถึงไม่เรียกคุณว่าคุณหนึ่งเหมือนคนที่กรุงเทพฯ แต่เรียกคุณว่าคุณปิ่น” เตโซเอ่ยถามในสิ่งที่สงสัยมานานเมื่ออยู่ที่นี่นานจนจับสังเกตได้ว่าคนทั้งโรงแรมและรีสอร์ตต่างเรียกปิ่นอนงค์ด้วยชื่อมากกว่า ‘คุณหนึ่ง’ ซึ่งบ่งบอกตำแหน่งหลานสาวคนโตของวรรณวิภากิจ“ฉันสั่งเองค่ะ สำหรับ ‘คุณหนึ่ง’
“โชคดีนะคะที่ไม่แตกจนต้องเย็บ คุณนะคุณ ทำไมทำตัวเหมือนตัวเองเป็นเหล็กทั้งตัวด้วยคะ”ปิ่นอนงค์บ่นพลางช่วยปิดพลาสเตอร์ที่แผลหลังล้างแผลพและใส่ยาเป็นที่เรียบร้อย หญิงสาวเปลี่ยนใจให้สายพิณออกไปจัดการกับลูกค้ารายนั้นแทนด้วยคำสั่งใหม่เมื่อคำสั่งแรกทุกคนไม่ยอมทำตามและเป็นเธอเองที่พาเตโซมาห้องพยาบาลของรีสอร์ตโดยมีรุจีรากับภานพตามมาด้วย“เท้ามันไปเอง” เตโซตามเสียงปกติด้วยสีหน้านิ่งเฉยราวกับว่าเป็นเรื่องปกติธรรมดา“เท้าไปเอง!? นี่คุณกวนประสาทฉันอยู่ใช่ไหมคะคุณโซ” ปิ่นอนงค์เอ็ดเล็กน้อยพลางถลึงตาใส่ด้วยความโมโหเตโซเพราะคำตอบ“ขอโทษครับ” เตโซตอบกลับด้วยคำขอโทษเสียงนุ่ม ทว่าทำคนฟังอย่าปิ่นอนงค์ไปต่อไม่ถูกเมื่อจริงๆ แล้วเขาไม่ได้เป็นคนผิด“คุณ…” หญิงสาวได้แต่มองชายหนุ่มอย่างอ่อนใจ“…ทำไมถึงยอมง่ายๆ แบบนี้ ผมพูดไปขนาดนั้นแล้ว” เขาเลือกที่จะส่งยิ้มไปให้เธอเพื่อให้สบายใจก่อนจะเอ่ยถามออกไปอย่างไม่เข้าใจว่าเพราะเหตุผลอะไรสาวเจ้าถึงยอมง่ายๆ เช่นนั้น“ใครว่าฉันยอมล่ะคะ” ปิ่นอนงค์ตอบกลับพลางนั่งลงบนเตียงคนไข้เตียงข้างๆ หลังจากยืนทำแผลให้กับเขา“ไม่ยอมยังไงถึงปล่อยไป” เตโซถามกลับทันที เพราะสำหรับเขาไม่ควรปล่
ปิ่นอนงค์หันขวับมามองเตโซด้วยความตกใจกับสิ่งที่เขาทำอยู่แม้จะแอบไม่พอใจเขาในตอนแรก แต่ไม่คิดเลยว่าเขากำลังช่วยไม่ให้เธอถูกลูกค้าหัวหมอเอารัดเอาเปรียบสร้างความเสียหายให้กับทางรีสอร์ต และไม่คิดเลยว่าเขาจะช่วยเธอมากมายขนาดนี้ จนเริ่มไม่มั่นใจแล้วว่าถึงเวลาที่จะค้องปล่อยเขาไปเธอจะปล่อยเขาไปได้จริงๆ หรือ…“แก! แกพูดอะไร ฉันชื่อมาเป็นแสนนะยะ พูดมานี่ดูกระเป๋าเป็นหรือเปล่ายะ” ลูกค้ายังคงโวยวายกลับมาแต่เริ่มมีท่าทีลุกลี้ลุกลนขึ้นมาเล็กน้อย“เป็นไม่เป็น ผมรู้จักคนที่ดูกระเป๋าเป็น ผมสามารถเรียกเขามาได้นะครับ” เตโซพูดอย่างกดดันและข่มอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงทุ้มเข้ม“แก! แกเป็นใคร มายุ่งอะไรด้วยยะ ไม่รู้ล่ะ ถ้าเธอไม่ชดใช้ รีสอร์ตได้เสียชื่อเสียงแน่” เจ้าหล่อนยังคงโวยวายกลบเกลื่อนไม่หยุด“ยินดีครับ ผมเองก็จะฟ้องกลับเรื่องหมิ่นประมาทซึ่งหน้าและทำให้เสียชื่อเสียง และยังมีการฉ้อโกง ยังทำให้ผู้อื่นบาดเจ็บทางกายและใจ” เตโซตอบโต้กลับไม่วายชี้ไปทางพนักงานชงเครื่องดื่มในท้ายประโยค ซึ่งชายหนุ่มเห็นว่าพรักงานชายคนนี้ถูกทำร้ายร่างกายเมื่อเห็นรอยนิ้วมือและเล็บที่ข่วนแก้ม“แก! นี่หล่อน! มันเป็นใคร คนวรรณวิภากิจบริ
“ภรรยาท่านทูตที่ประจำอยู่สวิตเซอร์แลนด์ค่ะ เวลาคุณหญิงกลับมาพักผ่อนที่ไทยจะเลือกพักโรงแรมวรรณวิภากิจเป็นประจำ อีกอย่างเมื่อปีก่อนฉันไปเรียนที่สวิตซ์ระยะสั้นก็ได้ท่านช่วยหาบ้านพักและดูแลตลอดนี่แหละ คุณปู่เลยจะเลี้ยงข้าวท่านทุกครั้งที่มาไทยค่ะ” ปิ่นอนงค์อธิบายให้เตโซได้ฟังระหว่างเดินไปที่รีสอร์ต“โอเค หลังจากนั้นเราจะอยู่ที่กรุงเทพฯ ต่ออีกสองเดือน เจ้าสัวอยากจัดงานวันเกิดให้คุณที่กรุงเทพฯ อ้อ ของของคุณถูกย้ายไปไว้ที่บ้านผมแล้วนะ” เตโซพยักหน้าเข้าใจก่อนจะยื่นมือไปดันต้นแขนของปิ่นอนงค์เบาๆ ให้เปลี่ยนมาเดินทางซ้ายของเขาเมื่อมีกลุ่มแขกของรีสอร์ตกำลังเดินลากกระเป๋าออกมาพอดี“คุณปู่อีกตามเคย จริงสิ ก่อนจะเข้าบ้านคุณ ฉันมีโอกาสเจอน้องสะใภ้คุณหรือเปล่า” ปิ่นอนงค์บ่นอุบก่อนจะถามถึงดาริกาตามปกติ“…ไม่ จนกว่าจะเข้าบ้าน” เตโซชำเลืองมองปิ่นอนงค์อย่างไม่ชอบใจเล็กน้อยที่เธอคลายจะเร่งรัดข้อตกลงแต่ก็ยอมตอบออกไป“งั้นฉันขอแวะไปที่วราไดมอนด์ก่อนเข้าบ้านคุณนะคะ อยากจะเห็นหน้าชัดๆ อีกที ตั้งแต่งานแต่งจนตอนนี้ก็ยังไม่เห็นหน้าเธอชัดๆ สักที อย่าบอกใครล่ะว่าฉันเป็นใคร” ปิ่นอนงค์พยักหน้าก่อนจะพูดให้เตโซได้รับรู้







