LOGINเวลาต่อมา ภายในรถ หลังจากทานอาหารเสร็จอันดาก็ขับรถพามินตรากลับบ้าน ระหว่างทางหญิงสาวยังคงพูดถึงเรื่องที่เขาแย่งมาม่ากระป๋องออกจากมือเธอไม่เลิก ถึงแม้จะยอมรับแล้วว่าอาหารที่ร้านอร่อยกว่ามาม่า แต่เธอก็ยังยืนยันว่าการที่เขาแย่งของกินคนอื่นไปโดยไม่ขออนุญาตเป็นเรื่องที่ไม่ควรทำ อันดาไม่ได้เถียงอะไรกลับไปมากนัก เขาเพียงตอบรับเป็นบางครั้ง ก่อนจะปล่อยให้คนข้าง ๆ บ่นไปตามเรื่องตามราว จนกระทั่งเสียงของเธอค่อย ๆ เงียบลงไปเอง ตอนแรกเขาคิดว่าเธอคงเลิกบ่นแล้ว แต่เมื่อเหลือบมองไปทางเบาะข้างคนขับ กลับเห็นว่ามินตรากำลังนั่งหลับอยู่ ศีรษะของเธอเอนพิงเบาะเล็กน้อย ริมฝีปากเผยอออกนิด ๆ ขณะที่มือทั้งสองข้างวางอยู่บนหน้าตักอย่างสบายตัว อันดามองเธออยู่ครู่หนึ่งก่อนจะหันกลับไปสนใจถนนตรงหน้าตามเดิม เมื่อครู่ยังเถียงเขาไม่หยุดอยู่เลย เผลอแป๊บเดียวกลับหลับไปซะแล้ว เขานึกถึงตารางงานของเธอในวันนี้ ตั้งแต่ช่วงเช้ามินตราต้องเข้าโรงพยาบาลเพื่อผ่าตัดคนไข้ พอกลับมาถึงบ้านก็ยังต้องมาตัดไหมและตรวจแผลให้เขาอีก กว่าจะได้ออกไปกินข้าวด้วยกันก็เกือบค่ำแล้ว ดูท่าทางเธอคงเหนื่อยมาทั้งวันจริง ๆ อันดาจึงลดเสียงเพลงในรถล
"คุณอันดา! ฉันไม่ได้พูดว่าชอบคุณสักหน่อยนะ ฉันแค่ตอบคำถามของคุณ แล้วก็ไม่ต้องมาทำหน้าแบบนั้นด้วย ฉันรู้นะว่าคุณกำลังแกล้งฉันอยู่!" อันดาหัวเราะออกมาเบา ๆ ก่อนจะยกแก้วน้ำขึ้นดื่มอย่างสบายใจ เหมือนไม่ได้สนใจอะไรกับคนข้าง ๆ แต่หางตาก็แอบเหลือบมองแบบตัวเขาเองก็ยังไม่เข้าใจว่าจะมองเธอไปทำไม "ผมก็แค่ถามว่าคุณชอบอะไรเสี่ยง ๆ หรือเปล่า คุณเป็นคนรีบอธิบายเองว่าไม่ได้ชอบผม" "ก็คุณพูดกำกวมนี่คะ!" คนตัวเล็กเริ่มเสียงดังขึ้นแก้เขิน ถามออกมาแบบนี้ใครมันจะไม่เขินละ ต่อให้ไม่ได้รู้สึกอะไรก็เถอะ "แล้วถ้าผมถามตรง ๆ ล่ะ" มินตราหรี่ตามองเขาทันที "ถามอะไรอีก" อันดาวางแก้วน้ำลง ก่อนจะหันมาสบตาเธอตรง ๆ ก่อนที่เขาจะเอ่ยถามในสิ่งที่เขาไม่เคยคิดว่าตัวเองจะพูดอะไรแบบนี้ออกมาได้ "ถ้าผมถามว่าคุณหมอชอบผู้ชายแบบผมหรือเปล่า คุณจะตอบว่ายังไง" มินตรานิ่งไปชั่วขณะกับคำถามของเขาที่มันทำให้เธอรู้สึกใจเต้นรัวขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้ แล้วตอนนี้แก้มทั้งสองข้างของเธอมันก็เริ่มร้อนผ่าวขึ้นมาแล้วด้วย เธอไม่คิดว่าเขาจะถามออกมาตรง ๆ แบบนี้ แถมสีหน้าของเขาก็ไม่ได้ดูเหมือนกำลังล้อเล่นเหมือนเมื่อครู่อีกด้วย หญิงสา
"แล้วทำไมจะไม่ได้ล่ะคุณหมอ ถ้าผมไม่อยากมี ผมก็ไม่จำเป็นต้องมีนี่" "ก็จริงของคุณ แต่ฉันแค่ไม่เคยได้ยินใครตอบแบบนี้มาก่อน ปกติคนอื่นเขาก็จะบอกว่ายังไม่พร้อมบ้าง ยังไม่เจอคนที่ใช่บ้าง แต่คุณนี่แปลกดีนะ ตอบเหมือนการมีแฟนเป็นงานอย่างหนึ่งที่คุณไม่อยากทำเลย" อันดามองใบหน้าของหญิงสาวที่กำลังรอคำตอบอยู่ เขาไม่ได้รู้สึกรำคาญที่เธอถามเรื่องส่วนตัว เพียงแต่คำถามนี้เป็นสิ่งที่เขาไม่ค่อยได้พูดถึงกับใครนัก เพราะที่ผ่านมาเขาไม่เคยคิดว่าการมีใครสักคนเข้ามาในชีวิตเป็นเรื่องที่จำเป็นสำหรับตัวเอง การใช้ชีวิตเพียงลำพังทำให้เขาไม่ต้องคอยกังวลว่าใครจะถูกดึงเข้ามาเกี่ยวข้องกับปัญหาของเขา ไม่ต้องคอยอธิบายว่าแต่ละวันเขาไปไหน ทำอะไร หรือทำไมถึงกลับบ้านไม่ตรงเวลา และที่สำคัญที่สุด เขาไม่ต้องคอยระแวงว่าคนที่อยู่ข้างตัวจะกลายเป็นเป้าหมายของศัตรูเมื่อไหร่ อันดาเหลือบมองมินตรา ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงที่จริงจังขึ้นเล็กน้อย "แล้วใครอยากจะมาใช้ชีวิตกับคนแบบผมล่ะคุณ แค่เดินออกจากบ้านยังโดนตามฆ่าเลย ถ้าผมมีแฟนขึ้นมาจริง ๆ แล้ววันหนึ่งคนพวกนั้นรู้ว่าผมมีใครอยู่ข้าง ๆ คุณคิดว่ามันจะปล่อยให้ผู้หญิงคนนั้นใช้ชีวิตอย่
"รู้แล้วค่ะ" เธอรีบก้มหน้าลงมองจานข้าวของตัวเอง แล้วตักอาหารเข้าปากต่อเหมือนตั้งใจจะหลบสายตาของเขา อันดาเองก็ไม่ได้พูดอะไรอีก เขาเพียงมองคนตัวเล็กข้าง ๆ อยู่เงียบ ๆ ก่อนจะยกมุมปากขึ้นอีกครั้ง แต่ทว่าความเงียบสงบอยู่ได้ไม่ถึงสิบวินาทีมินตราก็เงยหน้าขึ้นมาใหม่ "แต่ฉันไม่ได้เตี้ยนะ" อันดาหลุดหัวเราะออกมาทันที "ครับ ๆ ไม่เตี้ยก็ไม่เตี้ย" "น้ำเสียงคุณไม่ได้เชื่อฉันเลย!" "ผมยังไม่ได้พูดอะไรเลยนะ" "ก็หน้าคุณมันฟ้อง!" เสียงเถียงกันเบา ๆ ของทั้งคู่กลับมาดังขึ้นอีกครั้งท่ามกลางบรรยากาศภายในร้านอาหาร และเป็นอีกครั้งที่อันดารู้สึกว่าการมีใครสักคนนั่งเถียงอยู่ข้าง ๆ ระหว่างมื้ออาหารก็ดูไม่ได้แย่อย่างที่เขาเคยคิดเลย หลังจากเถียงกันเรื่องส่วนสูงอยู่พักใหญ่ มินตราก็เลิกสนใจคนข้าง ๆ แล้วหันกลับมากินข้าวต่อ เธอตักกุ้งทอดกระเทียมเข้าปากอีกคำ ก่อนจะเอื้อมมือไปตักต้มยำใส่ถ้วยของตัวเอง ขณะที่อันดานั่งกินอาหารอยู่ข้าง ๆ อย่างเงียบ ๆ พอไม่มีใครพูดอะไร บรรยากาศบนโต๊ะอาหารก็กลับมาสงบอีกครั้ง มินตราเหลือบมองชายหนุ่มเป็นระยะ ก่อนจะนึกถึงเรื่องที่ตัวเองสงสัยมาตั้งแต่ย้ายเข้ามาอยู่ในบ้านของเข
มินตราขมวดคิ้วแน่นอย่างไม่พอใจ ตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยมีใครพูดกับเธอแบบนี้เลยสักคน ถึงเธอจะเป็นผู้หญิงตัวเล็ก รูปร่างไม่ได้สูงโปร่งเหมือนนางแบบ แต่ก็ไม่เคยมีใครเอาเรื่องนี้มาล้อเธอต่อหน้าต่อตาแบบเขามาก่อน แล้วดูสีหน้าคนพูดก็ดูไม่มีความรู้สึกผิดเลยสักนิด แถมยังเหมือนกำลังสนุกที่เห็นเธอโมโหอีกต่างหาก "เหรอ... เห็นตัวเล็กตัวน้อย นึกว่ายังไม่โต" อันดาพูดต่อด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง พร้อมกับกวาดสายตามองเธอแวบหนึ่งเหมือนต้องการยืนยันสิ่งที่ตัวเองพูด มินตราถึงกับวางช้อนลงทันที "นี่คุณกำลังบูลลี่ฉันอยู่นะ รู้ตัวไหม" "ผมพูดความจริง" "ความจริงอะไรของคุณ ฉันอายุยี่สิบแปดแล้วนะคะ ฉันเรียนจบ ทำงานแล้ว เป็นหมอผ่าตัดด้วย แล้วตรงไหนของฉันที่ดูเหมือนยังไม่โต" "ผมพูดถึงตัว ไม่ได้พูดถึงอายุ" มินตราเงียบไปทันที ดวงตากลมโตจ้องผู้ชายตรงหน้าอย่างไม่อยากจะเชื่อว่าเขายังกล้าต่อประโยคอีก "คุณอันดา!" อันดาหลุดหัวเราะออกมาเบา ๆ เมื่อเห็นเธอเริ่มโมโหจริง ๆ เขาไม่ได้ตั้งใจจะล้อเรื่องรูปร่างของเธออย่างจริงจังอยู่แล้ว เพียงแต่ตั้งแต่รู้จักกันมา เขาเพิ่งค้นพบว่ามินตราเป็นคนที่แกล้งสนุกกว่าที่คิด ปก
"อืม ก็ให้คุณนั่นแหละ จะให้ใครล่ะคะ โต๊ะนี้ก็มีกันอยู่สองคน" "แล้วทำไมไม่กินเอง" "ฉันกินไปตั้งหลายตัวแล้ว เห็นคุณเอาแต่กินอย่างอื่น ไม่เห็นตักกุ้งสักที ฉันก็เลยตักให้ หรือคุณไม่ชอบกิน" มินตราทำท่าจะเอื้อมมือกลับมาเอากุ้งคืน "ใครบอกว่าไม่กิน" มินตรามองท่าทางของเขาแล้วหลุดยิ้ม "ก็เห็นจ้องอยู่นาน ฉันก็นึกว่าไม่ชอบ" "กินสิ" "งั้นก็กินค่ะ" "อืม" อันดาก้มมองกุ้งในจานอีกครั้ง ก่อนจะเอ่ยขึ้นเบา ๆ "ขอบคุณ" "แค่กุ้งตัวเดียวเองคุณ ไม่ต้องทำหน้าเหมือนฉันยกบ้านให้ขนาดนั้นก็ได้" มินตราพูดติดขำ ก่อนจะหันกลับไปสนใจอาหารของตัวเองเหมือนเรื่องเมื่อครู่เป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยที่ไม่ได้มีความหมายอะไร แต่สำหรับคนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ กลับไม่ใช่แบบนั้น อันดายังคงมองกุ้งในจานตัวเองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะใช้ส้อมตักมันขึ้นมากินเงียบ ๆ ความจริงมันก็เป็นเพียงอาหารธรรมดา มินตราเองก็คงไม่ได้คิดอะไรด้วยซ้ำ เธอแค่เห็นว่าเขายังไม่ได้กินจึงตักมาให้ตามปกติเท่านั้น แต่สำหรับอันดา เรื่องเล็กน้อยแบบนี้กลับเป็นสิ่งที่เขาไม่ค่อยได้สัมผัสมานานแล้ว ที่ผ่านมาเขาแทบจะกินข้าวคนเดียวมาตลอด ไม่ใช่เพราะไม่มีใค







